ตอน 9

อนิจจัง ดับมังกร

ห้องสัมภาษณ์ถูกเปิดออก  ชายหนุ่มหัวหน้าฝ่ายบุคคลเดินออกมา...

เอ๊ะยืนรอฟังผลที่หน้าห้องอยู่แล้ว

“เป็นไงพี่ศักดิ์  น้องเลอหงส์…โอเคป่าว ?”

เขาพยักหน้า
“ฉลาดมากนะ แต่พูดน้อยไปนิดนึง แบ๊คกราวด์ไม่มีปัญหาอะไร  เดี๋ยวเอ๊ะสัมภาษณ์ต่อใช่มั้ย ? แล้วพี่กุ้งเข้าด้วยหรือเปล่า ?”

เธอสั่นหัว “เอ๊ะคนเดียวค่ะ”

หนุ่มฝ่ายบุคคลยื่นแฟ้มให้
“เอ้านี่… กรอกตามฟอร์มนี้ให้ด้วยนะ เอ็มพีสามอยู่บนโต๊ะ”

เธอรับแฟ้ม แล้วเปิดประตูห้องสัมภาษณ์เข้าไป

สาวผู้ถูกสัมภาษณ์ อยู่ในชุดเสื้อเชิร์ทแขนสั้นสีขาว กระโปรงสีเทาเหนือเข่าเล็กน้อย  หน้าตาโดดเด่นด้วยการแต่งหน้าเพียงเล็กน้อย  ผมยาวประบ่ากัดด้วยสีทองประปราย

เธอยกมือขึ้นไหว้ผู้สัมภาษณ์

เอ๊ะยกมือรับไหว้ ค่อย ๆ ทรุดตัวลงนั่งด้านตรงข้าม  บนโต๊ะมีเครื่องเล่นเอ็มพีสามขนาดเล็กวางอยู่
“หงส์.. พี่เอ๊ะเอง”

อีกฝ่ายเบิกตาโต “พี่เอ๊ะหรือคะ ?   ขอโทษทีค่ะ หงส์จำไม่ได้ ไม่เคยเห็นพี่เอ๊ะใส่ชุดทำงาน ดูแปลกตาค่ะ”

“จ๊ะ… พี่เอ๊ะก็ว่าหงส์ดูเปลี่ยนไปนะ สวยขึ้นเยอะ เราเจอกันตอนนั้นกี่ปีแล้วนะ ?”

“ตอนที่พี่เอ๊ะรับปริญญา ก็ สามปีแล้วมั้งคะ”

ศิษย์มหาวิทยาลัยเดียวกันเริ่มรำลึกความหลัง
“อือ ใช่ ๆ  แล้วนี่ก้องมาด้วยหรือเปล่า ?”
“พี่ก้องนัดว่าจะมารับค่ะ ประมาณห้าโมงเย็น พี่เอ๊ะยังเจอกับพี่ก้องอยู่เหรอคะ ?”
“ก็เจอบ้างน่ะ  ทำงานที่ทรู ตึกอยู่ไม่ไกลนี่เอง”
หงส์พยักหน้า “ค่ะ ใช่”

เอ๊ะยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา
“นัดห้าโมงเหรอ ? ทันน่ะ สัมภาษณ์คงไม่นานหรอก  แต่ขออนุญาตอัดเอ็มพีสามไว้นะ เพราะต้องให้พี่กุ้งฟัง  พี่กุ้งเป็นผู้จัดการแผนก  พอดีพี่เค้าติดงานข้างนอก เข้ามาไม่ทัน  วันก่อนโน่น ก้องโทรมาบอกจะฝากน้องที่เอแบคมาสมัครงานชื่อหงส์  พี่ก็นึกว่าต้องเป็นหงส์นี่แน่ ๆ  เพราะน้องที่แอแบคยังมีอีกหงส์นึง  พี่ก็ถามว่าหงส์ที่สวย ๆ เงียบ ๆ ใช่มั้ย  ก้องบอก อือ ๆ เดี๋ยวนี้เค้าไม่เงียบแล้ว”

เจ้าตัวหัวเระตาม นึกถึงกิตติศัพท์ที่มีคนนินทาในสมัยเรียน
“ค่ะ เดี๋ยวนี้ก็พูดมากขึ้นแล้วค่ะ แต่ก็ยังพูดเก่งเทียบกับคนอื่นไม่ได้ค่ะ  แต่พี่เอ๊ะ หงส์ไม่รีบนะคะ พี่ก้องคงคอยได้  พี่เอ๊ะสัมภาษณ์ตามสบายดีกว่าค่ะ”

เอ๊ะยิ้มให้ศิษย์น้อง “ได้จ๊ะ  แต่เดี๋ยวพี่เปิดเอ็มพีสามนะ”

เธอเปิดแฟ้ม หยิบโพยคำถามหลัก ๆ ขึ้นมาถือไว้

“น้องหงส์เล่าถึงบุคคลิกของเราซิ เราเป็นคนบุคคลิกยังไง ?”

ผู้ถูกสัมภาษณ์ นึก…
“บุคคลิกนี่แปลว่า คนอื่นมองเราใช่มั้ยคะ ?”
“อือ ถามมีเหตุผลดี  ใช่ค่ะ คนอื่นมองว่าหงส์เป็นคนยังไง ?”
“ก็ค่อนข้างเงียบค่ะ”

พูดแล้วเธอก็หัวเราะ เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่คิดออกทันที เพราะกิตติศัพท์สมัยเรียนคือ นังหงส์หยิ่ง แล้วเรื่องอื่น ๆ ก็ค่อย ๆ เข้ามาในสมอง

“เงียบเพราะหงส์ชอบฟังมากกว่า หงส์เป็นคนตรง ๆ ถ้าพูดออกไปแล้วอาจจะไม่ค่อยเข้าหูคนอื่น ถ้าจะพูดก็ต้องคิดก่อน หงส์เลยอาจจะพูดน้อย แต่สำหรับคนที่สนิท หงส์ก็พูดได้มากขึ้นค่ะ  หงส์ไม่รู้จะคุยอะไรกับเพื่อน ๆ เพราะเหมือนกับสนใจไม่ตรงกัน แต่จริง ๆ หงส์ไม่มีอะไรกับใครเลย แต่เพราะว่าพูดน้อย คนก็เลยหาว่าหยิ่ง  มาตอนปีสามค่อยเริ่มดีขึ้น เพราะคนที่อยู่ใกล้ ๆ หงส์ก็จะรู้เองว่าหงส์เป็นอย่างนี้ แต่จริง ๆ หงส์ไม่มีอะไร”

รุ่นพี่สถาบันเดียวกันพยักหน้า
“บอกพี่หน่อยซิ หงส์  ที่หงส์บอกว่าเราสนใจไม่ตรงกับเพื่อน  เพื่อนเขาสนใจอะไร เราสนใจอะไร ถึงไม่ตรงกัน ?”

หงส์เหลือบสายตาขึ้นบน เธอนึกว่าควรจะอธิบายอย่างไรให้ฟังง่ายที่สุด
“เอ่อ… พูดลำบากค่ะ  คือ สนใจหัวข้อเรื่องอาจจะตรงกัน แต่รายละเอียดก็อาจจะไม่ตรง อย่างเช่น เพื่อนชอบดูหนัง หงส์ก็ชอบดู แต่ชอบดูคนละเรื่องกับเพื่อน หรือบางทีดูเรื่องเดียวกัน แต่คุยกันคนละอย่าง  ชอบฟังเพลง หงส์ก็ชอบฟัง แต่ชอบเพลงคนละอย่างแล้วมันคุยกันก็ไม่สนุก  เพราะหงส์ก็ไม่อยากให้เพื่อนต้องมาเปลี่ยนอะไรตามหงส์  ส่วนจะให้หงส์เปลี่ยนไปเข้ากับคนอื่น ก็คงจะไม่”

“ไหนเล่าซิว่า หงส์ชอบดูหนังแนวไหน ? แล้วเพื่อนชอบแนวไหน ?”

