เว็บบอร์ด
กุมภาพันธ์ 19, 2019, 12:06:48 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: เชิญอ่านนิยาย "หมอเถื่อน" ที่กำลังฮือฮา อ่านฟรีได้ กดที่นี่ http://goo.gl/c0ly0I
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 ... 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 [19] |   ลงล่าง
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: "เก็บตก กระจุ๊กกระจิ๊ก มาฝาก"  (อ่าน 215260 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Israel
สมาชิก PMC
Pendulum Club
Hero Member
*****

การ์ม่า:ได้รับการปรบมือจำนวน 361
ออฟไลน์

กระทู้: 4183



« ตอบ #270 เมื่อ: พฤษภาคม 22, 2014, 04:28:02 PM »


ถึงจะไม่ควรทานน้ำเย็น  แต่ก็ทอดทิ้งน้ำเย็นไม่ได้

ควรเก็บเอามาลูบแขนขาเนื้อตัวตามที่คนโบราณสอนมาว่า ...   " ให้เอาน้ำเย็นเข้าลูบ  "    แต่ไม่ใช่ใช้น้ำแข็งถูหลังแบบจันดารา

แปลตามพจนานุกรม  เอาน้ำเย็นเข้าลูบ  คือ ใช้คําพูดอ่อนหวานหว่านล้อม  นั่นเองนะจ๊ะป้าเอน




ใช่ค่ะป๋า  ท่านว่าไว้ว่า ในตอนเช้าให้อาบน้ำเย็น(ในนิยายหมอเถื่อน จำได้ว่า แอนดี้ยังถูกแนะนำให้อาบน้ำเย็นในตอนเช้าเพื่อรักษาอาการป่วย และอาบน้ำอุ่นในตอนเย็น)

การอาบน้ำเย็น ในตอนเช้า
1. ทำให้กล้ามเนื้อ และผิวพรรณ ร่างกายสดชื่น  อาบแล้วตื่นจากอาการงัวเงีย
2. ทำให้อ่อนเยาว์ ความเย็นของน้ำทำให้เลือดมาหล่อเลี้ยงผิวหนังมากขึ้น เกิดการหมุนเวียนที่ดี
3.  ปลุกเร้าประสาทสัมผัส  น้ำเย็น 21-27 องศาช่วยทำให้ผิวเย็นสบาย สดชื่นและดีต่อระบบหายใจ
4. หลังอาบน้ำใช้ฝ่ามือตบที่ผิวเบาๆ ให้ทั่ว  จะช่วยกระตุ้นผิวให้ผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้
5.  การแช่ตัวในน้ำเย็น 12 - 15 องศา ชวยกระตุ้นภูมิจต้านทานของร่างกาย และช่วยรักษาความร้อนของร่างกายด้วย

การอาบน้ำอุ่น หรือน้ำที่มีอุณภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 27-34 องศาเซลเซียส หรือไม่ควรอุ่นเกินอุณหภูมิของร่างกาย 2 องศา
จะทำให้ร่างกายสะอาดมากที่สุด เพราะความอุ่นของน้ำจะเข้าไปเปิด รูขุมขนทำให้ผิวหายใจได้มากขึ้น
ขับของเสียที่คั่งค้างอยู่ตามผิวได้มากขึ้น
อาบน้ำอุ่นก่อนนอนก็จะเป็นผลดีต่อสุขภาพ เพราะจะทำให้นอนหลับสบายได้ดียิ่งขึ้น

การอาบน้ำอุ่นจัดๆ หรืออาบน้ำร้อน  ไม่ควรอาบบ่อยครั้งนัก
และควรควบคุมให้อยู่ในอุณหภูมิประมาณ 38-40 องศาเซลเซียส และไม่ควรอาบนานเกิน 10-15 นาที
เพื่อป้องกันผิวแห้งจากการสูญเสียน้ำมันบนผิวหนัง
ยังทำให้หัวใจต้องทำงานมากขึ้นในการขยายเส้นเลือดเพื่อจะช่วยให้ร่างกายเย็น ลง

เวลาเหมาะสมสำหรับการอาบน้ำ คือ ก่อนรับประทานอาหาร 1 ชั่วโมง แต่ถ้าจะอาบหลังมื้ออาหารก็ควรจะเว้นระยะสัก 2-3 ชั่วโมง เป็นการป้องกันการจุกเสียดที่อาจเกิดขึ้นได้

และไม่ควรอาบในช่วยของซานเจียว (ระบบความร้อนของร่างกาย) คือเวลา  3 ทุ่ม - ห้าทุ่ม   อยากรู้ อ่านที่นี่เลยค่ะ http://www.pendulumthai.com/article_fridgechaptor11.html

การอาบน้ำอุ่น... ช่วยให้รูขุมขนเปิด
การอาบน้ำเย็น...ช่วยให้รูขุมขนปิด


เพราะฉนั้น ถ้าเราอาบน้ำอุ่นบ่อยๆ ผิวจะแห้งได้ แก้ไขโดยการทาครีมบำรุง หลังอาบเสร็จ

