| |
|
|
| |
นิตยสาร LIPS ลงบทสัมภาษณ์ อ.สุทธิวัสส์
|
นิตยสาร LIPS ฉบับธันวาคม 2551 ปักษ์หลัง ลงบทสัมภาษณ์ อ.สุทธิวัสส์

สุทธิวัสส์ คำภา
“จากนักธรรมชาติบำบัดที่คนเลียนแบบได้ยาก เพราะคิดว่าต้องเรียนจบหมอเท่านั้นถึงจะทำได้ จีงพลิกตัวเองมาเป็นหมอดู เพื่อง่ายต่อการเลียนแบบ”
ประโยคสั้น ๆ กับความตั้งใจของอาจารย์ ‘สุทธิวัสส์ คำภา’ นักพยากรณ์สุขภาพด้วยเพนดูลั่มคนแรกของไทย ที่อยากให้ทุกคนรู้เท่าทันโรคภัยก่อนจะสายเกินแก้
หากพูดถึงการพยากรณ์สุขภาพด้วยเพนดูลั่ม อาจไม่คุ้นหูคนไทยมากนัก แต่แท้จริงแล้วศาสตร์นี้อยู่คู่คนไทยมานานแสนนาน ดังที่อาจารย์สุทธิวัสส์บอกกับเราว่า
“เพนดูลั่มมีในไทยมานานแล้ว แต่สมัยโบราณเขาจะสอนศาสตร์นี้แค่ในแวดวงประจำตระกูลเท่านั้น ซึ่งถูกห้ามสอนให้คนอื่น เพราะกลัวคนอื่นจะไม่เชื่อ ทำให้เกิดการดูถูกดูแคลน และอาจหมดกำลังใจจนเลิกที่จพะยากรณ์ด้านนี้ไป
…นอกจากนี้สมัยโบราณเวลาหมดหน้านา เขาจะปล่อยช้างเข้าป่า พอถึงคราวที่จะต้องตามช้างกลับมาก็จะมาถามจากเพนดูลั่มเพื่อหาตำแหน่งที่ช้างอยู่ โดยให้ ‘หมอธรรม’ (ผู้รู้ประจำหมู่บ้าน เป็นผู้พยากรณ์ ซึ่งส่วนใหญ่จะรู้เรื่องการทำนายทายทักและรู้วิธีแก้ไข) เป็นผู้ทำนาย ซึ่งตามความเชื่อของคนโบราณ เขาเชื่อว่าเวลาเราถามคำถามจากเพนดูลั่ม จะมีเทวดาที่คอยดูแลเราเป็นคนบอก จึงเรียกว่าเป็นการถามจากเทวดา
…เพนดูลั่มในสมัยโบราณจะทำจากข้าวเหนียวปั้น แล้วเอาตอกหรือฝ้ายผูกที่ปลาย ถ้าใช้ตอกก็จะมีลักษณะคล้ายคันเบ็ดและแกว่งได้ เหมือนไม้ที่โมเสสใช้ในการหาแหล่งน้ำ ซึ่งเป็นเรื่องมหัศจรรย์มากที่มาคล้ายกับเมืองไทย บางแห่งจะใช้เทียนปั้นดินปั้น แต่พวกที่อยู่ในตระกูลสูง มีฐานะดีหน่อย ก็จำทำเพนดูลั่มจากเงิน หรือ จากทองบ้าง
…ส่วนเพนดูลั่มในปัจจุบันมีมากมายหลายรูปแบบ ทั้งวัสดุที่นำมาทำก็มีคุณสมบัติแตกต่างกันไป ซึ่งสามารถพกติดตัวเพื่อเป็นสิริมงคงกับชีวิตได้ ไม่จำเป็นต้องบูชา และ สะดวกต่อการเก็บรักษา เช่น เพนดูลั่มที่ทำจากคริสตัล เหมาะสำหรับคนที่ไม่ค่อยพูด เมื่อพกเพนดูลั่มที่ทำจากคริสตัลจะมีคนเข้าใจมากขึ้นโดยไม่ต้องอธิบาย เพนดูลั่มสีชมพู จะส่งเสริมทำให้มีคนรักเพิ่มขึ้น ส่วนเพนดูลั่มที่ทำจากหินพระธาตุ จะใช้ดูเจ้ากรรมนายเวร สิ่งที่ซับซ้อนมากกว่าปกติ”
กว่า 50 ปีที่ชีวิตได้ผูกพันกับสมุนไพรการรักษาโรค รวมถึงการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยจิตแน่วแน่ของครอบครัว ส่งผลให้เขาได้ซึมซับและถูกบ่มเพาะมาตั้งแต่เด็กจากผู้เป็นพ่อที่เป็นแพทย์แผนไทย ซึ่งหลังจากจบจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยบูรพาและทำงานเป็นอาจารย์แล้ว เขายังคงไม่ลืมค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อประโยชน์ต่อผู้อื่น แต่นั่นถือว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ
“พื้นฐานเดิมของผมเกิดในครอบครัวของแพทย์แผนไทย คือโตมากับกองสมุนไพร แต่พ่อไม่ได้สอนว่าสมุนไพรตัวไหนใช้ทำอะไร จะสอนปรัชญาของสมุนไพรมากกว่า คือ พูดถึงประวัติหมอชีวโกมารภัจจ์ว่า ‘ตอนที่อาจารย์หมอชีวะไปทำวิทยานิพนธ์ว่าอะไรที่ใช้ทำยาไม่ได้ หมอชีวสำรวจเสร็จแล้ว กลับมาทำรายงานว่า ไม่มีอะไรที่ใช้ทำยาไม่ได้’ พ่อจะเล่าเรื่องนี้ให้ฟังเป็นร้อย ๆ ครั้ง เพื่อให้รู้ว่าทุกอย่างสามารถนำมาทำเป็นยาเพื่อรักษาคนได้หมด
…เมื่อโตขึ้นช่วง 6 ตุลาฯ ตัวเองได้เป็นหนึ่งในคณะนักศิกษาของธรรมศาสตร์ ซึ่งตอนหลังต้องเข้าป่า การเข้าป่าครั้งนั้นเลือกที่จะอยู่หน่วยแพทย์ เพราะผมไม่ชอบจับอาวุธ ทำให้ได้ค้นคว้าเรื่องสมุนไพรมากขึ้น หลังจากกลับมาก็มาเรียนจนจบและเข้ารับราชการครู แต่ว่างเมื่อไหร่จะออกตามชนบทเพื่อค้นคว้าภูมิปัญญาชาวบ้าน ซึ่งพบว่ามีหลายเรื่องที่น่าสนใจแต่กำลังสาบสูญ เช่น ถ้าไปทางภาคอิสานนำความรู้ไปช่วยเขา เราก็ได้ความรู้ทางภาคนั้นกลับมาด้วย อย่างเรื่องของการรักษาคนเป็นนิ่ว เขาจะใช้เหล้าขาวบีบมะนาวให้กินก่อนนอน
…เมื่อเดินทางไปอีกแห่งหนึ่งก็ได้ความรู้มาอีกว่า เอาน้ำมะพร้าวอ่อนแกว่งสารส้มให้กินสามารถสลายนิ่วได้ หรือ การรักษาตาแดง เวลาเป็นตาแดงถ้าใช้ยาปฏิชีวนะต้องใช้เวลา 7 วัน แต่ถ้าเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้าน ก็แค่เอาเท้าแช่น้ำแข็งที่ใสน่น้ำไว้เย็นจัด แล้วแช่ทีละข้างให้ท่วมตาตุ่ม สลับไปมา พอปวดให้เปลี่ยนอีกข้างหนึ่ง สักพักหนึ่งตาแดงจะหายเป็นปลิดทิ้ง คือเร็วที่สุดประมาณครึ่งชั่วโมง ช้าที่สุดคือ 2 ชั่วโมง ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาเป็นวันและไม่ต้องกินยาด้วย
…ทำให้เริ่มค้นพบสิ่งที่พ่อสอนว่า ‘มันไม่จำเป็นต้องใช้ยา” จึงพยายามค้นคว้าเรื่องเหล่านี้ต่ออีกหลายอย่าง เช่น การใช้ดนตรีบำบัด การใช้หินบำบัด อย่างอินเดียนแดงที่เอาขนนกมาบำบัด ใช้เสียงกลองบำบัด แม้กระทั่งในต่างประเทศที่ใช้ปลาโลมาบำบัด ซึ่งฟังดูเป็นเรื่องตลก แต่สามารถทำให้หายป่วยได้จริง ยิ่งทำให้พบว่ามีหลายประเทศใช้วิธีการบำบัดที่แตกต่างกันไป หลังจากนั้นจึงศึกษาค้นคว้าและเรียนทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบำบัดวิธีไหน เพราะเชื่อว่าวันหนึ่งจะต้องมีคนจำเป็นต้องใช้ อย่างที่เขาเรียกลางเนื้อชอบลางยา”