“ค่ะ  หงส์ก็ชอบทุกแนว  แต่จะชอบมากถ้าหนังเขียนบทได้เนียน มีเหตุมีผล แล้วซ่อนอะไรให้คิดในเรื่องมากกว่าหนังที่บอกเหตุผลจนหมด คือ หนังประเภทจับกลุ่มใหญ่จะเป็นอย่างนั้น ซึ่งหงส์ก็ดูได้นะคะ แต่จะชอบมากกว่า ถ้าหนังจะไม่ต้องบอกหมด แต่ซ่อนบางอย่างไว้ให้คิด  ส่วนหนังที่เขียนบทไม่เนียน ไม่ให้รายละเอียดความลึกของตัวละคร  จู่ ๆ ก็โผล่มาพระเอกเห็นว่านางเอกสวยก็รักเลย อย่างนี้หงส์ว่าเสียเวลาดู”

“ยกตัวอย่างหนังที่ว่ามาซักเรื่องได้มั้ย ? ดูซิว่าพี่จะเคยดูมั้ย แต่พี่ก็ไม่ได้ดูหนังเยอะมากนะ แต่ลองเล่ามาหน่อยแล้วกัน”

เธอนึกสักพัก “ถ้าเป็นหนังจีน เอ่อ… หนังอินดี้จีน พี่เอ๊ะคงไม่รู้จักหรอกค่ะ เพราะไม่ได้ฉายโรงด้วย เรื่องนั้นชอบที่สุด  เอาเรื่องนี้ดีกว่า ตั้งแต่ปีเก้าห้า  ชอบเรื่องนี้เหมือนกัน ซื้อดีวีดีมาค่ะ เป็นหนังญี่ปุ่นชื่อเลิฟเล็ตเตอร์  มันเป็นเรื่องของ…”


Love Letter 1995
คนสัมภาษณ์ตบโต๊ะ “เลิฟเลตเตอร์ ของชุนจิ อีวาอิ ชอบ ๆ ๆ ชอบมาก”

หงส์ยิ้ม “จริงเหรอคะ ? พี่เอ๊ะเคยดูด้วยเหรอคะ ? หนังเก่าแล้วนะคะ ? ชอบด้วยเหรอคะ ? ”

“อือ ชอบ  ดูตั้งหลายครั้ง ตอนแรกดูแล้วไม่เข้าใจนะ”

“ค่ะ หนังเรื่องนี้ ถ้าดูสองสามรอบจะยิ่งชอบมากขึ้น ดูครั้งแรกเฉย ๆ งง ๆ  แต่พอเวลาผ่านไป มานั่งนึกว่า ทำไมต้องให้นางเอกคนเดียวแสดงเป็นสองคน ก็พอนึกออก  กลับไปดูใหม่”

“ดี ดี  ไหนหงส์ลองเล่าว่าชอบเพราะอะไร ?”

“ค่ะ  เนื้อเรื่องค่อย ๆ บอกเราถึงปมเล็ก ๆ แล้วก็ไม่บอกหมด ค่อย ๆ เฉลยทีละนิด  ต้นเรื่องจะจับให้เรามีสมาธิกับนางเอกที่สูญเสียคนรัก  คนจะเข้าใจว่า เรื่องนี้ เป็นเรื่องความรักของเธอ  เวลาเราดูไปเรื่อย ๆ เราไม่รู้ตัวเลยว่า เราถูกดึงให้ไปสนใจในเรื่องของนางเอกคนที่สอง ทีละน้อย  จนจบเรื่อง เราค่อยเข้าใจว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องความรักของใครกันแน่”

เอ๊ะนั่งฟังพร้อมกับอมยิ้ม เธอคิดว่าหงส์จับใจความวัตถุประสงค์ของคนสร้างหนังได้ แล้วยังอธิบายเป็นภาษาให้เข้าใจได้ง่ายอีกด้วย

หงส์เล่าต่อ
“นอกจากเนื้อเรื่อง ที่ถือว่าเป็นจุดเด่นของหนังแล้ว ต่อมาคือบรรยากาศหิมะ ซึ่งให้ความรู้สึกที่เหงา เหมาะสำหรับระลึกถึงความหลังเก่า ๆ เข้ากับตัวหนัง  แล้วเพลงประกอบที่ใช้เสียงเปียโนเดินเรื่องตลอด มันทำให้บรรยากาศความหนาวเพิ่มเข้าไปอีก  ที่รู้สึกว่าชอบมากคือ ความรู้สึกที่ว่า หนังดูครั้งแรก เฉย ๆ ไม่มีอะไรตื่นเต้นมาก แต่ทำไมดูแล้วอยากกลับมาดูอีก ยิ่งดูยิ่งชอบ”

คนสัมภาษณ์ยิ้มไปด้วย เพราะบังเอิญตรงกับความชอบตัวเอง

“ใช่ ๆ  แล้วเพื่อนคนอื่น ดูแล้วรู้สึกยังไง ?”
“เค้าบอกว่าเดินเรื่องช้า แล้วก็ไม่เข้าใจว่าหนังจะสื่ออะไรค่ะ”

เอ๊ะพยักหน้า ตรงกับความคิดเธอเหมือนกัน เธอก็คิดว่าหลาย ๆ คนไม่ชอบหนังเรื่องนี้เพราะไม่มีอะไรให้ตื่นเต้นเหมือนหนังทำเงินฮอลลีวู๊ด
“แล้วเพลงล่ะ  หงส์ฟังเพลงอะไร ? ใครเป็นศิลปินที่ชอบ ?”

“จิม ชะเปลค่ะ เป็นนักเปียโน”

“สไตล์ไหนคะ ?”

“แจ๊สปนกับนิวเอจค่ะ  อีกคนที่เพิ่งชอบคือ ริวอิชิ ซากาโมโตะ คนนี้เล่นเปียโนนิวเอจ ชอบมากที่สุด”

“เรานี่ท่าทางชอบไปทางแนวญี่ปุ่นนะ ทั้งหนังทั้งเพลง”

“อือค่ะ… แต่เพลงนี่ไม่ได้ออกแนวญี่ปุ่นนะคะ ฟังแล้วก็เป็นสากล  ในเอเชีย หงส์ถือว่าญี่ปุ่นเก่งเรื่องเพลงมากที่สุด เพราะพื้นฐานมาทางดนตรีคลาสสิค  คนญี่ปุ่นไม่จำเป็นต้องรวยก็เรียนเปียโนได้ แต่ พี่ชายคงไม่ชอบนักถ้าชอบอะไรที่เป็นญี่ปุ่นเยอะ ๆ”

“ทำไมล่ะ ?  มีอะไรกับคนญี่ปุ่นเหรอ ?”

“ปกติของคนจีน คงยังมีความฝังใจทางประวัติศาสตร์”

เอ๊ะพลิกใบสมัครอ่านดู

“หงส์เกิดที่ปักกิ่งเลยเหรอ ?”
ปักกิ่ง
“ค่ะ”

“เหรอ งั้นก็มีชื่อจีนด้วยสิ ?”

“ค่ะ ชื่อจีนชื่อ จางซีฟ่ง”
“เพราะจังเลย แปลว่าอะไรคะ ?”

“ซีฟ่งแปลว่า หงส์ที่เลอเลิศ”

“อ้าเหรอ ? … งั้นชื่อไทยก็ตั้งมาจากชื่อจีนเหรอไง ? เลอหงส์  ซีฟ่ง อือ เก๋มากเลย  ใครตั้งชื่อให้ล่ะ ?”

พี่ชายค่ะ พี่ชายเป็นคนตั้งให้ พี่ชายบอกว่าถึงแม้เราจะไม่ร่ำรวย แต่เราก็เป็นหงส์ มีศักดิ์ศรีเสมอ หงส์ถึงแม้จะอยู่รวมกับห่านในบางครั้ง แต่มันก็รู้ตัวมันเสมอว่า มันไม่ใช่ห่าน มันไม่ทำตัวเหมือนห่าน  หงส์เป็นสัตว์ที่มีตระกูลเทียบเท่ามังกร และ ไม่ต่ำกว่ามังกร ถึงแม้ฐานะเราจะไม่สูง แต่ชื่อเราจะต้องสูง เพื่อเตือนให้เรามองในสิ่งที่สูง  ถึงแม้เราจะเอื้อมมือไปคว้าดาว แต่มือเราก็ไม่มีวันเปื้อนโคลน”

เธอพูดพร้อมทั้งรอยยิ้มที่ออกมาทางดวงตา

คนฟังนั่งพยักหน้า “อธิบายประโยคสุดท้ายหน่อยซิ เอื้อมมือคว้าดาวอะไรเนี่ย หมายถึงอะไร ?”

