ตอน 61 หน้า 1/5

ลาก่อน

สั่งซื้อ หนังสือนิยาย 'หมอเถื่อน' รวมเล่มฉบับแรก ราคา 380 บาท

ทั้งพระ และ ลูกวัดวิ่งวุ่นกันตั้งแต่เช้า ทุกคนพยายามจะช่วยเหลือในทุกวิถีทางที่พอจะนึกออก ให้อาการของหลวงพ่อสอนดีขึ้น

แอนดี้เพิ่งล้างหน้าแปรงฟันเสร็จเรียบร้อย เขายืนดูสมาชิกในวัดที่กำลังกุลีกุจอหอบหิ้วสิ่งของ เดินกันขวักไขว่

ป้าฉายกำลังอุ้มกะละมังใส่น้ำอุ่น จากห้องครัวไปที่กุฎิของเจ้าอาวาส

สิงห์หนุ่มร้องทักขึ้น

"ป้าฉาย ! มีงานอะไรในวัดเหรอครับ เช้านี้ ?"

ป้าฉายหยุดเดิน แล้วชี้ไปที่กุฏิของพลวงพ่อสอน

"หลวงพ่อท่านช็อค ตัวเกร็ง แล้วหมดสติไปประมาณครึ่งชั่วโมงแล้ว เค้ากำลังช่วยท่านอยู่"

แอนดี้ตกใจ

"หา !"

กรณ์เดินรี่มาหาป้าฉาย

"ป้า ตุ๊ป้อสว่างขึ้นแล้ว อู้ได้พ่องแล้ว"

ก่อนที่เขาจะวิ่งตะโกนบอกคนอื่นว่า หลวงพ่อได้เริ่มมีสติกลับมาแล้ว

ป้าหันมาหาแอนดี้

"โอย ! เจ้าพระคู้ณ ! หลวงพ่อท่านฟื้นได้ เริ่มพูดได้แล้ว เดี๋ยวป้าเอากะละมังนี้ไปที่กุฏิก่อน"

หัวใจของแอนดี้เต้นระทึก สีหน้าท่าทางของหลวงพ่อสอนเมื่อวานนี้ ไม่มีร่องรอยของคนที่สุขภาพไม่ดีปรากฏให้เห็นแม้ซักนิด

เขาเลือกที่จะยืนฟังเหตุการณ์อยู่ในวงนอก ไม่มีประโยชน์ที่จะเข้าไปแย่งอากาศกันหายใจในกุฎิของท่าน เพราะขณะนี้ คงแน่นไปด้วยพระ และ โยมต่าง ๆ ที่กำลังเข้าไปเยียวยาอาการ

แต่การติดตามอาการอยู่วงนอก ก็ไม่ได้ทำให้เขามีจิตใจที่สงบ แอนดี้เดินไปเดินมาอยู่หน้าตึกที่พัก แล้วก็เปลี่ยนทำเล เดินตรงมาที่หน้าโบสถ์ เดินไป เดินมาบริเวณนั้น จิตใจยิ่งมีความกังวลมากยิ่งขึ้น

เขาจึงย่องไปถึงหน้ากุฏิเรือนไม้ มีพระ และ โยม รวมกันสี่ห้าคน ยืนอยู่บนกุฏิหน้าห้อง

ความคิดที่ห้ามไม่ได้ ผุดขึ้นมาในสมองทันที

ทำไมเหตุการณ์ถึงได้เป็นแบบนี้ ? หากเกิดอะไรขึ้นกับหลวงพ่อสอน การบวชของเขาก็คงไม่สำเร็จ ทั้ง ๆ ที่ท่านลุงได้ช่วยเหลือนำทางทุกอย่าง แต่ทำไมถึงมีอุปสรรคเกิดขึ้นแบบนี้ ?

