เคล็ดลับคู่บ้าน

<< < (5/7) > >>

prasert:
อ้างจาก: rattanachai ที่ สิงหาคม 20, 2010, 05:00:47 PM

ปล่อยคุณปั๊บปาด๊าเธอร่าเริงไปก่อน  พอหลวมตัวสมัคร pmc เมื่อไหร่ คราวนี้ ต้องหาเงินมายัด .... ยัดเงินเพื่อลาออก  แต่ลายังไงก็ไม่ออก เพราะพวกเราไม่ให้ออก แต่เงินเราก็ยึดนะ ไม่คืนด้วย


ท่าน ลี  ฟาม.คิก.ลี จิงๆน้า แบกนี้ไคๆ ก็ชอก     " แต่เขาสงวนลิขสิทธิ์..อ่า"
ครม.สน.และ สนง.อื่นๆ (หากมี)  เขาสงวนลิขสิทธิ์แล้วนะ นำมาใช้ตามเขาขออนุญาตยัง เพราะส่วนใหญ่ เขาทำอยู่แล้ว
เด๋วจะเหมือน ขาย cd หรอก  ผงเปงห่วงนาคัก  (ไม่อยากไปประกันตัวอีกรอบนะ   เด๋วสมาชิกหลายท่านจะเปลืองกะตังค์ซื้อข้าวผัดโอเลี้ยงไปเยี่ยมอีก) 
(ผมไม่ได้รับรางวัลผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่นเลยพิมพ์ผิดพิมพ์ถูก  ขออภัย)
[/quote]ได้ความรู้สุดๆ

