ตอน 8

ต้าเกอ เจียโหยว !

สิงห์ต้าลู่

วิอ่านข้อความในกระดาษที่เพื่อนเขียนส่งมาให้
“หล่อโคด ๆ อะ ชั้นจาลาลายอยู่แล้ว นังวิ”

ตัวหนังสือยุกยิกไม่มีหัว สะกดด้วยภาษาวิบัติ

วิมองหน้าเหล่าซือหนุ่มที่ยืนสอนอยู่หน้าห้อง หน้าตาคมเข้ม มีเคราบาง ๆ  เธอทำจมูกหึ่ง หัวเราะคิกคัก แล้วเขียนส่งกลับไป
“เค้าคงมีสาวเป็นร้อย อีกิ๊ว  ตกลงเอาพี่รุ่งไปไว้ไหน ? ”
เพื่อนเขียนส่งกลับมา
“ก้อเหล่าซือหล่อ แต่พี่รุ่งน่าร๊าก ม่ายเหมือนกันอะ”
วิอ่านแล้วอมยิ้ม ทุกครั้งที่กิ๊วพูดพาดพิงถึงพี่ชายคนนั้น เธอจะรู้สึกหัวใจอุ่น ๆ ทุกครั้ง

วันเสาร์  ในห้องเรียนภาษาจีนของสถาบัน มีนักเรียนไม่ถึงสิบคน ส่วนใหญ่เป็นหญิง  สาว ๆ นั่งอมยิ้มเรียนรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง เพราะสายตาไปจ่ออยู่ที่ใบหน้าและรูปร่างของอาจารย์หนุ่มซะมากกว่า

AndyZhang

โหย่วเสิ่นเมอเวิ่นถีมา ?” เหล่าซือพูดประโยคนี้  เตือนให้ทุกคนตั้งคำถามที่สงสัยจากการเรียนครั้งนี้  เป็นสัญญาณว่ากำลังจะหมดเวลาชั้นเรียน

กิ๊วยกมือ “เหล่าซือแอนดี้คะ ถามนอกเรื่องได้มั้ยคะ ?”
อาจารย์หนุ่มปิดปากไอ สองสามครั้ง แล้วผงกหัว “ครับ ได้ครับ”
“กิ๊วอยากรู้ประโยคอะไรก็ได้  ซึ้ง ๆ ไว้บอกคนที่เราชอบค่ะ”

เสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้น  วิพยักหน้า… เพื่อนคนนี้กล้าจริง ๆ

เหล่าซือหัวเราะทวนคำ “ประโยคซึ้ง ๆ  ให้คนที่ชอบ ? ”  เขายืนนึก

ก็ “หว่ออ้ายหนี่ ไง”

“ม่ายอาว เหล่าซือ โหลจะตาย ใคร ๆ ก็รู้ ไม่เห็นซึ้งเลย” กิ๊วไม่ยอม  เพื่อนร่วมห้องคนอื่นช่วยเสริม
“ใช่ค่ะ เอาแบบที่ฟังแล้วมีความหมายด้วยสิคะ” สาวนั่งหน้าห้องนึกสนุกด้วย

แอนดี้หัวเราะ เขายืนนึกสักพัก

“เอ้า…นี่ละกัน  พวกเรารู้จักเฉินฮุ่ยหลินหรือเปล่า ?”

เฉินฮุ่ยหลิน

กิ๊วสั่นหัว “ใครคะ ? ชื่อหมีแพนด้าเหรอ ?”
“ไม่ใช่ครับ เป็นนักร้องฮ่องกง ผมมีอยู่เพลงนึง น้องสาวของผมชอบเพลงนี้มาก เดี๋ยวจะพูดประโยคนึงให้ฟัง”
“ฮั่นแน่… น้องสาวแท้ ๆ หรือเปล่าคะ ? ” กิ๊วแหย่กลับ
“น้องสาวแท้ ๆ ครับ ชื่อ ซีฟ่ง เค้าชอบเพลงชื่อ หว่อซื่อหนี่เตอเสย  ชื่อเพลงแปลว่า ฉันเป็นใครของเธอ ประโยคนี้ ร้องว่า จิ้วอิงเว่ยอ้ายเหิ่นหนานหวั่นเหมย สั่วอี่ไฉยู่จื้อตี้เจินกุ้ย

แล้วเขาก็หันหลังเขียนบนกระดาน

ทุกคนรีบจดตาม

“เหล่าซือครับ ขอสะกดพินยินให้ด้วยครับ” นักเรียนชายขอคำสะกดภาษาอังกฤษ
เหล่าซือพยักหน้า เขียนสะกดพินยินภาษาอังกฤษเพื่อให้ทุกคนอ่านออกเสียงถูกต้อง  แล้วอธิบาย

จิ้วอิงเว่ย…ก็เพราะว่า, อ้าย…ความรัก, เหิ่นหนาน…ยากมาก, หวั่นเหมย…สมบูรณ์, สัวอี่…ฉะนั้น, ยู่จื้อ…อย่างนี้,ตี้ี้...คำขยายแสดงความเป็นเจ้าของ, เจินกุ้ย…. มีค่า  … เอ้า ไหนใครลองรวมประโยคแล้วแปลให้ฟังสิครับ”

ต่างคนต่างนั่งเรียงไวยากรณ์  วิจับความได้เร็วกว่าเพื่อน พูดขึ้น

“ก็เพราะว่าความรัก กว่าจะสมหวังนั้น ยากมาก  ฉะนั้น ความรักก็จึงมีค่าเช่นนี้”

ทุกคนหันมามองเธอ  เหล่าซือพยักหน้า ปรบมือ
“เก่งมาก ภาษาสวยด้วยนะ  เหินห่าว หนี่ซัวเต๋อเหินห่าว (เธอพูดได้ดีมาก)
เขาปิดปากไอ ดึงผ้าเช็ดหน้าออกมาปิดปากไว้
“อือ น้องสาวเหล่าซือคงเป็นคนอ่อนไหวสิคะ ถึงชอบความหมายในเพลงรัก ? ” วิถามขึ้น เธอเองฟังแล้วก็ชอบความหมาย แต่เธอก็ไม่เข้าใจเรื่องความรักสักเท่าไหร่

แอนดี้นึกถึงน้องสาว แล้วยิ้ม ไม่ได้ตอบอะไร
“มีคำถามอื่นอีกมั้ยครับ  ถ้างั้น ก็ไจ้เจี้ยน  อ้อ... แบ๊งครับ จู่หนี่เซิงยื่อไคว่เล่อ (สุขสันต์วันเกิด)” เขาอวยพรวันเกิดให้นักเรียนชายคนหนึ่ง
“เอ๊ะ เหล่าซือรู้วันเกิดผมได้ยังไงครับ ?” นักเรียนหนุ่มสงสัย
“ในฟอร์มลงทะเบียนมีถามวันเดือนปีเกิดไง แบ๊ง” เขาพูดแล้วหัวเราะ
แบ๊งนึกออกพยักหน้า แล้วยกมือไหว้ “ขอบคุณครับ เหล่าซือ”

สาว ๆ คนอื่น ต่างอวยพรให้ “พี่แบ๊ง ไคว่เล่อ นา” กิ๊วเดินเข้ามาอวยพรด้วย

วิดึงแขนเสื้อเพื่อน “อี๊..กิ๊ว พูดเต็ม ๆ สิ ทำไมพูดแค่ไคว่เล่อ

เพื่อนหันมาสั่นหัว “พูดเต็ม จำไม่ได้อะ จำได้แค่ไคว่เล่อ แปลว่า มีความสุขนะ”

วิมองดูนาฬิกาข้อมือ “เดี๋ยวชั้นเดินออกไปรอที่ข้างหน้านะ นัดพี่ทอมมาสมัครเรียน”

เสียงไอติดต่อกันของเหล่าซือ ทำให้วิหันไปมอง

“กิ๊ว สงสัยเหล่าซือไม่สบายอะ กิ๊ว”

เพื่อนขมวดคิ้ว มองไปยังครูหนุ่ม พึมพำ “สงสัยสาว ๆ ติดคอว่ะ วิ” แล้วก็ฉุดแขนวิเดินเข้าไปหา

แอนดี้ยืนหลบมุมห้อง ปิดปากด้วยผ้าเช็ดหน้า ไอติดต่อกันหลายครั้ง เขาคลี่ผ้าเช็ดหน้าออกมาดู
“เหล่าซือ ไอเป็นเลือดนี่คะ” กิ๊วเดินเข้ามาเห็นพอดี 
วิทำหน้าตกใจ “เหล่าซือ ไปหาหมอหรือยังคะ ?”