“ถึงแม้เราจะเอื้อมมือไปคว้าดาว แต่มือเราก็ไม่มีวันเปื้อนโคลน หมายถึงว่า ถึงแม้คนจะมองว่าเราไฝ่สูงเกินไป คงไม่มีวันจะเป็นไปได้ เปรียบเหมือนกับคว้าดาว ซึ่งมันไกลเกินไป แต่ การคว้าดาว มือเราก็ไม่มีวันเปื้อนสิ่งสกปรก เพราะถ้าเราทำตามความฝัน ถึงแม้ไม่สำเร็จ แต่ก็จะไม่จมปลักอยู่กับโคลนแน่นอน”

“เยี่ยม…  คนจีนนี่นะ เรื่องศักดิ์ศรีอันดับหนึ่ง  พี่ชายเราเหรอที่สอนเราแบบนี้ ? ”

“ค่ะ พี่ชายพูดเรื่องแบบนี้ ตั้งแต่อายุสิบกว่าขวบ  เก่งมั้ยคะ ? ”

เอ๊ะพยักหน้า พลิกใบสมัครอ่านไปเรื่อย ๆ

“เราเล่นดนตรีด้วยหรือ ?”

“ค่ะ แค่กีต้าร์ แต่ไม่เก่งนะคะ เคยเรียนแต่ก็ยากเหมือนกัน”

“เล่นกล้อง ?”

“ค่ะ ชอบถ่ายรูป แต่ก็ไม่เก่งนะคะ”

“อื้อ…  คราวนี้ขอสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษนะหงส์ … Would you mind introducing yourself to me in English ?”
หงส์พยักหน้า สีหน้าเรียบ ๆ มั่นใจในความสามารถทางภาษาของตนเอง

“Where should I begin ?...from where I came from… I mean Beijing ?”

เอ๊ะแปลกใจในสำเนียงภาษาอเมริกันที่เหมือนกับเด็กที่จบมาจากนอก
“Whatever you’d like, please !”

“Well…then I’d start when I was….”

หงส์พูดภาษาอังกฤษสำเนียงอเมริกันอย่างคล่องแคล่ว เสมือนเจ้าของภาษา  คำศัพท์ที่ใช้ก็บ่งบอกถึงภูมิความรู้ในภาษาที่เกินมาตรฐานเด็กเอแบคทั่วไป

คนสัมภาษณ์ซักถามเป็นภาษาอังกฤษ จนพอใจ
“เลอหงส์….ภาษาอังกฤษน้องดีมากนะ สำเนียงดีมากด้วย ถ้าไม่ได้รู้จักมาก่อน คงนึกว่าน้องจบเมืองนอกซะอีก”

ผู้ถูกสัมภาษณ์ยิ้มที่มุมปาก

“ตกลงหงส์ถนัดภาษาอะไรมากที่สุดล่ะ ?”

“ถนัดภาษาไทยมากที่สุด”

“รองมาก็แมนดาริน ?”

“ไม่ใช่ค่ะ  รองมา ภาษาอังกฤษค่ะ เพราะชอบภาษาอังกฤษตั้งแต่เด็ก ๆ ก็เลยชอบดูหนังฝรั่ง ฟังเพลงฝรั่ง มีอยู่ช่วงนึงที่บ้านเริ่มมีเคเบิ้ลทีวี ก็เปิดเคเบิ้ลทีวีภาษาอังกฤษทิ้งไว้ แล้วก็ทำการบ้าน ก็เลยได้ภาษาอังกฤษแบบฟรี ๆ ส่วนภาษาจีนกลาง จะใช้กับพี่ชาย แล้วก็ ใช้เวลาคุยกับเพื่อนคนจีนค่ะ แต่ก็ไม่เยอะมากนัก”

เอ๊ะเก็บข้อมูลครบตามที่ต้องการ  เธอถามขึ้น
“มีอะไรจะถามมั้ยคะ ? พี่หมดคำถามแค่นี้”

หงส์สั่นหัว “ไม่มีค่ะ”

“ไม่มีเลยเหรอ หรือพอเข้าใจว่าที่นี่ทำอะไรกันบ้าง ?”

“พอรู้บ้างค่ะ ไม่ได้รู้เยอะ แต่ไม่มีคำถามค่ะ”

“อือ… เรานี่ เวลาไม่ได้อยู่ในห้องสัมภาษณ์คงพูดน้อยจริง ๆ นะ”

“ค่ะ”

************************************************************************************

รถยนต์ฮอนด้าซีวิคสีดำ แล่นไปบนถนนวิภาวดี ฯ…

.... จุดหมายคือตึกฟอร์จูนทาวน์ รัชดา ฯ

ก้องเริ่มเป็นฝ่ายชวนสนทนา หลังจากหงส์ขึ้นมาบนรถแล้วนั่งเงียบ
“หงส์ เป็นยังไงบ้าง พี่เอ๊ะว่ายังไง ?”

เธอยิ้ม “ค่ะ ดีค่ะ ขอบคุณพี่ก้องที่แนะนำไป”
“สัมภาษณ์เยอะมั้ย ?”
“ก็พอสมควรนะคะ จัดว่าไม่เยอะมากนัก”

เธอนึกถึงช่วงที่เธออธิบายเกี่ยวกับชื่อภาษาจีนของเธอ เธอรู้สึกภูมิใจในตัวพี่ชายที่เป็นผู้ให้ทุกอย่างกับเธอ

“ยิ้มอะไรเหรอ หงส์ ?”

เธอหันหน้ามามอง อมยิ้ม

โชเฟอร์หัวเราะ “อะไร ?  คิดอะไรอยู่อีกนะ เรา ? ”
หงส์สั่นหัว “เปล่านิ”

การสนทนาขาดช่วง… เป็นปกติสำหรับก้องเสียแล้ว เขารู้สึกว่าแค่หงส์ยอมที่จะคบหาสมาคม ไปไหนมาไหนกับเขามากกว่าเดิม แค่นี้ก็น่าพอใจแล้ว

หงส์นั่งมองผู้คนบนทางเดินเท้าริมถนน เขานึกถึงพี่ชายและอาหลง สมัยที่เคยเดินหาห้องเช่า  เธอจำได้ว่าวันนั้นเป็นวันที่เหนื่อยที่สุดในชีวิต  อาหลงเดินนำ พี่ชายเดินจูงมือเธอ
ทุกวันมือเธอจะมีกลิ่นบุหรี่ของพี่ชายติดมาด้วย เธอชอบดมกลิ่นนั้น  คิดแล้วก็ขัน เป็นสาวอายุสิบสี่สิบห้าแล้ว ยังเดินจูงมือกับพี่ชายอยู่เลย   ดีใจมากที่วันนั้นหาห้องเช่าได้  ตกเย็นวันนั้นทั้งสามคนก็ฉลองโดยการไปซื้อข้าวของมาทำสุกี้กินกันในห้อง  เป็นสุกี้มื้อที่อร่อยที่สุดในชีวิต

“หงส์… เลิกกับนิวแล้วใช่มั้ย ?” 
เสียงโชเฟอร์ดังขึ้นมาหยุดความคิดของเธอ

เธอหันมาพยักหน้า “อื้อ”

“หงส์คบกับพี่ได้มั้ย ?” ก้องตัดสินใจถาม

หงส์ ตอบทันที “ได้”

โชเฟอร์งงกับคำตอบที่ไม่ต้องใช้เวลาคิด แต่เขาได้ยินชัดเจนว่า ‘ได้’  หรือเขาจะถามย้ำอีกที ?

“หงส์ พี่หมายถึง…”

“ค่ะ ได้ค่ะ  พี่ก้องชอบหงส์ใช่มั้ย ?”

“ใช่ครับ”

“งั้น ที่พี่ก้องถามมาแสดงว่าคิดดีแล้ว ไม่ใช่หลุดปาก ?”

