เว็บบอร์ด
กันยายน 19, 2014, 12:43:22 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: เชิญสมัคร คอร์สลูกดิ่งเพนดูลั่มขั้นเริ่มต้น อาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2557 โดย อ.สุทธิวัสส์ คำภา ค่าใช้จ่าย 3,700 บาท โทร 089-6423821 หรือ อ่านรายละเอียดที่ http://goo.gl/ZwK79d

 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 2 [3] 4 |   ลงล่าง
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ด้วยรักและห่วงใย "  (อ่าน 15494 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
pala
สมาชิก PMC
Pendulum Club
Hero Member
*****

การ์ม่า:ได้รับการปรบมือจำนวน 365
ออฟไลน์

กระทู้: 2900



« ตอบ #30 เมื่อ: มิถุนายน 10, 2010, 05:12:35 PM »



เราเรียนมาว่า วิตามินมีประโยชน์ต่อร่างกายมาตั้งแต่เด็ก แต่คุณรู้หรือไม่ว่า วิตามินที่เรากินกันอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะวิตามินในกลุ่มแอนติออกซิแดนซ์ ( A C D E ) นั้น หากกินเกินความพอดี ก็สามารถก่ออันตรายต่อร่างกายได้เหมือนกัน
 
วิตามินเอ
ปริมาณวิตามินเอที่ร่างกายเราควรได้รับนั้น จะอยู่ที่ประมาณ 600 - 800 ไมโครกรัม /วัน หากเรากินวิตามินเอมากเกินไปหรือน้อยเกินไป ก็ทำให้เกิดอันตรายได้

อันตรายจากการขาดวิตามินเอ

โรคผิวหนัง วิตามินเอมีส่วนสำคัญในการรักษาสภาพเยื่อบุผิวหนัง การขาดวิตามินเอ จึงทำให้ผิวพรรณขาดความชุ่มชื่น หยาบกร้าน แห้งแตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณผิวหนัง ข้อศอก ตาตุ่ม และข้อต่อต่างๆ  ซึ่งอาจนำไปสู่โรคผิวหนัง เช่น สิว และโรคติดเชื้ออื่นๆ ได้

ตาฟาง หน้าที่สำคัญอีกประการหนึ่งของวิตามินเอ คือการมีส่วนช่วยในการสร้างสารที่ใช้ในการมองเห็น (rhodopsin และ iodopsin) หากขาดจะทำให้มองเห็นได้ยากในเวลากลางคืน หรือในที่ที่มีแสงส่วางน้อย และทำให้เยื่อบุตาแห้ง กระจกตาเป็นแผล อีกทั้งในกรณีที่ร่างกายขาดวิตามินเออย่างรุนแรง อาจทำให้ตาบอดถาวรได้

ความต้านทานโรคต่ำ วิตามินเอเป็นตัวช่วยสำคัญ ที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของเราทำงานตามปกติ การขาดวิตามินเอ จึงทำให้เกิดโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจได้ง่าย อีกทั้งยังทำให้เกิดการอักเสบในโพรงจมูก ช่องปาก คอ และที่ต่อมน้ำลายอีกด้วย

อันตรายจากการกินวิตามินเอมากเกินไป
แท้งลูกหรือพิการ หญิงมีครรภ์ที่กินวิตามินเอเกินขนาด มีความเสี่ยงต่อภาวะทารกในครรภ์ คลอดออกมาพิการหรือแท้งได้ เนื่องจากฤทธิ์ของวิตามินเอมีผลกับการเจริญเติบโตต่อเด็กในครรภ์ ซึ่งอาจทำให้เด็กมีความผิดปกติที่ทางเดินปัสสาวะ กระดูกผิดรูป มีติ่งปูดออกมาที่บริเวณหู เป็นต้น

อาจทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย และอาเจียนได้ หากกินวิตามินเอมากขนาดครั้งเดียว เกิน15,000 ไมโครกรัม

เกิดการสะสม และเกิดโทษในระยะยาวได้ ทั้งนี้อาการที่พบบ่อยคือ ทำให้เบื่ออาหาร เจ็บกระดูกและข้อต่อ เซื่องซึม นอนไม่หลับ กระวนกระวาย ผมร่วง ปวดศีรษะ ท้องผูก ทั้งนี้อาการทั้งหมดจะหายไปเองหากหยุดกิน


วิตามินซี
โดยทั่วไป ร่างกายของคนปกติมีความต้องการวิตามินซี อยู่ที่ประมาณ 60-90 มิลลิกรัม/วัน หากรับประทานวิตามินซีมากหรือน้อยกว่าจำนวนดังกล่าว อาจทำให้เกิดอันตรายตามมาดังนี้

อันตรายจากขาดวิตามินซี

มีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดตามข้อต่อของร่างกาย เลือกออกตามไรฟัน เจ็บกระดูก เป็นแผลหายช้า เนื่องจากวิตามินซีทำหน้าที่ต่อต้านการอักเสบ และช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย การได้รับวิตามินซีไม่เพียงพอ จะทำให้เส้นเลือดในร่างกายอ่อนแอ และทำให้บาดแผลที่เกิดขึ้นตามส่วนต่างๆ ของร่างกายหายช้าว่าปกติ

เป็นโรคติดเชื้อได้ง่าย คุณสมบัติพิเศษอีกประการของวิตามินซี คือ เป็นตัวต่อต้านสารก่อมะเร็ง และช่วยควบคุมระบบภูมิคุ้มกัน ถ้าร่างกายขาดวิตามินซี จะส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายลดต่ำลง และทำให้ติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียได้ง่าย

เป็นโรคลักปิดลักเปิด ในกรณีของเด็กหรือผู้สูงอายุที่ได้รับวิตามินซี น้อยกว่าวันละ 10 มิลลิกรัม อาจทำให้เป็นโรคลักกะปิดลักเปิดได้ ทั้งนี้หากร่างกายขาดวิตามินซีมากเกินปกติ อาจทำให้มีลูกยาก เป็นโรคโลหิตจาง และมีภาวะความผิดปกติทางจิตได้

อันตรายจากการกินวิตามินซีมากเกินไป
เกาต์ เนื่องจากวิตามินซีมีหน้าที่ในการช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กในร่างกาย การรับวิตามินซีในปริมาณมาก จะทำให้เกิดปัญหาการสะสมธาตุเหล็ก ตามกระดูกข้อต่อต่างๆ มากขึ้น และอาจทำให้เกิดโรคเกาต์ได้ในที่สุด

นิ่วในไต นอกจากนั้นการกินวิตามินซีมากเกินไป อาจไปรบกวนการดูดซึมของทองแดงและซิลิเนียม ซึ่งส่งผลให้มีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในไตได้ อีกทั้งในคนปกติหากได้รับ เกินกว่าวันละ 10,000 มิลลิกรัม อาจทำให้ท้องเสีย ท้องอืด ท้องเฟ้อได้


วิตามินดี
ปกติเราสามารถสร้างวิตามินดีได้จากใต้ผิวหนัง เมื่อได้รับรังสีไวโอเลตในแสงแดด ทั้งนี้ ปริมาณวิตามินดีที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวัน คือ ประมาณ 5 ไมโครกรัม / วัน กระนั้นหากได้รับวิตามินดีมากหรือน้อยเกินไป ก็เป็นอันตรายเช่นกัน

อันตรายจากการขาดวิตามินดี

โรคกระดูกอ่อน ในเด็กที่กำลังเจริญเติบโต การขาดวิตามินดีจะทำให้เกิดโรคกระดูกอ่อน เนื่องจากวิตามินดีทำงานร่วมกับแคลเซียม ในการช่วยควบคุมระดับแคลเซียมในร่างกาย เมื่อขาดแคลเซียม จึงทำให้กระดูกเปราะและหักง่าย อีกทั้งยังทำให้กระดูกตามส่วนต่างๆ ในร่างกายผิดรูป โค้งงอ และขาโก่ง อีกทั้งยังทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนในผู้ใหญ่ได้อีกด้วย

ท้องเสีย นอนไม่หลับ ปัสสาวะบ่อย กระวนกระวาย กล้ามเนื้อกระตุก เป็นหวัดบ่อย กล้ามเนื้ออ่อนแอ ขาดความคล่องแคล่วกระฉับกระเฉง และความต้านทานโรคลดน้อยลง เป็นต้น

