นิรามิสสุข มีความหมายว่าอย่างไรค่ะ

(1/1)

aeeyoga51:
สงสัยค่ะ อยากทราบความหมาย คำต่อไปนี้ค่ะ
- นิรามิสสุข
- สามิสสุข
- การเจริญภาวนา  ประกอบด้วย อานาปานสติ และเมตตาภาวนา
    ....  อยากทราบว่า "เมตตาภาวนา" นี่ จะต้องปฏิบัติอย่างไรค่ะ

ขอบคุณค่ะ สำหรับทุกคำตอบ

lee:
แน่ใจแล้วว่า ไม่มีใครอยากตอบคำถามคุณ อี๊โยกอะ51 โพสต์ไว้ตั้งหลายวัน ไม่มีใครใส่ใจ
เมตตาภาวนา อ่านกระทู้นี้
http://www.pendulumthai.com/smf/index.php?topic=284.0

นิรามิสสสุข : นิร แปลว่า ม่ะมี, อามิส แปลว่า เงินทอง ของใช้ วัตถุ/ นิรามิส ก็คือ ปราศจากวัตถุ ความหมายที่กว้างขึ้นคือ ปราศจากวัตถุภายนอก  นิรามิสสุข คือ ความสุขที่ไม่ต้องการพึ่งพาสิ่งอื่นใดภายนอก ไม่ต้องพึ่งวัตถุ   ซึ่งหมายถึงความสุขทางใจ  ส่วนใหญ่จะใช้เพื่อแยกแยะระหว่าง  สามิสสุข (อามิส + สุข) ความสุขที่ต้องพึ่งพาสิ่งภายนอก เช่น ลาภ ยศ สรรเสริญ  กับ ความสุขที่ไม่ต้องพึ่ง ฯ เช่น สุขจากการปฏิบัติภาวนา, สุขจากการมีปัญญาคิดได้เอง


ความสุขที่มีหลายชั้น เริ่มต้นด้วยกาแฟ ช็อกโกแล็ต เหล้ารัม เป็นชั้น ๆ.... เรียกว่า ทีรามิสสุ

skeptic:
จากพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕
อ้างถึง

๗. เมตตาภาวสูตร
      [๒๐๕] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว พระสูตรนี้
 พระผู้มีพระภาคผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้นข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วว่า
 ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุญญกิริยาวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่งมีอุปธิกิเลสเป็นเหตุ
 บุญญกิริยาวัตถุทั้งหมดนั้น ย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งเมตตาเจโตวิมุติ เมตตา
 เจโตวิมุตินั้นแล ครอบงำบุญญกิริยาวัตถุเหล่านั้น สว่างไสวไพโรจน์เปรียบเหมือน
 รัศมีแห่งดาวชนิดใดชนิดหนึ่ง รัศมีดาวทั้งหมดนั้นย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งรัศมี
 พระจันทร์ รัศมีพระจันทร์นั่นแล ครอบงำรัศมีดาวเหล่านั้น สว่างไสวไพโรจน์
 ฉะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนในเมื่ออากาศโปร่งปราศจากเมฆใน
 สารทสมัย ในเดือนท้ายแห่งฤดูฝน พระอาทิตย์ลอยขึ้นไปสู่ท้องฟ้า กำจัดอากาศ
 อันมืดทั้งปวง สว่างไสวไพโรจน์ฉะนั้น อนึ่ง เปรียบเหมือนดาวประกายพฤกษ์
 ในปัจจุสสมัยแห่งราตรี สว่างไสวไพโรจน์ ฉะนั้น ฯ
      พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาค
 ตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
         ผู้ใดมีสติ เจริญเมตตาไม่มีประมาณ สังโยชน์ทั้งหลาย ของ
         ผู้นั้นผู้พิจารณาเห็นซึ่งธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิ ย่อมเป็น
         ธรรมชาติเบาบาง ถ้าว่าผู้นั้นมีจิตไม่ประทุษร้ายซึ่งสัตว์มีชีวิต
         แม้ชนิดหนึ่ง เจริญเมตตาอยู่ไซร้ ผู้นั้นย่อมชื่อว่าเป็นผู้มีกุศล
         เพราะการเจริญเมตตานั้น อันพระอริยบุคคลมีใจอนุเคราะห์
         ซึ่งสัตว์มีชีวิตทุกหมู่เหล่า ย่อมกระทำบุญเป็นอันมาก พระ-
         ราชฤาษี ทั้งหลายทรงชนะซึ่งแผ่นดิน อันเกลื่อนกล่นด้วยหมู่
         สัตว์ ทรงบูชาอยู่ซึ่งบุญเหล่าใด (คือ อัสสเมธะ ปุริสเมธะ
         สัมมาปาสะ วาชเปยยะ นิรัคคพะ) เสด็จเที่ยวไป
         บุญเหล่านั้นย่อมไม่ถึงแม้เสี้ยวที่ ๑๖ แห่งเมตตาจิต อันบุคคล
         เจริญดีแล้ว (เหมือนหมู่ดาวทั้งหมด ย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖
         แห่งรัศมีพระจันทร์ฉะนั้น) ผู้ใดมีส่วนแห่งจิตประกอบด้วย
         เมตตาในสัตว์ทุกหมู่เหล่า ย่อมไม่ฆ่าเอง ไม่ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า
         ไม่ชนะเอง ไม่ใช้ผู้อื่นให้ชนะ เวรของผู้นั้นย่อมไม่มีเพราะ
         เหตุอะไรๆ เลยๆ
 เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้ว
 ฉะนี้แล ฯ