“ไม่ใช่ คิดดีแล้ว”

“งั้นหงส์ก็ตอบไปแล้ว”

ก้องพยักหน้า เขาดีใจจนกลั้นยิ้มไว้ไม่อยู่  ค่อย ๆ เอื้อมมือซ้ายหมายจะกุมมือเธอ สายตายังจ้องอยู่ข้างหน้ารถ
หงส์รีบยกมือซ้ายไปจับข้อมือของเขา แล้วดึงมากุมมือขวาของเธอ

“นี่ค่ะ เดี๋ยวได้รถชนพอดี เงื้อไม่เจอ” เธอพูดยิ้ม ๆ

ก้องหัวเราะหึ ๆ นึกเขินตัวเอง  ความรู้สึกจากไออุ่นของมือเธอ ทำให้หัวใจเขาเต้นแรง

หงส์นั่งมองออกไปนอกรถ ไม่ได้มีความรู้สึกประหม่าใด ๆ

“คราวนี้เลิกกะนิวแน่ ๆ แล้วเหรอ ?”

“คะ ?  เอ้อ…ใช่ค่ะ  หงส์หมดรักนิวตั้งนานแล้ว ก็ไม่รู้จะคบกันอยู่ทำไม นิวทำให้หงส์เสียใจหลายครั้ง”

ก้องพยักหน้า “ก็อย่าไปจำแล้วกัน จำแต่อะไรดี ๆ”

“หงส์เขียนไดอะรี่ นิวไม่เคยรู้ว่าหงส์เขียน ฉะนั้น อะไรที่นิวทำ อยู่ในไดอะรี่หมด”

“อือ น่ากลัวจัง” เขาพูดสัพยอกแล้วหัวเราะเบา ๆ  “ในไดอะรี่คงเต็มไปด้วยเรื่องของนิวล่ะสิ”

เธอหัวเราะหึ ๆ 

ในไดอะรี่เธอ นิวไม่ใช่คนสำคัญเท่าไหร่นัก 
อันดับหนึ่งของคนสำคัญในไดอะรี่ของเธอคือพี่ชาย 
ทุกวันจะต้องมีเรื่องเขียนถึงพี่ชาย ถึงแม้บางวันจะไม่ได้เจอหน้ากันก็ตาม 
รองมาก็คืออาหลง  นิวไม่ได้สำคัญขนาดนั้น แต่เธอคงไม่จำเป็นต้องอธิบายให้ก้องฟัง

เรื่องที่รองมากว่าอาหลง คือ เรื่องปัญหาระบบประจำเดือนของเธอ  เมื่อเธอย้อนอ่านไดอะรี่ตัวเองทุกครั้ง จะรู้สึกสมเพชตัวเองที่ต้องทนทุกข์กับอาการนี้ทุกเดือนตลอดมา และคงจะตลอดไป

“พี่ก้อง หงส์อยากสูบบุหรี่ พี่ก้องยังมีเหลือหรือเปล่า ?”
“มี เดี๋ยวไปที่ลานจอดรถฟอร์จูนแล้วกัน”

หงส์พยักหน้า

************************************************************************************

ลานจอดรถ ชั้น 7 ตึกฟอร์จูนทาวน์…

ฝนเริ่มตกปรอย ๆ  ลมกรรโชกเบา ๆ เป็นระยะ ๆ

เลอหงส์…ยืนปล่อยอารมณ์อยู่ที่บนระเบียงลานจอดรถ  เห็นสายฝนค่อย ๆ โปรยมาจากท้องฟ้า 

อดีตครั้งที่เคยอยู่ที่จีนแผ่นดินใหญ่ลางเลือนไปมาก เธอจำได้แต่ว่าชอบดูสายฝนตั้งแต่เด็ก 

เธอชอบหิมะ แต่ไม่ชอบอากาศที่หนาวจัดขนาดนั้น 

แม้อดีตจะเลือนลางแต่ทุกความทรงจำที่ยังเหลือ จะมีพี่ชายอยู่ในนั้นด้วยเสมอ  พี่ใหญ่เป็นคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตเธอตั้งแต่เธอจำความได้

ชายหนุ่มรูปร่างผอมสูง เดินตามมาพร้อมซองบุหรี่
“หงส์…เอ้า”  

ก้องยื่นซองบุหรี่ให้  เธอหยิบบุหรี่ออกมามวนหนึ่ง

“ขอบคุณค่ะ พี่ก้อง” 

เขาจุดไฟแช็กให้

ไม่มีการสนทนาใด ๆ ต่อจากนั้น 

หงส์ปล่อยความคิดล่องลอยไปเรื่อย ๆ พร้อม ๆ กับควันบุหรี่  

ก้องเข้าใจคนอย่างเธอพอสมควร เขามีความสุขที่จะได้อยู่ใกล้เธอ ถึงแม้จะรู้ดีว่า เขาไม่มีทางเข้าใจเธอทุกเรื่อง

โทรศัพท์มือถือของเธอดังขึ้น  หงส์รับสายอาหลงด้วยภาษาจีนกลางเพียงไม่กี่ประโยค แล้ววางสาย

“พี่ก้อง เดี๋ยวหงส์นัดกับพี่ชายที่นี่  พี่ก้องไปก่อนก็ได้นะคะ ต้องเข้าออฟฟิศด้วยไม่ใช่เหรอคะ ?”

“อือ ได้” เขาค่อย ๆ คว้ามือเธอมากุม “คืนนี้พี่คงนอนไม่หลับ แล้วหงส์ล่ะ จะนอนหลับมั้ย ?”

ฝ่ายหญิงยิ้ม “หงส์ไม่ค่อยมีปัญหากับการนอนค่ะ” เธอหัวเราะเบา ๆ

“งั้นพี่ไปก่อน เดี๋ยวค่อยโทรมาคุย”  ก้องเดินผละจากไป

ฝนเริ่มตกหนาเม็ดขึ้นเรื่อย ๆ …

เธอมีความรู้สึกดี ๆ กับก้องหลายอย่าง  
เขามีความเป็นผู้ใหญ่พอสมควร มีเหตุมีผลมากกว่านิวหลายเท่า 
เธอชอบที่ก้องไม่ซักไซร้ก้าวก่ายชีวิตเธอมากนัก คุยกันแล้วไม่มีอารมณ์ร้อนให้รู้สึก  ที่สำคัญ ก้องเป็นผู้ชายที่มีรูปร่างสูง ซึ่งเป็นคุณสมบัติประการสำคัญที่เธอมองเป็นอย่างแรก 

แต่ถ้าถามใจของเธอว่า คนในอุดมคติของเธอคือคนแบบไหน  ก้องเองยังไม่ถือว่าใกล้เคียงด้วยซ้ำ เพียงแต่ เมื่อเทียบกับผู้ชายที่เธอเคยเจอ ก้องดีกว่านิวหลายเท่านัก 

ตั้งแต่จำความได้ ผู้ชายในอุดมคติของเธอที่เธอได้มีโอกาสสัมผัส มีคนเดียว คือ…

จางเสียวเจี่ย!

เสียงอาหลงดังมาแต่ไกล

หงส์ หรือ อาฟ่ง หันไปหาต้นเสียง
พี่หลง มาแล้วเหรอ ?” เธอพูดจีนกลาง
ว่าไงคุณหนู ทานอะไรหรือยัง ?”
พี่หลงล่ะ ทานอะไรหรือยัง ?”

อาหลงเดินเขย่งส้นเท้า ยืดคอ เดินเข้ามาหา 

อาฟ่งหัวเราะ
นี่ หยุดซะทีเถอะ แปลกคนจริง ๆ พี่ใหญ่ล่ะ ?”
พี่ใหญ่นอนอยู่ในรถ

อาหลงเลิกเขย่งเท้า  ยืนห่างจากเธอสักสองก้าว  เขาไม่ชอบยืนใกล้กับเธอมากนัก เพราะจะทำให้เขาต้องเงยหน้าคุย

พี่หลง พี่ใหญ่ขายปืนหรือยัง ?”