อันตรายจากการกินวิตามินดีมากเกินไป

ท้องผูกหรือท้องเสียเรื้อรัง โดยปกติร่างกายของเราสามารถกำจัดวิตามินดี ที่สร้างจากแสงแดดออกไปจากร่างกายตามธรรมชาติ แต่ถ้าหากกินวิตามินดีเสริมมากเกินไป ก็อาจอันตรายได้ เช่น ถ้ากินวิตามินดีวันละ 25-50 ไมโครกรัมติดต่อกันนาน 6 เดือน อาจทำให้เกิดอาการท้องผูก หรือท้องเสียเรื้อรัง เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน หัวใจเต้นผิดปกติ และอ่อนเพลียได้

เกิดภาวะแคลเซียมในเลือดสูง เนื่องจากวิตามินดี มีส่วนช่วยในการดูดซึมฟอสฟอรัส และแคลเซียมจากลำไส้ ไปสร้างกระดูกและฟัน การขาดวิตามินดีจึงมีผลโดยตรง ที่ทำให้ระดับแคลเซียมและฟอสฟอรัสในร่างกายไม่สมดุล ทำให้มีแคลเซียมสะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น ในเนื้อเยื่อ เลือด ตับ ไต ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคร้ายอื่นๆ ตามมาได้


วิตามินอี
สำหรับคนปกติ มีปริมาณแนะนำสำหรับการบริโภควิตามินอี อยู่ที่ 5 มิลลิกรัมต่อวัน ทั้งนี้ สำหรับในผู้ป่วยที่ต้องการวิตามินอีเพื่อการรักษาโรค สามารถรับประทานได้มากกว่านี้ แต่ต้องอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์

อันตรายจากการขาดวิตามินอี

โรคหัวใจกำเริบ วิตามินอีมีหน้าที่สำคัญในการจับสารอนุมูลอิสระ ที่เข้ามาทำลายภูมิคุ้มกันของร่างกาย การขาดวิตามินอี มีส่วนทำให้อนุมูลเหล่านี้ ก็สามารถเข้าไปทำปฏิกิริยากับไขมันในเลือด ซึ่งทำให้เนื้อเยื่อต่างๆ เสื่อมสภาพเร็วยิ่งขึ้น และนำไปสู่ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง ก่อให้เกิดการเกิดก้อนเลือด และที่สุดทำให้เกิดโรคหัวใจกำเริบได้

ระบบประสาทมีปัญหา ในกรณีของคนที่ร่างกายมีปัญหาในการดูดซึมไขมัน และในเด็กทารกที่คลอดก่อนกำหนด การได้รับวิตามินอีต่ำกว่าปริมาณที่กำหนด อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบประสาท และเป็นโรคโลหิตจางได้ เนื่องจากเซลล์เม็ดเลือดแดงในร่างกายถูกทำลาย จนทำให้มีอายุสั้นลง

อันตรายจากการกินวิตามินอีมากเกินไป
รู้สึกปวดศีรษะ กล้ามเนื้ออ่อนล้า ตาพร่ามัว อ่อนเพลีย มีอาการอึดอัดในช่องท้อง ท้องร่วง เป็นต้น ทั้งนี้มีรายงานว่าถ้าร่างกายมีวิตามินอีสูงมาก อาจขัดขวางการดูดซึมวิตามินเอ ซึ่งส่งผลทำเลือดแข็งตัวช้าลง เป็นต้น




จากนิตยสารชีวจิต


 
บันทึกการเข้า
pala
สมาชิก PMC
Pendulum Club
Hero Member
*****

การ์ม่า:ได้รับการปรบมือจำนวน 365
ออฟไลน์

กระทู้: 2900



« ตอบ #31 เมื่อ: มิถุนายน 23, 2010, 01:24:38 PM »

เคล็ดลับ ..เลือกของว่างให้ดีต่อสุขภาพ
                                                                           
 
ทำงานจนหัวหมุนก็ต้องเติมพลังงานกันบ้าง แต่ร่างกายคนเราก็เหมือนกับรถ ถ้าเติมน้ำมันผิดประเภท เครื่องยนต์ก็จะใช้การไม่ได้ ดังนั้น เราจึงต้องเลือกให้ดีว่าจะเติมน้ำมันชีวิตอย่างไร ก่อนอื่นต้องมารู้กันก่อนว่า..
 
   1.ของว่างกับของหวานต่างกัน   ของว่างควรจะมาพร้อมกับคุณค่าทางโภชนาการหลากหลาย ทำให้รู้สึกหนักท้องและให้พลังงาน เพื่อที่ว่าคุณจะได้ไม่ง่วงเหงาหาวนอนในช่วงบ่าย ส่วนของหวานก็คือของหวาน (เช่น โอรีโอ ช็อกโกแลต มันฝรั่งทอด ฯลฯ) 

   2.พอแล้วกับกาเฟอีน   หากรู้ตัวว่าคุณเป็นคนหนึ่งที่ติดกาเฟอีน จนถึงขนาดถ้าไม่ได้ดื่มแล้วจะปวดศีรษะ คุณสามารถค่อย ๆ เลิกได้ด้วยการบันทึกว่าคุณกินอะไรเข้าไปบ้างในช่วง 2-3 วัน
 
   3.ไม่ใช่ข้าวกลางวัน...แทนกันไม่ได้   ชาวออฟฟิศทั้งหลายต้องเข้าใจว่าของว่างไม่ใช่ตัวแทนมื้อหลัก ถ้าไม่อยากซื้อมาเก็บไว้ให้เปลืองเงิน ก็ลองทำข้าวเย็นเยอะ ๆ แล้วแบ่งเก็บไว้กินในวันพรุ่งนี้ เพื่อที่คุณจะได้แน่ใจว่า มื้อกลางวันของคุณมีคุณค่าทางโภชนาการ และอิ่มท้องพอที่คุณจะไม่หยิบของจุกจิกมากินต่อ
 
   4.เลือกอาหารเคี้ยวเพลิน   เราไม่ได้หมายถึงมันฝรั่งทอด หรือเกี๊ยวกรอบ แต่เราพูดถึงของมีประโยชน์จำพวกผลไม้ แหล่งไฟเบอร์ชั้นดีซึ่งมีส่วนช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดและคอเลสเตอรอล ทั้งยังอุดมด้วยวิตามินอี แคลเซียมและน้ำตาล ไม่มีไขมัน 

   5.อย่ากินซีเรียลที่เปลี่ยนสีผมได้   ของว่างชนิดนี้ดูไม่มีพิษภัย เพราะข้างกล่องมักจะมีรายการสารอาหารยาวเหยียด แต่ซีเรียล ที่ทำให้สีผมเปลี่ยนไปจะผ่านกระบวนการมานับไม่ถ้วน เต็มไปด้วยคาร์โบไฮเดรตแปรรูปและสารเคมีปรุงแต่งมากมาย

   6.บอกลาส่วนผสมมากมายและที่ไม่รู้จัก    เพราะอาจมีสารเคมีบางตัวได้รับการผลิตมาเพื่อ ให้อาหารมีอายุนานขึ้น ดูสดใหม่อยู่ตลอดเวลา และดูน่ากินกว่าความเป็นจริงอีกด้วย อนึ่ง สารเคมีหลายชนิด อาจไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ แต่มีหลายชนิดที่เราพึ่งเริ่มกินไม่นานมานี้ หลีกเลี่ยงเสียจะดีกว่า

   7.กินแต่ของที่เน่าได้   ยิ่งอาหารที่กินนั้นผ่านกระบวนการมามากเท่าใด มันก็มักจะมีอายุขัยนาแต่คุณค่าต่ำมากเท่านั้น ซึ่งอาหารที่แท้จริงนั้น "มีชีวิต" สักวันหนึ่งมันก็ต้องเน่าเสียไป (ยกเว้นน้ำผึ้ง ถ้าหากเก็บให้มิดชิด พ้นจากแสงแดดและความร้อน อาจอยู่ได้เป็นศตวรรษเลยทีเดียว)

   8.เลือกของที่ผ่านการย่อยมาแล้ว   อาหารเหล่านี้จะย่อยง่าย เช่น โยเกิร์ต ซึ่งผ่านการย่อยจากจุลินทรีย์ต่าง ๆ มาแล้ว ช่วยเพิ่มจำนวนแบคทีเรียที่มีประโยชน์ภายในลำไส้ 