ปัญหาหลักคือ รู้วิธีรักษาแต่ไม่สามารถหาสาเหตุของอาการเจ็บป่วยได้ “จนเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ได้ศึกษาวิชาการพยากรณ์สุขภาพกับนายแพทบ์ของประธานาธิบดีเวเนซุเอลาที่มาเยือนเมืองไทย ซึ่งเขาสามารถใช้เพนดูลั่มหาสาเหตุของโรคได้ แต่วิธีการสืบหาต้นเหตุของหมอประธานาธิบดีเวเนซุเอลายังอยู่ในวงจำกัด ไม่สามารถรู้ได้ลึก
…ตอนหลังมีโอกาสไปสอนวิปัสสนากรรมฐานที่วัดเขาพุทธโคดม ได้เรียนพระอภิธรรมจนพบเรื่องราวในพุทธศาสนาที่พูดถึงโรคภัยไข้เจ็บไว้หลายเรื่อง โดยเฉพาะการหาต้นเหตุของการเจ็บปวด คือในพระไตรปิฎกจะพูดว่า ธรรมทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นร่างกาย การเจ็บปวดอะไรก็ตาม มักหนีไม่พ้นปัจจัย 4 ที่เรียกว่า ‘สังขตธรรม’ อันได้แก่ กรรม ซึ่งทุกอย่างมันเกิดจากรรม อาจเกิดจากกรรมเก่าหรือกรรมปัจจุบัน ผมได้เรียนรู้ว่าหลายคนมีอาการเจ็บปวดเพราะว่าจัดระเบียบท่านั่งไม่ถูกต้อง จึงทำให้กระดูกเคลื่อน นี่คือกรรมปัจจุบัน หรือบางคนมีพฤติกรรมชอบกินของหวาน นั่นเป็นกรรมที่ทำให้เขาเป็นเบาหวาน ซึ่งไม่ใช่กรรมพันธ์
… ปัจจัยที่ 2 คือสภาวะจิต ทางจิตวิทยาพบว่า ความคิดเป็นต้นเหตุให้คนเจ็บป่วยหลายโรค และบางคนอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้น พอได้ระบายออกมาก็หาย ประการที่ 3 มาจากอุตุ ซึ่งจำแนกได้ 2 ประเภท คือ อุตุภายนอก หมายถึงดินฟ้าอากาศที่เปลี่ยนไปทำให้คนเจ็บป่วย ส่วนอุตุภายใน หมายถึง การไหลเวียนของพลังงานในร่างกาย ร่างกายคนเรานอกจากมีเลือดไหลเวียนแล้ว ยังมีประจุไฟฟ้าวิ่งไปตามเซลล์ประสาท ประจุไฟฟ้าที่วิ่งตามเซลล์ประสาท ในต่างประเทศก็เรียกชื่อต่างกัน คนญี่ปุ่นเรีย ‘คิ’ คนจีนเรียก ‘ชี่’ อินเดียเรียก ‘ปานะ’ ส่วนคนไทยเรียก ‘ลมปราณ’ และในภาษาพระเรียกว่า ‘อัชฌัตอุตุ’ แต่คนไทยจะคุ้นกับคำว่าลมปราณ ถ้าในทางการแพทย์กแผนจีนก็หมายถึงเส้นลมปราณ หรือแนวเมอรร์เรเดียนของร่างกายนั่นเอง”
เมื่อรวมศาสตร์ทั้งสองสิ่งเข้าไว้ด้วยกันจึงก่อเกิดเป็นศาสตร์การพยากรณ์สุขภาพโดยการใช้เพนดูลั่มขึ้นมา แต่นั่นไม่ใช่สิ่งสำคัญเท่าแนวคิดที่จะเผยแพร่ความรู้เพื่อใช้เป็นที่ปรึกษายามเกิดปัญหา โดยที่ไม่หวังผลตอบแทน
“หลังจากศึกษาพระไตรปิฏกในเรื่องสังขตธรรมแล้ว จึงนำมาประยุกต์ใช้กับการพยากรณ์สุขภาพ และเปิดสอนศาสตร์การพยากรณ์สุขภาพขึ้นมา ผมทำมา 10 กว่าปี ทำเป็นการกุศล ไม่เคยทำเป็นอาชีพเพื่อเงินทองเลย โดยจะสอนลูกศิษย์ทุกรุ่นว่าห้ามเรียกร้องค่าใช้จ่าย หลักสำคัญคือเมื่อเราทำได้ก็อยากสอนให้คนอื่นทำได้อีกหลาย ๆ คน