เขายืกมือขึ้นเกาหัว  “ไม่รู้ เธอถามพี่ใหญ่เองเถอะ

อาฟ่งถอนหายใจ

ฉันห่วงเรื่องการพกปืนของพี่ใหญ่จังเลย ไม่อยากให้พี่ใหญ่มีเรื่องกับใครอีก เราอยู่ของพวกเราแบบนี้ดีแล้ว ฉันไม่อยากย้ายไปที่ไหนอีกฉันคงต้องพูดเรื่องนี้กับพี่ใหญ่

อาฟ่ง ไว้ให้พี่ใหญ่ดีขึ้นแล้วค่อยพูดเถอะ ตอนนี้พี่ใหญ่ไม่สบาย

ว่าอะไรนะ..!  พี่ใหญ่เป็นอะไร ?”

วันนี้พี่ใหญ่ไอเป็นเลือด แล้วก็ท่าทางโทรมมากเลย ฉันเลยพาไปหาท่านปู่  ท่านปู่ก็แนะนำให้ไปทำบุญก่อน

พี่หลง ทำไมไม่พาไปโรงพยาบาลล่ะ ? ไอเป็นเลือดนี่ไม่ใช่เรื่องเล็กแล้วนะ  พาไปโรงพยาบาลกันเถอะ

เธอรู้สึกกังวลขึ้นทันที เพราะตั้งแต่จำความได้ เธอยังไม่เคยเห็นพี่ชายป่วยเลยสักครั้ง

พี่หลง ไปเถอะ พาพี่ใหญ่ไปโรงพยาบาล

ไว้พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน ตอนนี้พี่ใหญ่ดีขึ้นแล้ว แต่เพลียอยู่ ให้พักคืนนี้ก่อนเถอะ

อาฟ่งขมวดคิ้ว “พี่ใหญ่ไม่เคยป่วยเลย ฉันใจคอไม่ดีเลย

ใช่ ๆ  ฉันเองก็ไม่เคยเห็นพี่ใหญ่ป่วยเกินกว่าหนึ่งวัน พี่ใหญ่เป็นคนแข็งแรงมากมาตลอด  แต่นี่ล่ะ ทำให้ฉันยิ่งกังวล เรื่องดวงชะตาของพี่ใหญ่

ดวงชะตาอะไร ?”

เคยมีคนทำนายว่า พี่ใหญ่จะอายุไม่ถึงสี่สิบ  อาฟ่ง ฉันรู้เรื่องนี้มาตั้งหลายปีแล้ว แต่ฉันไม่เคยเล่าให้เธอฟัง  แต่ตอนนี้ ฉันพอรู้เรื่องศาสนาพุทธ ฉันพอเข้าใจเรื่องความไม่แน่นอน  พี่ใหญ่คิดเสมอว่าตัวเองแข็งแรงที่สุด ทำอะไรก็สำเร็จ พี่ใหญ่จึงไม่รู้จักคำว่าไม่แน่นอน  พระพุทธเจ้าบอกว่า ความตายจะมาถึงเราวันไหนก็ได้ คนที่แข็งแรงมาตลอด ถ้าถึงเวลาตาย ยังไงก็ต้องตาย  ฉันทบทวนเรื่องเหล่านี้ มันเป็นจริงเสมอ  ใคร ๆ ก็ตายได้โดยไม่ต้องมีสัญญาณอะไรล่วงหน้า  ฉันรู้มาว่า ถ้าเราทำบุญเยอะ ๆ ก็จะช่วยได้ ผ่อนหนักเป็นเบาได้  แต่ อาฟ่ง เธอต้องช่วยพูดกับพี่ใหญ่ด้วย เพราะว่าการทำบุญ ต้องทำด้วยตัวเองจะได้ผลมากที่สุด  เธอต้องช่วยพูดให้พี่ใหญ่ทำบุญเยอะ ๆ

อาฟ่งยืนคิด ความกังวลใจยิ่งเพิ่มเป็นทวีคูณเมื่อได้ยินอาหลงเล่าเรื่องนี้ 

พี่ใหญ่มุ่งแต่ทำงานเพื่อเลี้ยงคนอื่นมาตลอด แต่ไม่เคยมีเวลาดูแลตัวเอง ไม่มีใครดูแลพี่ใหญ่  แล้วตัวเธอทำอะไรอยู่ตั้งนานล่ะ แย่จริง ๆ 

อาหลงเอง ไม่ใช่น้องชายแท้ ๆ กลับเป็นห่วงดูแลพี่ชายมากกว่าเธอ 

เธอมัวแต่เสียเวลาไปกับนิว งอนง้อ ทะเลาะ…ไร้สาระสิ้นดี

อาหลงเดินเลี่ยงไปยืนริมระเบียง  ผิวปากเบา ๆ

เธอมองอาหลง นึกถึงเวลาที่ทั้งสามคนเคยลำบากมาตั้งแต่แผ่นดินใหญ่ กว่าจะมาตั้งรกรากได้ที่นี่ 

ครอบครัวเธอก็คือพี่ชายทั้งสองคนนี้  เธอไม่เคยคิดเลยว่าถ้าขาดพวกเขาแม้เพียงใครสักคนหนึ่งแล้วชีวิตจะเป็นยังไง 
แต่ ณ ตอนนี้ ….  ทำไมความรู้สึกนั้นมันเข้ามาครอบงำให้จิตใจหดหู่  ?

น้ำตามันไหลอยู่ในใจ เพียงแค่คิดว่า หากขาดพี่ชายไป เธอจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร

ฝนเริ่มซา  รถยนต์บนถนนข้างล่างเริ่มเปิดไฟ พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว

อาฟ่งสูดหายใจยาว ๆ ลึก ๆ  แล้วเดินเข้าไปข้าง ๆ อาหลง

พี่หลง คืนนี้เรามาทำอาหารที่อร่อยที่สุดในโลกกินกันดีกว่า

อาหลงหันหน้ามามอง เขานึกออก แล้วยิ้มทันที ชูแขนขึ้น ตะโกน

สุกี้ เยส เยส … จงกั๋ว เจียโหยว จงกั๋ว เจียโหยว !
(จงกั๋ว เจียโหยว…แปลว่า ทีมชาติจีนสู้ ๆ เป็นคำที่กองเชียร์ร้องเชียร์ทีมฟุตบอลชาติจีน)

อาฟ่ง ชูแขนขึ้นบ้าง “ไท่กั๋ว  เจียโหยว (ชาติไทยสู้ ๆ) ฮิ ๆ” เธอตั้งใจแซวอาหลง

************************************************************************************
 
แอนดี้อาบน้ำแล้วรู้สึกสดชื่นขึ้นบ้าง... 

.....ครั้งสุดท้ายที่ได้โอกาสทำอาหารมื้อเย็นทานกันเองในบ้านสามคน คือ วันเกิดครบรอบ 23 ปีของอาฟ่ง ซึ่งก็ผ่านมาหลายเดือน

ปกติเขาจะทานอาหารเย็นนอกบ้าน  บางวันก็นัดอาฟ่งทานกันข้างนอก  ในโอกาสวันพิเศษ ก็จะชวนอาหลงมาทำกับข้าวทานด้วยกัน  หอพักที่อาหลงเช่าอยู่ ก็อยู่ไม่ไกลจากที่นี่

เขานึกถึงครั้งที่อาหลงยังอยู่กับพวกเขา เป็นสามคนพี่น้อง ที่ห้องเช่าเล็ก ๆ แถบรังสิต  อาหลงมีฝีมือการทำอาหารที่ดีที่สุดในบ้าน จึงรับหน้าที่ทำอาหารมื้อเย็นเป็นประจำ  อยู่กันอย่างนั้นจนอาฟ่งเริ่มโตเป็นสาว อาหลงจึงค่อยแยกออกไปหาห้องพักอยู่ต่างหาก

เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น

ต้าเกอ พี่ใหญ่ จางอีเซียนเซิง  มิสเตอร์แอนดี้  นายเอก” เสียงอาฟ่งตะโกนอยู่นอกห้อง เรียกชื่อเขาครบทุกภาษา

ไคว่อี้เตี่ย…เอ๋อ  หว่านชานห่าวเลอ…dinner’s ready…อาหารเย็นพร้อมแล้”  สำนวนแบบนี้แสดงว่าน้องสาวกำลังอารมณ์ดี

