เว็บบอร์ด
กันยายน 23, 2014, 09:17:40 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: หนังสือสุขภาพของ อ.สุทธิวัสส์ คำภา ทุกเล่ม สั่งซื้อได้ที่ arunsaku@yahoo.com หรือ โทร.081-350-0371
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 ... 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 [13] 14 15 16 17 18 19 |   ลงล่าง
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: "เก็บตก กระจุ๊กกระจิ๊ก มาฝาก"  (อ่าน 115815 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
arunsaku
สมาชิก PMC
Pendulum Club
Hero Member
*****

การ์ม่า:ได้รับการปรบมือจำนวน 392
ออฟไลน์

กระทู้: 3350



« ตอบ #180 เมื่อ: ธันวาคม 22, 2012, 05:54:51 PM »

นานๆจะเข้ามาสรรเสริญอิสราเอลสักที
แต่วันนี้ต้องสรรเสริญล่ะ
บันทึกการเข้า
tubtiang
ธรรมะมีอยู่ในใจของทุกคน
Pendulum Club
Hero Member
*****

การ์ม่า:ได้รับการปรบมือจำนวน 98
ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 538



« ตอบ #181 เมื่อ: ธันวาคม 22, 2012, 08:04:00 PM »

ขอบคุณครับแม่หญิงไอสระเอน
บันทึกการเข้า

Y.S.
Israel
สมาชิก PMC
Pendulum Club
Hero Member
*****

การ์ม่า:ได้รับการปรบมือจำนวน 347
ออฟไลน์

กระทู้: 4184



« ตอบ #182 เมื่อ: ธันวาคม 22, 2012, 09:52:53 PM »

หมอสารภี

กะแตเวียน...ผู้เฒ่าเฮ็ดไว้ให้เด็กน้อยหัดหย่าง ( คนเฒ่าคนแก่ทำไว้ให้เด็กฝึกเดิน)
เคยบ่...ตอนเปนเด็กน้อย Grin

*************
สุดยอดของภูมิปัญญา...ข้าพเจ้าเพิ่งเคยเห็นนี่แหละ ..เยี่ยมๆๆๆ


* 60957_151125825034495_1875203573_n1.jpg (39.83 KB, 300x400 - ดู 918 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 22, 2012, 09:54:12 PM โดย Israel » บันทึกการเข้า
Israel
สมาชิก PMC
Pendulum Club
Hero Member
*****

การ์ม่า:ได้รับการปรบมือจำนวน 347
ออฟไลน์

กระทู้: 4184



« ตอบ #183 เมื่อ: ธันวาคม 24, 2012, 08:58:47 AM »


  รับประทานโยเกิร์ตเพื่อสุขภาพ จะทานอย่างไรให้ได้ประโยชน์มากที่สุด ??..............
เนื่องจากโยเกร์ต มีส่วนประกอบสำคัญเพียง 2 อย่าง คือ เชื้อจุลินทรีย์และนม แต่ในโยเกิร์ตรสอื่นๆจะมีการปรุงรสชาติให้หวานขึ้นโดยการเติมน้ำตาล นั่นหมายถึงว่าคุณจะได้รับพลังงานเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้น เราสามารถเพิ่มรสชาติของโยเกิร์ตได้ด้วยการเติมผลไม้ต่างๆ ลงไปขณะรับประทาน......

ประโยชน์ของโยเกิร์ต
 ช่วยระบบการย่อยอาหาร
เนื่องจากแบคทีเรียแลคโตบาซิลัสจะช่วยย่อยน้ำตาลแลคโตสในนม ซึ่งช่วยป้องกันการเกิดภาวะที่มีปริมาณแลคโตสมากเกินไป และช่วยลดปัญหาในคนที่ไม่สามารถย่อยนมได้
ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมสารอาหารในลำไส้ และช่วยกระตุ้นการบีบตัวของทางเดินอาหารที่เป็นกลไกตามธรรมชาติ ทำให้อาหารเคลื่อนผ่านสู่ลำไส้ได้ดีขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคต่างๆในลำไส้