แอนดี้ สั่นหัว “ไม่เป็นไรหรอกครับ เดี๋ยวผมขอตัวไปห้องน้ำก่อน” เขารีบเดินเลี่ยงออกมา

กิ๊วจับมือวิ “วิ เธอเห็นผ้าเช็ดหน้าหรือเปล่า ? เลือดเต็มเลยอะ”
วิพยักหน้า “อือ เห็น ๆ น่ากลัวจัง ไม่ใช่อะไรน้อย ๆ แน่เลย”

สองสาวค่อย ๆ เดินออกมาที่ห้องรับแขกด้านหน้า หน้าตาเป็นกังวล

“กิ๊ว วิต้องรอพี่ทอมที่นี่ กิ๊วจะไปก่อนก็ได้ เดี๋ยวคนขับรถที่บ้านมารับวิ”

เพื่อนพยักหน้า “เอ๊ะ… พี่รุ่งมาด้วยหรือเปล่า ?”

“เปล่า มีแต่พี่ทอม พี่ทอมเคยเรียนภาษาจีนสมัยเด็ก ๆ อยากเรียนเพิ่ม  ทำไม ?  ถ้าพี่รุ่งมาแกจะคอยหรือไง ?”

กิ๊วยักคิ้วให้ “แน่นอน ถ้าเพื่อพี่รุ่ง ชั้นยอมพลาดนัดกะพวกอีเป้า ตายเป็นตาย เพื่อคนที่ชั้นรัก”  สาวน้อยเชิดหน้าพูดแบบไม่ยิ้ม 
“แต่ถ้าพี่รุ่งมาโจ๊ะกะเหล่าซือนะ ชั้นต้องสับสนมาก ๆ แน่ ๆ  คนนึงก็วัยรุ่นน่าร๊าก  อีกคนก็หนุ่มแมนสุด ๆ”  แล้วหันมาทางเพื่อน  “วิ ชั้นเป็นห่วงเหล่าซือจังเลย ป่านนี้ไม่รู้ไปกระอักเลือดตายในห้องน้ำหรือเปล่า”
“ปากหมา อีกิ๊ว"

**************************************************************************************

มังกร

หนุ่มสัญชาติจีน หน้าตาดีแต่ตัวเล็ก ใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์ เดินเข้ามาในห้องรับแขก 
ทักทายกับพนักงานด้วยภาษาจีนกลาง ปนภาษาไทย

หนีห่าว  เล็กหวักลีคับ  เอ๊ะ..จินเทียนเจิ่นเมอเหินเข่ออ้าย (ทำไมวันนี้เธอน่ารักจัง)  ฮิ ๆ”  เขาหันไปมองรอบ ๆ ห้อง

“พี่แองลี่ล่ะ เล็ก ต้าเกอไจ้มา (พี่ใหญ่อยู่มั้ย) ?”  เขาพูดไทยด้วยสำเนียงจีน
พนักงานสาวชื่อเล็ก ชี้มือ “หลง หนี่ห่าว ไจ้ ๆ ทาไจ้เจ้อ (หลง สวัสดี  อยู่ ๆ เขาอยู่ทางนี้)”

อาหลงเดินตรงเข้าไปที่ห้องแอนดี้  เขาเห็นพี่ที่เคารพของเขานั่งหายใจฟืดฟาด
ต้าเกอ…” เขาพูดด้วยภาษาจีนกลาง “พี่ใหญ่ พี่เป็นอะไร ? ทำไมถึงหน้าซีดเช่นนี้ ? ”

แอนดี้กวักมือให้อาหลงนั่งลง “นั่งก่อน หลง

อาหลงมองหน้าด้วยความเป็นกังวล
พี่ใหญ่ พี่เลิกสูบบุหรี่หรือยังนะ ? นี่ก็น่าจะเป็นการเตือนแล้วนะว่าพี่ควรเลิกบุหรี่ซะ  พี่ใหญ่ ในประเทศนี้ ฉันมีพี่คนเดียวที่ฉันรักยิ่งกว่าพี่ชายแท้ ๆ ถ้าพี่ไม่รักษาสุขภาพให้ดี เงินที่พี่หามาได้ ก็ไม่มีประโยชน์  พี่คิดถึงอาฟ่งสิ  อาฟ่งต้องการพี่มากกว่าเงินนะ

แอนดี้หัวเราะ “นี่แกเดี๋ยวนี้มาสอนฉันแล้วเหรอ ? อาหลง” เขารินน้ำอุ่นใส่แก้ว แล้วค่อย ๆ จิบ

ใครจะไปกล้าสอนพี่ใหญ่  พี่ที่เก่งที่สุดในทุกเรื่อง พี่เป็นสิงห์ต้าลู่ (ต้าลู่แปลว่าจีนแผ่นดินใหญ่)  ฉันนับถือพี่ว่าเป็นสุดยอดในทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องความเป็นนักเลง พี่ช่วยชีวิตฉันที่หนานจิง  เรื่องสาว ๆ พี่ก็เก่งที่สุด หน้าตาพี่เด่นกว่าชายใด รูปร่างของพี่สูงสง่าสมส่วน ไม่ว่าสาวน้อย สาวใหญ่ เพียงแค่พี่สะกดด้วยสายตาสิงห์ของพี่ พี่อยากจะได้คนไหน พี่ก็ได้  เรื่องภาษาพี่ก็สุดยอด พี่พูดภาษากวางตุ้ง ไทย อังกฤษ ได้คล่อง เรื่องการพนัน พี่ก็เป็นเซียนพนันชั้นยอด  พี่มีเงินล้านตั้งแต่อายุแค่สามสิบปี

เขาพูดด้วยรอยยิ้ม ภูมิใจในตัวแอนดี้   เขานิ่งไปสักพัก สีหน้าเปลี่ยนเป็นความกังวล

แต่พี่ใหญ่  คนจีนเขาถือกันว่า ใครก็ตามที่ประสบความสำเร็จเมื่ออายุยังน้อย มันหมายถึง ฟ้าส่งมาให้รีบ ๆ เสวยสุข แล้วจะได้รีบ ๆ กลับไป  พี่อายุแค่สามสิบห้า แต่พี่มีเกือบทุกอย่างหมดแล้ว ฉันภูมิใจ แต่ฉันก็อดเป็นห่วงไม่ได้  เหมือนมีอะไรที่ติดอยู่ในใจฉัน บอกไม่ถูก

สิงห์หนุ่มยกมือขึ้นห้าม
พอ ๆ  ไม่ต้องพูดต่อ ฉันไม่เชื่อเรื่องฟ้าลิขิต ฉันเชื่อในตัวฉันเอง ไม่อย่างนั้น ฉันคงไม่ได้มีวันนี้  ฉันได้ฟังเรื่องความเชื่อของคนจีนมาตั้งแต่เด็ก ๆ  พวกเขาเคยพูดว่า ฉันจะอายุสั้น ไม่ถึงสี่สิบปี  อาหลงคอยดู ฉันจะมีชีวิตอยู่ไปจนแก่  แกก็เหมือนกัน แกต้องเชื่อในตัวแกเอง แล้วแกก็จะได้ในสิ่งที่แกต้องการ

ฉันกับพี่มันไม่เหมือนกัน พี่เป็นตัวอย่างที่ฉันอยากจะเป็นที่สุด แต่ฉันไม่คิดว่าฉันจะได้เพียงครึ่งหนึ่งของพี่ด้วยซ้ำ  อย่างน้อย ฉันก็ยังไม่ได้สัญชาติไทย ทำอะไรก็คงไม่สะดวก ฉันอ่านภาษาไทยก็สู้พี่ไม่ได้ แล้วที่สำคัญฉันก็คงจะตัวสูงเท่าพี่ไม่ได้” เขาพูดไปหัวเราะไป  “ฉันเกิดมาเตี้ย แต่ชาติหน้า ฉันจะต้องสูงกว่านี้ให้ได้”

แอนดี้หัวเราะเบา ๆ
อาหลง แกอย่าไปถือสาคำพูดของอาฟ่ง ยังไงอาฟ่งก็รักแกเหมือนพี่ชายคนนึง หน้าตาแกถือว่าเป็นดาราคนหนึ่งได้เหมือนกัน คนไทยชอบเรียกคนจีนที่มีหน้าตาสะอาด ๆ ดูดีแบบนี้ว่า หน้าหยก”

“ก็ถ้าเห็นแค่หน้าฉัน ฉันก็คงหน้าหยก แต่พอเห็นทั้งตัว พวกเขาก็คงรักฉันน้อยลงไปครึ่งหนึ่ง  ก็ถ้าฉันสูงกว่านี้ อาฟ่งอาจจะรักฉันมากกว่าแค่พี่ชายก็ได้ ชาติหน้าฉันจะต้องสูงกว่านี้ ชาติหน้ามีจริงนะพี่ใหญ
่”

