นิทานธรรม กับ ดร.เอ๋ย ตอน 12

เจ้านายลำเอียง

คุณทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ แรงสมองให้กับงาน ไม่ขาด ไม่สาย ไม่อู้ หรือเอาเปรียบองค์กร

คุณทำงานได้สำเร็จตามที่ได้รับมอบหมายอย่างตรงเวลา หวังว่าเจ้านายคงจะมองเห็นความสามารถ และ ความอุตสาหะ พิจารณาความดีความชอบให้เป็นกำลังใจบ้าง

แต่เจ้านายดูเหมือนจะไม่รับรู้ว่ามีคุณอยู่ในหน่วยงาน

ไม่เคยให้การสนับสนุนไม่ว่าจะเป็นเรื่องงบประมาณ กำลังคน อุปกรณ์ ที่คุณร้องขอ

ในทางตรงข้าม กลับแสดงความชื่นชมเพื่อนร่วมงานของคุณอย่างออกหน้าออกตา ไม่ว่าเธอผู้นั้นขออะไรก็ได้รับการตอบสนองทุกประการ

และ เมื่อสิ้นปี เธอคนนี้อีกนั่นแหล่ะที่ได้สองขั้นไปทุกปี

คุณรู้สึกว่าเจ้านายช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย คุณรู้สึกหมดกำลังใจ ไม่รู้จะทำงานต่อไปทำไม พาลโกรธเกลียดเจ้านาย และ เพื่อนร่วมงานคนนั้น ไม่อยากเจอะเจอไปทั้งชาติ

ก่อนอื่น เราต้องยอมรับว่าเจ้านายของเราก็เป็นมนุษย์ปุถุชนคนธรรมดาที่มีความโลภ โกรธ หลง ลำเอียง เหมือนกับมนุษย์อื่น ๆ ทั่วไป ย่อมจะรัก ชอบ พอใจ คนที่มีจริตเหมือนตัว สิ่งใดที่คนที่ตนรักเอ็นดูกระทำก็มองเห็นดีเห็นงามไปเสียทั้งหมด

ส่วนลูกน้องคนโปรดนั้นเล่า เขาอาจเป็นคนน่ารัก มีเสน่ห์ อ่อนหวาน พูดจาไพเราะน่าฟัง รู้จักเข้าหาผู้หลักผู้ใหญ่ ยิ่งถ้าทำงานเก่งอีกด้วย จะไม่ให้เจ้านายหลงใหลได้อย่างไร ?

อันที่จริงการทำให้นายยอมรับมีหลายกลวิธี เราอาจเข้าไปขอคำปรึกษา แสดงให้นายเห็นว่าเราให้ความเชื่อมั่น ศรัทธาในตัวนาย และ ความเห็นของนาย

แต่การเข้าไปขอคำปรึกษา เราเองก็ต้องเตรียมข้อมูล และทางเลือกของคำตอบเอาไว้บ้าง ไม่ใช่เอะอะอะไร ก็ต้องถามนายอยู่ทุกเรื่อง หรือ เข้าไปหานายมือเปล่าไม่มีข้อมูลหรือข้อเสนอแนะใด

ถ้าเป็นเช่นนั้น นายก็คงเห็นว่าเราเป็นคนไม่มีสมอง คิดอะไรเองไม่เป็น หมดราคาไปอีก

เมื่อนายให้คำแนะนำ ก็แสดงความขอบคุณอย่างจริงใจ เพื่อให้นายรับรู้ว่าเราให้คุณค่ากับคำแนะนำนั้น และ เป็นการแสดงความอ่อนน้อม และ เป็นมิตร

อย่างไรก็ตาม ถ้าเรายังโกรธเกลียดเจ้านาย พยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าความรู้สึกห่างเหินก็จะยิ่งขยายวง เจ้านายจะรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของเรา และ จะมีปฏิกิริยาสนองกลับในทางเดียวกัน

ดังนั้น เมื่อเราจะเริ่มต้นใหม่ เราต้องรู้จักอภัยให้เจ้านายเสียก่อนเป็นอันดับแรก

การให้อภัยเป็นการเปิดโอกาสให้ตัวเราเองออกจากความเจ็บปวด และก้าวสู่ชีวิตใหม่ที่สดใสกว่า เพราะไม่มีอะไรทิ่มแทง แทนที่จะโกรธนาย หรือเพื่อน ให้เราหันมาดูที่ตัวเราเองดีกว่าว่าสามารถทำอะไรให้ดีกว่านี้ได้ พอหรือยังกับการมีชีวิตด้วยความหดหู่ ความริษยา ความน้อยเนื้อต่ำใจ

เราอาจจะต้องบริหารภาพลักษณ์ให้ดูดีในสายตาของนาย และ ผู้อื่นอีกด้วย

การมีภาพลักษณ์และการแสดงออกที่ดีจะเป็นเสน่ห์ที่ดึงคูดต่อผู้พบเห็นให้อยากเข้าใกล้และยอมรับ เราควรเอาใจใส่กับเสื้อผ้า ทรงผม และ ดูแลใบหน้าให้สดใส มีรอยยิ้มบนใบหน้าอยู่เสมอ

ส่วนท่วงท่าในการแสดงออก ไม่ว่าจะเป็นการเดิน นั่ง นืน ก็ควรให้ดูมีความมั่นใจ แต่สุภาพ เรียบร้อย ไม่เย่อหยิ่ง

การใช้คำพูดที่ไพเราะ สุภาพ น้ำเสียงไม่ดังเกินไปหรือเบาเกินไป พูดจาถูกกาละเทศะ ไม่เป็นไปเพื่อการนินทา หรือ ยุยงยุแหย่ให้เตแยก