น้ำร้อน (36-38 องศา) : เหมาะสำหรับการอาบหรือแช่น้ำ เพื่อช่วยในการบำบัดความรู้สึกกังวลจากความเครียด
หรือเกิดการดึงของกล้ามเนื้อ (เวลาที่ใช้ในการแช่น้ำไม่ควรเกิน 20 นาที)

น้ำอุ่น (29-39 องศา) : เหมาะสำหรับการอาบหรือแช่น้ำ เพื่อช่วยในการผ่อนคลายความรู้สึกเหน็ดเหนื่อยหรือความเครียด

น้ำเย็น (10-29 องศา) : เหมาะสำหรับการอาบหรือแช่น้ำ เพี่อช่วยในการกระตุ้นการทำงานทั้งร่างกายและจิตใจ
(เวลาที่ใช้ในการแช่น้ำไม่ควรเกิน 2 นาที)

จาก..ความรู้รอบตัว.คอม
จาก..หนังสือเปิดตู้เย็นเป็นตู้ยา
จาก..www.aofza.com
บันทึกการเข้า
toekingsize
ลูกค้าประจำ
*

การ์ม่า:ได้รับการปรบมือจำนวน 0
ออฟไลน์

กระทู้: 3


เว็บไซต์
« ตอบ #271 เมื่อ: มิถุนายน 27, 2014, 10:14:37 PM »

ขอบคุณมากๆครับ
บันทึกการเข้า
Israel
สมาชิก PMC
Pendulum Club
Hero Member
*****

การ์ม่า:ได้รับการปรบมือจำนวน 361
ออฟไลน์

กระทู้: 4183



« ตอบ #272 เมื่อ: มกราคม 05, 2015, 07:50:53 PM »

ตับ ตับ ตับ เคล็ดลับฟื้นฟูและดูแล

หลังจากที่ใช้ชีวิตพักผ่อนไปกับช่วงวันหยุดยาวในเทศกาลปีใหม่ หลายคนคงใช้ชีวิตไปกับการมีตติ้งสังสรรค์กับครอบครัวหรือเพื่อนฝูงจนอาจทำให้รับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มที่ส่งผลต่อสุขภาพภายในอย่างเช่น ตับ มาบ้างไม่มากก็น้อย ซึ่ง “ตับ” เปรียบเสมือนศูนย์กลางที่สำคัญของร่างกาย ซึ่งหากเราได้รับสารพิษมากเกินไปก็อาจทำให้ตับเสื่อมสภาพหรือเสียหายจนเกิดเป็นโรคต่างๆ ตามมาได้

เลยอยากแนะนำวิธีการดูแลรักษาและฟื้นฟูตับของคุณเพื่อไม่ให้เสื่อมสภาพ ทั้งนี้ทั้งนั้นจะได้สุขภาพดีตลอดปีและตลอดไป

“ตับ” มีหน้าที่สร้างสารที่สำคัญ อีกทั้งยังทำหน้าที่ผลิตน้ำดีและเกลือน้ำดีเพื่อช่วยย่อยสลายไขมัน,ทำหน้าที่สะสมพลังงาน ผลิตพลังงานและสลายสารอาหารให้ร่างกาย นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ทำลายสารพิษ กำจัดของเสียที่ร่างกายได้มาจากอาหารหรือสารที่รับเข้าไป เช่น แอลกอฮอลล์ ยา กาแฟ หรือสารที่เป็นพิษ

8 สาเหตุที่ทำให้ตับเสื่อม

1.นอนดึกตื่นสายเป็นกิจวัตร

2.การไม่ปัสสาวะในตอนเช้า

3.ไม่รับประทานอาหารเช้า

4.รับประทานเกินความพอดีเป็นประจำ

5.บริโภคยาเกินความจำเป็น

6.อาหารก็สำคัญ ไม่ควรบริโภคอาหารที่ปรุงแต่ง ใส่วัตถุกันเสีย สีผสมอาหารและน้ำตาลเทียม

7.น้ำมันที่ใช้ทำอาหารด้อยคุณภาพและไม่เป็นประโยชน์ ทางที่ดีควรลดปริมาณการใช้น้ำมันลงหรือหันมาใช้น้ำมันที่ดีต่อสุขภาพ อาทิ น้ำมันมะพร้าว,น้ำมันมะกอก,น้ำมันคาโนลา ฯลฯ

8. ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ

วิธีป้องกันตับเสื่อมสภาพโดยไม่ต้องพึ่งหมอและยา

1. งดเนื้อสัตว์ที่ย่อยยาก เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู

2. งดรับประทานมื้อดึกหรือหากหิวควรรับประทานอาหารเบาๆ เช่น ผัก ผลไม้ นม ไข่หรือ เนื้อปลาแทน