แอนดี้รับฟัง สีหน้าเขาดูอิดโรย  ขอบตามีสีเขียวคล้ำ

พี่ใหญ่ สีหน้าพี่แย่มากเลย  ฉันขอร้อง พี่ตามฉันไปหาท่านปู่เถอะ ให้ท่านปู่ดูให้

พี่ใหญ่สั่นหัว “ไม่เอา ฉันไม่เป็นไรมาก เดี๋ยวพักสักหน่อย ก็คงดีขึ้น  อีกสามเดือน แกก็จะมีหลักฐานพำนักอาศัยในราชอาณาจักรไทยครบห้าปีพอดี ฉันจะยื่นเรื่องให้ แกไม่ต้องห่วง  แกได้สัญชาติไทยแน่ ๆ

อาหลงพยักหน้า นั่นคือสิ่งที่เขาต้องการที่สุดในชีวิต อย่างน้อยก็ ณ ตอนนี้ ส่วนความฝันที่คงจะไม่มีวันได้เป็นจริง ก็ขอให้เพียงแค่ได้ฝัน ก็พอใจ

พี่ใหญ่ แล้วพี่จะให้สัญชาติไทยกับใครล่ะ ?   อาหยวี่ หรือ ไช่ซา ?” เขาหมายถึงการแต่งงานกับสาวชาวจีน จะทำให้ภรรยาได้สัญชาติไทยไปด้วย
แอนดี้หัวเราะหึ ๆ “สองคนนั้นเค้าไม่เดือดร้อนนักหรอก

พี่ใหญ่เคยรักใครจริงบ้างมั้ย ? อาหยวี่ หรือ ไช่ซา ?  คงไม่ใช่ล่ะสิ  ซูซานที่ฮ่องกงก็คงไม่ใช่  เจนจิรา…อือ รวย ๆ ยังงี้ พี่ใหญ่คงไม่เอาหรอก คนรวยมีแต่เอาแต่ใจตัวเอง  หรือ น้องเอ น้องกนก ?”

แอนดี้หันควั่บมามอง นัยน์ตาราวกับสิงห์น่ากลัว
เอกับกนกเป็นลูกศิษย์  ห้ามแกพูดถึงลูกศิษย์ฉันในลักษณะนี้อีกเด็ดขาด อย่าเอาลูกศิษย์ฉันมาปะปนกับสาวอื่น ฉันไม่ชอบ ลูกศิษย์คือผู้มีพระคุณ ไม่สมควรคิดอย่างนั้นกับพวกเขา

เล็ก…เจ้าหน้าที่ด้านหน้าโผล่หน้าเข้ามาในห้อง  เธอพูดภาษาไทย
“พี่แอนดี้ น้องวิภวาพานักเรียนมาสมัครเรียนคอร์สส่วนตัว”
“ครับ เล็กพาไปห้องหนึ่งก่อน เดี๋ยวพี่ตามไป” แอนดี้ลุกขึ้น
อาหลง รออยู่ที่ห้องนี้ก่อน เดี๋ยวฉันกลับมา

อาหลงพยักหน้า
...ไม่น่าหลุดปากพูดถึงลูกศิษย์พี่ใหญ่อย่างนั้น  พี่ใหญ่ไม่เคยจีบลูกศิษย์ตัวเองเลย แม้แต่นัดเที่ยวยังไม่เคย  นี่ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่อาหลงศรัทธาอุดมการณ์ในการทำงานของแอนดี้  แต่เขาก็อยากรู้ว่าแอนดี้จะเลือกใครในหมู่สาว ๆ ที่มาติดพัน อาฟ่งไม่เคยชอบผู้หญิงเหล่านั้นสักคนที่มาเข้าใกล้พี่ใหญ่  

นี่อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พี่ใหญ่ยังไม่จริงจังกับใครสักคน

เขาเอื้อมไปหยิบหนังสือพิมพ์ไทยฉบับหนึ่งขึ้นมา  แล้วค่อย ๆ สะกดคำทีละคำ  เขาไม่มีหัวในด้านการศึกษาสักเท่าไหร่  แต่ถ้าเขาพยายามมากขึ้น มันก็จะต้องก้าวหน้าขึ้นบ้าง การที่เขาไม่ถนัดภาษาไทยทำให้เขาสื่อสารกับอาฟ่งได้อย่างจำกัด  อาฟ่งพูดได้สามภาษา  หลายปีมานี้ อาฟ่งเริ่มถนัดภาษาไทยมากที่สุด เพราะต้องใช้ในชีวิตประจำวัน  แต่เขากลับพูดถนัดที่สุดได้แค่ภาษาจีนกลาง  ถ้าเขาเพียงแค่พูดภาษาไทย เข้าใจภาษาไทยให้ลึกซึ้งมากกว่านี้ เขาคงได้มีโอกาสสื่ออะไร ๆ กับอาฟ่งมากกว่านี้  แต่ก็เพียงแค่หวังว่าจะสื่อสารได้มากขึ้นเท่านั้น  ไม่ได้คิดถึงขนาดว่าจะชนะใจของเธอ

เขาวางหนังสือพิมพ์ลง มองหาหนังสือเล่มอื่นบนโต๊ะแอนดี้ แล้วเหลือบไปเห็นผ้าเช็ดหน้าเปื้อนเลือด 

อาหลงเดินไปหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาดู
“นี่พี่ใหญ่ไอเป็นเลือดหรือนี่ !”

********************************************************************************

แอนดี้เดินเข้าห้องน้ำ เขารู้สึกเพลียมาก...

.....มองดูหน้าตาในกระจก ขอบตาสีคล้ำทำให้ใบหน้าเขาดูโทรมกว่าปกติมาก 

คำพูดของอาหลงทำให้เขาฉุกคิดได้บ้าง หากมีอะไรเกิดขึ้นกับเขา เงินทองที่เขามีอยู่ก็จะเป็นของอาฟ่ง และ อาหลง  แต่ทั้งสองคนนั้น คงไม่ได้อยากได้เงินไปมากกว่า การที่ได้มีเขาอยู่ร่วมกันอย่างพี่น้อง  

แอนดี้เดินมาที่ห้องเรียนหนึ่ง

เขาเห็นวิภวากับสาวผมซอยประบ่า ใส่เสื้อเชิร์ทสีฟ้าแขนยาวพับแขน กางเกงยีนส์ รองเท้าผ้าใบ นั่งรออยู่  เขาหยุดที่หน้าประตู  เคาะขอบประตูให้สัญญาณ แล้วเดินเข้าไป

วิและทอม ลุกขึ้นยืน
“เหล่าซือคะ นี่พี่ทอม เพื่อนของพี่ชายวิค่ะ จะพามาสมัครเรียนคอร์สส่วนตัวค่ะ”
ทอมยกมือไหว้
“เรียกว่าญาดีกว่าค่ะ ชื่อฐิติชญาค่ะ แต่เพื่อนที่มหาลัยเรียกว่าทอม”
แอนดี้ยกมือรับไหว้
“นั่งก่อนครับ”

สองสาวทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้แล็คเชอร์ 

ทอมมองใบหน้าของอาจารย์หนุ่ม เธอสบสายตาเพียงชั่วอึดใจ รู้สึกมีความอุ่นวาบไปทั้งตัว เพียงแค่เสี้ยววินาทีก็ทำให้หัวใจเธอเต้นแรง จนต้องหลบสายตา 

“ญาจะเรียนคอร์สตัวตัว หรือ เรียนกลุ่มเล็กครับ ? ” 

เขาเรียกเธอว่าญานำหน้าทันที ทำให้รู้สึกเป็นกันเองตั้งแต่ต้น ตรงกันข้ามกับหน้าตาที่ดูคม ดูเหมือนกับคนที่เข้าถึงตัวได้ยาก

“ญาอยากจะเรียนตัวต่อตัว  เพื่อฟื้นภาษาค่ะ  ตอนเด็ก ๆ เคยเรียนจากครูไต้หวัน พอจะมีพื้นบ้าง ญาเองก็อยากฟื้นตั้งแต่ต้น แต่พอจำได้แล้ว ก็อยากจะไปเร็ว เลยไม่อยากเรียนคอร์สรวมกับคนอื่น”

แอนดี้พยักหน้า  นิ่งสักพัก ความคิดเขาเร็วเหมือนกับมาจากสัญชาตญาณมากกว่ามาจากสมอง  เขาไม่ควรรับสอนสาวคนนี้

“อือ ถ้าเรียนกลุ่มเล็กแบบนี้ ผมจัดคนสอนถึงที่บ้านให้ได้เลย มีสถานที่หรือเปล่าล่ะครับ ?”