และคำอธิบายที่เป็นภาษาสมัยใหม่ขึ้น ...ผมรู้สึกว่า ชัดเจนเพราะท่านอธิบายด้วยภาษาร่วมสมัยกับเรา :)
อ้างถึง

การแผ่เมตตา
การแผ่เมตตาไม่เกี่ยวกับการท่อง "สัพเพสัตตา" สักเท่าไหร่หรอกครับ
ก่อนจะแผ่เมตตา จะต้องทำจิตให้มีเมตตาเสียก่อน
เหมือนกับจะบริจาควัตถุทาน ก็ต้องหาวัตถุสิ่งของให้ได้ก่อน

การจะสร้างกระแสเมตตาขึ้นในจิต
ให้ประคองความรู้ตัวอยู่ที่จิตอย่างนุ่มนวลอ่อนโยน
แล้วน้อมนึกขอให้สัตว์ทั้งหลายมีความสุขโดยทั่วถึงกัน
จนกระทั่งเกิดกระแสหรือพลังงานของความเมตตาขึ้นที่จิต
จึงแผ่เมตตา ส่งกระแสนั้นออกไป

การแผ่เมตตาทำได้หลายแบบ แบบหนึ่งโดยเจาะจงถึงคนหรือสัตว์เฉพาะตัว
แบบนี้ต้องระลึกถึงผู้นั้น แล้วส่งกระแสเมตตาไปให้
ถ้าเดินๆ อยู่แล้วหมาจะกัด เราจะใช้วิธีนี้แหละครับ อาจจะไม่ถูกกัดก็ได้
ข้อเสียของการแผ่เมตตาแบบนี้คือ อาจจะเกิดราคะแทรกง่าย
เช่นแผ่เมตตาให้สาวสักคน แผ่ไปๆ อาจจะไปรักเขาเข้าก็ได้
แต่หนุ่มสาวที่อยากให้เขารัก ควรหัดแผ่เมตตาแบบนี้ อาจจะได้ผลบ้าง

แบบที่ 2 คือการส่งกระแสออกไปเป็นทิศๆ ครับ ทั้งหน้าหลังซ้ายขวาบนล่าง
เช่นส่งไปข้างหน้าให้ไกลที่สุด แล้วย้อนกลับมาที่จิตอันเป็นศูนย์กลาง
รวมพลังแล้ว จึงส่งกระแสออกไปทางอื่นๆ ต่อไป ทีละทิศ
ประโยชน์ของการแผ่เมตตาแบบนี้มีมาก คือเราจะทราบว่า ขณะนี้ส่งกระแสจิตไปทางใด
วิธีนี้จะช่วยทำให้รู้เท่าทันจิตตนเอง ว่าขณะนี้จิตส่งไปทางใด ไปยึดอะไรหรือไม่
สามารถเอามาหัดเจริญมหาสติปัฏฐานต่อไปได้เป็นอย่างดี
ท่านจึงนิยมให้แผ่แบบนี้
ข้อเสียคือจิตจะสงบยากสักหน่อย และถ้าไม่ชำนาญอาจจะรู้สึกเหนื่อยได้ง่าย