3.. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่ม อาทิ น้ำเย็น น้ำอัดลม กาแฟ ชา แอลกอฮอล์ หากอยากบริโภคควรดื่มแต่พอดี โดยเฉพาะแอลกอฮอล์ไม่ควรดื่มเกิน 1-2 แก้วต่อวัน ทั้งนี้ควรดื่มน้ำสะอาดให้ได้วันละ 8-10 แก้ว จะช่วยล้างของเสียออกจากร่างกาย

4.ไม่นอนดึก เพราะช่วง 3-5 ทุ่ม เป็นเวลาดีที่สุด เพราะการนอนในเวลาดังกล่าวจะช่วยให้ขับของเสียตามอวัยวะต่างๆ ของร่างกายได้นั่นเอง

5. ขับถ่ายเป็นเวลาเพราะการท้องผูกจะทำให้ตับทำงานมากขึ้น

6.ดื่มน้ำผักผลไม้ 3 วันติดต่อกัน ควรทำเดือนละ 1 ครั้ง ทั้งนี้เพื่อล้างสารพิษในตับ หากทำเป็นประจำจะทำให้สุขภาพของคุณดีขึ้นอีกด้วย

7. รับประทานอาหารที่มีโปรแตสเซียม อาทิ ธัญพืชต่างๆ เช่น อัลมอนด์ ลูกเกด ลูกพรุน ผลไม้ เช่น กล้วย เป็นต้น

7 สมุนไพรดีต่อตับ

1. รากเตย

สรรพคุณ : มีส่วนช่วยบำรุงตับอ่อน

2. ขมิ้นชัน

สรรพคุณ : ล้างไขมันในตับ ป้องกันการเกิดไขมันพอกตับได้

3. ฟ้าทะลายโจร

สรรพคุณ : ช่วยรักษาโรคตับ บำรุงตับที่เสื่อมสภาพ แก้ตับอักเสบ

4. มะขามป้อม

สรรพคุณ : มีวิตามินซีสูงมากกว่าแอปเปิ้ลถึง 160 เท่า อีกทั้งยังมีฤทธิ์ยับยั้งความเป็นพิษต่อตับและมีรายงานว่ามะขามป้อมสามารถรักษาอาการตับอักเสบจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีได้ด้วย

5. เก๋ากี้ หรือ โกจิเบอร์รี่

สรรพคุณ : มีส่วนช่วยบำรุงอวัยวะภายใน อาทิ ตับ ไต ในเก๋ากี้มีซีรีโบรไซด์(cerebroside) ที่ช่วยส่งเสริมการทำงานของตับให้เป็นปกติ

6. โสมเกาหลี

สรรพคุณ : มีส่วนช่วยบำรุงตับ กระตุ้นตับอ่อนให้สร้างอินซูลิน ทำให้น้ำตาลในเลือดอยู่ในภาวะสมดุล อีกทั้งขจัดพิษของแอลกอฮอลล์ในกระแสเลือดได้

7. ลูกใต้ใบ

สรรพคุณ : จัดได้ว่าเป็นสมุนไพรชั้นเลิศมีสรรพคุณที่ดีต่อตับอย่างมาก อาทิ ช่วยบำรุงตับ ช่วยปรับไขมันในตับให้เป็นปกติ ช่วยรักษาโรคไวรัสตับอักเสบบี ช่วยรักษาอาการอักเสบของตับทั้งประเภทเฉียบพลันและเรื้อรัง และช่วยกำจัดพิษออกจากตับป้องกันไม่ให้ตับถูกทำลายจากสารพิษ

http://www.manager.co.th/goodhealth/

********************

และดวงตา คือ ประตูของตับ  ....    Grin
บันทึกการเข้า
Israel
สมาชิก PMC
Pendulum Club
Hero Member
*****

การ์ม่า:ได้รับการปรบมือจำนวน 361
ออฟไลน์

กระทู้: 4183



« ตอบ #273 เมื่อ: มกราคม 05, 2015, 07:52:55 PM »

เครื่องดื่มบำรุงรักษา"ปอด"

เครื่องดื่มบำรุงปอด และเสริมการทำงานของม้าม จากผัก-ผลไม้เพียง 3 ชนิด หาซื้อได้ง่าย บางบ้านก็มีแช่เก็บไว้ในตู้เย็น

มาเริ่มกันที่ แครอท ผลสีส้ม เป็นแหล่งรวมเบต้าแคโรทีน สารต้านอนุมูลอิสระที่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง และยังช่วยกำจัดไขมันส่วนเกินออกจากตับ ช่วยย่อยอาหาร ฆ่าเชื้อแบคทีเรียตัวการก่อโรคร้ายในลำไส้ใหญ่ รักษาอาการติดเชื้อราและโรคพยาธิ บำรุงผิวพรรณ กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ขับปัสสาวะและสารพิษ ซึ่งให้คุณประโยชน์ต่อสายตา ปอด ตับ และม้าม บรรเทาอาการไอ บำรุงระบบโลหิต นอกจากนี้ยังมีแคลเซียม และแมกนีเซียม เสริมประสิทธิภาพการล้างพิษของร่างกาย ซัลเฟอร์ และคลอรีน ช่วยทำความสะอาดเนื้อเยื่อ ถ้าจะให้ดีควรเลือกใช้แครอทผลใหญ่ แก่จัด และสีส้มเข้ม โดยไม่ต้องปอกเปลือกออก