ทอมคิดสักพัก

“อือ ก็ดีค่ะ แต่เดินทางไปสอนที่บ้านจะแพงกว่าใช่หรือเปล่าคะ ?”
แอนดี้หัวเราะ “ถูกกว่าด้วยครับ  มาเรียนที่นี่ค่าสถานที่แพง  เรียนที่บ้าน ผมจะนัดครูข้างนอกให้ เป็นเด็กนักเรียนเอแบคจากปักกิ่ง หารายได้เสริม แต่คนนี้สอนดีนะครับ ชื่อจิ้งปัว”

วิขมวดคิ้ว ทำไมเขาไม่สอนเอง ที่เธอนัดพี่ทอมมาเพราะอยากแนะนำให้เรียนกับเขา
“เหล่าซือ ไม่สอนคอร์สตัวต่อตัวหรือคะ ?”

แอนดี้ยิ้ม “อาจารย์หยูจิ้งปัวเก่งกว่าครับ ถนัดสอนพินยินด้วย แล้วก็ถ้าจะให้เรียนตั้งแต่ต้น การออกเสียงน่ะสำคัญ  ถ้าเราได้ฟังผู้หญิงออกเสียง จะชัดกว่าผู้ชาย”

เขาหันมาทางทอม “ได้มั้ยครับเป็นอาจารย์จิ้งปัว ?  เป็นคนปักกิ่ง ตอนนี้เรียนอยู่เอแบคปีสี่ เธอว่างทุกเย็นตั้งแต่ห้าโมงขึ้นไป  นัดเวลาได้เลยครับ”

ทอมพยักหน้า “ได้ค่ะ ไม่มีปัญหา”

แอนดี้ยิ้มรับ  สายตาสิงห์ของเขามองที่ตาของทอมเพียงแค่ผ่าน  ทอมรู้สึกอุ่นวาบขึ้นมาอีกครั้งจนต้องหลบสายตา

วิเคาะเก้าอี้แอนดี้ “เหล่าซือแอนดี้ มีเวลาสิบนาทีมั้ยคะ ? วิขอ”

อีกฝ่ายเลิกคิ้ว “ได้ มีอะไรครับน้องวิ ?”

“วิอยากขออนุญาตให้พี่ทอมพยากรณ์สุขภาพให้เหล่าซือได้มั้ยคะ ?   พี่ทอมใช้ลูกดิ่งพยากรณ์ให้  วิเห็นเหล่าซือไอเป็นเลือด…” เธอพูดแล้วก็หยุด เพราะไม่แน่ใจว่าอาจารย์จะถือว่าเธอก้าวก่ายชีวิตหรือไม่  เธอจ้องหน้าอาจารย์

“พยากรณ์ ?  ลูกดิ่งอะไรครับ ?”
“เอ่อ… ลูกดิ่งเพนดูลั่ม มันเป็น เอ่อ…” น้องวิตอบอึกอัก

อาจารย์สมองไว เข้าใจทันทีว่าเขาควรทำตัวอย่างไร
“ดีเลยครับ ผมก็ไม่ชอบไปโรงพยาบาลด้วย ผมต้องทำยังไงบ้าง ? ใช้ห้องนี้ได้มั้ยครับ ? หรือต้องใช้พื้นที่  ?”

คำพูดนี้ ทำให้น้องวิยิ้ม  ทอมหยิบถุงใส่ลูกดิ่งออกมา แล้วค่อย ๆ แกะถุง

“ญาจะใช้ลูกดิ่งนี่แกว่งบนฝ่ามือค่ะ แค่เหล่าซือแบมือ ขอด้านซ้ายนะคะ”
คนไข้ทำตัวว่าง่าย แบฝ่ามือด้านซ้ายให้  ทอมจ่อลูกดิ่งบนฝ่ามือ
“ผมต้องทำยังไงครับ นั่งเฉย ๆ ใช่มั้ยครับ”
ทอมพยักหน้า “ใช่ค่ะ นั่งเฉย ๆ”

แอนดี้สังเกตใบหน้าของทอม

เธอตั้งสมาธิจดจ่ออยู่กับลูกดิ่ง  ใบหน้าของเธอตอนนี้ดูน่าสนใจสำหรับเขา  ทำไมเด็กสาวคนนี้ถึงสนใจในเรื่องแปลก ๆ แบบนี้   เขาสังเกตเห็นเธอขมวดคิ้วสักพัก แล้วหายใจยาว แล้วก็ทำหน้าปกติ สักพักเธอก็หรี่ตา 

ตัวเธอเองจะรู้หรือไม่ว่ากำลังมีสีหน้ายังไง  แต่สำหรับเขา มันให้ความรู้สึกมีเสน่ห์แปลก ๆ

ทอมพูดขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ
“ตรวจไม่ได้ค่ะน้องวิ  ตรวจไม่ได้”

เธอถอนหายใจยาว แล้วสั่นหัว “โทษทีนะคะ เหล่าซือ วันนี้ตรวจไม่ได้ค่ะ ลูกดิ่งไม่ทำงาน”

แอนดี้พยักหน้ารับรู้

“ผมถามหน่อยครับ ทำไมญาถึงสนใจในเรื่องพวกนี้ ?” เขามองหน้า

ทอมรู้สึกเขินขึ้นมาทันที เธอค่อย ๆ เก็บลูกดิ่งใส่ถุง หลบสายตา
“ก็… เพื่อนชวนไปเรียน  ญาติเค้าป่วยค่ะ แล้วเค้าอยากจะรักษาญาติ ประมาณว่าไม่เชื่อหมอ เพราะหมอรักษาไม่หาย  พอเค้ามาเจอวิชาลูกดิ่งนี้ ก็มาเล่าให้ญาฟัง  ญาก็ตกลงไปเรียนด้วยทันที  ฟังแล้วชอบมาก  ญาอยากช่วยคนอื่น เวลาเห็นคนอื่นพ้นทุกข์แล้ว ญามีความสุข มันมีค่ามากกว่าเงินเยอะ”

แววตาของทอมบ่งบอกอย่างนั้นจริง ๆ  แอนดี้มองเห็น 

…ความสุขที่มีค่ามากกว่าเงิน มีด้วยหรือ ?  แต่สาวที่นั่งข้างหน้าเขาทำให้เขาสัมผัสอะไรบางอย่างได้

“ความสุขที่มีค่ามากกว่าเงิน” เขาทวนคำ  “วัยรุ่นไทยสมัยนี้ คิดกันแบบนี้เหรอ ?”

ทอมหัวเราะ “ก็คงไม่ทุกคนมั้งคะ ญาไม่รู้หรอก แต่ญาคิดได้ยังงี้แล้วมีความสุข ชีวิตคนเราไม่แน่นอน มีเงินก็ใช้ได้ชาติเดียว ใช้ไม่หมดตายแล้วก็เอาไปไม่ได้ ชีวิตมันไม่แน่นอน คนที่ไม่คิดว่าตัวเองจะตาย ก็ตาย คนที่ป่วยหนัก กลับรอด ความตายเป็นเรื่องที่กะเกณฑ์กันไม่ได้ว่าจะมาถึงวันไหน”

คำพูดนี้ทำให้แอนดี้หัวเราะ เขานึกถึงคำพูดของอาหลง เสียงหัวเราะเขาดังขึ้นอีก

ทอมกับวิทำหน้าเหรอหรา

“ยังไง ผมก็ต้องอยู่เกินสี่สิบ” แอนดี้พึมพำ

“เอ๊ะ เหล่าซือว่าไงคะ ? ทำไมต้องสี่สิบ ?” ทอมได้ยินเสียงพึมพำ
“เปล่าครับ ไม่มีอะไรหรอก ผมว่าญาเป็นคนที่น่าสนใจ ผมไม่ค่อยเจอคนแบบนี้”
“คนส่วนใหญ่ที่เหล่าซือเจอ เป็นแบบไหนคะ ?” เธอย้อนถาม
“คนอายุประมาณญานี่ ที่ผมเจอ ก็สนใจเรื่องทั่วไป เสื้อผ้า รถยนต์ มือถือ ร้านอาหาร ที่เที่ยว คงเข้าใจนะครับ”

ทอมพยักหน้า  “แสดงว่าญาเป็นคนแปลก  หรือว่าญาเป็นคนปกติ แต่คนพวกนั้นแปลก ?”

แอนดี้ยิ้ม เขาฟังแล้วชอบคำถามของเด็กคนนี้ นับว่าเธอมีคำพูดที่ฉะฉาน
“ญาเป็นคนน่าสนใจ ไม่เหมือนคนทั่วไป”
“มองได้จากไหนคะ ?”
“ใส่เสื้อผ้าไม่มียี่ห้อ แต่ดูดี”

วิมองไปที่เสื้อผ้าของทอม  ดู ๆ แล้วก็ไม่น่าจะมองออกว่ามียี่ห้อหรือไม่มียี่ห้อ

ทอมเลิกคิ้วเหมือนตั้งคำถามว่า รู้ได้อย่างไร ?