หากเขาไม่มีโอกาสจะได้บวชเรียน ท่านลุงคงไม่ช่วยดึงเขาให้พ้นจากการหมดลมหายใจไปตั้งแต่ครั้งที่แล้ว

สิงห์แผ่นดินใหญ่ทบทวนถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ตั้งแต่เขาได้พบเจอกับสหายพรหมหลังจากสิ้นลม ทุกอย่างที่ท่านลุงทำไป เพื่อชักนำให้เขาคิดที่จะบวช ฉะนั้น ไม่ควรมีสิ่งใดที่เป็นอุปสรรค

แอนดี้พยายามชะเง้อเพื่อมองขึ้นไปบนกุฎิอีกครั้ง โยมผู้ชายอาวุโสคนหนึ่ง เดินลงมา สบตากับเขา แล้วก็พูดขึ้น

"ไม่เป็นไรแล้ว ท่านปลอดภัยแล้ว"

พระกิมเดินแหวกคนออกมาจากในกุฏิ มองลงมาเห็นแอนดี้อยู่ข้างล่าง ก็กวักมือเรียกทันที

"แอนดี้ ! เชิญ ๆ ขึ้นมาเลย หลวงพ่อท่านตาม"

แอนดี้ยกนิ้วชี้มาที่ตัวเอง

"ตามผมหรือครับ ?"

"ใช่ ๆ ขึ้นมาเลย" พระกิมหันไปบอกคนในกุฏิ

"หลวงพ่อมีเรื่องจะคุยกับโยมแอนดี้ เชิญโยม ๆ ที่เหลือออกมาก่อน"

ญาติโยมผู้ชายสี่ห้าคน ทยอยกันเดินลงบันไดกุฏิ

แอนดี้ยืนรออยู่เชิงบันได เมื่อทุกคนลงหมดแล้ว เขาจึงก้าวขึ้นบันไดไป

กุฏิของหลวงพ่อสอนมีขนาดพื้นที่กว้างกว่าห้องพักของเขาประมาณสามเท่า ผนังข้างหนึ่งมีตู้เก็บหนังสือ มุมอีกด้านหนึ่งมีโต๊ะหมู่บูชาตั้งอยู่ รูปหล่อของพระพุทธรูปแก้วใสตั้งอยู่บนสุดเป็นประธาน และ มีรูปหล่อต่าง ๆ วางบนชั้นถัด ๆ มา

หลวงพ่อสอนนั่งขัดสมาธิบนพรมสีน้ำเงิน

นอกเหนือความคาดคิด ใบหน้าของหลวงพ่อสอนที่ไร้แว่นสายตา มีความเปล่งปลั่งด้วยสีผิวที่เหลืองนวล ปนด้วยรอยยิ้ม ไม่มีร่องรอยบ่งบอกว่าท่านมีอาการป่วยแต่อย่างใด

"แอนดี้ เข้ามา เข้ามา"

หลวงพ่อกวักมือเรียก

สิงห์ต้าลู่ เดินเข้ามาคุกเข่า แล้วก้มลงกราบข้างหน้า

"นั่งขัดสมาธิไปเลย จะได้คุยกันสบาย ๆ"

เขาทิ้งก้นลงนั่งขัดสมาธิตามคำแนะนำ

"หลวงพ่อ อาการดีขึ้นแล้วเหรอครับ ?"

"ฮึ ! มันจะดีได้ยังไง ? ไม่ให้ชั้นเคี้ยวหมาก เดี๋ยวชั้นก็ได้ป่วยต่อ บอกแล้วว่าเวลาคนมันจะตายน่ะ อะไรก็ห้ามไม่ได้หรอก มาห้ามชั้นเคี้ยวหมาก เคี้ยวหมากก็ตายได้ ไม่เคี้ยวหมากก็ตายได้ ลองบทมันจะตายขึ้นมา ใช่มั้ย ?"

คำพูดพร้อมสำเนียงกึ่งหยอกล้อของท่าน ทำให้แอนดี้ใจชื้นขึ้นมามากโข

"ได้เห็นท่านตอนนี้ ผมก็ดีใจครับ ตอนที่ได้ข่าวท่าน ผมตกใจมาก"

ท่านเจ้าอาวาสพยักหน้า

"เธอเห็นพระกิมมั้ย ?"

"ครับ ท่านเป็นคนเรียกตามผมให้ขึ้นมา"

"เห็นพระโป่ง กับ พระหมูมั้ย ?"

"ไม่เห็นครับ"

"แล้วเธอว่า อาการที่ชั้นช็อคไปเมื่อเช้านี้ พระโป่ง กับ พระหมู จะรู้ข่าวมั้ย ?"