ส่วน หัวไชเท้า อุดมด้วยไปวิตามินซี และแร่ธาตุบางชนิด เช่น แคลเซียมและฟอสฟอรัส และมีแร่เหล็กอยู่บ้าง มีสรรพคุณช่วยบำรุงกระดูก บำรุงโลหิต บำรุงหัวใจ บรรเทาอาการปวดแขน-ขา เมื่อเกิดบาดแผลเลือดจะหยุดไหลได้เร็ว ลดอาการตกขาวในสตรี ช่วยย่อยอาหาร ล้างพิษ แก้ท้องผูก ท้องเสีย

อย่างสุดท้าย แอปเปิล มีโพแทสเซียม กำมะถัน เหล็ก แมกนีเซียม วิตามินบี 1 บี2 และบี6 ลดเครียด ล้างพิษที่สะสมในตับและไต พร้อมทั้งอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด อาทิเช่น เบต้าแคโรทีน วิตามินซี และไฟโตเคมิคอล เควอเซติน แถมยังมีกรดมาลิก กรดแทนนิก และเส้นใยเพ็กติน ซึ่งมีมากในส่วนแกนแอปเปิล ช่วยชะล้างกระเพาะอาหารและลำไส้ ช่วยย่อยอาหาร การดื่มน้ำสกัดจากแอปเปิล สามารถลดอาการไข้ บรรเทาเนื้อเยื่ออักเสบ

มาถึงขั้นการเตรียมส่วนผสมก่อนปรุงให้ได้ตามสัดส่วนต่อไปนี้

แครอท 1 ถ้วย

หัวไชเท้า 1/4 ถ้วย

แอปเปิล 1 ถ้วย

น้ำแข็งป่น 1 ถ้วย

สู่ขั้นตอนการปรุงเพียงนำแครอทและหัวไชเท้ามาขูดเป็นเส้นเล็กๆ ส่วนแอปเปิลหั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าเล็ก ๆ นำส่วนผสมทั้งหมดไปสกัดรวมกันด้วยเครื่องสกัดน้ำผัก-ผลไม้ เพิ่มความเย็นสดชื่นได้ด้วยการเติมน้ำแข็ง ดื่มได้ทันที

: thaihealth.or.th
บันทึกการเข้า
Israel
สมาชิก PMC
Pendulum Club
Hero Member
*****

การ์ม่า:ได้รับการปรบมือจำนวน 361
ออฟไลน์

กระทู้: 4183



« ตอบ #274 เมื่อ: มกราคม 05, 2015, 07:54:34 PM »

สูตรลับสาว 2000 ปีที่ต้องรีบบอก!!!

สูตรนี้ได้จากอาม่านุรี แม่ค้าวัย 102 ปีที่ใครเห็นแล้วต้องบอกว่าแกอายุไม่เกิน 70 ปีแน่นอน เพราะแกแข็งแรงมาก ยังขายของในตลาดทุกวัน คิดเลขทอนเงินเองไม่พึ่งเครื่องคิดเลขเลย

อาม่าเล่าให้ฟังว่า 20 ปีที่ผ่านมา อาม่าไม่เคยป่วยเลย วันไหนเหนื่อยๆก็เอายาหอมหมอศุภมาผสมน้ำอุ่นๆทานชื่นใจแค่นี้จริงๆ
ด้วยความไม่เชื่อว่าแกไม่มีสูตรลับ เลยบอกอาม่าว่า ขอสูตรได้มั้ย เพราะจะได้เผยแผ่กับคนอื่นเป็นกุศล....ได้ยินแบบนี้อาม่าเลยแนะนำสูตร....มะละกอตุ๋นเก๋ากี้ มาให้ครับ

สูตรลับสาว 2000 ปี
1. มะละกอสุก 1 ลูก
(เลือกลูกไม่ใหญ่เกินไป พันธุ์พื้นเมืองจะดีมาก เลือกแบบที่เนื้อยังไม่และ)

2. เก๋ากี้ 1 กำมือ
3. เห็ดหูหนูขาว 2 ดอก
4. น้ำผึ้ง ตามชอบ

ล้างมะละกอให้สะอาด ปอกเปลือก คว้านเมล็ดทิ้ง หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ พักไว้ ล้างเห็ดหูหนูและเก๋ากี้ให้สะอาด แช่เห็ดในน้ำอุ่นๆให้พองตัวก่อน แล้วฉีกเป็นชิ้นๆ เล็กๆ นำทั้งหมดลงไปต้ม น้ำท่วมขึ้นมา 4 ข้อนิ้ว ต้มไฟแรงจนเดือด หรี่ไฟลงอ่อนๆ ตุ๋นต่ออีก 2 ชั่วโมง เติมน้ำผึ้งตามชอบครับ