“ผมเคยขายเสื้อผ้ามาก่อน ผมพอมองออก ถ้าไปเมืองจีน จะเห็นเสื้อผ้าตัดเย็บเลียนแบบแบรนด์ดัง ๆ ขายในราคาถูก ๆ  แต่ความสำคัญมันอยู่ที่ ใส่แล้วมันเข้ากับบุคคลิกตัวเองหรือเปล่า  เสื้อเชิร์ทแขนยาวน่ะ หญิงที่ไม่มั่นใจในตัวเองจะไม่ใส่ เพราะเขาคิดไม่ถึงว่าง่าย ๆ แค่นี้ก็ดูดีได้ ขอให้เลือกให้พอดีตัวแค่นั้น เขาคิดว่าจะสวยได้ ต้องเป็นชุดที่ตัดเย็บแบบโชว์ความเป็นสาวเต็ม ๆ คงพอนึกออกนะครับ เขามั่นใจในเสื้อผ้ามากกว่าตัวเขาเอง”

ทอมฟังแล้วก็คิดตาม

“ส่วนกางเกงยีนส์ อันนี้เลือกง่ายหน่อย ใคร ๆ ก็คงเลือกได้  แต่รองเท้าผ้าใบนี่สิ มันสะดุดตา  เดาว่าญาชอบรองเท้าคู่นี้มากกว่าเสื้อกับกางเกงที่ใส่ คู่นี้คงหาไม่ได้ง่าย ๆ”

ทอมหัวเราะ “ใช่ ๆๆ  คู่นี้รักมาก ใส่สบาย ใส่ได้เกือบทุกวัน เป็นคู่แรกที่ใช้ลูกดิ่งเลือกซื้อค่ะ” 

เธอจำวันที่เธอซื้อรองเท้าคู่นี้ได้ เธอใช้ลูกดิ่งแกว่งถาม ได้ผลว่าถูกชะตากันก็ซื้อเลย  แต่หากลูกดิ่งให้ผลตรงกันข้าม เธอก็ยังคงจะซื้ออยู่ดี แต่แอนดี้คงไม่เข้าใจเรื่องลูกดิ่ง

สัญชาตญาณบอกกับแอนดี้ว่า ถ้าเขายังสนทนากับสาวคนนี้ต่อ ความสัมพันธ์จะใกล้ชิดกันมากขึ้นแน่ ๆ
“ตกลง ให้อาจารย์ข้างนอกไปสอนที่บ้านแล้วกัน แต่ผมจะนัดให้มาเจอที่นี่ วันเสาร์หน้าเวลานี้สะดวกหรือไม่ครับ ?”
“ก็ได้ค่ะ เสาร์หน้า แต่เค้าคิดค่าสอนยังไงคะ ?”
“เห็นอัตราค่าสอนตัว ๆ ของที่นี่มั้ยล่ะครับ ของจิ้งปัวน่ะถูกกว่าอีกประมาณยี่สิบสามสิบเปอร์เซ็นต์  เพราะไม่ต้องเสียค่าพื้นที่ให้ที่นี่ ราคาขอให้คุยตรงกับเธอเลย ไม่ต้องผ่านผม”

ทอมพยักหน้าเข้าใจทันที  เขาแนะนำให้โดยไม่มีส่วนได้ส่วนเสียใด ๆ
“ขอบคุณเหล่าซือแอนดี้มากค่ะ” ทอมยกมือไหว้
เหล่าซือรับไหว้ “ไม่เป็นไรครับ เป็นเพื่อนน้องวิ ผมยินดีครับ”
น้องวิยิ้มหน้าบานไปด้วย
“ครั้งหน้าไม่ต้องเรียกเหล่าซือนะครับ เพราะญาไม่ใช่ศิษย์ผม เรียกว่าแอนดี้ก็ได้ครับ”
“ค่ะ พี่แอนดี้” ทอมพยักหน้า

แอนดี้รู้สึกว่าอากาศหนาวขึ้น หายใจติดขัด
“งั้นก็เจอกันเสาร์หน้านะครับ”

สองสาวยกมือขึ้นไหว้ลา 

แอนดี้เดินปลีกตัว ตรงมาที่ห้องทำงาน เปิดประตูห้อง  อาหลงนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานของเขา

เขาเลือกที่จะทรุดตัวลงนอนที่โซฟาทันที

“ต้าเกอ…”  อาหลงรู้ทันทีว่าพี่ใหญ่ของเขาอาการทรุดลงแน่แล้ว

**************************************************************************************

ทอมกับวิเดินลงมาบริเวณฮอลล์ชั้นล่างของตึก  ...

....วิสะกิดแขนทอม
“พี่ทอม ทำไมลูกดิ่งทำงานไม่ได้คะ ?”

“พี่แอนดี้เค้าไม่เชื่อ ถึงตรวจได้ก็ไม่มีประโยชน์ บอกอะไรไปก็ไม่ทำตามหรอกค่ะ”
น้องวิขมวดคิ้ว “หา... จริงเหรอ แต่เหล่าซือเค้าก็เต็มใจให้ตรวจนี่คะ ?”
“นั่นเป็นมารยาทของเค้าน่ะ  ก่อนพี่ทอมจะใช้ลูกดิ่งตรวจใคร พี่ทอมต้องถามก่อนว่าเขาเชื่อหรือไม่  พี่ทอมสามารถช่วยเขาได้หรือไม่  แต่นี่ถามแล้ว เขาไม่เชื่อ และ ลูกดิ่งก็บอกว่าพี่ทอมไม่สามารถช่วยเขาได้ ต้องปล่อยให้เขารักษาวิธีอื่น”

วิพยักหน้ารับรู้ ศาสตร์นี้คงมีอะไรลึกซึ้งซึ่งเธอคงไม่ถามลึกไปกว่านี้  วิสะกิดแขนทอมอีกครั้ง

“พี่ทอม แล้ว... แล้ว...  เอ่อ... เหล่าซือแอนดี้ หล่อมั้ยคะ ?”
ทันทีที่จับใจความได้ เลือดก็วิ่งขึ้นหน้าเธอทันที  เธอนึกสักอึดใจว่าควรตอบอะไร ทำไมต้องถามแบบนี้ด้วยนะ

“อือ… ก็โอนะ”

วิสะบัดแขนสองข้าง “แค่ก็โอเองเหรอพี่ทอม ?   ว้า…”
สาวน้อยเดินไปดักข้างหน้า หันมามองหน้าทอมอีกที “แค่โอเองเหรอ ?”

จำเลยหยุดเดิน แล้วจ้องกลับ “โอเค…  หล่อมาก ก็ได้”

วิอมยิ้ม “อิ อิ  นังกิ๊วมันคลั่งจะตาย  แต่น้องวิว่านะ….” พูดแล้วเธอก็หยุด
ทอมซักบ้าง“น้องวิว่าอะไรคะ ?”

สาวน้อยทำแก้มป่อง เอียงคอ
“น้องวิว่า พี่รุ่งน่ารักกว่าอะ”
เธอพูดเองก็เขินเอง แล้วหันตัวกลับ เดินนำหน้าไป

 

**************************************************************************************

รถโตโยต้า VIOS  บึ่งจากกลางเมือง ขึ้นทางด่วนพิเศษ มุ่งไปทางตะวันออกของกรุงเทพ ฯ 

อาหลงถือวิสาสะคว้ากุญแจรถพี่ใหญ่ บังคับให้เขานั่งมาด้วย  จุดมุ่งหมายคือตำหนักของท่านปู่ที่อาหลงนับถือ  แอนดี้เพลียเกินกว่าจะดื้อดึงกับอาหลง จึงยอมขึ้นรถมาด้วย

โชเฟอร์ตัวเตี้ย ขับด้วยความเร็วเกินปกติ  ในใจเขาร้อนรนกว่าคนป่วยเองซะอีก  จิตก็นึกไปถึงอดีตที่หนานจิง

เขาเพิ่งมีอายุสิบห้าตอนที่มีเรื่องกับนักเลงเทียนสิน ....

วันนั้นในตรอกทางตันเล็ก ๆ  นักเลงเทียนสินสามคนล้อมปิดหน้าตรอกไว้  สองคนในนั้นถือปืนพก  หนึ่งคนชักปืนเล็งที่เขา   แอนดี้วิ่งมาถึงปากซอย หยุดแล้วตะโกน “หยุด เก็บปืนเดี๋ยวนี้” 

นักเลงทั้งสามหันไปมองวัยรุ่นหน้าละอ่อนที่เดินมาคนเดียว  แอนดี้เดินเข้ามาเรื่อย ๆ  “หยุด เก็บปืน คุยกับฉันก่อน พวกแกต้องการอะไร ?” 