 โยเกิร์ตจะช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมและวิตามินบี นอกจากนี้กรดแลคติกในโยเกิร์ตยังช่วยย่อยแคลเซียมในนม ทำให้ดูดซึมได้ง่ายขึ้น

 ช่วยลดระดับโคเลสเตอรอล
จากการศึกษาพบ ว่าโยเกิร์ตสามารถลดปริมาณโคเลสเตอรอลได้...และยังป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจ แลคโตบาซิลัสจะช่วยควบคุมระดับโคเลสเตอรอลและกลีเซอไรด์ในกระแสเลือดค่ะ

 กระตุ้นระบบภูมิต้านทานแบคทีเรียแลคโตบาซิลัส จะยับยั้งการเติบโตของแบคทีเรียที่เป็นอันตรายและเชื้อรา ...นอกจากนี้ยังสร้างไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรคต่างๆ

 ในโยเกิร์ต เป็นแหล่งแคลเซียม โยเกิร์ต 8 ออนซ์จะมีแคลเซียมมากถึง 450 มิลลิกรัม
ได้จากแบคทีเรียในโยเกิร์ตจะช่วยให้การดูดซึมแคลเซียมเป็นไปได้มากขึ้น ดังนั้น การกินโยเกิร์ตจะทำให้ได้รับแคลเซียมมากกว่าการกินนมในปริมาณเท่ากัน

 ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย จากการศึกษา พบว่าการบริโภคโยเกิร์ตวันละ 2 ถ้วยเป็นประจำตลอดเวลา 3 เดือนพบว่า ระดับอินเตอร์เฟอรอนซึ่งเป็นสารในระบบภูมิคุ้มกันมีปริมาณเพิ่มขึ้น นอกจากนี้แบคทีเรียในโยเกิร์ตยังกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาวในการทำลายเชื้อโรค

 โยเกร์ตเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี ....ในโยเกิร์ต 8 ออนซ์ประกอบด้วยโปรตีนประมาณ 10-14 กรัมซึ่งเป็นปริมาณเท่ากับ 20% ของความต้องการโปรตีนในแต่ละวัน
และยังเป็นโปรตีนที่ย่อยง่ายด้วยค่ะ

 มีสารต้าน สารก่อมะเร็ง
แบคทีเรียแลคโตบาซิลัสสามารถจับกับสารก่อมะเร็ง ทำให้สารดังกล่าวไม่สามารถทำอันตรายกับเซลล์ร่างกายได้ ตลอดจนสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ที่ผลิตสารไนเตรต ซึ่งเป็นสารก่อ มะเร็งชนิดหนึ่งค่ะ และแบคทีเรียแลคโตบาซิลัสยังทำปฏิกิริยากับสารฟลาโวนอยด์ทำให้เกิดสารธรรมชาติที่สามารถต้านมะเร็งได้ดีด้วยค่ะ

พอกผิวหน้า นำโยเกิร์ตผสมมะนาวประมาณลูกครึ่ง ผสมน้ำผึ้ง หรือน้ำมันทานตะวันคนให้เข้ากัน พอกหน้าทิ้งไว้ 5-10 นาที ล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำเช้า-เย็น บำรุงผิวหน้าให้ขาวใสเต่งตึงค่ะ


  หมอปรียาภา
บันทึกการเข้า
Israel
สมาชิก PMC
Pendulum Club
Hero Member
*****

การ์ม่า:ได้รับการปรบมือจำนวน 347
ออฟไลน์

กระทู้: 4184



« ตอบ #184 เมื่อ: ธันวาคม 28, 2012, 07:43:25 AM »

จาก ฟาร์มดี (ฟาร์มไส้เดือนของคนพิการ)