"รู้กันทั่ววัดแน่ ๆ ครับ ญาติโยมแถว ๆ วัด ยังรู้เรื่องเลยครับ"

หลวงพ่อมีรอยยิ้ม

"เนอะ.. ! คนอื่นเค้ารู้ วิ่งกันตาหูแหก แต่พระสองตัวนี้ ไม่วิ่งมาดูแลชั้นเลย สองตัวนี้มันคงไม่รักชั้นเท่าคนอื่นสินะ"

แอนดี้มองหน้าหลวงพ่อ สีหน้าท่านมีรอยยิ้ม เขาตีความคำพูดนี้ไม่ออก

"เอ่อ... ไม่น่าจะใช่นะครับ สองท่านอาจจะปฏิบัติกิจอื่นอยู่ก็ได้"

"เรอะ ? กิจอะไรมีความสำคัญกว่า มาดูแลตอนเจ้าอาวาสป่วย ?"

แอนดี้ จนในคำถาม เขาหาคำตอบไม่ได้

หลวงพ่อถามต่อ

"แล้วพระกิมล่ะ เจอพระกิมแล้ว สีหน้าพระกิมเป็นยังไง ? ตื่นเต้นมากมั้ย"

"ไม่ครับ สีหน้าเฉย ๆ ดูไม่ออกครับ"

"เวลาพระอาทิตย์ตกดิน เธอตกใจมั้ย ?"

แอนดี้ขมวดคิ้ว สั่นหัว

"เธอมาตอนเห็นชั้นตอนกำลังป่วยนี่ คือโอกาสดี ชั้นเป็นทั้งเบาหวาน ความดัน แล้วก็โรคลำไส้ หมอที่ไหนก็รักษาให้หายไม่ได้ ได้แต่ประคองอาการไปเรื่อย ๆ ไอ้ลำไส้ข้างในนี่ ท่าทางมันจะเน่า เวลามีอาการขึ้นมา มันจะมีลมตีขึ้นมา แล้วก็หน้ามืดไปเลย ความทรมานมันมีก็เพราะเรายังหายใจ ถ้าไม่หายใจ ก็ไม่ต้องทรมาน"

"เหมือนตอนผมที่ผมป่วยหนักเลยครับ ผมคิดว่า ถ้าตายไปได้ น่าจะดีกว่า ตอนนั้นทรมานมากครับ"

"เรอะ ? อือ ๆ ไอ้ใครนะ ที่ช่วยเธอออกมา ? มันไม่น่าจะช่วยกันเล้ย ถ้าตายไป ป่านนี้ก็สบายไปแล้วใช่มั้ย ? นี่ช่วยให้กลับมาหายใจ ก็เลยต้องมาทรมานต่อ ใช่มั้ย ?"

แอนดี้หัวเราะ

"หลวงพ่อรู้จักท่านลุงเหรอครับ ?"

"หือ ! ลุงไหน ?"

"ท่านลุงที่ช่วยผมไว้"

"เค้าบอกเธอว่าชั้นรู้จักเค้าเหรอ ?"

"ไม่ได้บอกตรง ๆ ครับ"

"เค้าบอกเธอหรือเปล่าว่า เธอมานี่ ก็มาต่ออายุให้ชั้นต้องทนทรมานต่อไป ?"

"ไม่ได้บอกครับ ต่ออายุอะไรเหรอครับ ?"

"อาการชั้นนี่มันก็แย่ลงทุกวัน แต่มีคนบอกมาว่า จะมียาที่ถูกกับชั้นมาช่วย แต่ต้องไปเอาสูตรกับวิธีมาจากโน่น แดนไกลเลย ต้องไปเอามา เพราะชั้นไปก่อกรรมทำเวรไว้ในแดนนั้น ไอ้โรคชั้นนี่มันโรคกรรมเก่า ถ้าเจ้าของไม่ยอมลดโทษ ชั้นก็ต้องชดใช้แบบเต็มขั้นตอน แต่ชั้นก็ใช้มานานแล้ว ใกล้เวลาจะหมด เค้าก็ลดโทษให้ บอกวิธีทำยามาให้แล้ว"