prasert:
อ้างจาก: papada ที่ สิงหาคม 13, 2010, 11:44:56 AM

วันหยุดหลายวัน ขอเอาใจคุณแม่บ้าน หรือคุณพ่อบ้านที่อยากเข้าครัว โชว์ฝีมือ หลังจากที่ชิมรสชาติฝีมือคุณแม่บ้านมานาน...
รวมสูตรเด็ดเคล็ดลับแม่บ้าน
1.ข้อสังเกตุเวลาอบขนม
   1.ถ้าหน้าขนมแตก แสดงว่าไฟแรงเกินไป เนื้อในจะเป็นรู หยาบๆ แฉะ
   2.อบออกมาแล้วหน้ายุบเพราะแป้งน้อยเกินไป หรือไข่มากไป
   3.เนื้อข้างในเป็นชั้น ข้างบนบนเบานิ่ม ข้างล่างหนักแฉะ เพราะ
      ผสมส่วนผสมไม่เข้ากันดี หรือใส่ไข่ขาวแล้วคนไม่ทั่ว
   4.หน้าขนมแฉะ เพราะอบไม่แห้ง หรือใส่น้ำตาลมากเกินไป
2.ขอดเกล็ดปลา จุ่มลงในน้ำเดือดประมาณ 2-3 นาที ค่อยนำมาขอด
   ถ้าเป็นปลาเก๋า ให้เอาแช่น้ำใช้ช้อนคาวขูดเกล็ดออก จะหลุดง่าย
   ปลาที่เพิ่งตายใหม่ จะง่ายกว่าตอนยังไม่ตาย เพราะมันจะดิ้น
3.การทำข้าวต้มมัด  ไม่จำเป็นต้องแช่ข้าวหรืออาจแช่ ประมาณ 15 นาที
   แล้วค่อยสงขึ้นมากวนกับน้ำกะทิ ควรเลือกข้าวเหนียวเขี้ยวงูเม็ดยาว
   จะดีที่สุด ส่วนกล้วยให้เลือกลูกสุกงอม นึ่ง 1-2 ชั่วโมง ขณะนึ่ง
   ใช้น้ำพรมห่อข้าวต้มผัด จะทำให้กล้วยมีสีแดง รสอร่อย
4.ข้าวต้มหอมอร่อย   ให้ใส่ข้าวเหนียวสัก 1 กำพร้อมใบเตยที่หั่นเป็นท่อนๆ
   สัก 4-5 ใบ
           ข้าวนุ่มๆ ใส่น้ำส้มสายชู 1 ชช.ลงในข้าว เมื่อข้าวสุกแล้ว
 จะอ่อนนุ่มน่ารับประทาน แต่ไม่มีรสเปรี้ยว
  (หากกลัวกรดน้ำส้ม ให้ใช้น้ำส้มที่หมักจากผลไม้ เช่น จากแอปเบิ้ล)
5.ต้มข้าวโพดให้นุ่ม ต้มน้ำให้เดือดก่อน จึงใส่ข้าวโพด ต้ม 3 นาที
   อย่าต้มนาน ตักขึ้นเอาน้ำเกลือมาหยอด ข้อสำคัญ อย่าใส่เกลือลงไป
   ในขณะที่ต้มจะไม่อร่อย
6.อุ่นข้าวเย็นให้สวย ข้าวเย็นที่เหลือ ใส่ไว้ตรงกลางในข้าวที่จะหุงใหม่
   แล้วใส่น้ำให้ท่วมตามจำนวนขีดที่กำหนด เมื่อข้าวสุก ทั้งข้าวใหม่และ
   ข้าวเย็น จะสุกเสมอกันไม่เปียกหรือเละ
7.ขิง โรคท้องขึ้น ท้องอืด แน่นท้องได้
   ขิง ช่วยปลาไม่ให้ติดกระทะ เวลาจะทอดปลาโดยไม่ให้ติดกระทะ
   โดยตั้งน้ำมันในกระทะ จนร้อนพอสมควร เอาขิงดฝานเป็นชิ้นบางๆ
    สัก 2-3 ชิ้น ใส่ลงในกระทะ เมื่อขิงเกรียมก็ตักออกทิ้ง เอาปลาลงทอด
   จะไม่ติดกระทะเลย
8.การเลือกซื้อไข่ ควรเลือกผิวนอกเป็นสีนวลน้ำหนักดี เขย่าไม่คลอน
   เปลือกนอกสะอาด
9.เก็บไข่ให้ได้นาน เก็บในกล่องไข่ เพื่อป้องกันการกระทบกระเทือน
  และป้องกันการระเหยของน้ำออกจากไข่ เก็บในอุณหภูมิต่ำ
  ในการเก็บควรตั้งทางป้านขึ้น เพราะโพรงอากาศอยู่ทางด้านนี้
10.ไข่คว่ำ  ไข่ต้มที่สุกแล้ว นำมาปอกผ่าออกเป็น 2 ซีก แกะไข่แดงออก
   ยีให้ละเอียด ผสมกับหมูแดงสับละเอียด รากผักชี กระเทียม