วิธีทำกุ้งสด ให้กลายเป็น กุ้งเด้ง
กุ้งเด้ง คืออะไร จริงๆ แล้วนั้นก็คือ เนื้อกุ้ง จากปกติที่เราทานนั้น ถ้าเป็นเนื้อกุ้งสด เนื้อของกุ้งจะนุ่มและมีความหวานของเนื้อกุ้งอยู่ แต่ถ้ากุ้งนั้นไม่สด ก็จะทำให้เวลานำเนื้อกุ้งไปประกอบอาหารนั้น เนื้อกุ้งจะยุ่ยๆ เล็กน้อย และไม่มีความหวานของเนื้อกุ้งมากนัก แต่ถ้าเราทำเป็น กุ้งเด้ง แล้วนั้นเนื้อกุ้ง ที่ประกอบอาหารแล้วจะมีลักษณะออกมา ขาวใส เมื่อกัดเข้าไปแล้วจะมีความรู้สึกว่า เนื้อกุ้ง มีความเด้งและกรุบกรอบ หรือจะพูดให้เห็นภาพก็คือ กุ้งฟรีซ หรือกุ้งแช่แข็ง นั้นเอง

วิธีการทำให้เนื้อกุ้ง ของเราให้กลายเป็น กุ้งเด้ง ไม่ยากเลย มีข้อแม้อยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น คือ กุ้ง ที่จะทำนั้น ต้องเป็นกุ้งสด เท่านั้น แต่ก็ไม่ถึงกับต้องมาเป็นตัวเป็นๆ กันเลยนะคะ เพียงแค่ว่าดูแล้วสด ตัวไม่ซีด ก็พอแล้ว

ซึ่งการทำ กุ้งเด้ง นั้นก็คือการถนอมอาหารอย่างหนึ่ง เพราะว่าเมื่อเราทำเสร็จแล้วสามารถนำไปเก็บแช่ไว้ในช่องแช่แข็งหรือช่องฟรีซตู้เย็น เท่านั้นเอง เนื้อกุ้งนั้นก็สามารถเก็บไว้ได้เป็นเดือนๆ เลยทีเดียว

สิ่งที่ต้องมีก็คือ กุ้งสด , เกลือ และน้ำแข็ง
วิธีทำ กุ้งเด้ง
1. ทำการแกะเปลือกกุ้ง และเด็ดหัวกุ้งหรือถุงขี้กุ้งออก (ถุงดำๆ บนหัวกุ้ง) เพราะในส่วนหัวของกุ้งจะมี ถุงขี้กุ้งอยู่ ซึ่งจะทำให้ตัวเอ็นไซม์กุ้ง ออกมาย่อยสลายเนื้อกุ้งโดยธรรมชาติของมัน ซึ่งถ้าเราซื้อกุ้งสดมา ถ้ายังไม่ได้นำไปประกอบอาหารอะไร ควรเด็ดหัวกุ้งหรือถุงขี้กุ้ง นั้นออกเสียก่อน เพื่อให้กุ้งยังคงความสดอยู่ได้เพิ่มขึ้น จากปกติ
2. นำกุ้งไปคลุกเคล้ากับเกลือ คลุกเคล้าให้เข้ากัน และล้างออกด้วยน้ำเย็น นำไปคลุกเกลือเพราะจะทำให้กุ้งเก็บน้ำไว้ในตัวได้ดียิ่งขึ้นนั้นเอง เนื่องจากถ้ากุ้งเก็บน้ำไว้ในตัวน้อยเท่าไรก็จะทำให้ เนื้อกุ้ง ยิ่งแห้ง มากขึ้นเท่านั้น
3. นำกุ้ง ที่ล้างน้ำแล้ว มาแช่ไว้ในน้ำที่ใส่เกลือผสมอยู่ (ใส่น้ำให้พอมิดตัวกุ้ง) แล้วนำน้ำแข็งมาโปะไว้ด้านบน รอจนน้ำแข็งละลาย