   9.นาน ๆ ครั้งก็แหกกฎบ้าง   หากยึดถือกฎเรื่องอาหารมากเกินไป คุณจะไม่มีความสุข (ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพได้) ในโอกาสพิเศษ คุณก็ต้องอยากจะโยน "ระเบียบวิธีในการกินให้มีสุขภาพดี" ทิ้งไปบ้าง เพราะสิ่งสำคัญไม่ใช่การกินอาหารในโอกาสพิเศษ แต่เป็นเรื่องของชีวิตประจำวันต่างหาก
   
   เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว หวังว่าทุกคนคงจะให้ความใส่ใจกับการเลือกอาหารว่างมากขึ้น เพราะไม่อย่างนั้นแล้ว คนที่มานั่งเสียใจเรื่องสุขภาพทีหลัง อาจเป็นคุณก็ได้ หากไม่รีบใส่ใจตั้งแต่วันนี้


 
ที่มา: ไทยซ่าดอทคอม




 
                                                                                                                                                         

                                                                                             
             

 
                                 
บันทึกการเข้า
pala
สมาชิก PMC
Pendulum Club
Hero Member
*****

การ์ม่า:ได้รับการปรบมือจำนวน 365
ออฟไลน์

กระทู้: 2900



« ตอบ #32 เมื่อ: มิถุนายน 29, 2010, 08:49:17 AM »

                                                       "กะหล่ำปลี" มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง
                                                                                                                                           อาหาร
                                                                                            อุดมไปด้วยวิตามิน-แคลเซียมและฟอสฟอรัส
                                          
          "กะหล่ำปลี" เป็นผักอีกชนิดหนึ่งที่ให้คุณค่า หากินง่ายในบ้านเรา กะหล่ำปลีมีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปยุโรป โดยชาวกรีกเป็นชนชาติแรกที่เริ่มปลูกกะหล่ำปลี ผักชนิดนี้มีประโยชน์ตรงที่เป็นพืชที่ให้วิตามินซีสูง แถมยังอุดมไปด้วยแคลเซียมและฟอสฟอรัสสำหรับสร้างกระดูก
 
          คนในสมัยโบราณใช้กะหล่ำปลีเป็นยา ว่ากันว่ากะหล่ำปลีช่วยสลายหนองจากแผลและมะเร็ง ดังนั้นกะหล่ำปลีจึงถูกใช้เป็นยาครอบจักรวาลในประวัติศาสตร์โรมัน
 
          ปัจจุบันมีคนให้ความสนใจกะหล่ำปลีกันมากเนื่องจากมีการทดลองหลายอย่างที่แสดงให้เห็นว่ากะหล่ำปลีมีฤทธิ์ต้านมะเร็งได้ เช่น มีการทดลองให้หนูกินพืชตระกูลกะหล่ำหลายชนิด แล้วจึงฉีดสารก่อมะเร็งเข้าในตัวหนู
 
          พบว่า หนูส่วนใหญ่ไม่เป็นมะเร็ง และจากการทดลองในห้องปฏิบัติการ พบว่าน้ำคั้นจากกะหล่ำ สามารถหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งในลำไส้
 
          จากผลวิจัยเหล่านี้ทำให้เชื่อกันว่า การบริโภคกะหล่ำปลีมากกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์ จะช่วยลดโอกาสการเป็นมะเร็งลำไส้ในผู้ชายลงถึง 66% กินกะหล่ำปลีปรุงสุกวันละ 2 ช้อนโต๊ะป้องกันมะเร็งในช่องท้อง และการกินกะหล่ำปลีสดก็จะดีกว่ากะหล่ำปลีสุกอีกด้วยเพราะจะไม่สูญเสียวิตามินไปกับความร้อนมากนัก
          แต่ในบ้านเรา กะหล่ำปลีถือเป็นผักอีกชนิดหนึ่งที่มีการใช้ยาฆ่าแมลงไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นก่อนกินต้องแน่ใจว่าล้างสะอาดปราศจากสารพิษแล้ว
 

                                                                                                                     
  ที่มา: หนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการ                              
                                            
บันทึกการเข้า
pala
สมาชิก PMC
Pendulum Club
Hero Member
*****

การ์ม่า:ได้รับการปรบมือจำนวน 365
ออฟไลน์

กระทู้: 2900



« ตอบ #33 เมื่อ: กรกฎาคม 09, 2010, 09:39:53 AM »

     
                                                9 วิธีการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี  
 
                                                   
           ในแต่ละวันเราจำเป็นต้องรับประทานอาหารมากมาย มีคำแนะนำจากหลายสำนักให้กินนั่น ห้ามกินนี่จนไม่รู้จะเชื่อใครดี วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับง่ายๆ ของการกินให้ได้ประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพอย่างเต็มที่มาฝาก
 
           1. กินอาหารเช้า เป็นพฤติกรรมพื้นฐานที่ส่งผลต่อจิตใจ และพลังชีวิตของคุณไปตลอดทั้งวัน และช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ช่วยเผาผลาญพลังงานให้ดีขึ้น ทำให้คุณกินอาหารในมื้ออื่นๆ น้อยลง
 
           2. เปลี่ยนน้ำมันที่ใช้ปรุงอาหาร ยอมจ่ายแพงสักนิดใช้น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันดอกทานตะวัน ปรุงอาหารแทนน้ำมันแบบเดิมที่เคยใช้ เพราะเป็นไขมันที่ไม่เป็นโทษต่อร่างกาย และมีกรดไขมันอิ่มตัวที่เป็นประโยชน์ ช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้เป็นอย่างดี
 
           3. ดื่มน้ำให้มากขึ้น คนเราควรดื่มน้ำวันละ 2 ลิตรเป็นอย่างน้อย (ยกเว้นในรายที่ไตทำงานผิดปกติ) เพื่อหล่อเลี้ยงเซลล์ในร่างกาย ฟื้นฟูระบบขับถ่าย รักษาระดับความเข้มข้นของเลือด จะทำให้สดชื่นตลอดวันเลยทีเดียว
 
           4. เสริมสร้างแคลเซียมให้กับกระดูก ด้วยการดื่มนม กินปลาตัวเล็กทั้งตัวทั้งก้าง เต้าหู้ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ผักใบเขียว เพราะแคลเซียมเป็นสิ่งจำเป็นที่จะเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อและกระดูก ทำให้ระบบประสาททำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
 
           5. บอกลาขนมและของกินจุบจิบ ตัดของโปรดประเภทโดนัท คุกกี้ เค้กหน้าครีมหนานุ่ม ออกจากชีวิตบ้าง แล้วหันมากินผลไม้เป็นของว่างแทน วิตามิน และกากใยในผลไม้ มีประโยชน์กว่าไขมัน และน้ำตาลจากขนมหวานเป็นไหนๆ
 
           6. สร้างความคุ้นเคยกับการกินธัญพืชและข้าวกล้อง เมล็ดทานตะวัน ข้าวฟ่างและลูกเดือย รวมทั้งข้าวกล้องที่เคยคิดว่าเป็นอาหารนก ได้มีการศึกษาและค้นคว้าแล้ว พบว่า ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจถึง 1 ใน 3 เลยทีเดียว เพราะอุดมไปด้วยไฟเบอร์ ที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และควบคุมน้ำตาลในเลือดให้สมดุล
 
           7. กินให้ครบทุกสิ่งที่ธรรมชาติมี คุณต้องพยายามรับประทานผักผลไม้ต่างๆ ให้หลากสี เป็นต้นว่า สีแดงมะเขือเทศ สีม่วงองุ่น สีเขียวบล็อกเคอรี สีส้มแครอท อย่ายึดติดอยู่กับการกินอะไรเพียงอย่างเดียว เพราะพืชต่างสีกัน มีสารอาหารต่างชนิดกัน แถมยังเป็นการเพิ่มสีสันการกินให้กับคุณด้วย
 
           8. เปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนรักปลา การกินปลาอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง ได้ทั้งความฉลาดและแข็งแรง เพราะปลามีกรดไขมันโอเมก้า 3 และโปรตีน ที่ช่วยควบคุมการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติ และบำรุงเซลล์สมอง ทั้งยังมีไขมันน้อย อร่อย ย่อยง่าย เหมาะสำหรับคนที่ต้องการหุ่นเพรียวลมเป็นที่สุด
 