แบบที่ 3 เป็นการแผ่ความรู้สึกให้กว้างขวางออกไป
เหมือนจิตเราเป็นดวงอาทิตย์/ดวงจันทร์ ที่ส่องแสงสว่างออกรอบทิศทาง
การแผ่เมตตาแบบนี้มีประโยชน์คือ จะแก้อาการอัดแน่นเวลาดูจิตได้
และแก้อาการฟุ้งซ่านได้
ข้อเสียคือ ทำแบบนี้มักจะสุขสบาย แล้วติดสมถะง่าย

ก่อนจะแผ่เมตตา อย่าลืมปรับจิตตนเองให้ดีเสียก่อนนะครับ
ถ้าจิตเราไม่สงบ กระด้าง เร่าร้อน แล้วแผ่ออกไป
แทนที่คนอื่นจะได้รับกระแสเมตตา กลับจะได้รับความเร่าร้อนแทน
[14 ม.ค. 2542]

คำถามที่ว่า "การแผ่เมตตาจะช่วยให้เราดูอ่อนโยนลงหรือไม่"
ขอเรียนว่า จิตใจจะอ่อนโยนลงครับ
ส่วนกิริยาท่าทางก็ดูอ่อนโยนบ้างเหมือนกันแต่มันขึ้นกับวาสนาเก่าด้วย
ถ้าเป็นคนที่กิริยาขึงขัง พูดเร็ว โผงผาง ก็ยังเป็นอย่างเก่า
แต่ถ้าสังเกตก็จะเห็นกระแสเมตตาปรากฏอยู่ด้วย
ยกตัวอย่างหลวงตามหาบัวน่ะครับ ท่านเป็นคนว่องไว กริยาอาการเป็นอย่างนั้นมาตลอด
แต่ถ้าดูให้ดีก็จะเห็นกระแสเมตตาเปี่ยมล้น

เมตตาเป็นธรรมคู่ปรับกับโทสะครับ
ใครที่เจ้าโทสะจะเจริญเมตตาเป็นเครื่องอยู่ที่สบายก็ดีมากครับ
ผู้ที่อยู่กับเมตตา หรือมีเมตตาเป็นวิหารธรรมนั้น
จะมีคนอยากเข้าใกล้เป็นจำนวนมาก
ยกตัวอย่างเช่นหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี และหลวงปู่ขาว อนาลโย
ผู้คนจึงพากันไปหาท่านวันละหลายร้อยหลายพัน
เพราะเมตตาเป็นมหาเสน่ห์ ที่เยือกเย็นยิ่งกว่าเสน่ห์ทั้งปวง

แต่ผู้เจริญเมตตาแล้วตายเพราะเมตตาก็มีมากนะครับ
ตัวอย่างก็คือ ยันต... เจริญเมตตาแล้วจิตเคลื่อน
หลงเข้าไปเคลิ้มอยู่กับอารมณ์เมตตาที่จิตสร้างขึ้น
พลิกนิดเดียวมันกลายเป็นราคะไปแล้ว เพราะขาดการเจริญสติสัมปชัญญะ
ดังนั้น จะเจริญเมตตาเพื่อให้จิตสงบก็ได้ จะเอาเมตตาเป็นวิหารธรรมก็ได้
แต่อย่าลืมสติสัมปชัญญะ อันเป็นธรรมที่มีอุปการะมาก ก็แล้วกัน

นอกจากนั้น ก็เป็นเรื่องการสร้างภาพนิมิต เช่นให้เกิดแสงสว่างที่กลางหน้าอกพร้อมกับรู้สึกถึงความเมตตาที่อบอุ่น แล้วสร้างนิมิต(สร้างจินตภาพ) ให้แสงนั้นแผ่ออกไปรอบตัวพร้อมกัน หรือที่ละทิศทาง ...บางท่านก็ให้ใช้ประกอบกับคำพูด หรือบทสวดแผ่เมตตา

และในบางแห่งก็แนะนำให้แผ่ให้คนที่เรารักก่อน แล้วจึงค่อยแผ่แบบไม่เฉพาะเจาะจงทีหลัง

ส่วนตัว ผมเข้าใจว่า สิ่งที่แผ่ออกไปนั้น ต้องเป็นเรื่องของความรู้สึกที่ใจ "รู้" หรือ "รู้สึก" อยู่จริงๆ เพราะเป็นนามธรรม ที่ให้ผลต่อสัตว์อื่นๆ ที่เราแผ่ไปให้ ...ไม่ใช่เพียงความคิด จินตภาพ หรือคำพูดทั้งออกเสียง(หรือคำพูดในใจ)

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