หลวงพ่อสอนเอื้อมมือคว้าย่าม แล้วหยิบขวดบรรจุสมุนไพรขวดหนึ่งออกมา

"ไอ้ยาฝรั่งที่หมอจ่ายให้ชั้น มันยาแพง ๆ รักษาชั้นไม่หาย ยาของชั้น มันต้องยาถูก ๆ แบบกระปุกนี้ ขวดนี้เพิ่งมาถึงเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เค้าเพิ่งผลิตออกมาได้ กินเข้าไปแล้ว ก็รู้สึกดีขึ้น ยานี่ยังไม่ได้ตั้งชื่อเลย"

ท่านยื่นขวดสมุนไพรมาให้แอนดี้

สิงห์หนุ่มรับขวดมาดู ฉลากสีขาว มีตัวหนังสือพิมพ์ไว้ว่า...

'ครั้งละห้าแคปซูล เช้า - กลางวัน - เย็น.... ร้านชีวเวช'

ชื่อร้าน 'ชีวเวช' ยังอยู่ในความทรงจำของเขาเป็นอย่างดี สิงห์ต้าลู่ไม่สามารถกลั้นรอยยิ้มไว้ได้ เขาพึมพำออกมาเบา ๆ

"ขอบคุณท่านลุง !"

แอนดี้เงยหน้าขึ้นมองเจ้าอาวาส

"ถ้าเป็นอย่างนี้ หลวงพ่อต้องหายครับ !"

"ชั้นจะหาย หรือ ไม่หาย นั่นเป็นเรื่องของร่างกายชั้น ไม่ใช่เรื่องของชั้น ร่างกายนี้ มันไม่ใช่ของชั้น มันจะหายก็แล้วแต่มัน มันจะตายก็ต้องแล้วแต่มัน หน้าที่ของชั้น คือ มียามาให้กิน ก็กิน กินแล้วก็จบกันไป หายไม่หาย ไม่ใช่เรื่อง

หน้าที่ของเธอ เธอได้ทำครบถ้วนดีแล้ว เค้าบอกให้เธอนำอะไรมาบอกใคร เธอได้บอกไปแล้ว ก็ครบถ้วน ส่วนยานี้ ผลิตเสร็จแล้ว จะรักษาใคร หายไม่หาย ไม่ใช่เรื่องของเธอ

ที่เธอต้องรักษาคือ กำลังใจ กำลังใจของเธอ ต้องได้มาจากการยึดในสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ใช่ยึดกับร่างกายของใคร ร่างกายชั้น มันยึดไม่ได้ ร่างกายของใคร ๆ ก็ยึดไม่ได้ ยึดแล้วก็เป็นทุกข์

กำลังใจของเธอนั้น จะต้องไม่ขึ้น ๆ ลง ๆ กับร่างกายชาวบ้าน พอรู้ว่าชั้นป่วย ก็จิตตก พอรู้ว่า มียามารักษาชั้นได้ จิตก็พุ่งพรวดขึ้นมา ยังงี้ใช้ไม่ได้นะ

กำลังใจของเธอจะต้องเดินตามแบบพระโป่งกับพระหมู สองคนนั้นไม่ได้สะทกสะท้านว่าชั้นจะอยู่หรือจะไป หน้าที่เดียวที่ต้องสนใจคือ ไปให้ถึงพระนิพพาน

ตอนเด็กเกิดใหม่ มีอะไรน่ายินดีมากนัก ? ก็ในเมื่อแม่มันท้องโตมาตั้งนาน พอถึงเวลาที่สมควร มันก็ต้องคลอด ใช่มั้ย ? มีอะไรน่ายินดีมากมาย ?

เมื่อเกิดมาแล้ว มันก็ต้องตาย ถึงเวลาที่เหมาะสม มันก็ตายเอง มีอะไรน่าเสียใจมากมาย ?

มีวันไหนที่พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว ไม่ตก ? มีอะไรน่าตกใจนัก พระอาทิตย์ตกให้เราเห็นอยู่ทุกวัน ?"

แอนดี้พยักหน้ารับรู้ ไม่เคยมีใครสอนให้เขาคิดในเรื่องเหล่านี้มาก่อน

...หน้าที่การกินยาเป็นหน้าที่เรา แต่หน้าที่ในการหายจากโรค ไม่ใช่หน้าที่เรา ! ....