ทานเป็นตุ๋นร้อนๆ แทนอาหารได้เลย สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ทำทีละเยอะๆได้ เก็บใส่ตู้เย็น แล้วเอาออกมาอุ่นได้ครับ
อาม่าบอกสูตรนี้ช่วยบำรุงตับ หัวใจ ปอด ช่วยให้ผิวสวย เลือดลมเดินดี ช่วยให้ถ่ายดี ท้องไม่ผูกเลยครับ

Share บอกต่อๆกันครับ เจ้าของยินดีมอบสูตรให้ จะได้แข็งแรง ไม่ป่วย อายุยืนครับ

Cr. สมุนไพรหมอศุภ
บันทึกการเข้า
suwinai
สมาชิก PMC
Pendulum Club
Full Member
*****

การ์ม่า:ได้รับการปรบมือจำนวน 2
ออฟไลน์

กระทู้: 86



« ตอบ #275 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 21, 2015, 08:48:41 PM »

ขอบคุณครับ
บันทึกการเข้า
Israel
สมาชิก PMC
Pendulum Club
Hero Member
*****

การ์ม่า:ได้รับการปรบมือจำนวน 361
ออฟไลน์

กระทู้: 4183



« ตอบ #276 เมื่อ: มิถุนายน 22, 2017, 07:42:24 PM »

เป็นบทความที่ดีมากเพื่อสุขภาพเลยค่ะ อดทนอ่านดูให้จบนะคะ
อ่านเพิ่มเติม และภาพประกอบได้ที่ ลิงค์นี้ค่ะ https://www.facebook.com/bowornvejherb/posts/1611014918931045:0

ลดความอ้วนภาค 3
น้ำตาล ปฐมบทที่ทำให้ผนังหลอดเลือดหนา
ไขมันดีไม่กินเลย สมองเอาอะไรไปบำรุง
สารพัดน้ำมันพืชสกัด อันตราย (ตามบทความนี้)
อ่านดูอย่างมีโยนิโสนมสิการ ตรึกตรองทุกมิติ
ใช้กาลามสูตร โมเดล อย่าพึ่งเชื่อทันที

คำสารภาพของวงการการแพทย์ระดับโลก ว่าด้วยข้อเท็จจริงของเรื่องโทษไขมันอิ่มตัว กับโรคต่าง ๆ
ซึ่งเป็นการเผยแพร่ที่ดังระดับโลกในปัจจุบันอีกรอบก็ว่าได้ เป็นการพลิกวงการแพทย์แผนปัจจุบันเลยทีเดียว
ความเชื่อทางวงการแพทย์ที่หลงผิด
การจัดการการรักษาโรคหัวใจที่กระทำตลอดมานั้นไม่ถูกต้อง วันนี้ผมจำเป็นต้องออกมาแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดให้ถูกต้องเสียที
“ ครับเป็นเวลากว่า 60 ปีที่วงการแพทย์ต่างหลงเชื่อว่าสาเหตุการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดนั้นเกิดจาก คลอเลสโตรอลและไขมันอิ่มตัว ดังนั้นหมอโรคหัวใจอย่างพวกผมจึงเพ่งเล็งการรักษาไปที่การทานยาลดคลอเลสโตรอลร่วมกับลดหรืองดการบริโภคไขมันอิ่มตัว แต่จากหลักฐานที่ปรากฏชัดมากขึ้นไมกี่ปีที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่าความเชื่อข้างต้นไม่เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่เป็นความจริง และไม่ควรเชื่ออีกต่อไป “

“ ชัดเจนมากว่าการอักเสบภายในผนังหลอดเลือดต่างหากที่เป็นตัวการที่แท้จริงทำให้หลอดเลือดตีบตัน โรคหัวใจ โรคร้ายแรงเรื้อรังอีกสารพัด”
Dr. Dwight Lundell ได้เรียบเรียงไว้ให้เข้าใจ เพื่อจะได้เผยแพร่ต่อๆ กันไปได้ง่ายขึ้น
1. จากการที่วงการแพทย์มีความเชื่ออย่างผิดๆ ดังกล่าว มีผลให้วงการโภชนาการตลอดระยะ 60 ปีที่ผ่านมาเดินผิดทางไปหมด อุตสาหกรรมอาหารและโภชนาการที่เดินผิดทางได้สร้างประชากรโลกที่เต็มไปด้วยโรคอ้วน เบาหวาน และโรคเซลล์เสื่อมอีกสารพัดโรค สร้างความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินเศรษฐกิจอย่างไม่สามารถประเมินได้ทีเดียว นับเป็นเรื่องน่าเศร้าของมนุษยชาติ

