"เก็บตก กระจุ๊กกระจิ๊ก มาฝาก"

<< < (20/55) > >>

Israel:
หมอ สารภี

ลูกใต้ใบ...หมอจีนเชื่อว่า การรับประทานลูกใต้ใบติดต่อกันนาน 1 สัปดาห์ จะช่วยกำจัดพิษออกจากตับ รักษาอาการดีซ่าน และช่วยบำรุงตับให้ดีขึ้น
โดยจะนำลูกใต้ใบนี้ไปต้มกินเป็นยารักษาอาการดีซ่าน ตัวเหลือง ตาเหลือง
เนื่องจากมีผลวิจัยว่า สารสกัดจากลูกใต้ใบมีฤทธิ์ป้องกันไม่ให้ตับถูกทำลายจากสารพิษ เช่น เหล้า
ช่วยรักษาอาการอักเสบของตับทั้งประเภทเฉียบพลันและเรื้อรัง เช่น ไวรัสตับอักเสบบี
นอกจากนี้ยังช่วยปรับไขมันในตับให้เป็นปกติ และยังช่วยให้เซลล์มะเร็งตับเติบโตช้าลง
แต่ไม่ได้ฆ่าเซลล์มะเร็งโดยตรง

http://health.kapook.com/view16177.html?state=0f3f363ee2a26ac534a6e3c9b721c8ed&code=AQDPtvfoBef61EAd5t29bHgXhmXiVjkWDHJ252BkR6RthPJBvc8A-7i1v9Oh0s4Jxesml249_Tnq533SWIk-qovAlyaEXAW7bDx10n1atBFPukSNhtgc6-awb2GT1FRbeg8obHE3c19kSqJ1mXHRIgkCUyy4mCzQvery4ErXfBs33NtFqEOC7hGHVjcCIwDPJSePqnculTBZXnZ6BNKT_TYL#_=_

Israel:
*ข้าวหมาก
มีสังกะสีมาก ลดการเกิดสิวลงได้....ข้อมูลจาก รพ เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์

**ข้าวแก้ผดผื่นคัน...
ใช้แป้งข้าวจ้าวผสมผงขมิ้นผสมน้ำเล็กน้อยทาที่ตุ่มคัน....

***ข้าว...ยาสร่างเมา
สูตร. ข้าวสารคั่วให้เหลืองแล้วตำสักหน่อยพอละเอียด จัดการชงกับน้ำร้อนแบบชงชา เอาให้คนเมาดื่ม. จะค่อยๆสร่างเมา...(จากหนังสือ ข้าวความลับสุขภาพและความงาม ของมูลนิธิเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์)

****น้ำซาวข้าว. ล้างผัก ล้างพิษยาฆ่าแมลง
เด็ดผักลงแช่น้ำซาวข้าวที่ใช้เป็นน้ำจากการซาวข้าวครั้งที่2 แช่นาน10-15นาที จากนั้นนำมาล้างน้ำสะอาดอีกครั้งหนึ่ง...


หมอสารภี

(ปล.ไม่ควรใช้น้ำประปาที่เปิดจากก๊อกโดยตรงซาวข้าว ควรเปิดน้ำประปาทิ้งไว้ในภาชนะเพื่อให้คลอรีนระเหยไปเสียก่อน  เพราะ...ข้าวจะดูดซับคลอรีนในน้ำประปาเข้าไปจนหมดสิ้น)

Israel:

“ต้อยติ่ง” วัชพืชดอกสวย ลดอักเสบ แก้ปวดเมื่อย

ต้อยติ่งเป็นวัชพืชดอกสวยที่คนส่วนใหญ่คุ้นตา โดยเฉพาะช่วงหน้าฝน ต้อยติ่งจะออกดอกสีม่วงบานสะพรั่งริมข้างทาง หรือริมสระน้ำ ใบสีเขียวเข้มของต้อยติ่งช่วยขับให้ดอกสีม่วงดูโดดเด่นยิ่งนัก เราอาจชมความงามของต้อยติ่งในฐานะวัชพืช แต่รู้ไหมว่าวัชพืชอย่างต้อยติ่งนี้ไม่ใช่วัชพืชที่เปล่าประโยชน์
"ต้อยติ่ง"เป็นวัชพืชที่มีประโยชน์สามารถนำมาใช้เป็นยาสมุนไพรรักษาโรคได้
หมอยากลางบ้านจะใช้.....