เป็นปรัชญาที่แปลกมาก เขาไม่เคยได้ยินปรัชญานี้จากตำราของขงจื๊อมาก่อน

ขงจื๊อ

(ขงจื๊อ เกิด : ก่อนพุทธศักราช 7 ปี, มรณะ พศ.65)

"มีคำถาม ถามให้เธอตอบ เธอลองคิดแล้วตอบแต่ละคำถาม"

"ครับ"

"หลอดไฟ ที่เปิดอยู่ มีวันดับหรือไม่ ?"

แอนดี้ตอบได้ทันที

"มีวันดับครับ ถ้าไม่มีคนปิดมัน มันก็ต้องเสื่อม แล้วหลอดก็ขาดไปเอง"

"ถูกต้อง แล้วหลอดไฟที่ดับอยู่ มีวันเปิดใหม่ได้มั้ย ?"

"ไม่แน่ครับ ถ้าไส้หลอดยังไม่ขาด แล้วมีคนมาเปิดสวิทช์ มีไฟฟ้าเข้า มันก็เปิดใหม่ได้ ถ้าไส้หลอดขาดไปแล้ว มันก็เปิดใหม่ไม่ได้อีกแล้วครับ"

"ถูกต้อง ทุกสิ่งในภพนี้ มันก็เหมือนหลอดไฟที่เธออธิบายมา เมื่อมีเกิด ต้องมีดับแน่นอน แต่เมื่อดับไปแล้วนั้น หากยังมีเชื้ออยู่ มันจะเกิดขึ้นใหม่ได้ หากหมดเชื้อแล้ว มันจะไม่มีวันเกิดอีก

เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ใครก็ตามที่คิดว่า เมื่อตายแล้ว ต้องเกิดใหม่ คนนั้นอาจจะคิดอย่างนั้นได้ มีความเป็นไปได้ หากยังมีเชื้อ จะต้องได้เกิดอีก

ใครก็ตามที่คิดว่า เมื่อตายแล้ว ไม่ต้องเกิดอีกแล้ว ก็มีความเป็นไปได้ หากเมื่อเชื้อดับหมดสิ้นแล้ว ก็จะไม่มีการเกิดอีก

แต่ใครก็ตาม ที่คิดว่า เมื่อเกิดแล้วไม่ต้องตาย คนเช่นนี้ โง่บัดซบที่สุด ในชีวิตของเค้า คงไม่เคยเปลี่ยนหลอดไฟมาก่อน"

ปรัชญานี้ทำให้แอนดี้ถึงกับหัวเราะ เขารู้สึกสนุกในการสนทนาแบบนี้กับพระสงฆ์ที่นั่งอยู่ต่อหน้าเขา

"มีอยู่สามสิ่ง ที่ยึดได้ถาวร ตลอดไป เธอจำเป็นต้องยึดไว้ ชั้นจะค่อย ๆ สอนในแต่ละอย่างนั้นให้ลึกซึ้ง แต่ละอย่างนั้น ไม่ใช่ว่าแค่ท่องจำไว้ในใจ แต่เธอจะต้องเห็นภาพ มีอารมณ์ร่วม แล้วเข้าใจอย่างวิจิตรพิสดาร เข้าใจถึงขนาดที่ว่า เมื่อเธอจะย่อความคำนิยามเหล่านั้นให้สั้น เธอก็จะย่อได้สั้นที่สุด และ ครบถ้วนที่สุด เมื่อเธอต้องการอธิบายความให้มันยาว เธอก็จะสามารถอธิบายเหตุและผล ได้ทุกแง่ทุกมุม"

"สามสิ่งนั้น คือ อะไรหรือครับ ?"