  พริกไทยตำละเอียด เหยาะน้ำปลาเล็กน้อย เคล้าให้เข้ากัน ปั้นส่วนผสม
   ให้เป็นก้อน บรรจุลงในไข่ขาวที่แกะไข่แดงออกแล้วให้เต็ม
   และทำให้มีความนูนเล็กน้อย นำไปทอดในน้ำมันร้อน ทานคู่กับซอสพริก
11.ไข่ตุ๋น ผสมให้เข้ากัน และตีด้วยช้อนส้อมก่อนที่จะเทลงในภาชนะตุ๋น
    ให้กรองให้เรียบร้อยก่อน จะได้ไม่มีตะกอนหรือฟองอากาศ ใช้ไฟอ่อน ช้าๆ
    เมื่อเสร็จ โรยด้วยกระเทียมเจียวและโรยพริกชี้ฟ้า
12.ไข่ตุ๋นนุ่มอร่อย ควรใช้ถ้วยตวงไข่และโปรดจำไว้ว่า ไข่หนึ่งถ้วยต่อน้ำในถ้วย
    ที่เท่ากันนั้นถ้วยครึ่งเสมอ
13.ไข่ตุ๋นเนื้อเนียน ไม่ควรใช้น้ำเปล่าผสม ให้ใช้น้ำข้าวผสมแทน จะเป็นเนื้อเดียวกัน
     รสชาติอร่อยมาก แต่ต้องไม่ใช่น้ำซาว
14.ทอดไข่ในน้ำ ต้องมีน้ำส้มหรืออะไรที่เป็นกรดอยู่ในนั้น ไข่ขาวถึงจะรวมตัวกัน
      เวลาถูกตอกลงไปในน้ำร้อนๆ หากไข่ขาวเวลาเราตกไข่ลงไปในน้ำกระจายและไม่รวม
     ตัวกัน หมายความว่า น้ำที่เราต้มอยู่ตรงนั้นมีกรดหรือความเปรี้ยวน้อยไป ให้เติม
    น้ำมะนาวหรือน้ำส้มเข้าไปในน้ำ
15.เมื่อไปเที่ยวปิกนิก ไม่มีภาชนะหุงต้ม ลองเอาไข่ห่อกระดาษหนังสือพิมพ์
    นำลงไปแช่น้ำสักครู่ แล้วนำมาเผาไฟขณะที่กำลังเปียกอยู่ สักครู่ไข่นั้นจะสุก
   และรับประทานอร่อยกว่าไข่ต้มธรรมดาๆ เสียอีก
16.การชงชา....มีชาอยู่ 2 ชนิด คือชากลิ่นกับชาคอ ชากลิ่นจะหอม รสชาติอ่อนนุ่ม
   ชุ่มคอ สีของน้ำจางๆ  ส่วนชาคอนั้น จะหอมน้อยกว่า รสชาติเข้มข้นกว่า ชุ่มคอกว่า
   สีที่ชงจะเข้มกว่า การชงชา ต้องลวกกา และถ้วยชาด้วยน้ำร้อนก่อน แล้วจึงใส่ใบชาป่น
   1 ส่วน ต่อใบชาที่เป็นใบๆ 4 ส่วน (ใบชาป่นมักจะอยู่ก้นกระป๋อง) ใช้น้ำเดือดเทลวกใบชา
   อย่างเร็ว แล้วรีบเทน้ำออกทิ้งไป แล้วรินน้ำเดือดลงอีกครั้ง โดยรักษาระยะห่างของกาน้ำเดือด
   กับกาน้ำชาไว้มากๆ ยกสูงๆ แรงน้ำร้อนๆ ที่กระทบใบชา จะช่วยให้น้ำชาออกรสชาติเร็ว
   และมีกลิ่นหอมจัด หากมีฟองให้ปาดทิ้งก่อนที่จะรินชา โดยกดพวยกาน้ำชาให้ใกล้ๆ ขอบปากถ้วยชา
  จำไว้ว่า "ชงสูง รินต่ำ" ในกรณีที่อาจทำได้ การต้มน้ำเดือดด้วยเตาถ่านจะมีกลิ่นไอธรรมชาติมากกว่า
  ต้มด้วยเตาแก๊สหรือเตาไฟฟ้า
17.คั้นใบบัวบก  นำมาล้างให้สะอาด ผึ่งให้แห้ง ใส่ถุงพลาสติก แช่ให้เย็นแล้วจึงคั้น จะคั้นง่ายขึ้น
   และกลิ่นใบบัวบกจะหอม
18.คั่วถั่วลิสงให้อร่อย  ต้องการทอดให้เป็นมันใส      โดยนำถั่วมาคั่วในกระทะไม่ใส่น้ำมัน สักครู่
    หยิบขึ้นมาพอเย็น กระเทาะเปลือกดู พอล่อนออกง่าย นำขึ้นผึ่งให้เย็น กระเทาะเปลือกให้หมด นำไปทอด
    ในกระทะที่ใส่น้ำมันแล้ว ถั่วจะเมล็ดใสน่ารับประทาน