เพียงเท่านี้ก็เป็นอันเสร็จ ขั้นตอนการทำ กุ้งเด้ง แล้ว ถ้าใครยังไม่ต้องการนำไปประกอบอาหารในตอนนี้ ก็นำไปใส่ถุงแล้วนำไปแช่ในช่องแช่แข็งหรือช่องฟรีซตู้เย็นได้เลย เมื่อต้องการทำมาประกอบอาหาร ก็เพียงแช่กุง กุ้งเด้งนี้ในน้ำพอน้ำแข็งจากกุ้งละลาย ก็นำมาประกอบอาหารได้เลย และการนำ กุ้งเด้ง นี้ไปประกอบอาหาร มีข้อแม้อยู่ว่า ควรจะผ่านการปรุงสุกในระยะเวลาอันสั้นจะดีที่สุด
บันทึกการเข้า
Israel
สมาชิก PMC
Pendulum Club
Hero Member
*****

การ์ม่า:ได้รับการปรบมือจำนวน 347
ออฟไลน์

กระทู้: 4184



« ตอบ #185 เมื่อ: ธันวาคม 29, 2012, 07:20:54 AM »

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
เคยสงสัยกันไหมครับว่า ทำไม "หอยแมลงภู่" (Asian green mussel) Perna viridis จึงมี ๒ สี
๑. สีนมขาว มักพบในช่วงหน้าหนาว จัดได้เป็น "หอยตัวผู้"
๒. สีแดง พบในช่วงหน้าร้อน จัดเป็น "หอยตัวเมีย" ในช่วงนี้แหละเขามักนิยมนำมาทำหอยแมลงภู่ต้มกัน
Ref. http://www.oknation.net/
*****************

ตัวอ้วนน่ารับประทานจริง ๆ


* 553420_455796557801180_2070055378_n.jpg (46.77 KB, 400x300 - ดู 924 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
Israel
สมาชิก PMC
Pendulum Club
Hero Member
*****

การ์ม่า:ได้รับการปรบมือจำนวน 347
ออฟไลน์

กระทู้: 4184



« ตอบ #186 เมื่อ: มกราคม 01, 2013, 11:58:16 PM »

โดย Save your Life by Herbs โดยศิษย์ อ.สุทธิวัสส์ คำภา

โอ๊ยโหย! โรคจากรักร่วมเพศ...ที่มิใช่เอดส์ แต่ร้ายแรงและไร้เรี่ยวแรงถึงขั้นเดินไม่ได้และตายไปเฉยๆ

"โรคปลายประสาทอักเสบ" (Polyneuritis)

สาเหตุเกิดจากการอยู่ร่วมกับเพศเดียวกันทำให้ขั้วพลังงานมันผลักกันส่งผลให้ไวรัสเข้ามากินปลายประสาท อาการจะเจ็บแสบเหมือนใครเอามีดมากรีดทั่วตัว แขนชาชาไร้เรี่ยวแรง เดินใม่ได้และตายในที่สุด

วิธีแก้ ให้หาสมุนไพรไทยที่ชื่อ "ข้าวเย็นเหนือ" และ "ข้าวเย็นใต้" หนักอย่างละ 2 บาท ต้มน้ำดื่ม (ต้ม 1 ครั้งดื่มได้ 3 วันแล้วค่อยต้มใหม่) กินจนกว่าจะหายค่ะ
บันทึกการเข้า
Israel
สมาชิก PMC
Pendulum Club
Hero Member
*****

การ์ม่า:ได้รับการปรบมือจำนวน 347
ออฟไลน์

กระทู้: 4184



« ตอบ #187 เมื่อ: มกราคม 07, 2013, 08:46:06 PM »

มาล้างกันดีกว่า....ไหม?
คงจะรู้กันมาบ้างแล้วว่าการล้างสารพิษที่หมักหมมในตัวออกไป จะทำให้ร่างกายแข็งแรง เลือดลมเดินสะดวก ถ้าทำเป็นประจำก็จะช่วยฟื้นฟูสุขภาพและรักษาโรคร้ายแรงอย่างมะเร็ง โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หอบหืด เบาหวาน รวมทั้งลดความอ้วนได้ด้วย