2. ทั้งๆ ที่มีประชากร (โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา) ประมาณ 25% ที่ทานยาลดไขมันกลุ่ม statin ราคาแพงๆ และมีสารพัดอาหาร Low fat , Fat free มีการลดการบริโภคไขมันอิ่มตัวกันอย่างมากมาย แต่ผลลัพธ์กลับเป็นว่า มีประชากรเสียชีวิตอันเนื่องจากโรคหัวใจภายในรอบเวลา 60 ปีนี้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ ข้อมูลของสมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกา รายงานว่า มีผู้ป่วยโรคหัวใจกว่า 75 ล้านคน มีผู้ป่วยเบาหวานกว่า 20 ล้านคน มีผู้ป่วยใกล้จะเป็นเบาหวาน (pre-diabetes) กว่า 57 ล้านคน ในขณะที่มีแนวโน้มมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า อายุเฉลี่ยของผู้ที่เริ่มป่วยด้วยโรคเหล่านี้ล้วนมีอายุน้อยลงๆ (เป็นโรคกันตั้งแต่เด็ก) มีคำถามตัวโตๆ ว่าทำไม??

3. คำตอบที่ง่ายๆ สั้นๆ ที่สุดก็คือ หากไม่มีการอักเสบในร่างกาย ก็ไม่มีทางที่คลอเลสโตรอลจะจับเป็นตะกรันอุดตันในหลอดเลือดได้ หากไม่มีการอักเสบคลอเลสโตรอลก็จะไหลลื่นไปตามหลอดเลือดได้อย่างเสรี การอักเสบนี่แหละที่ทำให้คลอเลสโตรอลต้องกลายพันธุ์เป็นตะกรันจับยึดติดภายในหลอดเลือด !!!

4. การอักเสบไม่ใช่เรื่องซับซ้อนอะไร มันคือขบวนการปกติของร่างกายเพื่อต่อสู้รับมือกับสิ่งแปลกปลอมที่รุกรานเข้ามาในร่างกาย เช่นเชื้อโรค ไวรัส พิษต่างๆ
แต่เมื่อใดก็ตามที่ขบวนการอักเสบควบคุมผู้รุกรานไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้รุกรานที่เกิดจากพิษร้ายในอาหารการกินที่เซลล์ของร่างกายไม่คุ้นเคย กำจัดไม่ได้ จนกลายเป็นการอักเสบเรื้อรัง (ซ้ำแล้วซ้ำเล่า) การอักเสบเรื้อรังนี่แหละคืออันตรายอย่างแท้จริง

5. พิษร้ายในอาหารการกินที่ก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรังมากที่สุดก็คือ ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (polyunsaturated fats) ที่อยู่ในน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกทานตะวัน ฯลฯ และน้ำตาลสูงๆ ในแป้งขัดขาวและอาหารคาร์โบไฮเดรตทั้งหลายนั่นเอง ต้องยอมรับว่าอุตสาหกรรมอาหารเครื่องดื่ม ขนม ได้นำน้ำมันพืชและน้ำตาลไปปรุง เจือปน เป็นส่วนประกอบกันอย่างมโหฬาร ตลอดเวลา 60 ปีที่ผ่านมา

6. ท่านอาจไม่เคยเห็นสภาพผนังหลอดเลือดที่อักเสบเหมือนที่ผมเห็นและทำการผ่าตัดมาหลายหมื่นเส้นตลอด 25 ปีที่ผ่านมา แต่ผมพอจะเทียบเคียงง่ายๆ โดยให้ท่านหาแปรงสีฟันขนแข็งๆ อันหนึ่งแล้วก็ถูไปมาบนผิวนุ่มๆ บริเวณท้องแขน ถูไปมาจนค่อยๆ แดง เลือดซิบๆ นั่นแหละสภาพผนังหลอดเลือดที่อักเสบก็คล้ายกันคือ ช้ำๆ เลือดซิบๆ นานๆ เข้า หากยังคงอักเสบต่อเนื่องเลือดก็จะมาคั่งมากขึ้นจนบวม จนเลือดอาจทะลักมาตามแผลที่แตก