ต้อยติ่งทั้งต้นเลือกเอาชนิดที่ไม่แก่ ดอกยังไม่โรย ถอนเอาทั้งรากอย่าให้รากขาด อย่าให้เมล็ดแตก สัก 4-5 ต้น นำไปล้างให้สะอาด แล้วโขลก คั้นเอาแต่น้ำดื่ม
แก้ปวดเข่า ชาลงขา ร้าวลงแขน ใช้เวลาประมาณ 7 วันก็หาย

เมล็ด มีสรรพคุณทำให้แผลหายเร็ว พอกฝีช่วยดูดหนองละลดการอักเสบ พอกแผลที่เรื้อรัง มีฝ้ามีหนอง สมานแผล ช่วยเรียกเนื้อ

รากของต้อยติ่ง  มีฤทธิ์ช่วยขับปัสสาวะ แก้ปัสสวะพิการ ดับพิษ ทำให้อาเจียน


ปัจจุบันการใช้ยาสมุนไพรรักษาโรคฝีหนอง มักไม่ค่อยนิยมนำเอาสมุนไพรมาใช้
อาจเพราะไม่รู้ว่าจะใช้อย่างไร จะเอาอะไรมาใช้ และมองในเรื่องของความยุ่งยากไม่ปลอดภัย
แต่ในความเป็นจริงการใช้ยาสมุนไพรแม้จะมีปัญหาในเรื่องดังกล่าวมา แต่ในระยะยาวกลับพบว่าได้ผลดี
แม้จะออกฤทธิ์ช้าแต่ใช้ไปเรื่อยๆ จะทำให้ไม่มีรอยแผลเป็น และช่วยเรียกเนื้อหรือรูที่เป็นร่องลึกให้ตื้นขึ้นได้

Israel:
เคล็ดลับ 12 ข้อ จากแพทย์จีน

1. หวีผมบ่อยๆ: หวีผมเบาๆ บ่อยหน่อย
ช่วยให้ตาสว่าง และรากผมแข็งแรง (ใช้หวีซี่ห่างหน่อย แปรงเบาหน่อย เพื่อกันผมหลุด)

2. ถูใบหน้าบ่อยๆ: ล้างมือด้วยสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ให้สะอาดก่อน หลังจากนั้นใช้ฝ่ามือ 2 ข้างถู หน้าเบาๆ บ่อยหน่อย
เพื่อกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ใบหน้าเปล่งปลั่ง

3. เคลื่อนไหวดวงตาบ่อยๆ: ให้มองไกล-มองใกล้ มองข้างนอก-ข้างใน มองบน-มองล่าง หลีกเลี่ยงการมอง หรือจ้อง อะไรนานๆ โดยเฉพาะคนที่ทำงานคอมพิวเตอร์ควรพักสายตาด้วยการมองไกลอย่างน้อยทุกชั่วโมง

4. กระตุ้นใบหูบ่อยๆ: การดึงหู ดีดหู บีบหู ถูใบหูเบาๆ บ่อยหน่อย
ช่วยบำรุงตานเถียน(จุดฝังเข็ม) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เก็บพลังงานของร่างกาย (ใต้สะดือ) สัมพันธ์กับไต ซึ่งเปิดทวารที่หู ทำให้แรงดี ป้องกันเสียงดังในหู หูตึง และอาการเวียนหัว

5. ขบฟันบ่อยๆ: ขบฟันเบาๆ บ่อยหน่อย(ไม่ใช่ขบแรงดังกรอดๆ)
ช่วยให้ฟันแข็งแรง และกระตุ้นการหลั่งน้ำย่อย

6. ใช้ลิ้นดุนเพดานปากบ่อยๆ: การใช้ปลายลิ้น กระตุ้นเพดานบนด้านหน้าเป็นการกระตุ้นจุดฝังเข็ม เพื่อเชื่อมพลัง ลมปราณตู๋และเยิ่น ซึ่งเป็นเส้นควบคุมแนวกลางลำตัวส่วนหลัง และส่วนหน้าร่างกาย
ทำให้เกิดการกระตุ้นการหลั่งสารน้ำ และน้ำลาย

7. กลืนน้ำลายบ่อยๆ: การกลืนน้ำลายบ่อยๆ
ช่วยกระตุ้นพลังบริเวณคอหอย และกระตุ้นการย่อยอาหาร

8. หมั่นขับของเสีย: หมั่นขับของเสีย โดยเฉพาะดื่มน้ำให้พอ กินอาหารที่มีเส้นใย ออกกำลัง เพื่อ ป้องกันท้องผูก เมื่อปวดปัสสาวะหรืออุจจาระให้ถ่ายทันที อย่ารอโดยไม่จำเป็น
การทิ้งของเสียไว้ในร่างกายนานเกินทำให้เกิดสารพิษ และการดูดซึมสารพิษ ( กลับเข้าสู่ร่างกาย) มากขึ้น ทำให้ป่วยง่าย