…คุณสมบัติของผู้อยากศึกษานั้นไม่มีอะไรมาก เพียงแค่ต้องเป็นคนที่มีเมตตาอยากจะช่วยเหลือคนอื่น ถ้าเรียนเพื่อตัวเองก็จะจุความรู้ได้น้อย แต่ถ้าเรียนเพราะเห็นว่ามีคนทุกข์ยากลำบากอยากจะช่วยเหลือ พอใจเปิดกว้างมักจะเรียนได้เยอะ ซึ่งใครก็สามารถฝึกได้ ฝึกให้มีสมาธิในตัว รวมถึงต้องมีโลกทัศน์อื่น ๆ มีความรู้รอบตัวอื่น ๆ ประกอบด้วย และจะสอนเสมอว่าให้ดูตัวเองทุกวัน เช้ามาต้องดูว่าวันนี้มีเจ้ากรรมนายเวรมั้ย มีปัญหาอะไร แม้แต่อาหารก็ต้องดูว่ากินอะไรได้ ไม่ได้ เพราะบางคนเป็นโรคหัวใจ ซึ่งบางวันต้องกินผลไม้แต่บางวันต้องงดผลไม้ หรือสีเสื้อผ้าที่จะใช้ในแต่ละวันเพนดูลั่มก็สามารถบอกได้
…ซึ่งก่อนที่จะมาศึกษาเรื่องเพนดูลั่มก็เรียนมาทุกศาสตร์แล้ว อย่างสมัยก่อนก็เอามาใช้เทียบเคียงกันว่าสิ่งที่เพนดูลั่มให้ผลออกมากับศาสตร์อื่น ๆ นั้นตรงกันมั้ย ซึ่งพบว่าเขาสามารถเจาะลึกซอกซอนได้มากกว่า อย่างเช่น ศาสตร์แห่งฝ่าเท้า ซึ่งดูได้แค่ว่าเป็นที่หัวใจ ม้าม ปอด แต่ดูไม่ได้ว่าต้นเหตุมาจากไหน เพนดูลั่มสามารถบอกได้หมดว่า ปวดแบบนี้มาจากกรรม สภาวะจิต อุตุ หรือ เกิดจากอาหาร แล้วค่อยมาดูรายละเอียดว่าเป็นกรรมเก่าหรือกรรมปัจจุบัน ส่งผลไปที่ไหน ต้องแก้ไขอย่างไร เพนดูลั่มจะบอกได้ตรงโดยไม่ต้องไปคลำหา สามารถรู้ต้นเหตุและใช้เครื่องมือถูกต้อง
…นอกจากเรื่องสุขภาพแล้ว เพนดูลั่มยังสามารถดูเรื่องอื่น ๆ ที่เป็นเหตุการณ์ปัจจุบันกับสิ่งที่ผ่านมาได้ เช่น ถามเรื่องปัญหาครอบครัวว่าที่เป็นอย่างนี้กรรมเก่ามาจากชาติไหน หรือปัจจุบันสามีมีหญิงอื่นมั้ย รวมถึงเรื่องการเมืองซึ่งเราต้องดูจากบุญของผู้เกี่ยวข้องด้วย เช่นช่วงนี้บุญส่งผลมั้ย ถ้าบุญไม่ส่งผลถึงมีฐานเสียงแค่ไหนก็ไม่เป็นผล คือทุกอย่างต้องเอามาเชื่อมโยงกัน เราต้องศึกษาศาสตร์องค์รวมทุกด้าน
…เพนดูลั่มมีข้อจำกัดคือ ไม่สามารถดูเรื่องอนาคต ทำได้เพียงประเมินสถานการณ์ในอนาคตได้เท่านั้น คือพวกเราจะไม่เชื่อว่ามีใครขีดชีวิตเราไว้ เราถือว่าอนาคตเป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงได้ และเราก็จะสอนให้คนมีพลังจิตที่จะเปลี่ยนชีวิตในอนาคต อย่าไปรอหรือยอมจำนนกับสิ่งที่ขีดคอยไว้แล้ว”
ตามเจตนารมณ์ที่อยากเผยแพร่ให้ทุกคนรู้ตัวก่อนเจ็บป่วย วิชานี้จึงพร้อมอ้าแขนรับทุกคน ขอเพียงแค่มีศรัทธา มีความตั้งใจจริง แล้วการเรียนรู้จะไม่ยากเกินเอื้อม