           9. กินถั่วให้เป็นนิสัย ทำให้ถั่วเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่คุณต้องกินทุกวัน วันละสัก 2 ช้อน ไม่ว่าจะเป็นของหวานของคาว หรือว่าของว่างก็ทั้งโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุสำคัญๆ หลายชนิด ต่างพากันไปชุมนุมอยู่ในถั่วเหล่านี้ ควรกินถั่วอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรกินครั้งละมากๆ เพราะมีแคลอรี่สูง อาจทำให้อ้วนได้ 
           ถ้าปฏิบัติให้ได้ครบทุกข้อตามคำแนะนำข้างต้นนี้จนเป็นนิสัย สุขภาพดีๆ จะไปไหนเสีย !!
ที่มา : หนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการ
บันทึกการเข้า
pala
สมาชิก PMC
Pendulum Club
Hero Member
*****

การ์ม่า:ได้รับการปรบมือจำนวน 365
ออฟไลน์

กระทู้: 2900



« ตอบ #34 เมื่อ: กรกฎาคม 12, 2010, 11:15:45 AM »


บ่อยครั้งที่พอสมองตื้อ คิดอะไรไม่ออก หรืออารมณ์ไม่ดี หลายคนมักจะเป็นประเภทรำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง ดังนั้น ถ้าวันนี้ใครรู้สึกว่าสมองแล่นช้า ลองสลับหยุดนิ่ง ก่อนจะหันไประเบิดอารมณ์ใส่เพื่อน หรือหาทางออกจากอะไรๆ รอบตัว ลองมาเช็กและรีเฟรชระบบภายในร่างกายกันก่อน ด้วย 8 วิธีง่ายๆที่ทำได้เอง
- เพิ่มประสิทธิภาพในการประสานงานสมอง : เขียนเลข 8 ในอากาศ ด้วยมือทั้งสองข้าง ข้างละ 5 ครั้ง โดยเริ่มจากด้านซ้ายของเลขก่อน แล้วเขียนวนไปให้เป็นเลข 8 วิธีนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการอ่าน การทำความเข้าใจดีขึ้น และทำให้สมองด้านซ้ายและด้านขวาประสานงานกัน
 
- หล่อเลี้ยงสมองด้วยน้ำเปล่า : วางขวดน้ำไว้ใกล้ๆ โต๊ะของคุณเป็นประจำ และคอยจิบทีละน้อย วิธีนี้จะช่วยให้จิตใจและร่างกายของคุณตื่นตัวตลอดเวลา สมองเปิดว่าง สามารถรับสารหรือข้อมูลได้ดี เพราะน้ำจะช่วยปรับสารเคมีที่สำคัญในสมองและระบบประสาท ถ้าเวลาที่รู้สึกเครียด จึงควรจิบน้ำเพื่อให้ร่างกายได้รับน้ำเพื่อไปหล่อเลี้ยงระบบของร่างกาย
 
- นวดใบหูกระตุ้นความเข้าใจ : นั่งพักสบายๆ แตะปลายนิ้วทั้งสองข้างที่ใบหู เคลื่อนนิ้วไปยังส่วนบนของหู จากนั้นบีบนวดและคลี่รอยพับของใบหูทั้งสองข้างออก ค่อยๆ เคลื่อนนิ้วลงมานวดบริเวณอื่นๆ ของใบหู ดึงเบาๆ เมื่อถึงติ่งหู ดึงลง ให้ทำซ้ำกัน 2 ครั้ง วิธีนี้จะช่วยกระตุ้นการได้ยิน และทำให้ความเข้าใจดีขึ้น เพราะเป็นการคลายเส้นประสาทบริเวณใบหูที่เชื่อมสมอง
 
- บริหารกล้ามเนื้อหัวไหล่ : ใช้มือซ้ายจับไหล่ขวา บีบกล้ามเนื้อให้แน่นพร้อมหายใจเข้า จากนั้นหายใจออกและหันไปทางซ้ายจนสามารถมองไหล่ซ้ายของตัวเอง จากนั้นสูดลมหายใจลึกๆ วางแขนซ้ายลงบนไหล่ขวา พร้อมกับห่อไหล่ ค่อยๆ หันศีรษะกลับไปตรงกลางและเลยไปด้านขวา จนกระทั่งสามารถมองข้ามไหล่ของคุณได้ ยืดไหล่ทั้งสองข้างออก ก้มคางลงจรดหน้าอกพร้อมกับสูดลมหายใจลึกๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อของคุณได้ผ่อนคลายเปลี่ยนมาใช้มือขวาจับไหล่ซ้าย บ้าง และทำซ้ำกันข้างละ 2 ครั้ง วิธีนี้จะช่วยบริหารกล้ามเนื้อตรงส่วนลำคอและไหล่ การได้ยิน การฟัง และช่วย ลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อที่เกิดจากการนั่งโต๊ะทำงานเป็นเวลานานอีกด้วย
 
- นวดจุดเชื่อมสมอง : วางมือข้างหนึ่งไว้บนสะดือ มืออีกข้างหนึ่งใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้วางบนกระดูกหน้าอกบริเวณ ใต้กระดูกไหปลาร้า และค่อยๆ นวดทั้งสองตำแหน่งประมาณ 10 นาที วิธีนี้จะช่วยลดความงงหรือสับสน กระตุ้นพลังงาน และช่วยให้มีความคิดแจ่มใส
 
- บริหารขา : ยืนตรงให้เท้าชิดกัน ถอยเท้าซ้ายไปข้างหลัง โดยยกส้นเท้าขึ้น งอเข่าขวาเล็กน้อยแล้วโน้มไปข้างหน้าเล็กน้อย ก้นของคุณจะอยู่ในแนวเดียวกับส้นเท้าขวา สูดลมหายใจเข้าและผ่อนออก ในขณะที่ปล่อยลมหายใจออกนี้ ค่อยๆ กดส้นเท้าซ้ายให้วางลงบนพื้นพร้อมกับงอเข่าขวาเพิ่มขึ้น หลังเหยียดตรง สูดลมหายใจเข้าแล้วกลับไปตั้งต้นใหม่อีกครั้ง เปลี่ยนจากขาข้างซ้ายเป็นข้างขวา ทำแบบเดียวกันทั้งหมด 3 ครั้ง การบริหารท่านี้เหมาะสำหรับปรับปรุงสมาธิ รวมทั้งช่วยเพิ่มความเร็วในการอ่านหนังสือ และยังช่วยให้กล้ามเนื้อต้นขา และกล้ามเนื้อน่องผ่อนคลายอีกด้วย       


 




 



- กดจุดคลายเครียด : ใช้นิ้ว 2 นิ้ว กดลงบนหน้าผากทั้งสองด้าน ประมาณ กึ่งกลางระหว่างขนคิ้ว และตีนผม กดค้างไว้ประมาณ 3 - 10 นาที วิธีนี้จะช่วยคลายความตึงเครียดและเพิ่มการหมุนเวียนโลหิตเข้าสู่สมอง
 
- บริหารสมองด้วยการเขียน : เขียนเส้นขยุกขยิกด้วยมือทั้งสองข้างพร้อมๆ กัน ลายเส้นที่เขียนอาจจะดูเพี้ยนๆ แต่ได้ผลดีต่อระบบสมองเป็นอย่างดีทีเดียว วิธีนี้จะช่วยให้เกิดการปรับปรุงการประสานงานของสมอง ด้วยการทำให้สมองทั้งสองซีกทำงานพร้อมกัน และเพิ่มความชำนาญด้านการสะกดคำ คำนวณดี และรวดเร็วขึ้น อีกด้วย

เพียงแค่ 8 วิธีง่ายๆแบบนี้คุณก็พร้อมที่จะสู้งานแล้วใช่ไหมละ




 

 












 



บันทึกการเข้า
pala
สมาชิก PMC
Pendulum Club
Hero Member
*****

การ์ม่า:ได้รับการปรบมือจำนวน 365
ออฟไลน์

กระทู้: 2900



« ตอบ #35 เมื่อ: สิงหาคม 05, 2010, 08:47:29 AM »


                                                                           พักผ่อนเพียงพอส่งผลดีต่อร่างกาย
 
                  
         