แอนดี้แต่งตัวเสร็จ เปิดประตูห้อง เดินลงมาข้างล่าง

บนโต๊ะอาหาร มีหม้อสำหรับสุกี้ใบใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลาง รอบ ๆ เป็นเครื่องเคราต่าง ๆ  ผัก เนื้อหมู เนื้อวัว ตับสด ไข่ไก่
โต๊ะตัวเล็กข้าง ๆ มีโถน้ำแข็ง ข้างในมีเบียร์กระป๋องแช่อยู่สี่ห้ากระป๋อง มองดูแล้วได้บรรยากาศของงานปาร์ตี้เล็ก ๆ 

สุกี้

อาฟ่งเดินหยิบชามมาจากในครัว
“พี่แอนดี้ นั่งเลย วันนี้พี่ไม่ต้องทำอะไร” เธอพูดภาษาไทย

อาหลงเดินถือถ้วยน้ำจิ้มออกมา พูดภาษาจีนกลาง
น้ำจิ้มสูตรของฉันเอง ที่ทุกคนชอบ แต่อาฟ่งคงไม่ชอบ เพราะไม่มีพริก ก็ตักพริกใส่เองแล้วกัน

ทั้งสองคนจัดแจงวางของลงที่โต๊ะใหญ่ อาฟ่งหันไปทางอาหลง พูดภาษาไทย

“หัดกินเผ็ดซะบ้างนะ จะเป็นคนไทยอยู่แล้ว”
เธอเน้นคำพูดชัด ๆ เพื่อแหย่อาหลง

อาหลงยื่นหน้าพูดไทยตอบ

“ม่ายกิง เปงคงไท ม่ายต้องกิงเผ็กก็ล่าย แต่ล้องเพลงชากล่าย  ปะเถกทาย ลัวละเน้อ ชากเช้อทาย..”

อาฟ่งหัวเราะดังลั่น “โอย ๆๆๆ  เดี๋ยวเค้าก็จับไปประหารหรอก ร้องยังงั้นอะ” เธอพูดภาษาไทย

แอนดี้หัวเราะไปด้วย

“อ้าว ๆ  นี่ กฏของบ้าน วันนี้  ผู่ทงฮั่ว (ภาษาจีนกลาง)” 

เขาหมายถึง วันนี้ ขอให้ทุกคนพูดภาษาจีนกลาง เพื่อให้อาหลงได้มีส่วนร่วมเต็มที่

อาฟ่ง ทำหน้ายู่ยี่ “ม่ายอาว ปู้เยี่ยวเจี่ยงผู่ทงฮั่ว (ไม่อยากพูดจีน) อยากรู้ก็ต้องรีบ ๆ เข้าใจภาษาไทยซะสิ”

เธอแหย่อาหลงเล่น

อาหลงยกมือ
“ล่าย หยักพูกอะลาย พูกไป พูกไปเลย เหลียวหว่อเข้าใจเอง”

บรรยากาศเก่า ๆ กลับมาอีกครั้ง  มหกรรมการแย่งเนื้อวัว ของโปรดของทั้งสามคน 

แอนดี้ไม่ค่อยอยากอาหารสักเท่าไหร่ แต่บรรยากาศสนุกสนานแบบนี้ ทำให้เขาพอทานได้เรื่อย ๆ

อาหลงเดินไปโต๊ะเล็ก หยิบเบียร์กระป๋องมาสองกระป๋อง เขาเปิดกระป๋องแรก แล้วส่งให้อาฟ่ง

เอ้า เย็นเฉียบเลย เหมือนแช่ในหิมะ

ขอบคุณ พี่หลง  พูดถึงหิมะ ฉันก็อยากกินเบียร์แล้วนั่งมองหิมะตก เสียดายเมืองไทยไม่มีหิมะ

หิมะตกที่ปักกิ่ง

เธอตกลงเปลี่ยนเป็นภาษาจีนกลาง

อาหลงยกมือ “ไม่ต้องกลัว อาฟ่ง เชียงใหม่จะมีหิมะตก ฉันอ่านพยากรณ์ล่วงหน้า

แอนดี้หัวเราะ “พยากรณ์ที่ไหน ?ไร้สาระน่ะ ถ้าหิมะตกที่เชียงใหม่ คนคงตายกันจำนวนมาก เพราะคนไทยไม่รู้ว่าจะเตรียมตัวรับความหนาวขนาดนั้นได้ยังไง

อาฟ่ง ยกตะเกียบชี้หน้าอาหลง “พี่หลงเนี่ย คงจะฟังภาษาไทยไม่ถนัด เลยมั่วไปเรื่อย

แอนดี้หยิบตะเกียบขึ้นมาตีตะเกียบอาฟ่ง “นี่อาฟ่ง บอกกี่ครั้งแล้วห้ามใช้ตะเกียบชี้หน้าคนอื่น คนจีนเขาถือว่าไม่สุภาพ

อาฟ่งพยักหน้ารับรู้
ค่ะ ห้ามใช้ตะเกียบชี้หน้าคนอื่น ห้ามเลียตะเกียบ ห้ามเอาตะเกียบเคาะโต๊ะ ห้ามจับตะเกียบแบบคนไทย ห้ามเอาตะเกียบกินข้าวไปใช้คีบของชนิดอื่น ห้าม ห้าม ห้าม …”

แอนดี้ยกมือขึ้นเคาะหัวอาฟ่งเบา ๆ “นี่แน่ะ…”

พี่ใหญ่อะ คนไทยเขาถือว่าถ้าเล่นหัวคืนนี้จะฉี่ราด

อาหลงยกมือ “ถ้าฉี่ราด เดี๋ยวฉันเอาที่นอนไปซักให้  อิ อิ  คิดแล้วเหมือนแต่ก่อนเลย  อาฟ่งฉี่รดที่นอน ฉันก็ต้องซักให้

อาฟ่ง กระแทกตะเกียบลงบนโต๊ะ ถลึงตา จ้องหน้าคนฝั่งตรงข้าม

พี่หลง หยุดเลย ห้ามพูดถึงเรื่องนั้นนะ ยิ่งต่อหน้าคนอื่นถ้าพี่พูดฉันจะแทงด้วยตะเกียบ

พี่ชายทั้งสองหัวเราะลั่น

อาหลง และ อาฟ่ง เริ่มดวดเบียร์ไป คุยกันไป 

แอนดี้รู้สึกเพลียเล็กน้อย แต่เขาอยากนั่งอยู่ในบรรยากาศแบบนี้ไปนานเท่าที่เขาจะทนได้   
นี่คือรางวัลสำหรับการทำงานหนักของเขา.......การได้มีความสุขกับน้องทั้งสองคน

เบียร์หมดไปคนละสองกระป๋อง 

สักพักอาหลงลุกเดินไปที่ห้องรับแขก หยิบของติดมือกลับมา หน้าแดงกล่ำ แอลกอฮอลล์เริ่มออกฤทธิ์

เขาทรุดตัวลงนั่งที่เดิม แล้วเงียบ รวบรวมสมาธิที่จะพูด

ทั้งสองพี่น้องนั่งเงียบ

พี่ใหญ่ ฉันยังไม่ได้เมานะ ฉันอยากจะขอพูด เรื่องความไม่แน่นอน  ฉันอยากให้พี่คิดถึงเรื่องการรักษาสุขภาพให้มากกว่านี้ พี่ใหญ่แข็งแรงมาตลอด ทำให้พี่ประมาท ไม่คิดว่ามันจะป่วยได้ แต่คนเราจะต้องป่วย แล้วก็ต้องตาย ความตายเป็นสิ่งที่แน่นอนที่สุด เราไม่รู้ว่าเราจะตายวันไหน ไม่จำเป็นต้องแก่ก็ตายได้  ศาสนาพุทธสอนไว้อย่างนี้  ฉันเชื่อ  แต่เราจะต้องทำบุญเยอะ ๆ เพื่อให้อายุยืน ๆ  ฉันเสียดายที่ฉันไม่สามารถเก่งภาษาไทยกว่านี้ได้  แต่นี่..”