หัวใจสำคัญในการล้างพิษใน 1 วัน คือ จะต้องกินให้ได้แคลอรี่น้อยกว่า 800 กิโลกรัม เพื่อให้ระบบย่อยและตับได้พัก ต่อจากนั้นตับจะขับสารพิษออกมาได้และอาหารที่คุณจะทานในวันนั้นจะต้องไม่มีเนื้อสัตว์เข้ามาปะปนเด็ดขาด เข้าใจกันดีแล้วต่อไปเรามาเข้าสู่กระบวนการล้างสารพิษกันเลยดีกว่า

1. เลือกผลไม้ที่คุณชอบมา 1 อย่าง เช่น มะละกอ ฝรั่ง แคนตาลูป แอปเปิ้ล ส้มโอ ชมพู่ มะม่วง ฯลฯ ยกเว้นอยู่ 2 อย่าง คือ ทุเรียนและสับปะรด เพราะทุเรียนมีแคลอรีสูงเกินไปและย่อยยาก ทานแล้วจะเป็นภาระกับระบบย่อย ส่วน สับปะรดนั้นมีกรดสูงมาก ถ้ากินทั้งวันท้องก็จะอืดได้

2. ทานแต่ผลไม้ชนิดเดียวตลอดทั้งวัน โดยอาจจะปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ เช่น ถ้าเลือกมะละกอก็อาจจะทานเป็นเนื้อมะละกอสุก หรือส้มตำ (มะละกอดิบ) ที่ใส่แต่มะละกอกับน้ำปลามะนาวเท่านั้น ไม่ใส่เครื่องประกอบอย่างอื่นเด็ดขาด

3. พอมาถึงมื้อกลางวันก็ทานมะละกออีก แต่อาจจะเป็นน้ำมะละกอปั่นใส่น้ำตาลน้อยที่สุด หรือน้ำมะละกอคั้นสดก็ได้

4. มื้อเย็นก็ยังต้องทานมะละกออีกครั้งเป็นมื้อสุดท้ายของวัน โดยอาจจะบีบมะนาวลงไปด้วยนิดหน่อยเพื่อเพิ่มรสชาติให้ไม่เลี่ยนเกินไป

5. วันรุ่งขึ้นก่อนที่จะเริ่มมื้อเช้า คุณจะต้องดื่มน้ำมะนาวผสมน้ำอุ่นประมาณ 2 ขวดก่อน เพราะเมื่อเราล้างสารพิษ ตับจะขับสารพิษให้มารวมกันอยู่ที่ลำไส้เล็กส่วนต้น จึงต้องดื่มน้ำอุ่นผสมมะนาวเข้าไปกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัว เพื่อให้สารพิษถูกดันออกมากับอุจจาระ หลังจากที่ดื่มน้ำอุ่นแล้วคุณจะรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำทันที แต่ถ้าไม่มีการดื่มน้ำกระตุ้นและไปทานอาหารเช้า สารพิษก็จะถูกดูดกลับเข้าไปในกระแสเลือดเหมือนเดิม ทำให้การอดอาหารล้างพิษของเราต้องเสียเปล่าไป

วิธีเตรียมน้ำอุ่นผสมมะนาว

อุปกรณ์

1. ขวดน้ำขนาด 1 ลิตร 2 ขวด

2. มะนาว 4 ลูก

3. เกลือป่น 2 ช้อนชา แต่ห้ามใช้เกลือไอโอดีน

วิธีทำ

1. ใส่น้ำดื่มให้เต็มขวดจากนั้นบีบมะนาวใส่ลงไปขวดละ 2 ลูก และเกลือ 1 ช้อนชา เขย่าให้เข้ากัน