          คุณรู้หรือไม่ว่าการนอนดึกทำให้คุณอายุสั้นลง เพราะการนอนดึกร่างกายจะอ่อนล้า และเมื่อพักผ่อนไม่เพียงพอ ก็จะส่งผลต่อระบบการทำงานในร่างกายให้แปรปรวนไปด้วย
การนอนดึกส่งผลเสียต่อระบบของร่างกายดังนี้         
          1. ระบบการย่อยอาหาร ทำให้ท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย อุจจาระหยาบ ควรงดอาหารประเภท เนื้อสัตว์ เพราะการย่อยเนื้อสัตว์ทำให้ลำไส้ทำงานหนัก ยิ่งเข้านอนดึกแม้ว่าเราหลับไปแล้วแต่ลำไส้ยังคงย่อยอาหารอยู่ ตื่นเช้าขึ้นมามักเกิดอาการเพลีย         
          2. ภาวะร่างกายขาดน้ำ ถ้านอนดึกเรามักลุกเข้าห้องน้ำถี่ เพราะร่างกายต้องการน้ำมาก กล้ามเนื้อข้างในจะบีบคั้นเอาพลังงานออกมาใช้ ผลคือปัสสาวะบ่อยทำให้เกลือแร่ที่อยู่ในร่างกายถูกขับออกมาพร้อมกับปัสสาวะและเหงื่อ ควรรับประทานแคลเซียมเม็ด แค่ 1 เม็ดก็เพียงพอ         
          3. ระบบหายใจ การที่ร่างกายจะเอาออกซิเจนไปแลกเลือดดำให้เป็นเลือดแดงจะต้องมีความชื้น เมื่อความชื้นน้อยก็จะทำให้รู้สึกอึดอัด หายใจไม่ออก         
          4. ระบบไต การนอนดึกทำให้ไตทำงานหนัก         
          5. ผิว เพราะการนอนดึกทำให้ผิวแห้งแตกได้ รีบเข้านอนแต่หัวค่ำดีกว่านอนในช่วงเวลาดึก
บันทึกการเข้า
pala
สมาชิก PMC
Pendulum Club
Hero Member
*****

การ์ม่า:ได้รับการปรบมือจำนวน 365
ออฟไลน์

กระทู้: 2900



« ตอบ #36 เมื่อ: กันยายน 16, 2010, 02:19:41 PM »

นี่เป็น  fw . mail  ที่อ่านแล้วเห็นว่ามีคุณค่าและตรงประเด็นกับกลุ่มพวกเรา
มากที่สุดฉบับหนึ่ง  การแพทย์แผนโบราณไม่ว่าจะเป็นแบบของไทย หรือ จีน
ก็ใกล้เคียงกัน   ไม่แตกต่างกันมากเท่าใดนัก   บทความชิ้นนี้เป็นการบรรยาย
ของแพทย์แผนจีนถึงการมีชีวิตยืนยาว  โดย ใช้หลักการพื้นฐาน 4 ประการใน
การใช้ชีวิตประจำวัน  หลายๆข้อความในนี้มีส่วนที่คล้องจองและสัมพันธ์กับ
ที่พวกเราศึกษาเรียนรู้อยู่   หวังเป็นอย่างยีงว่าบทความเรื่องนี้คงให้สาระและ
ประโยชน์ต่อพวกเราทุกคนได้บ้างไม่มากก็น้อย




 
สรุปคำบรรยายจากแพทย์แผนจีน

 “เมื่อชีวิตสุขสบาย ต้องไม่ไป (ตาย) ก่อน 99”



> > ทุกคนอยากมีชีวิตสุขสบายไร้โรคา ท่านทั้งหลายมาฟังการบรรยายก็
> >
> > มีจุดประสงค์อย่างเดียวกัน ผมขอถามว่า อายุขัยของคนเราสูงสุดคือเท่าไร บาง
> >
> > คนบอกว่าสูงสุด 150 ปี ต่ำสุด 120 ปี ซึ่งไม่ถูก มนุษย์เรามีระยะเจริญเติบ
> >
> > โต 20-25 ปี อายุขัยเป็น 5-7 เท่าของระยะเจริญเติบโต คือต่ำสุด 100 ปี สูง
> >
> > สุด 175 ปี การจะอยู่ถึงร้อยปีไม่ใช่ฝันอีกแล้ว แต่ขึ้นอยู่กับว่าคุณอยาก
> >
> > อยู่ถึงขนาดนั้นหรือไม่

> > จะอยู่ร้อยปีก่อนอื่นต้องมีสุขภาพดี แล้วสุขภาพดีมาจากไหน? มา
> >
> > จากพื้นฐาน 4 ประการในชีวิตประจำวัน ประการแรก คือภาวะจิตที่สงบสุข ประการ
> >
> > ที่สอง คือรับโภชนาการที่สมดุล ประการที่สามคือออกกำลังกายพอเหมาะ ประการ
> >
> > ที่สี่คือนอนหลับเพียงพอ โดยปรกติแล้ว ประการที่สี่ชักจูงให้งดบุหรี่และ
> >
> > เหล้า ผมขอแก้เป็นนอนหลับเพียงพอ ดั่งที่โบราณท่านว่า “อดนอนทุกวัน ชีวิต
> >
> > สั้นไป 10 ปี”

> > พื้นฐานสุขภาพ 4 ประการ ต้องเรียงตามลำดับ สมัยนี้มีบทความมาก
> >
> > มายเขียนถึงเรื่องนี้ แต่ถ้าไม่พูดถึงภาวะจิตใจเป็นประการแรก แสดงว่าผู้
> >
> > เขียนไม่ใช่มืออาชีพ ไม่ต้องอ่านต่อแล้ว เพราะแพทย์แผนจีนจัดภาวะจิตใจเป็น
> >
> > อันดับหนึ่งในการบำรุงสุขภาพ กล่าวคือ ภาวะจิตเป็นตัวกำหนดพฤติกรรม และผล
> >
> > พวงต่างๆ เกิดจากพฤติกรรม มองในแง่สรีระ คนเราอยู่ได้โดยอาศัยอวัยวะทั้ง 5
> >
> > คือ ตับ หัวใจ ม้าม ปอด และไต ยกตัวอย่างเช่น โรงพยาบาลออกใบมรณะบัตร มักจะ

> > ระบุสาเหตุการตายว่า หัวใจวาย ตับวาย ไตวาย เป็นต้น ถ้าผู้ป่วยตายด้วยเส้น
> >
> > เลือดหัวใจอุดตัน แสดงว่าเลือดเข้มข้นสกปรก แต่เลือดฟอกมาจากตับ แสดงว่าตับ
> >
> > หมดสมรรถภาพในการฟอกพิษหรือกลั่นกรองเลือดให้บริสุทธ ิ์ ไหลเวียนไม่คล่อง
> >
> > ตัว ทำให้อุดตันในเส้นเลือด ผู้ป่วยโรคหัวใจจำนวนมาก ก่อนหัวใจวายมักจะบัน
> >
> > ดาลโทสะซึ่งเป็นสาเหตุทำลายการทำงานของตับ ด้วย เพราะฉะนั้น โปรดจำไว้ว่า
> >
> > อย่าโมโหโทโสซึ่งไม่ช่วยแก้ไขปัญหาใดๆ เลย นอกจากทำลายร่างกายเท่านั้น ขอ
> >
> > ฝากคำขวัญให้ทุกท่าน “หัวเราะสามเวลา ห่างไกลโรคและยา หัวเราะสามเวลา หมอ
> >
> > ต้องผูกคอลา”

> > ทีนี้มาพูดเรื่องโภชนาการ อักษรจีนต้องเขียนตามลำดับก่อนหลัง
> >
> > ภาษาก็เช่นเดียวกัน เราพูดวา “ดุลยภาพแห่งโภชนาการ”หมายความว่า ดุลยภาพ
> ต้อง
> >
> > มาก่อน โภชนาการจึงตามหลังมา WHO เตือนเราว่า คนเราเกิดโรคมาจากสาเหตุ (1)
> >
> > รูปแบบการดำรงชีวิตไม่เหมาะสม (2) กินอาหารไม่สมดุล หมายรวมถึงมากเกินและ
> >
> > ขาดแคลน นั่นคือ ไขมันมากเกิน แต่แร่ธาตุและวิตามินขาดแคลน สรุปคือ ไม่
> >
> > รู้จักกิน ทำให้เกิดโรค

> > อยากจะถามว่า เรากินอาหารเพื่ออะไร คำตอบคือ (1) เพื่อดำรงชีพ
> >
> > (2) เพื่อป้องกันโรค (3) เพื่อรักษาโรค บรรดาโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง
> >
> > โรคเบาหวาน เกิดจากการกินทั้งนั้น ในเมื่อกินแล้วทำให้เกิดโรคได้ ก็ต้องกิน
> >
> > แล้วรักษาโรคได้เช่นกัน