“การใช้เพนดูลั่มพยากรณ์สุขภาพนั้นไม่ใช่เรื่องยาก หลักการก็คือ เพนดูลั่มจะทำได้แค่หมุนกับนิ่ง ลักษณะของเพนดูลั่มจะทำงาน 2 แบบ แบบที่ 1 ถ้าอะไรที่มีพลังตามธรรมชาติเป็นแหล่งนำจะผลักเพนดูลั่มให้หมุน อะไรที่ไม่มีพลังก็จะดูดเพนดูลั่มให้นิ่ง การทำงานของเพนดูลั่มจะอ่านจากสนามแม่เหล็กโลกและสนามแม่เหล็กในสมอง ในสมองของคนเรามีอนุภาพแม่เหล็กอยู่ 7,000 ชิ้น เวลาคนคิดยังไงอานุภาพแม่เหล็กก็จะเรียงตัวในระบบของเขา ทำให้เพนดูลั่มสามารถอ่านออก ที่เราอ่านเรื่องราวในอดีตได้ เพราะทุกอย่างจะถูกบันทึกไว้ในสนามแม่เหล็กโลก เพนดูลั่มก็จะไปอ่านข้อมูลจากตรงนี้มา โดยเวลาถามให้ถามแบบคำถามปิด คือ เพนดูลั่มจะตอบแค่ ‘yes’ กับ ‘no’ ถ้าใช่ให้หมุน ถ้าไม่ใช่ให้นิ่ง
…วิธีการดูเริ่มจากจิ้มเพนดูลั่มไปที่มือซ้ายหรือขวาก็ได้ แล้วเลือกนิ้วที่ต้องการถาม โดยนิ้วโป้งจะพูดถึงอำนาจ ถ้าอำนาจไม่ดีอาจมีปัญหาที่สติ ต้องมีสติอยู่เสมอแล้วผู้คนจะนับถือ นิ้วชี้จะบอกเรื่องความสำเร็จให้พัฒนาเรื่องความเพียร นิ้วกลางจะบอกเรื่องวาสนา ตัววาสนาจะเกี่ยวกับปัญญา นิ้วนางพูดถึงเรื่องของบารมีให้พัฒนาสมาธิ และ นิ้วก้อยบอกเรื่องการเงิน ถ้าการเงินไม่ค่อยดีต้องฝึกเรื่องศรัทธา”
หลายคนคงกำลังสงสัยว่าสิ่งที่เขาทำอยู่อาจดูงมงาย ไม่ว่าเป็นการดูจากกรรมเก่ากรรมใหม่ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ แต่บทสรุปของการค้นหานั้น สามารถตอบโจทย์ได้อย่างชัดเจน
“จริง ๆ เป็นวิทยาศาสตร์ เพราะว่าการทำงานของเพนดูลั่มจะอาศัยประจุไฟฟ้าลบที่ปลายเพนดูลั่ม เมื่อเจอกับวัตถุที่มีประจุไฟฟ้าลบด้วยกัน ลบกับลบเจอกันก็จะผลักกัน แต่ถ้าเจออะไรที่ไม่มีพลังอันนั้นก็จะมีสภาพเป็นประจุบวก บวกกับลบก็จะดูดกัน อย่างอเมริกาเขาใช้เพนดูลั่มในการค้นหาเรือดำน้ำ เรดาร์ไม่สามารถจับสัญญาณเรือดำน้ำได้ รู้แค่ว่ามาในน่านน้ำแต่ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน ซึ่งเพนดูลั่มสามารถบอกได้ว่าอยู่ตรงไหน
…ศาสตร์ทั่วไปจะเก่งแบบเก่งคนเดียวไม่สามารถสอนใครได้ อะไรที่สอนคนให้ทำได้ก็เป็นวิทยาศาสตร์ อะไรที่เป็นความสามารถเฉพาะตัวห้ามลอกเลียนแบบ ค่อนข้างจะไปทางไสยศาสตร์ เพราะว่ามันลึกลับ”
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม แต่สิ่งที่สัมผัสได้คือความดีที่มีต่อมนุษย์ด้วยกัน อย่างที่อาจารย์สรุปให้ฟังว่า
“ศาสตร์การพยากรณ์สุขภาพถือเป็นภูมิปัญญาไทย จะเรียกว่าเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านก็ได้ เป็นศาสตร์ที่เราควรอนุรักษ์ไว้ อย่างน้อยก็เป็นประโยชน์ เป็นที่ปรึกษาที่ดีสำหรับตัวเรา ยิ่งช่วงนี้คนสิ้นหวังจากเศรษฐกิจ การเมือง ควรจะต้องเรียนรู้เรื่องพวกนี้เอาไว้ เพื่อช่วยดูแลตัวเอง ดูว่าเราจะต้องพัฒนาตัวอย่างไรบ้าง”
บทสรุปตอนสุดท้ายจะเป็นอย่างไร คงมีแต่คุณเท่านั้นที่เป็นผู้กำหนด
(จากนิตยสาร LIPS 10/12 ปักษ์หลังธันวาคม 2551)
ประกาศบนเว๊บเมื่อ วันที่ 24 พฤษภาคม 2552
|