นักเลงก็ยังเล็งปืนมาที่ตัวเขา  เขาได้ยินเสียงตะโกนประโยคสุดท้ายจากแอนดี้ “หนึ่ง สอง สาม” แล้วเสียงปืนก็ดังขึ้นหลายนัด เขาจำไม่ได้ว่า สี่ ห้า หรือ หกนัด  เขาหลับตาหันหน้าหลบ  แต่เสียงไม่ใช่มาจากปืนของนักเลงเทียนสินแน่นอน 

เมื่อเขาลืมตาขึ้น  นักเลงทั้งสามคนล้มฟุบลง  แอนดี้ยืนอยู่กลางซอย ในมือข้างขวามีปืนพก กำลังกวักมือเรียกให้เขาวิ่งออกไป  วินาทีนั้น เขาตั้งสติ แล้วก็วิ่งออกจากซอย  วิ่งออกมาไกลลับตาโดยไม่เหลียวหลังกลับ  

นานเกือบสิบนาที แอนดี้ถึงวิ่งมาตามเขาจนเจอ ท่าทางหอบแต่ไม่มีร่องรอยของความประหม่าตื่นเต้นให้เห็น  เขายังจำได้ว่า เมื่อแอนดี้มาถึงตัวเขา พูดประโยคแรกเปรย ๆ ว่า

ชักปืนออกมาทำไม ? ชักมาแล้วไม่ยิง โง่แบบนี้พกตะเกียบดีกว่า อย่างน้อยก็ไม่ต้องถูกยิง

เหตุการณ์นี้ประทับใจอาหลงมาตลอด เขาทวนคำพูดนั้นขึ้นมา
ชักปืนออกมาทำไม ? ชักมาแล้วไม่ยิง
แอนดี้นอนอยู่ที่เบาะซ้าย ลืมตาขึ้น “แกยังไม่ลืมวันนั้นเหรอ ? อาหลง
ลืมได้เหรอ ความจำของฉันที่มีต่อพี่ ล้วนไม่เคยลืม ยิ่งเหตุการณ์ในวันนั้นด้วย ชาตินี้ ฉันคงไม่ลืม
แอนดี้ยิ้ม “แกคงเข้าใจดีว่าทำไมฉันถึงห้ามแกยุ่งเกี่ยวกับปืนเด็ดขาด

โชเฟอร์พยักหน้าเข้าใจ

สามคนนั้น ไม่มีใครสอน ใครชักปืนให้คนอื่นเห็นก่อน เสียเปรียบ ถ้าชักแล้วต้องยิง  ฉะนั้น การพกปืน ก็เท่ากับพกอาวุธไว้ทำร้ายตัวเองเหมือนกัน  ถ้าอีกฝ่ายเห็นว่าแกพกปืน ถ้าเขามีปืนด้วย เขาจะยิงแกก่อน แต่ถ้าแกไม่มีปืนเลย อย่างมากแกก็แค่ถูกเขากระทืบ
พี่ใหญ่เร็วมากเลย พวกนั้นถือปืนตั้งนาน ไม่ได้ยิง

มันยิงไม่ได้หรอก เพราะคนที่ยืนหน้าสุด ไม่ได้ถือปืน ยืนบังสองคนหลังอยู่ ฉันเดินไปจนได้มุมที่คนหน้าสุดยืนบัง ฉันค่อยชักปืนออกมา

อาหลงทึ่งในความหลักแหลมของแอนดี้
พี่ใหญ่ คิดทันได้ยังไง ? เหตุการณ์ฉุกละหุกแบบนั้น พี่อายุแค่ยี่สิบเองนะตอนนั้น พี่นี่สุดยอดเลย

โชเฟอร์หน้าหยกยิ้มด้วยความภูมิใจในตัวพี่ชาย
 “พี่ใหญ่ต้องไม่เป็นไร พี่ใหญ่ต้องมีอายุยืน ชาวพุทธมีคำสอนว่า ทำได้ย่อมได้ดี

แอนดี้พูดเบา ๆ “แกมีศาสนาตั้งแต่เมื่อไหร่ ?

ฉันศรัทธาศาสนาพุทธตั้งแต่มาอยู่เมืองไทย ถ้าฉันอ่านภาษาไทยได้คล่อง ฉันจะอ่านหนังสือธรรมะทุกวัน พี่ใหญ่อ่านภาษาไทยได้เก่ง น่าจะอ่านหนังสือศาสนาพุทธบ้าง  หนังสือธรรมะที่นี่ มีรายละเอียดให้อ่านเยอะกว่าที่แผ่นดินใหญ่  ที่แผ่นดินใหญ่มีแต่พูดกว้าง ๆ ว่าทำดีย่อมได้ดีเท่านั้น

สิงห์พี่ใหญ่หัวเราะหึ ๆ พูดด้วยเสียงแผ่ว ๆ  “ฉันทำดีที่ไหนเหรอ ฉันถึงได้ดี ? ฉันเล่นการพนัน ฉันเคยเป็นนักเลง ฉันผ่านผู้หญิงมาเป็นสิบ ๆ คน ฉันสูบบุหรี่ กินเหล้า

แต่พี่ใหญ่มีจิตใจดี พี่ใหญ่ช่วยฉัน เลี้ยงดูฉันทั้ง ๆ ที่ฉันไม่ใช่ญาติพี่  พี่ใหญ่รักแม่ ส่งเงินไปเลี้ยงดูแม่ที่แผ่นดินใหญ่ตลอด  พี่ใหญ่ใจกว้างมาก ถ้าใครเดือดร้อนมาขอความช่วยเหลือ พี่จะช่วยโดยไม่ถามว่าจะได้อะไรกลับคืน  ถึงพี่ใหญ่มีผู้หญิงเยอะ แต่พี่ไม่เคยหลอกพวกเขา  พี่ใหญ่ไม่โกหก

พี่ใหญ่เริ่มหอบฟืดฟาด  อาหลงชะลอรถ หันมามอง
พี่ใหญ่ไม่ต้องพูดดีกว่า หลับตาพักผ่อนเถอะ

โชเฟอร์หน้าหยกเร่งความเร็วของรถต่อไป

รถจอดที่หน้าบ้านเดี่ยวเล็ก ๆ  ชานเมืองกรุงเทพ ฯ 

อาหลงกับแอนดี้เดินเข้ามาในบ้าน  ทั้งนอกบ้านและในบ้าน ไม่มีจุดไหนบ่งบอกว่าที่นี่คือตำหนักใด ๆ เป็นแค่บ้านพักอาศัยทั่วไป

ข้างหลังบ้าน มีชายวัยกลางคนกำลังรดน้ำต้นไม้อยู่

อาหลงเดินตรงไปยังประตูห้องชั้นล่าง พยักหน้าให้แอนดี้เดินตามเข้ามา

ประตูถูกเปิดออก  .....

.....ในห้อง..หญิงวัยประมาณเดียวกับแอนดี้ ผมยาว ผิวคล้ำ ใส่เสื้อยืดสีขาว กางเกงผ้าฝ้ายขายาวสีขาวยืนขึ้นต้อนรับ

อาหลงยกมือไหว้ พูดภาษาไทยสำเนียงจีน “หวักลี คับ พี่นง นี่ พี่ชายผง แองลี่”

แอนดี้ยกมือขึ้นไหว้ “หวัดดีครับ”

สาวร่างทรงรับไหว้ ยิ้มให้ ผายมือเชิญให้นั่งลงบนพื้น

แอนดี้ค่อย ๆ ทรุดตัวลงนั่งบนพื้นห้อง หน้าโต๊ะเขียนหนังสือเล็ก ๆ  สูงแค่ครึ่งแข้ง บนโต๊ะมีเชิงเทียนสองอัน

เขาหันมองรอบตัว  เป็นห้องไม่กว้างไม่แคบนัก ในห้องมีตู้โชว์หนึ่งใบ  บนสุดของชั้นมีพระพุทธรูป ชั้นล่าง ๆ ลงมา มีรูปหล่อของพรหมเทวดาสองสามองค์ที่เขาไม่รู้จัก 

ภาพที่เขาเห็นช่างแตกต่างจากภาพตำหนักทรงเจ้าที่เขาเคยได้เห็นจากหนังภาพยนต์  ที่นี่ดูเหมือนบ้านคนธรรมดา  แม้กระทั่งในห้องนี้ ก็มีแค่เพียงพระพุทธรูปกับรูปหล่อเทวดาแค่นี้  ไม่ได้ดูน่ากลัว หรือ น่าเกรงขามเหมือนที่คิดไว้

นงจัดแจงหยิบธูปเทียนมาวางไว้บนโต๊ะ

“คุณแอนดี้อยากถามเรื่องอะไรคะ ?”

เจ้าตัวทำหน้าเลิ่กลั่ก หันมาทางคนพามา

“อ้อ…พี่แองลี่ป่วย ไอเป็งเลือก  อ้าละก้อ อยากถามทั่งปู่ว่า จะต่อชะตาล่ายหรือม่าย”
อาหลงพูดภาษาไทยอย่างคล่องแคล่ว แต่สำเนียงจีน

ร่างขมวดคิ้ว “ทำไมต่อชะตาคะ ?  ใครบอกว่าชะตาขาดหรือคะ ?”