> > แพทย์แผนจีนเป็นมรดกตกทอด 5 พันปี ให้คนรุ่นหลังใช้รักษาโรค 5
> >
> > ขั้นตอน

> > ขั้นตอน 1 รักษาด้วยอาหาร หมอจะให้สูตรอาหารแก่คนไข้เป็นเวลาหลายเดือน ถ้า
> >
> > ไม่ได้ผล ก็จะใช้

> > ขั้นตอน 2 กวาดทราย ดูดด้วยสุญญากาศ บีบนวดและดึงดัน ถ้าไม่ได้ผล ก็จะใช้

> > ขั้นตอน 3 ฝังเข็ม ถ้าไม่ได้ผล ก็จะใช้

> > ขั้นตอน 4 ใช้เหล้าดอง ถ้าไม่ได้ผล ก็จะใช้

> > ขั้นตอน 5 ใช้ยา ปัจจุบันหมอจะให้ยาทันทีที่คนไข้มาหา เป็นยาย่อมมีพิษ คุณ
> >
> > กินยาทั้งเดือนทั้งปี ไม่มีวันที่โรคจะหายขาด

>  บิดาแห่งแพทย์แผนปัจจุบัน เคยกล่าวเตือนว่า “จงกิน
 
> > อาหารให้เป็นยา อย่ากินยาเป็นอาหาร”จีนโบราณก็มีคำกล่าวว่า“ใช้อาหารรักษาโรคดีกว่ายา”
      แต่ทุกวันนี้มันกลับกันหมด 
      เรากินอาหารวันละ 3 มื้อ กินเพื่ออวัยวะชิ้นไหนกันแน่? เราอยู่
> >
> > ได้เพราะอาศัยพลังงานจากอวัยวะทั้ง 5 พลังงานของอวัยวะได้มาจากการกิน แต่
> >
> > ทุกวันนี้เรากินตามใจและปาก ชอบอะไรก็กินมันทุกวัน อวัยวะทั้ง 5 ก็เหมือน
> >
> > กับคน มีรสนิยมแตกต่างกัน ตับชอบกินสีเขียว หัวใจชอบกินสีแดง ม้ามชอบกินสี
> >
> > เหลือง ปอดชอบกินสีขาว ไตชอบกินสีดำ คำว่าดุลยภาพหมายถึงกินหลากหลาย
> ชนิด

> > แพทย์แผนจีนใช้วิธีมอง ฟัง ดม ถาม แมะ ก็สามารถวินิจฉัยโรคได้
> >
> > อย่างแม่นยำ ในที่นี้ก็รวมทั้งการมองดูสี ทั้ง 5 บนใบหน้านั่นเอง ตัวอย่าง
> >
> > เช่น ตับมีปัญหา สีหน้าจะออกเขียว หัวใจมีปัญหา สีหน้าจะออกแดง ม้ามมี
> >
> > ปัญหา สีหน้าจะออกเหลือง คนไข้หอบหืด สีหน้าจะออกขาว คนไข้ไตเสื่อม สีหน้า
> >
> > จะออกดำ ดังที่กล่าวแล้ว ถั่วเขียวเหมาะสำหรับบำรุงตับ เพื่อให้ตับขับพิษ
> >
> > ออกจากร่างกาย แต่ก็ต้องกินให้ถูกวิธี คนทั่วไปมักจะต้มถั่วเขียวจนเละซึ่ง
> >
> > ไม่ถูกต้อง วิธีที่ถูกคือต้มให้น้ำเดือดประมารณ 5-6 นาทีก่อนที่ถั่วจะแตก
> >
> > เม็ด รินเอาน้ำออกซึ่งจะได้น้ำถั่วเขียวที่มีสีเข้มข้นที่สุด ดื่มแล้วมี
> >
> > สรรพคุณขับพิษสูงสุด จากนั้นเอาถั่วเติมน้ำต้มต่อจนเละกินเป็นอาหาร หัวใจ
> >
> > ชอบสีแดงให้กินถั่วแดง ม้ามชอบสีเหลืองให้กินถั่วเหลือง ปอดชอบสีขาวให้กิน
> >
> > ถั่วขาว ไตชอบสีดำให้กินถั่วดำ ทำไมถึงให้กินแต่ถั่ว? เพราะตำรายาจีนมีคำ
> >
> > ว่า“คนเรากินถั่วทั้ง 5 จะสมบูรณ์พูนสุข”โภชนาการแผนจีนก็เน้นว่า “กินไม่พ้นถั่ว” ขอยกตัวอย่างไม่ค่อยสุภาพ
ในชนบทเขาใช้ถั่วดำเลี้ยงปศุสัตว์ ทำให้ไต แข็งแรงมีกำลังวังชา สามารถทำงานหนักเตะปี๊บดัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สุภาพ
> >
> > สตรีควรบริโภคถั่วตลอดชีวิต เพราะนอกจากเป็นประโยชน์ต่ออวัยวะทั้ง 5 แล้ว
> >
> > ในถั่วยังมีสารที่กระตุ้นการทำงานของรังไข่

> > ต่อไปจะพูดถึงรสชาติ เปรี้ยวบำรุงตับ ขมบำรุงหัวใจ หวานบำรุง
> >
> > ม้าม เผ็ดบำรุงปอด เค็มบำรุงไต หมายความว่า ต้องกินให้ครบทุกรสชาติอย่างละ
> >
> > นิด ให้เกิดสมดุล เช่นรสเปรี้ยวบำรุงตับ กินมากตับพัง จีนเป็นประเทศที่มี
> >
> > ผู้ป่วยโรคตับมาก ในจีนเองต้องยกให้มณฑลซันซีครองแชมป์โรคตับ เพราะคนที่
> >
> > นั่นชอบกินน้ำส้มสายชู รสเผ็ดบำรุงปอด กินมากปอดพังเช่นกัน สถิติกระทรวง
> >
> > สาธารณสุขจีนปีที่แล้วระบุว่า ชาวเสฉวนและชาวหูหนันที่อพยพจากจีนใต้ไปอยู่
> >
> > ภาคเหนือ นำเอานิสัยชอบกินพริกติดตัวไปด้วย นานวันเข้าเป็นโรคมะเร็งในปอด
> >
> > ตามๆ กัน ทั้งนี้เพราะเหตุว่า ภาคใต้อากาศชื้น กินเผ็ดป้องกันความชื้นได้
> >
> > แต่ภาคเหนืออากาศแห้ง กินเผ็ดมากจะทำลายปอด พึงจำไว้ว่า ใครอยู่ถิ่นไหนให้
> >
> > กินของถิ่นนั้น ไม่ใช่ว่ากินของได้ทั่วทุกถิ่น

> > กินอาหารอย่างไรจึงจะเหมาะ ง่ายนิดเดียว มีหลักการจำดังนี้ “> >
> > สีสัน หยาบ-ละเอียด ดิบ-สุก คาว-เจ”หมายความว่า กินอาหารต้องคละกันหลากสี
> >
> > และรสชาติ หยาบแข็งควบคู่กับละเอียดนิ่ม สุกควบคู่กับดิบ คาวควบคู่กับเจ ขอ
> >
> > แนะนำว่า แต่นี้ไปให้กินผักดิบผลไม้สดแต่ละมื้อ ถ้าเปลือกกินได้ก็กินทั้ง
> >
> > เปลือกจะยิ่งดี เพราะแพทย์แผนจีนถือว่า กินของดิบลดอาการร้อนใน แพทย์แผน
> >
> > ปัจจุบันก็ถือว่า ผักผลไม้สดดิบให้วิตามินดีกว่า

> > สุดท้ายจะพูดถึงยาบำรุง เราไม่ต้องเสียเงินมากมายซื้อยามาบำรุง
> >
> > ร่างกาย ผักและผลไม้มีวิตามินสูง ถ้ากินให้ถูกวิธี ก็สามารถดูดซึมวิตามิน
> >
> > เพียงพอต่อร่างกาย สิ่งที่ต้องการคือแคลเซียม ผู้หญิงควรกินแคลเซียมวันละ
> >
> > 3000 มก. ขึ้นไป ผู้ชายกินวันละ 4000 มก. ขึ้นไป พร้อมกับอาหารที่มีคุณค่า
> >
> > ทางโภชนาการ คนทั่วไปมักเข้าใจผิด คิดว่าแคลเซียมใช้สำหรับรักษาโรคไขข้อ
> >
> > อักเสบ ที่จริงแล้วแคลเซียมช่วยกระตุ้นให้โลหิตไหลเวียน นอกจากนั้น ยัง
> >
> > ป้องกันเส้นโลหิตแข็งตัว ดังนั้น ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ควรกินแคลเซียม
> >
> > ให้เพียงพอ เพื่อให้เส้นโลหิตอ่อนตัว ความดันก็จะลดตาม ยาลดความดันก็ไม่
> >
> > ต้องกินมาก