เขาหยิบหนังสือเล่มหนึ่งยื่นให้แอนดี้

“…นี่เป็นหนังสือธรรมะภาษาไทย  ซึ่งมีคนอ่านให้ฉันฟัง ฉันฟังแล้วเข้าใจชีวิตขึ้นมาก  หลักสำคัญคือ ทุกอย่างไม่แน่นอน  ทุกอย่างเป็นทุกข์  ทุกอย่างเป็นของชั่วคราว  แต่ข้อความในนั้นลึกซึ้งมากกว่าที่ฉันจะอธิบาย  ฉันจึงขอมอบให้พี่  พี่เหมาะสมกับหนังสือเล่มนี้ เพราะพี่ใหญ่อ่านภาษาไทยได้เก่งกว่าฉัน  ฉันอธิบายเรื่องเหล่านี้เองไม่ได้

แอนดี้พยักหน้า ยื่นมือรับหนังสือไว้

อาหลงสำทับ “แต่เรื่องที่ฉันรู้คือ ตอนนี้ พี่ใหญ่ต้องทำบุญเยอะ ๆ เพื่อต่ออายุ พี่ใหญ่ต้องอายุยืนพี่ใหญ่ต้องหาย
แอนดี้พยักหน้าอีกครั้ง

ขอบใจ

อาฟ่งนั่งก้มหน้า เธอตั้งใจฟังคำพูดของอาหลงทุกคำ และ ซาบซึ้งกับความจริงใจที่อาหลงมีต่อพี่ชายเธอ 

เธอหยิบเบียร์กระป๋องที่สามขึ้นซดเสียงดัง  หน้าเริ่มมีสีแดงฝาด

พี่ใหญ่  ฉันไม่อยากพูดอะไรยาว ๆ  ฉันห่วงพี่…"

เธอก้มหน้าพูด ไม่กล้าสบตากับพี่ชาย 

ฉันขออย่างหนึ่ง พี่ต้องยอมรับว่าพี่ป่วย พี่ไม่จำเป็นต้องเป็นคนแกร่งตลอดเวลา พี่ต้องยอมรับการช่วยเหลือจากคนอื่นบ้าง  ฉันจะบอกเรื่องการป่วยของพี่ กับคนอื่น ๆ อาเจิ้น อาเฉิน เสียวหยวี่ ไมเคิ่ล   คนพวกนี้ ถึงเวลาต้องตอบแทนอะไรพี่บ้าง พี่ช่วยพวกเขามาเยอะแล้ว  ช่วงนี้พี่ต้องพักผ่อน ขอให้ลืมเรื่องการหาเงิน พี่เข้าใจฉันนะ ?

เธอเงยหน้าขึ้นมอง  แอนดี้พยักหน้า

ฉันมีอีกเรื่อง..”  ทั้งสองคนจ้องมาที่หน้าเธอ  “เรื่องนี้ฉันไม่สบายใจมานานพอสมควร

เธอมองที่กระป๋องเบียร์ “ถ้าไม่ได้เบียร์กระป๋องนี้ ฉันคงไม่พูด
เธอหัวเราะหึ ๆ

ฉันอยากให้พี่ทั้งสองเข้าใจฉันให้ถูกต้อง ว่า  ฉันไม่เคยพูดว่าพี่หลงตัวเตี้ย ไม่เคยแม้แต่จะคิดว่ารูปร่างของพี่หลง มีปัญหาใด ๆ กับความเป็นพี่น้องของเรา  ความคิดฉันไม่ได้ตื้นขนาดนั้น  แต่เรื่องที่เข้าใจฉันผิดนั้น เกิดจากว่า พี่หลงเคยถามฉันว่า ฉันชอบผู้ชายแบบไหน ฉันก็ตอบว่า ชอบผู้ชายสูง…”

แอนดี้ยังจ้องหน้าน้องสาว ตั้งใจฟัง  ส่วนอาหลงเริ่มก้มหน้า

“…ทำไมฉันตอบแบบนั้นน่ะเหรอ…?”

ฤทธิ์ของเบียร์ทำให้เธอกล้าพูดความในใจ

เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับคนถาม ไม่ได้เกี่ยวกับพี่หลงเลย ไม่ว่าใครถามฉัน ฉันคงตอบแบบนั้น  เพราะว่า ผู้ชายในอุดมคติดของฉัน ต้องสูง ฉลาด ทันคน มีเมตตา ต้องเป็นที่พึ่งของคนอื่นได้ รู้จักพูด มีรสนิยมที่สุนทรีย์  เพราะ คุณสมบัติทั้งหมดนี้ ฉันถูกฝังหัวมา… มันมาจาก…มาจาก…”

เธอยกเบียร์กระป๋องขึ้นซด แล้วพูดต่อ

“… มันมาจาก พี่ใหญ่

อาหลงเพิ่งเข้าใจความรู้สึกของอาฟ่ง

ฉันโตมากับการชื่นชมพี่ใหญ่ ตั้งแต่จำความได้  ยังไม่เคยมีผู้ชายคนไหน ทำอะไรได้ใกล้เคียงกับพี่ใหญ่เลย  คนที่เสียสละมากขนาดนี้ ฉลาดในทุก ๆ เรื่อง  เมื่อฉันเงยหน้ามองพี่ใหญ่ทุกครั้ง มันเหมือนกับฉันกำลังมองไปที่พระเจ้า  ฉันอยากจะเงยหน้ามองพี่ใหญ่อย่างนี้ตลอดไป  ผู้ชายที่ฉันชอบ จึงเป็นคนที่ฉันจะเงยหน้ามองเขาได้ใกล้ ๆ เหมือนกับที่ฉันมองพี่ใหญ่

อาหลงก้มหน้า แต่ก็พยักหน้ารับรู้

แอลกอฮอลล์ยังออกฤทธิ์ต่อ

“… ฉันจึงเสียใจ เมื่อรู้ว่าคนในครอบครัวฉัน ทั้งสองคน เข้าใจฉันผิด  ฉันเคารพพี่หลงมากกว่าจะมีความคิดตื้น ๆ แบบนั้น พี่หลงคือคนที่รักและตายแทนพี่ใหญ่ได้  ในประเทศนี้ รองจากพี่ใหญ่แล้ว ก็คือพี่หลงเท่านั้น ที่ฉันไว้ใจ   ไม่ว่าพี่จะมีรูปร่างแบบไหน ฉันก็ไม่มีวันรังเกียจพี่… เอิ๊ก...อึ๊ก” เธอสะอึก

สองพี่ชายหัวเราะหึ ๆ เปลี่ยนอารมณ์ซึ้งมาขันได้

อาหลงพูดขึ้น
อาฟ่ง ฉันขอโทษ ฉันไม่ได้คิดว่าเธอรังเกียจฉัน เพียงแต่ ฉันก็อยากจะสูงเหมือนผู้ชายคนอื่นบ้าง ก็เท่านั้น เผื่อจะมีผู้หญิงมาขอเต้นรำบ้าง

อาฟ่งทำจมูกหึ่ง “ผู้หญิงไทยเนี่ยเหรอชอบเต้นรำ ? พี่หลงจะไปหาที่ไหน ?”