7. ผนังหลอดเลือดที่อักเสบนั้นไม่ได้ถูกแปรงใดๆ ไปขัดถู แต่เนื่องจากร่างกายเรามีระบบควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ภายในระดับที่คงที่ ไม่เกินโควต้า (ในเลือดของคนปกติไม่เป็นเบาหวานจะมีน้ำตาลลอยปนในกระแสเลือดไม่เกิน 6-7 กรัมแล้วแต่ขนาดตัวและปริมาณเลือดในร่างกาย) ทันทีที่เราทานอาหารที่อุดมด้วยน้ำตาลปริมาณที่มากเกินโควต้า ฮอร์โมนอินซูลินจะรีบทำการขนน้ำตาลที่ทะลักเข้าสู่กระแสเลือดไปเก็บไว้ในเซลล์ก่อนที่จะแปลงสภาพเก็บในรูปของไขมัน แต่หากน้ำตาลภายในเซลล์มีพอเพียงอยู่แล้ว อินซูลินก็ต้องหาทางรีบขับหรือกำจัดออกจากร่างกายต่อไป น้ำตาลที่เป็นส่วนเกินในกระแสเลือดจะเข้าไปจับตัวกับโปรตีนหลายๆ ชนิดในเลือด กลายสภาพเป็นตัวทำร้ายผนังหลอดเลือดให้อักเสบ การทานน้ำตาลมากวันละหลายๆ มื้อจึงเสมือนกับการเอาแปรงไปขัดถูผนังหลอดเลือดจนถลอกครั้งแล้วครั้งเล่า จนอักเสบเรื้อรังวันแล้ววันเล่า ผมอยากจะย้ำๆ กับท่านว่าผมซึ่งผ่าตัดหัวใจมากว่า 5,000 คน ผ่าตัดเส้นเลือดมาหลายหมื่นเส้น ภาพการอักเสบเรื้อรังในหลอดเลือดมันติดตาผมว่าไม่ได้แตกต่างจากภาพที่ท่านเห็นหลังจากเอาแปรงขนแข็งขัดถูผิวหนังนุ่มบอบบางจนช้ำ จนเลือดไหลซิบๆ จนบวมปูด เลือดไหลแต่อย่างใด ต่างกันเพียงว่าน้ำตาลที่ทานเข้าไปวันละหลายๆ มื้อ หลายๆปีนี่แหละเสมือนกับแปรงที่ค่อยๆ ขัดถูผนังหลอดเลือดจนถลอกปอกเปิก อักเสบเรื้อรัง

8. นอกจากน้ำตาลแล้วกลับมาพูดถึงน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีเช่นน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกทานตะวัน ฯลฯ โดยธรรมชาติผนังหุ้มเซลล์ต่างๆ ของร่างกายนั้นมีส่วนประกอบหลักทำด้วยไขมันหลากหลายชนิดผสมผสานกันเพื่อให้คงความนุ่ม ยืดหยุ่น แต่คงรูป เกลือแร่สารอาหารซึมผ่านเข้าไปในเซลล์ได้เหมาะสม ขยะของเสียซึมผ่านออกจากเซลล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีสัดส่วนระหว่างไขมันโอเมก้า-6 และไขมันโอเมก้า-3 ที่ดีคือ ไม่เกิน 3:1 แต่ผลจาการที่วงการแพทย์หลงผิดและเผยแพร่ความเชื่อว่าสาเหตุการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดนั้นเกิดจาก คลอเลสโตรอลและไขมันอิ่มตัว จนทำให้อุตสาหกรรมอาหารเกาะกระแสโปรโมทน้ำมันพืชว่าเป็นไขมันไม่อิ่มตัว อุดมด้วยไขมันโอเมก้า-6 บางชนิดก็โหมกระแสว่ามีไขมันโอเมก้า-3 อีกต่างหาก เลยกลายเป็นว่าทุกครัวเรือนต่างเลิกทานน้ำมันปรุงอาหารแต่ดั้งเดิมกลับมาฝากสุขภาพกับไขมันไม่อิ่มตัวทั้งหลายโดยเฉพาะน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี ทั้งยังแทรกซึมลงไปในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มทุกแขนง เราจึงมักพบขนมขบเคี้ยวทั้งหลาย ฟาสต์ฟู๊ดทั้งหลายล้วนกระหน่ำการใช้น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีเป็นส่วนผสมและปรุง เช่นมันฝรั่งทอด กรอบที่ผ่านการทอดและชุ่มด้วยน้ำมันพืช (โดยไม่มีใครเฉียวใจเลยว่าน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีเหล่านี้เปิดฝาขวดทิ้งไว้เป็นปีก็ยังไม่เหม็นหืน ? ทั้งๆ ที่โดยหลักการแล้วไขมันไม่อิ่มตัวทั้งโอเมก้า-6 และโอเมก้า-3 นั้นจะถูกออกซิไดส์โดยออกซิเจนในอากาศได้อย่างง่ายดาย แต่ไม่เคยมีใครเฉลียวใจกับคำศัพท์ที่ว่า” "ผ่านกรรมวิธี” เลยว่าผ่านอะไรมาทำไมจึงไม่เหม็นหืน Huh??