2. มะนาวจะไปกระตุ้นให้ลำไส้ทำงาน ส่วนเกลือก็จะช่วยอุ้มน้ำไว้ ไม่ให้ถูกร่างกายดูดซึมไปหมด น้ำจะได้เหลือไปจนถึงทวารหนักเพื่อขับอุจจาระ

3. หลังจากดื่มน้ำมะนาวประมาณ 10-20 นาที คุณจะรู้สึกปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำ นั่นคือ อาการปกติ หลังจากถ่ายท้องเรียบร้อยแล้วก็เริ่มทานอาหารได้

กระบวนการล้างพิษจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นถ้าหากทำเป็นประจำสัก 2 อาทิตย์ ต่อหนึ่งครั้ง
บันทึกการเข้า
Israel
สมาชิก PMC
Pendulum Club
Hero Member
*****

การ์ม่า:ได้รับการปรบมือจำนวน 347
ออฟไลน์

กระทู้: 4184



« ตอบ #188 เมื่อ: มกราคม 08, 2013, 10:17:58 AM »

หมอปรียาภา แฟนเพจ
ประโยชน์สับปะรด

สับปะรดผลไม้อมหวาน อมเปรี้ยว สามารถนำไปทำอาหารได้ทั้งคาวและหวาน แถมยังมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย
หากกินสับปะรดหลังอาหาร เราจะรู้สึกเบาสบายท้องและไม่อึดอัด ...
เพราะสับปะรดมีความสามารถในการช่วยย่อย โดยเฉพาะในสารอาหารโปรตีน เราจึงเห็นคนส่วนใหญ่ใช้สับปะรดในการหมักเนื้อสัตว์ต่าง ๆ ให้นุ่มขึ้น
รวมถึงสับปะรดอุดมไปด้วยวิตามินซีสูง จึงช่วยเสริมสุขภาพและภูมิต้านทานโรคได้ดีขึ้น

ดังนั้น ผู้ที่ทานสับปะรดบ่อย ๆ จะมีสุขภาพดี ไม่ค่อยเป็นหวัด
และในสับปะรดยังมีโพแทสเซียมสูงที่ช่วยป้องกันการเป็นตะคริว และลดความดันได้
นอกจากนี้สับปะรดยังมีฤทธิ์ต้านการอักเสบได้เป็นอย่างดี

ส่วนปริมาณที่เหมาะสมในการบริโภคก็คือ 100 กรัมต่อวัน
ทานมากเกินกำหนดนี้จะทำให้ท้องอืด แสบกระเพาะได้...
และควรทานสับปะรดสด ๆ โดยไม่ผ่านการประกอบอาหารที่ใช้ความร้อน เพื่อป้องกันการสูญเสียวิตามินต่าง ๆ ไปนะคะ
บันทึกการเข้า
pala
สมาชิก PMC
Pendulum Club
Hero Member
*****

การ์ม่า:ได้รับการปรบมือจำนวน 365
ออฟไลน์

กระทู้: 2900



« ตอบ #189 เมื่อ: มกราคม 08, 2013, 10:58:24 AM »




คุณรู้หรือไม่ว่า " สับปะรด " มีประโยชน์กับร่างกายของคุณแค่ไหน Huh?

1. เป็นคลังเก็บแร่ธาตุ และวิตามินที่จำเป็นต่อสุขภาพ

2. มีแคลอรี่ต่ำ โดยสับปะรด 100 กรัม จะให้พลังงานเพียง 50 แคลอรี่ ไม่มีไขมันอิ่มตัวหรือคอเลสเตอรอล
แต่อุดมไปด้วยเส้นใยอาหาร ทั้งที่ละลายน้ำได้ และไม่ละลายน้ำ   

3. มีเอนไซม์ที่ช่วยในการย่อยอาหาร , ป้องกันการอักเสบ , ป้องกันการแข็งตัวของเลือด และป้องกันโรคมะเร็ง
รวมทั้งยังพบว่า การทานสับปะรดเป็นประจำจะช่วยป้องกันโรคข้ออักเสบ , ท้องอืด และพยาธิในลำไส้