> > ขอฝากคำขวัญให้ทุกท่าน “อยากให้ร่างกายดี กินอาหารถูกวิธี อยาก
> >
> > ให้สุขภาพเยี่ยม อย่าลืมกินแคลเซียม” อย่าลืม อาหารต้องมาก่อนยา เป็น
> >
> > โรคอย่าพึ่งแต่ยา พึงใช้ยาในยามวิกฤติเท่านั้น ขอส่งท้ายด้วย 4 ประโยคดัง
> >
> > นี้ “หมอที่ดีที่สุดคือตัวเรา โรงพยาบาลที่ดีที่สุดคือห้องครัว ยาที่ดีที่
> >
> > สุดคืออาหารมีคุณค่า การรักษาที่ดีที่สุดคือเวลา
” หมายความว่า ตัวคุณเอง
> >
> > ต้องรู้จักรักษาตัวเอง ห้องครัวในบ้านคุณเป็นโรงพยาบาลที่ดีที่สุด ยากับ
> >
> > อาหารมีความหมายเดียวกัน กินอาหารให้ถูกต้องก็คือยาที่ดีที่สุด การรักษา
> >
> > ต้องต่อเนื่อง ไม่ใช่ทดลองแล้วก็หยุด หรือเปรียบเสมือนใช้อวนจับปลา 3 วัน
> >
> > แล้วก็ตากอวนหยุดจับปลา 2 วัน ต้องใช้เวลาเพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดี


> > ท้ายที่สุด ผมขอแนะนำดังนี้

> > 1. หลังจากฟังคำบรรยายแล้ว นำไปเผยแพร่แก่ญาติมิตร เพื่อให้
> >
> > ทุกคนมีสุขภาพดี และเป็นการทบทวนในตัว

> > 2. เขียนข้อความ “ก่อนถึงเก้าสิบเก้า ห้ามเข้า(โลง)เด็ดขาด”
> >
> > ติดไว้หน้าเตียง เพื่อเตือนตัวเองกินให้ถูกวิธี

> > ก่อนลาจาก ขอให้เราทุกคนตะโกน “ยืนหยัดไม่ไป (ตาย) ก่อนอายุ 99

 
บันทึกการเข้า
catdrink
(=^_^=)
Pendulum Club
Hero Member
*****

การ์ม่า:ได้รับการปรบมือจำนวน 246
ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1162


แมวเมามาเมามาย


« ตอบ #37 เมื่อ: กันยายน 16, 2010, 04:01:24 PM »

    วันนี้มาแปะพลังให้ป๋า เรื่องที่ลงน่าสนใจมาก
ได้ความรู้ดีๆจากป๋าอีกแล้ว   Smiley    Smiley
บันทึกการเข้า
arunsaku
สมาชิก PMC
Pendulum Club
Hero Member
*****

การ์ม่า:ได้รับการปรบมือจำนวน 392
ออฟไลน์

กระทู้: 3349



« ตอบ #38 เมื่อ: กันยายน 16, 2010, 07:42:13 PM »

เห็นด้วยกับป๋าครับ fw mail นี้น่าจะตรงกับความสนใจของชาวเพนดูลั่มไทย

ตับ         เขียว      เปรี้ยว (กินเปรี้ยวพอเหมาะบำรุงตับ กินเปรี้ยวมากไปตับพัง)
หัวใจ     แดง       ขม      (กินขมพอเหมาะบำรุงหัวใจ กินขมมากไปหัวใจพัง)
ม้าม       เหลือง    หวาน  (กินหวานพอเหมาะบำรุงม้าม กินหวานมากไปม้ามพัง)
ปอด       ขาว        เผ็ด    (กินเผ็ดพอเหมาะบำรุงปอด กินเผ็ดมากไปปอดพัง)
ไต          ดำ          เค็ม    (กินเค็มพอเหมาะบำรุงไต กินเค็มมากไปไตพัง)
บันทึกการเข้า
pala
สมาชิก PMC
Pendulum Club
Hero Member
*****

การ์ม่า:ได้รับการปรบมือจำนวน 365
ออฟไลน์

กระทู้: 2900



« ตอบ #39 เมื่อ: กันยายน 22, 2010, 08:51:07 AM »