แอนดี้หัวเราะ เขารู้สึกดีใจ ที่ทั้งสองคนพูดความในใจตามที่อยากพูด  ปกติอาฟ่งก็เป็นคนพูดน้อยอยู่แล้ว นี่ถ้าไม่ใช่เพราะเบียร์ เขาก็คงไม่ได้ยินคำพูดพวกนี้

ฉันก็ต้องขอโทษด้วย อาฟ่ง ที่น่าจะเข้าใจน้องสาวตัวเองตั้งแต่แรก แต่กลับไม่ได้นึก  นับว่าฉันนี่โชคดีกว่าได้บัลลังก์จักรพรรดิ์  เพราะฉันมีทั้งมังกร และ หงส์ อยู่ข้าง ๆ คงไม่มีใครจะมีความสุขเท่าฉัน
(หลง แปลว่า มังกร, ฟ่ง แปลว่า หงส์)

มังกรหงส์

อาฟ่งลุกออกจากโต๊ะ เดินไปที่เครืองเสียง เลือกแผ่นซีดี เปิดเพลง

เพลงของเซียวหย่าซวนดังขึ้น เป็นเพลงช้าเนิบ ๆ
เซียวหย่าซวน

อาฟ่งเดินตรงมาที่อาหลง แล้วโค้งหัว

ขอเชิญคุณชาย เต้นรำกับข้าน้อย ฯ

อาหลงมองหน้าเธอ รู้สึกประหลาดใจ

อาฟ่งยื่นมือมาให้ “เร็วน่า อย่าให้ข้าน้อย ฯ เสียหน้า

อาหลงยื่นมือให้ แบบเขิน ๆ อาฟ่งเดินจูงมือไปที่ห้องรับแขก แล้วก็กอดไหล่อาหลงเต้นรำ 

อาหลงรู้สึกประหลาดใจ และ ซาบซึ้งในความจริงใจที่อาฟ่งแสดงในวันนี้  น้ำตาคลอทั้งสองตา

แอนดี้นั่งมองอยู่ที่โต๊ะกินข้าว

อาหลงจำได้ดีเสมอว่า แต่ก่อนเขาต้องก้มตัวลงเพื่อคุยกับอาฟ่ง ครั้นเมื่ออาฟ่งเริ่มอายุย่างเข้า 14 ปี ความสูงของเธอก็เท่ากับเขา

ขณะนี้ที่เธอกำลังเต้นรำกับเขา เธอตัวสูงกว่าเขาเกือบคืบ

มันน่าภูมิใจสำหรับเขา ที่ในชีวิตนี้ ได้เฝ้าห่วงใยใครสักคนหนึ่ง ตั้งแต่ยังตัวเล็ก จนโตสูงใหญ่กว่าเขา ดังเช่นสาวที่เต้นรำกับเขาในตอนนี้

...... ช่วงเวลาสั้น ๆ นี้ เหมือนกับความฝันที่ได้เป็นจริง สำหรับเขา.......

เขาพูดกับอาฟ่งเบา ๆ

"ผู้ชายของเธอ จะต้องสูง ทั้งรูปร่าง และ จิตใจ เหมือนพี่ใหญ่ ฉันเชื่อว่าอย่างนั้น"

อาฟ่งพยักหน้า "อื้อ.. ขอบคุณมาก พี่หลง"

เสียงเพลงค่อย ๆ เบาลงในช่วงท้ายเพลง อาหลงสั่นหัว

ไม่ไหว เริ่มเมาแล้ว พอเหอะ

เขาเดินกลับมา จู่ ๆ ก็ยกแขนตะโกน
ต้าเกอ เจียโหยว ! ดังลั่นบ้าน

อาฟ่งหัวเราะลั่น ยกแขนตะโกนบ้าง “ต้าเกอ เจียโหยว !

สองคนตะโกนไปเรื่อย ๆ  “ต้าเกอ เจียโหยว ! ต้าเกอ เจียโหยว !

แอนดี้ขอตัวขึ้นไปนอน  ถึงแม้จะป่วย แต่กำลังใจที่ได้จากอาหารค่ำมื้อนี้ คงทำให้เขามีจิตที่เข้มแข็งเพิ่มขึ้น เพื่อต่อสู้กับโรคที่เขากำลังเผชิญอยู่

ทั้งสองคนพูดถูกอย่างยิ่ง  ความไม่แน่นอนเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เขาจึงต้องรีบสร้างฐานะไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ  เขาไม่ได้แกร่งเสมอไป ใช่จริง ๆ …  หากเขาเป็นอะไรไปตอนนี้  ทั้งสองคนนั้นจะอยู่อย่างไร ?

 … เขาช่างโชคดีจริง ๆ ที่มีคนทั้งสองอยู่เคียงข้าง

***********************************************************************************


เสียงโทรศัพท์บ้านดังขึ้น....

แอนดี้สะดุ้งตื่น นาฬิกาบนผนังบอกเวลาตีห้ากว่า ๆ

เสียงกริ่งดังไม่กี่ครั้งก็เงียบไป เข้าใจว่าอาฟ่งคงรับโทรศัพท์แทนในห้องของเธอ

อาการเพลียยังคงอยู่เหมือนเดิม  เขาจึงหลับตา นอนต่อ

เสียงตึงตัง ดังมาจากห้องของอาฟ่ง  เสียงเปิดประตูห้อง  แล้วตามมาด้วยเสียงเคาะประตูดังลั่นห้อง

ตึง ๆ ๆๆๆๆ

พี่ใหญ่ …พี่ใหญ่” เสียงร้องกึ่งตะโกนของอาฟ่ง ดังอยู่หน้าห้อง

แอนดี้กระโดดลงจากเตียงทันที รีบวิ่งมาเปิดประตู

อาฟ่งยืนหน้าซีด เงียบกริบ แล้วค่อย ๆ ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น

แอนดี้ตกใจ รีบคุกเข่าประคอง

อาฟ่ง เธอเป็นอะไร เธอเป็นอะไร อาฟ่ง ?

อาฟ่งมองหน้าแอนดี้ เธอยกมือขึ้นลูบหน้าพี่ชาย แล้วน้ำตาเธอก็ไหล

พี่หลง…. พี่หลง ถูกยิงตาย !

แอนดี้ได้ฟังชัดเจน เขย่าที่หัวไหล่ของน้องสาว

อาหลงเป็นอะไร ทำไมถูกยิง อาฟ่ง ?” เขานึกถึงเสียงโทรศัพท์

โทรศัพท์เมื่อกี๊เหรอ ? ใครโทรมา ?”

อาฟ่งร้องไห้ พูดเสียงระล่ำระลัก

ตำรวจโทรมา เขาบอกว่าพบศพของพี่หลงในรถของพี่  ถูกยิงที่ถนนพัฒนาการ

แอนดี้ทรุดตัวลงนั่งลงกับพื้นทันที

ทำไม ทำไมอาหลงอยู่ในรถของฉัน ?”

เมื่อคืน หลังจากพี่หลงหายเมาแล้ว เขาบอกว่าจะขับรถพี่ใหญ่กลับหอของเขา เพราะถ้าพี่ใหญ่ไม่มีรถ พี่ใหญ่ก็จะออกจากบ้านเองไม่สะดวก พี่หลงอยากให้พี่ใหญ่พักผ่อน ฮือ ๆ… ทำไม ? ทำไมพี่หลงต้องมาตายแทนพี่ ? ”

แอนดี้นั่งงงอยู่กับพื้น  นี่เป็นความจริง หรือ ฝันกันแน่ ?

ทำไม ? พี่ใหญ่ พี่ไปมีเรื่องกับใคร เขาถึงตามมาฆ่าพี่ ? เขาต้องเข้าใจว่าพี่หลงเป็นพี่ เพราะพี่หลงอยู่ในรถพี่  พี่ไปมีเรื่องกับใคร ? ฮือ ๆๆๆ

แอนดี้ค่อย ๆ คลานเข้าไปหาซีฟ่ง ดึงเธอเข้ามากอด  เขานึกอะไรไม่ออกทั้งสิ้น แม้แต่คำพูดที่จะปลอบใจน้องสาว

ซีฟ่ง แอนดี้

ฮือ ๆๆ  พี่หลง ทำไม ? …ทำไมต้องเป็นพี่ ? ”

แอนดี้กอดน้องสาวไว้แน่น เขาเริ่มเหม่อ

เมื่อไม่กี่ชั่วโมง เขายังมีอาหลงนั่งอยู่ข้าง ๆ 

สักพัก น้ำตาเขาก็เริ่มไหลออกมาเป็นทาง

__________________________________________________________________________________________

โดย วีรยาติ

กลับขึ้นด้านบน

 

อ่านตอนต่อไป
อ่านตอนอื่น

1. สมัครสมาชิก เว๊บบอร์ดที่นี่ (หากไม่สมัครสมาชิก จะโหวต หรือ แสดงความคิดเห็นไม่ได้) และ

2. แสดงความคิดเห็น หรือ โหวต

- ชอบตัวละคร ขอเชิญโหวตได้ที่นี่

- อ่าน หรือ แสดงความคิดเห็นที่นี่

เชิญเยี่ยม Facebook หมอเถื่อน

(ให้กำลังใจโดยเข้าไป แล้วกด Like หรือ เขียนคำวิจารณ์)

Free blog counter