แอนดี้ชิงพูดขึ้น “ปล่าวหรอกครับ ตอนเด็ก ๆ เคยมีคนดูดวงให้ว่า จะมีอายุไม่ถึงสี่สิบ อาหลงเค้าก็กลัวว่าผมจะอายุสั้นจริง ๆ  แต่ผมสบายดี ไม่ได้กลัวเรื่องนั้น”

นงพยักหน้ารับรู้  “อ้อ ค่ะ… สงสัยอะไร ก็ถามท่านเอาแล้วกัน เดี๋ยวคุณแอนดี้เขียนชื่อนามสกุลลงในกระดาษใบนี้ แล้ววางไว้บนพานนี้”

แอนดี้หยิบปากกาเขียนชื่อเขาลงไป

“แล้วคุณแอนดี้ จุดธูปเก้าดอกอธิษฐานนะคะ”
นงยื่นธูปให้แอนดี้  เธอหยิบเศษกระดาษขึ้นมาดูชื่อนามสกุล
“เอก จงมีทรัพย์”  แล้วเธอก็หลับตาภาวนา

แอนดี้พนมมือหลับตา แต่ไม่ได้อธิษฐานอะไร สักพัก เขาลืมตาส่งธูปให้อาหลง
อาหลงคลานเอาธูปไปปักที่ด้านนอกประตูหลังของห้อง  แล้วคลานกลับมา หยิบกระดาษและปากกาไว้ในมือ  แอนดี้เห็นก็เข้าใจทันทีว่า อาหลงจะคอยจดรายละเอียดให้

ทั้งห้องเงียบกริบชั่วระยะเวลานาทีกว่า  หน้าตาของร่างทรงเริ่มเปลี่ยนเป็นสีหน้ายิ้ม แต่ยังคงหลับตา

“ท่านเคยเปลี่ยนนามหรือไม่ ?” เสียงของร่างเปลี่ยนเป็นเสียงทุ้ม สำเนียงแปลกออกไป เหมือนกับเสียงของชายชรา

แอนดี้นึกถึงชื่อ ‘เอก’ ซึ่งใช้มาตั้งแต่มาอยู่เมืองไทย ไม่เคยเปลี่ยน
“ไม่เคยครับ  ใช้ชื่อนี้มาตลอด”

ร่างพยักหน้า “เราหานามท่านไม่เจอ ท่านใช้นามนี้ตั้งแต่กำเนิดรึ ?” สำเนียงคล้ายคนโบราณ พูดช้า ๆ
“ไม่ใช่ครับ”
“เช่นนั้น จงเขียนนามของท่านที่มีคนตั้งให้ เมื่อท่านกำเนิด”

แอนดี้พยักหน้า หยิบปากกากับเศษกระดาษมา

“ชื่อผมเป็นภาษาจีน แต่ผมจะเขียนเป็นภาษาไทยนะครับ”
“ท่านมิใช่คนไทยดอกรึ ?”
“ไม่ใช่ครับ ผมเกิดที่ปักกิ่ง”
“นั่นอยุ่ที่ใด ?”
“ปักกิ่งอยู่ในประเทศจีนครับ”
“จีนแผ่นดินใหญ่รึ ?”
“ใช่ครับ”
“เช่นนั้น จงอ่านนามท่านให้เราฟัง”
“จางอี”
“ท่านเกิดปีใด”
“สองพันห้าร้อยสิบเจ็ดครับ”

ร่างพยักหน้าช้า ๆ  เริ่มนับข้อนิ้วไปเรื่อย ๆ

“ปีเสือ ใช่หรือไม่ ?”
“ใช่ครับ”

ร่างยังนับข้อนิ้วต่อไป  สักพัก ก็พยักหน้าช้า ๆ

“ท่านมีคำถามใด เชิญถามมา”

แอนดี้ยิ้ม แต่ไม่ได้พูดอะไร  อาหลงเอื้อมมือมาสะกิด พูดภาษาจีนกลาง
พี่ใหญ่ ถามไปสิ
แอนดี้หันไปตอบด้วยภาษาจีนกลาง “ฉันไม่สงสัยอะไรนี่ จะให้ฉันถามอะไร ?

อาหลงพูดขึ้นเองเป็นภาษาไทย “ทั่งปู่ ขอถามว่า อากางที่พี่แองลี่ไอเป็งเลือก มาจากสาเหกไลคับ ?”

ร่างทรงหยุดยิ้มทันที หันหน้าที่ยังหลับตาสนิทมาทางแอนดี้ แล้วถามช้า ๆ
“ท่านถามเองได้หรือไม่ ? ที่นี่ เราจะฟังคำถามที่ตั้งใจถามโดยเจ้าตัว หากเจ้าตัวแม้นั่งอยู่ที่นี่ แต่มิได้มีจิตอยากถามเรื่องของตนเอง เราจะไม่ก้าวก่ายเด็ดขาด กระทั่งชะตาเขาจะขาดในวันนี้ หากเขามิมีจิตจะคิดถามเรื่องของเขา เราก็มิยุ่ง  ท่านเข้าใจหรือไม่ ?”

“เข้าใจครับ” แอนดี้ตอบ

“เช่นนั้น ท่านมีเรื่องจะถามหรือไม่ ?”
“ครับ  ผมจะถามว่า อาการที่ผมเป็นอยู่ตอนนี้ มาจากสาเหตุใดครับ ?”
“ขอให้ท่านเล่าอาการ”
“วันนี้ ไอเป็นเลือด แต่ก่อนหน้านี้ มีอาการเจ็บหน้าอก ใจสั่น ทานอาหารได้น้อยลง น้ำหนักลดลง แล้วก็อ่อนเพลียครับ”
ร่างเงียบไปสักพัก แล้วเริ่มต่อ
“ท่านเข้าใจเรื่องเจ้ากรรมนายเวรหรือไม่ ?”

แอนดี้ขมวดคิ้ว “ไม่เข้าใจครับ”

“การเยียวยาช่วยเหลือของที่นี่ จะต้องทำตามขั้นตอน หากท่านเข้าใจ ต้องอดทน  ที่นี่ เราจะต้องตรวจเจ้ากรรมนายเวร ขอผ่านทีละขั้น หากเจ้ากรรมนายเวรไม่ให้ผ่าน เราจะตรวจท่านมิได้”

“เจ้ากรรมนายเวรคืออะไรครับ ?”

“เจ้ากรรมนายเวร คือ สิ่งที่ท่านเคยละเมิด เคยทำผิดศีล เมื่อกระทบถึงผู้ใด หรือ สัตว์ใด หรือ วิญญานตนใด หรือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ใด  สิ่งที่ถูกท่านละเมิด ก็จะกลายเป็นเจ้ากรรมตามทวงให้ท่านใช้คืน  ท่านเข้าใจหรือไม่ ?”

แอนดี้ขมวดคิ้ว เขาไม่เข้าใจเรื่องเหล่านี้  แต่เขาไม่ได้อยากเข้าใจ ณ เวลานี้
“ครับ ผมควรทำยังไงต่อครับ ? ”

“เมื่อสมัยหนึ่ง ในที่ที่ห่างไกลจากที่นี่  ท่านเคยละเมิดสัตว์ชนิดหนึ่ง ขอให้ท่านนึกถึงเหตุการณ์นั้น  แล้วบอกมาว่า ท่านทำอะไร”

แอนดี้เข้าใจความหมายของคำถาม  เขาค่อย ๆ นึกย้อนหลังไปเรื่อย ๆ
“ตบยุง”
“มิใช่”
“ฆ่าแมลงสาป”
“ตอนนั้นท่านอยู่ที่ใด ? ในประเทศนี้ใช่หรือไม่ ?”
“ใช่ครับ ทำที่ห้องพักของผมเอง”
“มิใช่เหตุการณ์นั้น  เหตุการณ์ที่ถาม เป็นเหตุการณ์ที่ท่านยังอยู่แดนไกล”

เขานั่งนึกเหตุการณ์ย้อนหลัง แต่ก็จำไม่ได้ว่าได้เคยทำร้าย หรือ ฆ่าสัตว์ชนิดใดบ้าง
ยิ่งนึก อาการใหม่ที่ไม่เคยเป็นก็แทรกขึ้นมา เขารู้สึกปวดหัวจี๊ด จนต้องเลิกนึก
“นึกไม่ออกแล้วครับ”

ร่างพยักหน้ารับรู้
“เช่นนั้น ขอให้ท่านทำตามนี้ได้หรือไม่ ?   ให้ท่านถวายสังฆทานด้วยสิ่งของใดก็ได้ แต่ต้องมีร่มหนึ่งคัน และ ไฟฉายหนึ่งอัน ที่วัดใดก็ได้…”