4. เป็นแหล่งของวิตามินที่ช่วยต้านสารอนุมูลอิสระที่ดีมาก ซึ่งก็คือ วิตามินซี

5. อุดมไปด้วยวิตามินเอ และสารเบต้าแคโรทีน

6. มี วิตามินต่าง ๆ หลากหลายชนิด เช่น โพแทสเซียม ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของเซลล์ และของเหลวในร่างกาย
โดยช่วยในการควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ และความดันโลหิต

ถ้าคุณมีคนที่คุณรัก อย่าลืม !!! แชร์ให้เค้าด้วยนะครับ :
บันทึกการเข้า
Israel
สมาชิก PMC
Pendulum Club
Hero Member
*****

การ์ม่า:ได้รับการปรบมือจำนวน 347
ออฟไลน์

กระทู้: 4184



« ตอบ #190 เมื่อ: มกราคม 12, 2013, 07:50:52 PM »

จาก : ฟาร์มดี (ฟาร์มไส้เดือนของคนพิการ)

ลิ้นจี่มีสรรพคุณป้องกันโรคตับ

รศ.ดร.ภญ.พาณี เปิดเผยว่า... ช่วงนี้เราเริ่มเห็นผลลิ้นจี่ทยอยสุก แต่สียังไม่เข้มจัดการเก็บเกี่ยวลิ้นจี่มักเริ่มในเดือนกรกฎาคมถึงพฤศจิกายน เมื่อลิ้นจี่ออกสู่ท้องตลาดลิ้นจี่จะเป็นของฝากที่มีคุณค่าที่เหมาะสำหรับผู้รับ เนื่องจากอุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต และโปรตีน และช่วยย่อยอาหาร ช่วยในการบำรุงอวัยวะภายในต่างๆ ภายในร่างกาย

และ...ยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งเต้านมจากสรรพคุณดังกล่าว ชาวแดนมังกรจึงนิยมกินผลไม้ดังกล่าวเพื่อช่วยบำรุงแก้อาการไอเรื้อรัง คัดจมูก อาการท้องเดิน ลดกรดในกระเพาะอาหาร และยังนำมาทำเป็นชาชงเพื่อบรรเทาอาการหวัด แก้การติดเชื้อในลำคออาการท้องเสียอย่างอ่อน และโรคจากการติดเชื้อไวรัส

เปลือกเนื้อใน รวมทั้งเมล็ดล้วนมีโอสถสาร
จากรายงานวิจัยยังพบว่าสารสกัดลิ้นจี่ลดขนาดเนื้องอกในสัตว์ทดลอง แต่ไม่ได้ระบุว่าเป็นสารสกัดส่วนใดของลิ้นจี่สำหรับงานวิจัยนักวิทยาศาสตร์ของไทยพบว่า สารสกัดผลลิ้นจี่มีฤทธิ์ในการปกป้องตับ ในหนูที่เหนี่ยวนำให้ได้รับสารพิษและเป็นโรคตับ

ขอขอบคุณข้อมูลวิธีการดูแลสุขภาพจาก modernmom
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 12, 2013, 07:51:40 PM โดย Israel » บันทึกการเข้า
Israel
สมาชิก PMC
Pendulum Club
Hero Member
*****

การ์ม่า:ได้รับการปรบมือจำนวน 347
ออฟไลน์

กระทู้: 4184



« ตอบ #191 เมื่อ: มกราคม 15, 2013, 06:21:29 PM »

สมุนไพรสูตรนี้ดีค่ะ
** สูตรนี้ดี
น้ำ 30 % - มะนาว 5% - ใบย่านาง 60 % - สับปะรด 5%
วิธีทำ = ปั่นใบย่างแล้วกรองกากทิ้ง..../ ปั่นสับปะรดเอากากทิ้ง...แล้วนำมารวมกับน้ำใบย่านางที่ปั่นเตรียมไว้แล้ว หลังจากนั้นเติมน้ำมะนาวลงไป คนๆให้เข้ากันไว้รับประทาน ( ที่เหลือ แช่แย็นไว้ได้ 5 วัน ) ดื่มวันละ2 ครั้งๆละ 150-200 มล. ก่อนอาหาร ( ตามน้ำหนักตัว เป็นยา )