>
> จากบรรณาธิการ sarakadee.com
>
> ผมเป็นคนชอบกินปลาครับ
> ปลาในดวงใจที่ชอบ ก็คือ ปลาจะละเม็ด ปลาทู และปลาแซลมอน
> จำได้ว่า กินปลาแซลมอนครั้งแรก เมื่อสิบกว่าปีก่อน ในต่างแดน
> อาหารเย็นมื้อนั้น เพื่อนฝรั่ง พาไปกินปลาแซลมอนรมควัน
> ผมยังนึกสงสัยอยู่ในใจว่า ปลาอะไรหนอ เนื้อสีส้ม อมชมพู แสนสวย
> พอได้ชิมเนื้อปลาแล้ว ก็เริ่มติดใจในรสชาติขึ้นมา
>
> เมื่อกลับมาเมืองไทย ก็ยังหาโอกาสกินปลาแซลมอนบ้าง
> แต่ไม่บ่อยนัก เพราะตอนนั้น ราคาปลาแซลมอนในเมืองไทย
> จัดว่า ค่อนข้างแพง นานๆ ครั้ง เพื่อนพาไปกินอาหารญี่ปุ่น
> อันดับแรกที่ต้องสั่ง คือ ซาชิมิปลาแซลมอน จิ้มวาซาบิ
> เพื่อนสั่งปลาดิบมาให้กิน กี่จานๆ ก็กินหมด จนพุงกาง
> หากวันไหน เพื่อนพาไปร้านอาหารฝรั่ง
> ก็จะต้องสั่งปลาแซลมอนรมควัน
> จนกลายเป็นอาหารจานโปรดไปเสียแล้ว
>
> เพื่อนผมเคยบอกว่า
> สงสัย ชาติที่แล้ว ผมคงเกิดเป็นหมีสีน้ำตาล แถวอะแลสกา
> ที่ชอบกินปลาแซลมอนตามลำธาร
> เวลาที่มันอพยพขึ้นมาวางไข่
>
> ผมชอบกินปลาแซลมอน เพราะเนื้อไร้กลิ่นคาว
> เวลาเคี้ยว ก็รู้สึกได้ ถึงความลื่นมัน ได้รสธรรมชาติ แสนเอร็ดอร่อย
> และต้องกินแบบไม่ปรุงแต่ง ถ้าเอาปลาไปนึ่ง หรือทอด
> รสชาติก็สู้กินแบบดิบๆ ไม่ได้
>
> จนกระทั่ง ๔-๕ ปีให้หลัง
> ผมสังเกตเห็นว่า มีการนำเนื้อปลาแซลมอน
> เข้ามาจำหน่าย ในบ้านเรา มากขึ้น
> ราคาก็ไม่แพงเหมือนในอดีต
> สมัยก่อน อาจมีจำหน่ายตามซูเปอร์มาร์เกตชั้นนำ ไม่กี่แห่ง
> แต่ตอนนี้ ตลาดติดแอร์แทบทุกแห่ง จะมีเนื้อปลาแซลมอนวางขาย
> เคียงคู่ กับ เนื้อปลากะพง ปลาเก๋า
> ในราคาไม่แตกต่างกัน และดูเหมือนว่า
> จะถูกกว่าเนื้อปลาจะละเม็ดเสียอีก
>
> กล่าวคือ เนื้อปลาแซลมอน ที่เคยขายกันกิโลกรัมละ ๗๐๐-๘๐๐ บาท
> บัดนี้ เหลือเพียง กิโลกรัมละ ๓๐๐-๔๐๐ บาท
> ขณะที่ เนื้อปลาจะละเม็ดขนาดใหญ่
> ยังคงยืนราคา อยู่ที่กิโลกรัมละ ๔๐๐-๕๐๐ บาท ขึ้นไป
>
> เมื่อเห็นว่า ปลาแซลมอน ส่วนใหญ่ นำเข้าจากประเทศทางยุโรป
> ผมก็ไม่ได้คิดอะไรมาก วันไหนพอมีเวลา
> ก็แวะซูเปอร์มาร์เกต ซื้อปลาแซลมอนมากินเล่น
> พลางดูรายการสารคดี ชีวิตปลาแซลมอน
> ที่ต้องว่ายน้ำข้ามทะเล หลายพันไมล์
> เพื่อขึ้นมาวางไข่ ออกลูกหลาน ที่ต้นลำธาร
> ดูแล้วก็นึกเอาเองว่า ปลาแซลมอนที่เรากิน
> คงต้องเป็นปลา ที่พลานามัยแข็งแรงแน่
> แถมยังอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมกา-๓
> ซึ่งมีคุณสมบัติในการช่วยป้องกันโรคหัวใจ
> อย่างนี้ จะไม่ให้หลงใหลแซลมอน อย่างไรไหว
>
> จนกระทั่งวันหนึ่ง
> ผมเหลือบไปเห็นบทความเกี่ยวกับปลาแซลมอน
> ในวารสาร ecologist ฉบับเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ก็ตาสว่างขึ้นทันที
>
> ปลาแซลมอนที่เรากิน ก็คงไม่ต่างจากกุ้งกุลาดำในฟาร์มเลี้ยง
> ที่เราส่งไปขายเมืองนอก จนติดอันดับโลก
> คือ ถูกเลี้ยงให้เติบโตมาด้วยการใช้สารเคมี และอัดยาเยอะๆ
>
> ปลาแซลมอนที่ส่งมาขายบ้านเรา
> ส่วนใหญ่ มาจากฟาร์มเลี้ยงปลาในยุโรป
> ปลาแซลมอนเหล่านี้ อุดมไปด้วยเชื้อโรค
> เจ้าของฟาร์ม จึงต้องใส่สารเคมี และยาปฏิชีวนะ
> ลงในบ่อปลา เพื่อกำจัดแมลงรบกวน และเชื้อโรคหลายอย่าง
>
> ปลาแซลมอนในธรรมชาติ มีเนื้อเป็นสีชมพู
> เพราะมันกินพวกกุ้งตัวเล็กๆ และพืชทะเล
> ปลาแซลมอนในฟาร์ม ก็มีเนื้อสีชมพู น่ากินเช่นกัน
> แต่เป็นเพราะมันกินอาหารปลาที่มีสารให้สี
> จำพวก astaxanthin และ canthaxanthin ชนิดเข้มข้น
> ซึ่งหากมนุษย์ได้รับสารเหล่านี้มากเกินไป
> อาจจะมีผลต่อระบบประสาทตา
>
> นอกจากนี้ เนื้อของปลาแซลมอนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลัง
> ยังอุดมไปด้วยกรดไขมันอิ่มตัว ซึ่งมีผลต่อการอุดตันของเส้นเลือด
> แถมยังมีกรดไขมันโอเมกา-๓
> น้อยกว่า ปลาแซลมอนในธรรมชาติ ถึง ๓ เท่า
> ดังนั้น หากบริโภคแซลมอนจากฟาร์มเหล่านี้มากเกินไป
> ก็อาจส่งผลให้เกิดการอุดตันของเส้นเลือดได้
>
> ในสหรัฐอเมริกา ยังมีการวิจัยพบว่า
> เนื้อปลาแซลมอนจากฟาร์มเลี้ยง
> มีสารก่อมะเร็ง ที่มาจากอาหารปลา
> ในระดับที่สูงกว่า ปลาแซลมอนจากธรรมชาติ ถึง ๑๖ เท่า
> มากกว่า เนื้อวัว ๔ เท่า ไม่นับรวมว่า
> ปลาแซลมอนบางตัว มีพยาธิทะเลอาศัยอยู่ด้วย
>
> ทุกวันนี้ การเลี้ยงปลาแซลมอน
> กลายเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
> เพราะมีความต้องการที่สูงขึ้นทั่วโลก
>
> เมื่อไทย ส่งกุ้งกุลาดำ ตีตลาดยุโรป
> ฝรั่ง ก็ส่งปลาแซลมอน มาเป็นบรรณาการ บ้าง
>
> ทั้งสอง ล้วนเป็นอาหารยอดฮิต และอุดมไปด้วยสารเคมีชนิดต่างๆ
>
> ปีใหม่นี้ คงต้องบอกตัวเอง ให้รักปลาแซลมอนน้อยๆ
> ครั้นจะเหลียวมามองปลาจะละเม็ด ก็อุดมไปด้วย ฟอร์มาลีน
> กลับมาหาปลาทูเพื่อนยากกันดีกว่า
>
>
>
> วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์
> บรรณาธิการบริหาร
>

บันทึกการเข้า
amnuay
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #40 เมื่อ: กันยายน 22, 2010, 12:41:22 PM »

ผมกินไม่เป็น เพราะมันแพง เลยโชคดีไม่ต้องกินสารก่อมะเร็ง/พยาธิจากเมืองฝรั่ง ที่ติดมากับปลาเซลม่อน  สู้ปลาทูทอด+น้ำพริกกะปิ+ข้าวร้อนๆอร่อยกว่าเป็นไหนๆ  หากินก็ง่าย  แต่ตอนนี้ปลาทูแพงเอาเรื่องเหมือนกัน ตัวใหญ่ๆ ตกตัวละ 30- 50 บาทแล้ว  ก็ยังถูกกว่าปลาเซ,ม่อนอยู่ดี 
บันทึกการเข้า
นพ.ทัศนัย เผือกพิพัฒน์
สมาชิก PMC
Pendulum Club
Hero Member
*****

การ์ม่า:ได้รับการปรบมือจำนวน 306
ออฟไลน์

กระทู้: 687


คิดบวก ชีวิตเป็นต่อ


« ตอบ #41 เมื่อ: กันยายน 22, 2010, 09:07:54 PM »

เห็นด้วยกับทิศนวย ของผม  ที่นาเกลือ แถวบ้านผม  ปลาทูสด ตาสด เนื้อหวาน ทำต้มยำก็อร่อยมากๆ
บันทึกการเข้า
lee
assist admin
Hero Member
*

การ์ม่า:ได้รับการปรบมือจำนวน 542
ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3942


ไม่มีหนี้นับว่ามีโชค ไม่มีโรค มีโชคมากกว่า


« ตอบ #42 เมื่อ: กันยายน 23, 2010, 08:42:56 AM »

ญาติผมอยู่ที่ญี่ปุ่น  เธอบอกว่า คนญี่ปุ่นจะรู้กันดีว่าปลาแซลมอน พยาธิเยอะที่สุด  หากต้องการเลี่ยงพยาธิ ต้องทานในฤดูที่ทานได้เท่านั้น ไม่ใช่ทานทั้งปี แล้วจำเป็นต้องเก็บในห้องเย็นตลอดเวลา เอาออกมาภายนอกเมื่อไหร่ ก็เสร็จพยาธิทันที

จริงไม่จริง คงต้องถามจากปากปลาแซลมอนเอง
บันทึกการเข้า
amnuay
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #43 เมื่อ: กันยายน 23, 2010, 09:35:45 AM »

อิจฉาคนอยู่ใกล้ทะเล ได้กินแต่ของสดๆ โดยเฉพาะปลาทูสดนี่หากินยากแล้ว  ส่วนใหญ่เป็นปลาทูนึ่ง  ปลาทูสดต้มกับตะลิงปิง +น้ำปลาดี+ดอกเกลือเล็กน้อย+พริกขี้หนูสวนทุบ  ข้าวร้อนๆซักจานก็อิ่มแล้ว  คุณหมอทัศน์ฯถ้าหหากทำเมื่อไหร่บอกด้วย จะได้ไปชิมฝีมือพ่อครัวแห่งภาคตะวันออก  ว่าแต่ปลูกบ้านเสร็จหรือยังครับ!!!!

* Bilimbi.doc (121 KB - ดาวน์โหลด 115 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
pala
สมาชิก PMC
Pendulum Club
Hero Member
*****

การ์ม่า:ได้รับการปรบมือจำนวน 365
ออฟไลน์

กระทู้: 2900



« ตอบ #44 เมื่อ: กันยายน 23, 2010, 12:22:48 PM »


ถ้าน้านวยจะไปเที่ยวเยี่ยมคุณหมอ  ก็อีกเรื่องหนึ่ง
แต่ถ้าหวังจะไปกินปลาทูสด   แม่กลอง , มหาชัย
ใกล้ๆแค่นี้   มีเพียบครับผม
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 [3] 4 |   ขึ้นบน
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
  ลิ้งค์ไปยังปฏิทิน  
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.2 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.196 วินาที กับ 20 คำสั่ง
Home : www.pendulumthai.com