และสุดท้าย เราต้องควบคุมอารฒณ์และความเครียด ไม่มีใครอยากอยู่ใกล้คนที่แบกโลกไว้ทั้งใบอยู่ตลอดเวลา เราควรมองโลกในแง่ดี มีความกระตือรือล้น มีความสุข และ แสดงให้นายเห็นว่า สิ่งที่นายมองเรามาตลอดนั้น มันไม่ตรงกับตัวจริงของเราเลย

ในทางศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้ากำหนดจริตของคนที่แตกต่างกัน 6 ชนิด คือ

ราคะจริต คือ จิตที่ชอบรักสวยรักงาม พอใจในรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสนิ่มนวล ชอบความมีระเบียบ สะอาด ประณีต

โทสะจริต มักเป็นคนขี้โมโห พูดเสียงดัง ใจร้อน

โมหะจริต ลุ่มหลงในทรัพย์สมบัติ เห็นแก่ตัว

วิตกจริต ชอบคิด ไม่กล้าตัดสินใจ

ศรัทธาจริต เชื่อโดยไร้เหตุผล หูเบา ถูกหลอกง่าย

และสุดท้ายคือ พุทธิจริต เป็นคนฉลาด มีปฏิภาณไหวพริบดี

ผู้มีจริตเหมือนกันย่อมดึงดูดเข้าหากัน ส่วนผู้ที่มีจริตตรงข้ามกัน อาจหมั่นไส้กัน คุยกันไม่ได้ ไม่สนิทใจกัน เช่น นายที่มีราคะจริตสูง ชอบความประณีตเรียบร้อย ย่อมไม่ถูกใจลูกน้องที่ใจร้อน ใจเร็ว พูดจาโฮกฮาก

ในทางกลับกัน เจ้านายที่มีโทสะจริตสูง ชอบความรวดเร็ว ก็อาจจะเบื่อลูกน้องที่ทำอะไรเชื่องช้าไม่ทันใจ เป็นต้น

ผู้ที่รักใคร่กันนั้น เป็นเพราะเคยมีสัมพันธภาพที่เกื้อกูลกันในอดีตชาติ เคยทำบุญร่วมกันมา ลูกน้องที่นายรัก ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ทำดีอะไรเป็นพเศษ เหตุเพราะบุญเก่าส่งผลก็มี เพราะเขาเคยทำบุญ และ กำลังทำบุญในทางอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ หรือ ทำบุญในแง่ความรู้จักจดการงานอย่างฉลาดเป็นที่ถูกใจน่าเชื่อถือของบรรดานาย

สำหรับเราผู้ซึ่งไม่ได้ทำบุญมาด้วยกัน ก็คงต้องยอมรับให้ผู้ที่เขารักใคร่กันมามีความผูกพันกันต่อไป ในขณะเดียวกัน เราก็เริ่มสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างนายกับเราขึ้นมาตั้งแต่นาทีนี้เป็นต้นไป

ไม่มีอะไรสายเกินไป ไม่มีอะไรที่ยั่งยืน ทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา

ไม่ชอบกันวันนี้ก็อาจเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันในอนาคต

รักกันมากมายในวันนี้ ก็อาจไม่หันมามองหน้ากันต่อไปในวันหน้า

สักวันหนึ่ง นายก็จะได้เห็นส่วนที่ดีที่น่ารักของเรา แต่ถ้านายยังไม่เห็นใจหันมาเป็นมิตร ก็ไม่เป็นอะไร ไม่ต้องพยายามไปประจบประแจง หรือเชลียส์นายจนน่าเกลียด

แต่ตั้งหน้าตั้งตาผลิดผลงานให้เข้าตากรรมการสักวันหนึ่ง เมื่อถึงวันนั้น นายก็จะเห็นว่าเราเป็นทรัพยากรที่มีค่าขององค์กร

สรุปว่า ถ้าคุณมีเจ้านายลำเอียง ก่อนอื่นคุณต้องดูตัวเองว่าตัวเราแสดงความเป็นมิตร หรือ ความเห็นปฏิปักษ์ออกมาให้นายเห็น คนเราสามารถรับรู้ถึงความรู้สึกที่มีต่อกันได้

หากคุณยังมีความโกรธชัง ก็จงให้อภัย และ ปล่อยวางเสีย อย่าเอาความเจ็บใจมาสร้างความเจ็บปวดเพิ่มเติม โดยเฉพาะความอิจฉาริษยาสามารถทำลายคุณทั้งร่างกาย และ อารมณ์

ปล่อยให้เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ของเขาในอดีตชาติ หรือ มีจริตต้องกัน ก็ เป็นเรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของเรา

หากคุณเคยหลีกเลี่ยงในการเผชิญหน้ากับเจ้านาย ก็ควรจะเข้าหานายบ้างด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มจริงใจ

คุณควรบริหารภาพลักษณ์เพื่อเพิ่มเสน่ห์ให้ตนเองบ้าง ที่สำคัญคุณต้องไม่ปล่อยวางงาน เร่งสร้างผลงานที่ทำให้คุณเป็นผู้ที่องค์กรไม่สามารถขาดคุณไปได้ เท่านี้คุณก็จะก้าวหน้าได้ด้วยความสามารถและอุตสาหะของเราเอง

______________________________________________________________

โดย ดร.อภิวรรณ รัตนิน สายประดิษฐ์
(aphivan@gmail.com)

อ่านตอนอื่น

ขอเชิญแสดงความคิดเห็นได้ ที่นี่