อาหลงหยิบปากกาขึ้นมาจดเป็นภาษาจีน

“… เมื่อพระสวดอุทิศส่วนกุศล ให้ท่านอุทิศส่วนกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวร ที่ขัดขวางท่าน ณ ตอนนี้  ขอให้เขาเปิดทางให้เราเยียวยารักษาท่าน  ท่านทำได้หรือไม่ ? ”

แอนดี้ไม่เคยเข้าวัดทำสังฆทานมาก่อน เขาหันหน้ามาทางอาหลง อาหลงรีบพยักหน้า

แอนดี้ตอบ “ทำได้ครับ”

“หากทำได้ หลังจากที่ท่านได้ทำสังฆทานแล้ว มาหาเราใหม่อีกครั้ง  หลังจากเราร่ำลาแล้ว ร่างจะทำการเปิดจุดให้ท่านชั่วคราว”

แอนดี้ไม่เข้าใจความหมายของคำว่า ‘เปิดจุดให้ชั่วคราว’ แต่เขาก็ยินดีทำตามทุกอย่าง
“ได้ครับ”
“ถ้าเช่นนั้น ขออำลา”  ร่างทรงยกมือขึ้นพนม

ทั้งแอนดี้ และ อาหลง ยกมือไหว้

นงลืมตาขึ้น เรียกลมหายใจคืนมาสองสามครั้ง แล้วพูดกับแอนดี้ด้วยสำเนียงปกติ เสียงทุ้มราวกับคนแก่นั้นได้หายไปแล้ว

“คุณแอนดี้ ขยับมานั่งตรงนี้ นั่งหันหลังให้นงนะคะ นั่งแล้วยืดขาไปทางโน้น”

แอนดี้ค่อย ๆ ขยับตัวไปนั่งตามนั้น  ร่างดึงธูปออกมาจากห่อสามสี่ก้าน คุกเข่าด้านหลัง
“คุณแอนดี้ นั่งหายใจสบาย ๆ  นงจะเปิดจุดให้เลือดลมเดินสะดวกขึ้น  คุณจะรู้สึกสบายขึ้นบ้างประมาณสามสี่วัน  เจ็บหน่อยนะคะ ทนหน่อย”

นงหยิบก้านธูปกดไปที่กระดูกหลังข้อที่สอง  แอนดี้รู้สึกทันทีว่าพลังที่กดไปที่หลังของเขา มันมากกว่าแรงของหญิงธรรมดาคนหนึ่ง ความรู้สึกเจ็บวิ่งขึ้นถึงสมอง  นงเลื่อนก้านธูปลงมากระดูกหลังข้อถัดไป แล้วกดด้วยความแรงเท่าเดิม

อาหลงนั่งมองทำหน้าเหยเกตามไปด้วย เพราะเห็นน้ำหนักมือของร่างทรงที่โน้มกดลงไปที่ก้านธูป

เสียงโทรศัพท์มือถือของแอนดี้ที่วางบนพื้นดังขึ้น 

อาหลงรีบรับสายแทน แล้วปลีกตัวเดินออกนอกห้อง  เมื่อพ้นห้อง ..

เหวย อาฟ่ง ซื่อหว่อเตอ (นี่ฉันเอง)” อาหลงทักขึ้น
เสียงอาฟ่งพูดภาษาจีนกลาง “เอ๊ะ พี่หลง พี่อยู่กับพี่ใหญ่เหรอ ?
ใช่ ใช่ พาพี่ใหญ่มาหาท่านปู่”
“พาไปทำไมน่ะ พี่ใหญ่เป็นอะไรเหรอ
?”

อาหลงไม่อยากเล่าตอนนี้ เพราะจะทำให้อาฟ่งตกใจเกินกว่าเหตุ
ไม่มีอะไรหรอก เดี๋ยวเจอกันค่อยเล่าให้ฟัง”
“ได้ ได้ แต่บอกพี่ใหญ่ด้วยว่า ฉันขอเลื่อนเป็นหกโมงเย็น แมคโดนัลด์ตึกฟอร์จูน รัชดานะ”
“ได้ จะบอกให้  อาฟ่ง แล้วเธอมาคนเดียวหรือพาเจ้าคนไทยคนนั้นมาด้วยอีก
?”

อาฟ่งหงุดหงิดทันที “ฉันไปคนเดียว แต่ถามหน่อย พี่ใหญ่ขายปืนไปหรือยัง ? พี่หลงบอกฉันตรง ๆ อย่าโกหก
อาฟ่ง เธอก็อย่าทำให้พี่ใหญ่เขาเป็นห่วงสิ  เธอแต่งตัวโป๊แบบนั้น ไปกับพวกคนไทยพวกนั้น มันไว้ใจไม่ได้ พี่ใหญ่เขาก็ต้องแสดงให้พวกนั้นเห็นว่า เธอมีผู้ปกครอง
พี่หลง ผู้ปกครองที่ไหนเขาต้องพกปืนกัน ? ถึงไม่มีใครเห็น แต่ฉันเห็นว่าพี่ใหญ่พกปืนในวันนั้น  ที่นี่เมืองไทยนะ มีกฏหมาย  แล้วพี่หลงด้วย ทำไมต้องแบ่งคนไทยคนจีน ? พี่หลงเองก็อยากได้สัญชาติไทยนักไม่ใช่เหรอ ?

แล้วเธอก็เปลี่ยนมาพูดภาษาไทย
“ถ้าพี่ยังไม่เข้าใจสังคมไทย ได้สัญชาติไทยมาก็ไม่มีประโยชน์หรอก  พี่พูดไทยก็ไม่ชัด อ่านภาษาไทยก็งู ๆ ปลา ๆ  หน้าตาดีอย่างเดียว ไม่มีประโยชน์”
อาหลงหัวเราะหึ ๆ พูดภาษาไทยกลับไป “หน้าตาลีหยั่งเลียว ไม่ลี ต้องสูงล่วยใช่ป่าว อิ อิ”
เสียงปลายทางตอบกลับมา น้ำเสียงเย็นลง “ฉันไม่ได้พูดเรื่องความสูง พี่นี่ก็  เย็นนี้เจอกันแล้วกันนะคะ”
ห่าว ๆ

อาหลงเดินกลับมาที่ห้อง

แอนดี้กำลังนอนหงายแผ่ กางแขนเก้าสิบองศา เท้าซ้ายขวาแยกจากกัน  หายใจเข้าออกช้า ๆ

นงกำลังนั่งจัดธูปเทียนอยู่
“ให้คุณแอนดี้นอนพักสักแป๊บค่ะ เวลาเปิดจุดแล้วจะเพลียนิดหน่อย”

**************************************************************************************

รถโตโยต้า VIOS มุ่งกลับเข้าในเมือง....

..........จุดหมายคือฟอร์จูนทาวน์ รัชดา

แอนดี้ขึ้นมานั่งบนรถแล้ว รู้สึกหายใจโล่งขึ้นมาก อาการปวดหัวจี๊ดหายไป อาการหายใจขัดก็หายไปอย่างน่าประหลาด  แต่มีความรู้สึกเพลีย เคลิ้ม ๆ  สักพัก ความเย็นของแอร์ก็ทำให้เขาเคลิ้มหลับไป

โชเฟอร์หน้าหยกน้ำตาคลอ มองพี่ชายที่กำลังนอนหลับ    เขาสังเกตว่าพี่ใหญ่ซูบผอมลงจนกางเกงหลวมมาหลายวันแล้ว  นึกไม่ถึงว่า ในที่สุด วันนี้ เขาก็พาพี่ใหญ่มาหาท่านปู่จนได้ 

ต้าเกอ เจียโหยว (พี่ใหญ่ สู้ ๆ นะ)” เขาพูดให้กำลังใจ

กรรมใดที่พี่ใหญ่เคยก่อไว้ หากเขารับแทนได้ เขายินดีรับแทนทุกอย่าง แม้กระทั่งต้องรับด้วยชีวิต

__________________________________________________________________________________________

โดย วีรยาติ

 

กลับขึ้นด้านบน

นิยาย 'หมอเถื่อน' รวมเล่มฉบับแรก เปิดให้จองแล้ว กดที่นี่

 

อ่านตอนต่อไป
อ่านตอนอื่น

1. สมัครสมาชิก เว๊บบอร์ดที่นี่ (หากไม่สมัครสมาชิก จะโหวต หรือ แสดงความคิดเห็นไม่ได้) และ

2. แสดงความคิดเห็น หรือ โหวต

- ชอบตัวละคร ขอเชิญโหวตได้ที่นี่

- อ่าน หรือ แสดงความคิดเห็นที่นี่

เชิญเยี่ยม Facebook หมอเถื่อน

(ให้กำลังใจโดยเข้าไป แล้วกด Like หรือ เขียนคำวิจารณ์)

Free web counter