** กลุ่มอาการควรรับประทาน
โรคเก้าท์- ปวดข้อ- เข่าเสื่อม- มีไข้- เนื้องอกในเต้านม-ในมดลูก- ไขมันในเลือดสูง- อาหารเป็นพิษ-แผลในกระเพาะ- ภูมิแพ้- ไมเกรน-สิว-ฝ้า-กระสีน้ำตาล- เป็นตะคิวบ่อยๆ- ริดสีดวงทวาร- ตับแข็ง- ท้องบวมน้ำ- ไทรอยด์- มะเร็งต่างๆ- โรหิตจาง- ตาฟ้าฟาง- ความดันสูงหรือต่ำเกินไป - ลูคีเมีย -ชาตามแขน ขา - เหงือกอักเสบ - โรคหัวใจ - กรดไหลย้อน...

  หมอปรียาภา
บันทึกการเข้า
Israel
สมาชิก PMC
Pendulum Club
Hero Member
*****

การ์ม่า:ได้รับการปรบมือจำนวน 347
ออฟไลน์

กระทู้: 4184



« ตอบ #192 เมื่อ: มกราคม 19, 2013, 01:35:36 PM »

จากหมอสารภี

เดินเท้าเปล่า แก้นอนไม่หลับ..ขอบคุณhttp://www.healthandcuisine.com/health

หลายคนที่มีปัญหานอนไม่หลับอยู่บ่อยๆ อาจจะผ่านการทดลองมาหลายวิธี
เพื่อให้หลุดพ้นจากโรคนอนไม่หลับที่น่ารำคาญเสียที
อีกหนึ่งวิธีง่ายๆ ที่ทำได้ไม่ยากและไม่เสียเงินแม้แต่บาทเดียว .....
คือการเดินด้วยเท้าเปล่าบนหญ้า หรือพื้นดินนั่นเอง
 
ความลับอยู่ที่ไฟฟ้าสถิตที่สะสมอยู่ในร่างกายเรา หากมีมากจะทำให้ร่างกายเสียสมดุล ไม่สบายทั้งกายและจิตใจ มีส่วนทำให้นอนไม่หลับในเวลากลางคืน
วิธีระบายไฟฟ้าสถิตออกจากร่างกายทำได้โดยการเดินด้วยเท้าเปล่าย่ำลงบนดินหรือหญ้าที่มีความชื้นคงที่ ประมาณ 10 นาที ต่อวัน
ทำบ่อยได้ตามต้องการ แค่นี้อาการนอนไม่หลับก็จะทุเลาลงได้

ที่มา www.barefoothealing.com.au
บันทึกการเข้า
pala
สมาชิก PMC
Pendulum Club
Hero Member
*****

การ์ม่า:ได้รับการปรบมือจำนวน 365
ออฟไลน์

กระทู้: 2900



« ตอบ #193 เมื่อ: มกราคม 19, 2013, 10:53:37 PM »



   ขอบคุณครับ   .....   คร่อกฟี้  z z z z z z z z z z  !!
บันทึกการเข้า
chompoo
สมาชิก PMC
Pendulum Club
Full Member
*****

การ์ม่า:ได้รับการปรบมือจำนวน 4
ออฟไลน์

กระทู้: 20



« ตอบ #194 เมื่อ: มกราคม 25, 2013, 04:51:38 PM »

ขอบคุณคะพี่เอน น่ารักเสมอค่ะ
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 [13] 14 15 16 17 18 19 |   ขึ้นบน
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
  ลิ้งค์ไปยังปฏิทิน  
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.2 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.061 วินาที กับ 20 คำสั่ง
Home : www.pendulumthai.com