             ....................................
  จากหนังสือเล่มเดิม  แล้วจะมาเรื่อยๆ นะคะ ถ้าไม่ชอบก็บอกกันได้....

ได้ความรู้สุดๆ :o

prasert:
อ้างจาก: papada ที่ สิงหาคม 11, 2010, 02:05:16 PM

เดี๋ยวนี้ กระแสน้ำมันพืชเริ่มเปลี่ยนแปลง ผู้คนหันมาสนใจน้ำมันหมูกันบ้างแล้ว มีเคล็ดลับกำจัดแมลงสาบแบบบ้านๆ มาฝากกัน

กำจัดแมลงสาบแบบบ้านๆ

วิธีการกำจัดแมลงสาบแบบบ้านๆ (เน้นประหยัดและง่าย)
  เรามีวิธีการง่ายมากๆ เลยอยากเอามาแชร์ให้เพื่อนๆ ได้ทราบถึงวิธีการกำจัดแมลงสาบ
แบบง่ายๆ และประหยัดกัน เผื่อใครจะอยากได้ไว้ใช้ มาดูส่วนประกอบกันก่อนดีกว่า

ส่วนประกอบ
1.ขวด เฮลบลูบอย ที่หมดแล้ว1-2 ขวด หรือตามต้องการ
2.น้ำมันหมู
วิธีทำ
1.เทน้ำมันหมูลงในขวด เฮลบลูบอย แล้วก็เขย่าขวดให้น้ำมันหมูเกาะทั่วขวด
2.เอาน้ำมันหมูป้ายขอบในคอขวด กะให้กำลังลื่นพองาม
3.เอาไปตั้งไว้กลางห้องครัวหรือแหล่งชุมนุมแมลงสาบ (เฉพาะจุดที่พบบ่อยๆ)
4.ตั้งทิ้งเอาไว้ ประมาณ 8 ชม. แนะนำ ตั้งไว้ก่อนนอน
5.ตื่นมาตอนเช้าอย่าตกใจ  แมลงสาบจะยั่วเยี๊ยะ ไปทั้งขวด แต่ออกมาไม่ได้
เด็กและสตรีที่กลัวแมลงสาบไม่ควรทำ เพราะอาจจะตกใจตายได้
6.เอาฝาเฮลบลูบอยปิดไว้  แล้วฝากให้รถขยะพาแมลงสาบไปเที่ยว

 1-2 สัปดาห์ต่อครั้ง ได้ผลกว่าพวกยาอันตรายทั่วไป  หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับคน
ที่ไม่อยากเลี้ยงแมลงสาบแล้ว แต่เอาไปปล่อยวัดไม่ได้ (ไล่จับไม่ทัน)

ขอขอบคุณ เคล็ดลับดีๆ จากหนังสือ 108 เคล็ดลับคู่ครัว

papada:
ขอบคุณ คุณ prasert ที่เห็นว่ามีประโยชน์ค่ะ

วันนี้มาดูเรื่องการล้างผักกันค่ะ ว่ามีกี่วิธี และแต่ละวิธีล้างพิษได้มากน้อยแค่ไหน
แนะนำวิธีล้างผัก
1.ลอกหรือปอกเปลือก แล้วแช่น้ำสะอาด 5-10 นาที แล้วล้างน้ำอีกครั้ง
   สามารถลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ร้อยละ 27-72
2.แช่น้ำปูนใส 10 นาที แล้วล้างน้ำอีกครั้ง ลดปริมาณสารพิษตกค้าง
   ได้ร้อยละ 34-52
3.การใช้ความร้อน  ลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ร้อยละ 48-50
4.แช่น้ำด่างทับทิม (สัดส่วนด่างทับทิม 20-30 เกล็ดต่อน้ำ 4 ลิตร)
   นาน 10 นาที แล้วล้างน้ำอีกครั้ง ลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ร้อยละ 35-43
5.ล้างด้วยน้ำไหลจากก๊อก 2 นาที ลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ร้อยละ 25-39
6.แช่น้ำซาวข้าว นาน 10 นาที แล้วล้างน้ำอีกครั้ง ลดปริมาณสารพิษตกค้าง
    ได้ร้อยละ 29-38
7.นำน้ำส้มสายชูหรือเกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะมาผสมน้ำ 4 ลิตร แล้วแช่ผัก
    นาน 10-15 นาที แล้วล้างผักอีกครั้ง ลดปริมาณสารพิษตกค้าง
     ได้ร้อยละ 29-38
8.แช่น้ำยาล้างผัก 10 นาที และล้างน้ำอีกครั้ง ลดปริมาณสารพิษตกค้าง
   ได้ร้อยละ 22-36

                           สาระงานบ้าน ดีๆ จากนิตยสารชีวจิต เล่มที่ 241
เพิ่มเติม   
     -นักธรรมชาติบำบัดบางท่าน นิยมล้างผักด้วยน้ำเอนไซม์  โดยแช่ไว้ 1 ชั่วโมง
     -พยายามทานผักพื้นบ้าน/ผักที่ออกตามฤดูกาล  จะลดสารพิษได้มากขึ้น

papada:
การเก็บพืชผักที่เก็บไว้ได้นาน   
       ผักประเภทหัว เช่น เผือก มัน หรือผักที่มีผิวเปลือกด้านนอกแข็ง
เช่น ฟักเขียว ฟักทอง แม้มีการตัดบางส่วนมาประกอบอาหารรับประทานแล้ว
แต่ก็สามารถเก็บไว้กินได้นานด้วยการนำปูนแดงทารอยตัด เพียงเท่านี้ก็เก็บไว้ได้
อีกระยะหนึ่งโดยไม่เสีย

                             จากนิตยสาร ชีวจิต เล่มที่ 241

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

[*] หน้าที่แล้ว