9. ถูหรือนวดท้องบ่อยๆ: ให้นวดท้องตามเข็มนาฬิกาเบาๆ
เพื่อช่วยให้การขับถ่ายของเสียดีขึ้น

10. ขมิบก้นบ่อยๆ: การขมิบก้นบ่อยๆ
ช่วยป้องกันริดสีดวงทวาร และท้องผูก

11. เคลื่อนไหวทุกข้อ: การอยู่นิ่งๆ หรืออยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานเกินไป ทำให้เกิดโรคได้ง่าย ควรเคลื่อน ไหวข้อต่างๆ ให้ครบทุกข้อทุกวัน ฝึกฝนการใช้กล้ามเนื้อและข้อให้สมดุล เช่น การฝึกชี่กง ไท ้เก้ก โยคะ ฯลฯ

12. ถูผิวหนังบ่อยๆ: ใช้ฝ่ามือถูตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย คล้ายกับการถูตัวเวลาอาบน้ำ
มีส่วนช่วยให้ เลือดและพลังไหลเวียนดี

เรียนเชิญท่านผู้อ่านลองนำไปปฏิบัติดู เพื่อสุขภาพ พลัง และลมปราณที่ดีไป นานๆ ครับ...


ท่านอาจารย์นายแพทย์ภาสกิจ(วิทวัส) วัณนาวิบูล อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแพทย์ แผนจีนแนะนำเคล็ดลับการดูแลสุขภาพ ตามศาสตร์แพทย์แผนจีนว่า
อาหาร 10 อย่างที่ไม่ควรกินมากเกิน นำแนวคิดศาสตร์แพทย์แผนจีนมาวิเคราะห์โดย ใช้หลักแพทย์แผนปัจจุบันประกอบ...


อาหารที่ไม่ควรกินมากเกิน หรือบ่อยเกินได้แก่...
1. ไข่เยี่ยวม้า: ไข่เยี่ยวม้ามีตะกั่วค่อนข้างสูง ตะกั่วทำให้การดูดซึมแคลเซียมน้อยลงกินบ่อยๆ จะเสี่ยงโรคกระดูกโปร่งบาง และอาจได้รับพิษตะกั่วเช่น สมองเสื่อม เป็นหมัน ฯลฯ

2. ปาท่องโก๋: กระบวนการทำปาท่องโก๋มีการใช้สารส้ม ซึ่งมีตะกั่วปน เปื้อน ตะกั่วทำให้ไตทำงานหนักในการขับสารนี้ออกไป นอกจากนั้นยังทำให้คอแห้ง เจ็บคอง่าย โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคร้อนในได้ง่าย

3. เนื้อย่าง: กระบวนการรมไฟ ย่างไฟทำให้เกิดสารเบนโซไพรีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง

4. ผักดอง: ผักดอง และของหมักเกลือทำให้ร่างกายได้รับเกลือโซเดียมสูง ถ้ากินบ่อยเกิน หรือมากเกินจะทำให้หัวใจทำงานหนัก เกิดความดันเลือดสูงและโรคหัวใจได้ง่าย นอกจากนั้นกระบวนการหมักดองยังทำให้เกิดสารแอมโมเนียมไนไตรด์ ซึ่งเป็นสาร ก่อมะเร็ง

5. ตับหมู: ตับหมูมีโคเลสเตอรอลสูง การกินตับหมูบ่อยเกิน หรือมากเกินทำให้เสี่ยงต่อโรคหัวใจ เส้นเลือดสมอง (อัมพฤกษ์-อัมพาต) และโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น

6. ผักขม ปวยเล้ง: ผักขมและปวยเล้งมีสารอาหารสูง ทว่า... มีกรดออกซาเลตมาก ทำให้เกิดการขับสังกะสีและแคลเซียมออกจากร่างกายมาก การกินบ่อยเกิน หรือมากเกินอาจทำให้เกิดภาวะขาดแคลเซียม หรือสังกะสีได้

7. บะหมี่สำเร็จรูป: บะหมี่สำเร็จรูปมีสารกัดบูด สารแต่งรสค่อนข้างสูง และมีคุณค่าทางอาหารต่ำ การกินบะหมี่สำเร็จรูปมากเกิน หรือบ่อยเกินอาจทำให้เสี่ยงต่อโรคขาดอาหารและการสะสมสารพิษได้


ขอขอบคุณที่มา

Israel:
....... ก็มันหิวนะ  เซ็งเลย

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

[*] หน้าที่แล้ว