9. ผลจากการที่วงการแพทย์เดินผิดทาง ภาวะโภชนาการของประชากรโลกก็เลยเดินเป๋จนพิกลพิการ ในอเมริกาพบว่าอาหารการกินของประชากรขาดความสมดุลอย่างรุนแรง สัดส่วนระหว่างไขมันโอเมก้า-6 และไขมันโอเมก้า-3 กลายเป็น 15:1 จนถึงระดับวิกฤติ คือ 30:1 ผลก็คือผนังหุ้มเซลล์เสียหายอย่างรุนแรงและปลดปล่อยสารเคมีที่เรียกว่า cytokines ออกมาทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังและรุนแรง

10. ปัญหายิ่งหนักสาหัสขึ้น เมื่อมีภาวะน้ำหนักเกิน อ้วน ทานไขมันเหล่านี้ปริมาณมากเกินไป ทานน้ำตาลมาก ก็ยิ่งทำให้ปริมาณ cytokines และสารเร่งการอักเสบนานาชนิด หลั่งออกมามากเป็นทวีคูณ ตกเข้าสู่วัฏจักรเลวร้ายเต็มขั้นจน กลายไปเป็นโรคเบาหวาน ความดันสูง โรคหัวใจ หลอดเลือดตีบตัน เส้นเลือดเลี้ยงสมองตีบตัน อัมพฤกษ์ อัลไซเมอร์ ฯลฯ ผมขอย้ำว่าร่างกายมนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างมาให้ทนทานต่อปริมาณน้ำตาลท่วมเลือด หรือ ไขมันโอเมก้า-6 ปริมาณสูงๆ จากน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นมา ท่านทราบไหมว่าน้ำมันข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะมีไขมันโอเมก้า-6 สูงถึง 7,280 mg น้ำมันถั่วเหลือง 1 ช้อนโต๊ะมีไขมันโอเมก้า-6 สูงถึง 6,940 mg ตรงกันข้ามกับไขมันในเนื้อสัตว์ธรรมชาติซึ่งมีไขมันโอเมก้า-6 ไม่เกิน 20%

11. ยังคงเหลือทางรอดสำหรับประชากรโลกก็คือกลับไปสู่เมนูอาหารที่ปรุงสด ผ่านกรรมวิธีผ่านการแปรรูป ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตัดน้ำตาลและความหวานทั้งหลาย ตัดน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี (ผ่านกรรมวิธีอะไรเป็นปีๆ จึงไม่เหม็นหืน?) ออกไปเสียจากวงจรอาหารในชีวิตประจำวัน

ข้อความนี้เป็นฉบับย่อ
แปลจากหนังสือ"The Great Cholesterol Lie"

.....น้ำมันพืช
อันตรายระดับชาติ !!!
คนไทยตาสว่างเสียที… เลิกเสียเงินซื้อยาฝรั่ง ต้นเหตุเพียงแค่น้ำมันพืชเคลือบระบบดูดซึม
อดีตเมื่อก่อน 30 ปีที่แล้ว คนไทยใช้น้ำมันมะพร้าว และ น้ำมันหมูทำกับข้าว จู่ ๆ โฆษณาฝรั่ง มากล่าวโทษวิถีไทยเดิม ๆ อ้างว่าน้ำมันมะพร้าว และ น้ำมันหมูทำให้คลอเลสเตอรอลสูง เพราะจับตัวเป็นไข วิธีแก้คือ การใช้น้ำมันพืช
ปัจจุบัน ผู้คนส่วนใหญ่เปลี่ยนมาใช้น้ำมันพืช เพราะความเชื่อที่ถูกฝรั่งฝังหัวมา แต่ปรากฏว่า อัตราการเป็นโรคต่าง ๆ มากขึ้น … ไขมันในเลือดสูง, โรคหัวใจ, โรคไต, ภูมิแพ้…เป็นต้น

วงการสุขภาพของตะวันตก เพิ่งจะมาตาสว่างเมื่อค้นพบโทษของน้ำมัน พืช สหรัฐ ฯ ได้ออกมาตรการลด ละ เลิก ใช้ น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี (transfat oil) ในหลาย ๆ รัฐ
ท่านสามารถอ่านข่าวเหล่านี้ได้ เช่น

อาร์โนลด์ ชวาชเนกเกอร์ ผู่ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย กับการแบนการใช้น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี โดยกล่าวว่า “การvใช้น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี ทำให้เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ…”
บันทึก #1 18 ก.พ. 2553 09:51:24
http://gov.ca.gov/press-release/10291/
รัฐเท็กซัส…พระราชบัญญัติ ขจัดน้ำมันพืชแปรรูปให้หมดจากร้านอาหาร ภายใน สิงหาคม 2553
http://dallas.bizjournals.com/…/sto…/2009/05/04/daily72.html
KFC เริ่มเห็นโทษของน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี ออกเมนูไร้น้ำมันพืช Transfat
http://abcnews.go.com/Health/OnCall/story?id=2615217
McDonald ประกาศเริ่มใช้น้ำมันชนิดอื่น แทนน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีเมื่อปี 2007 เริ่มต้นที่ 1,200 สาขา
http://www.msnbc.msn.com/id/16873869/
Dunkin Donut ประกาศเลิกใช้น้ำมันพืช ผ่านกรรมวิธีตั้งแต่ปี 2550
https://www.dunkindonuts.com/about…/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 22, 2017, 07:45:21 PM โดย Israel » บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 [19] |   ขึ้นบน
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
  ลิ้งค์ไปยังปฏิทิน  
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.2 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.093 วินาที กับ 21 คำสั่ง

กลับหน้า Homepage : www.pendulumthai.com