"สามสิ่งนั้นคือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรม และ พระอริยสงฆ์ เรียกว่า ไตรสรณคมณ์ เป็นที่พึ่งอันประเสิรฐที่สุดสามประการ"

"ครับ" ลูกศิษย์ที่ยังเป็นฆราวาสพยักหน้า

"แค่เรื่องแรกเรื่องเดียว ก็มีหลายสำนัก สอนกันสะเปะสะปะ เดี๋ยวนี้เค้าสอนกันว่า พระธรรมเท่านั้นที่ยึดได้ พระพุทธเจ้าสิ้นไปแล้ว สูญไปแล้ว ยึดไปก็ไม่ได้อะไร คงต้องให้คนอย่างเธอ มาเป็นพยานในเรื่องนี้ ว่าพระพุทธเจ้านั้น เป็นที่พึ่งที่ประเสิรฐกว่าสิ่งใดในหล้า"

แอนดี้เกิดความสงสัย

"ทำไมต้องให้ผมเป็นพยานด้วยครับ ? ผมเองไม่เคยได้ศึกษาศาสนาพุทธมาก่อน"

"นั่นไง ! ขนาดเธอไม่ได้เป็นพุทธศาสนิกชนมาก่อน เธอยังรู้ในสิ่งที่พระไตรปิฎกสอนไว้ เธอรู้ โดยที่เธอไม่ได้อ่าน พระไตรปิฏกได้บอกเรื่องการยึดพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งไว้ลึกซึ้ง แต่ก็ได้อธิบายไว้ให้อ่านง่าย และ ยกตัวอย่างไว้แล้ว

พระพุทธเจ้า เป็นที่พึ่งได้ขนาดไหน ?... ขนาดคนที่ไม่เคยถือศีล ไม่เคยนับถือพระพุทธเจ้ามาก่อน เพียงแค่ก่อนตาย นึกถึงชื่อท่าน หรือ นึกถึงรูปท่าน หรือ นึกถึงสิ่งใดที่เป็นตัวแทนท่าน เพียงแค่นี้ เขาคนนั้น ก็รอดพ้นจากนรกได้ทันที มีสิ่งใดจะกันคนลงนรกได้ดีเท่ากับพระพุทธเจ้า"

แอนดี้ทวนคำ

"คนที่ไม่เคยถือศีล นึกถึงพระพุทธเจ้าก่อนตาย ก็ไม่ตกนรกเลยเหรอครับ ?"

หลวงพ่อหัวเราะเบา ๆ

"อ้าว ! เธอมาถามประโยคนี้ได้ยังไง ? เธอเองแหละที่ต้องตอบว่า ในชีวิตนี้ เธอเคยถือศีลมั้ย ?"

"ไม่เคยครับ"

"เธอเคยนับถือศาสนาพุทธมาก่อนมั้ย ?"

"ไม่เคยครับ"

"แต่เธอเคยตายแล้วนิ ใช่มั้ย ?"

สิงห์หนุ่มค่อย ๆ พยักหน้า

"ใช่ครับ"

"แล้วอะไรช่วยเธอไว้ล่ะ ?"

ความรู้สึกตอนที่เขาสิ้นใจ กลับเข้ามาในความทรงจำ วูบสุดท้ายที่ภาพทั้งหมดจางหายไป สิ่งที่ติดตาในเฮือกนั้น คือ รูปพระพุทธรูปบนหน้าปกหนังสือ

ทันทีที่นึกออก ขนในร่างกายก็ลุกเกรียวขึ้นพร้อมกัน

"โอ !.... ผมเข้าใจแล้วครับ ภาพพระพุทธรูปนั้น ดึงผมเข้าไปหาท่าน !"

"นั่นไง ! คราวนี้ เธอคงเป็นพยานได้แล้วว่า พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งของเธอได้ แม้กระทั่ง เธอไม่เคยถือศีล ไม่ใช่คนที่นับถือศาสนาพุทธ เพียงแค่ภาพพระพุทธรูปที่เธอยึดไว้ในเสี้ยววินาทีที่เธอหมดลม ก็ช่วยเธอจากนรกไว้ได้ เธอได้รู้ในสิ่งที่คนอื่นท่องจำกัน แต่ไม่เคยได้สัมผัส

มัฏฐกุณฑลีตามบาลีได้ว่าไว้ เล่าถึง ท่านมัฏฐกุณฑลีเทพบุตร เป็นพราหมณ์ ไม่เคยมีความเคารพศรัทธาในพระพุทธเจ้า วันที่ป่วยหนัก วันนั้นพอดีพระพุทธเจ้าเสด็จไปบิณฑบาตรที่หน้าบ้าน แต่เขาก็ไม่ใส่บาตร เพราะเขาไม่นับถือพระพุทธเจ้า กลับนอนหันหลังเข้าข้างฝา

เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จผ่าน ก็ทรงแสดงอภินิหาร ให้เกิดประกายแสงสีทองพุ่งผ่านกำแพงบ้านเข้ามา

ประกายแสงสีทองทำให้พราหมณ์ที่นอนป่วยคนนี้ประหลาดใจ จนต้องหันกลับมา แล้วมองลอดกำแพงออกไป ก็เห็นพระพุทธเจ้า กำลังเดินมาบิณฑบาตรกับพระอานนท์ เมื่อเห็นพระพุทธกิริยา ก็เกิดความคิดขึ้นว่า พระพุทธเจ้าท่านนี้ ที่เขาร่ำลือว่ามีความเมตตาเป็นเลิศ ช่างมีบุคลิกที่ตรงตามคำร่ำลือ นี่ถ้าได้ท่านมาช่วยให้เราหายจากอาการป่วย ก็คงจะดี

แต่พราหมณ์คนนี้ ถึงเวลาตาย ก็ต้องตาย ก่อนตาย ใจก็ยังนึกรอให้พระพุทธเจ้ามาช่วย อาศัยผลแห่งการที่มีจิตนึกถึงพระพุทธเจ้านี้ เมื่อจิตออกจากร่างไปแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องผ่านสำนักพระยายม วิ่งตรงไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ทันที

เท่านั้นยังไม่พอ เขายังได้วิมานทองคำเป็นที่อยู่ มีนางฟ้าเป็นบริวารอีกพันคน"

ความปลาบปลื้มปีติ เกิดขึ้นทันทีกับผู้รับฟัง

"แค่การนึกถึงท่าน ก็รอดพ้นจากนรกได้"

"สิ่งนี้เธอเข้าใจได้ลึกซึ้งกว่าคนในสำนักพวกนั้น ที่ไม่เคยมีประสบการณ์เหมือนเธอ อ่านพระไตรปิฎก แต่ก็ไม่ยอมเชื่อ นึกแค่ว่าศึกษาแต่พระธรรมก็จะบรรลุได้ โดยไม่ต้องนับถือพระพุทธเจ้า เมื่อเธอเข้าใจตามนี้แล้ว ต่อไป เธอก็ต้องเป็นพยานในการบอกเล่าเรื่องนี้ให้คนทั่วไปศรัทธา และ ยึดมั่นในพระบรมศาสดา"

"แน่นอนครับ ! ผมทำได้"

หลวงพ่อสอนพยักหน้า

"ดี... เธอกลับมาดูเรื่องหลอดไฟ หลอดไฟที่ปิดแล้ว แต่ไส้ไม่ขาด เดี๋ยวก็มีการเปิด เปิดแล้วก็ปิด ปิดแล้วก็เปิด เปิดแล้วก็ปิดอีก ปิดอีกก็เปิดได้อีก เปิดอีกยังไม่ทันไรปิดอีกแล้ว ปิดไปก็ได้พัก ไม่ทันไรเปิดอีกแล้ว เธอเบื่อหรือยัง ? เบื่อที่จะฟังชั้นพูดหรือยัง ?"

แอนดี้สั่นหัว

"ยังครับ"

"ยังเรอะ ? ถ้าชั้นพูดซ้ำ ๆ อย่างนี้ทั้งวันเลย นั่งอยู่ตรงนี้ ชั้นจะพูดเรื่องหลอดไฟไส้ไม่ขาดนี่ มันเปิดแล้วก็ปิด แล้วก็เปิด แล้วก็ปิดอีก แล้วก็เปิด เปิดแล้วก็ปิด ปิดแล้วก็.... ยังไงอีก ? ช่วยต่อหน่อยซิ"

แอนดี้ต่อความให้

"...ปิดแล้วก็เปิดอีกครับ"

"อื้อ... ว่าต่อไปเรื่อย ๆ สิ จะหยุดทำไม ? ไส้มันไม่ขาด ว่าต่อไปสิ"

"เอ่อ.... เปิดแล้วก็ปิด ปิดแล้วก็เปิด เปิดแล้วก็ปิด ให้พูดอย่างนี้ต่อไปเรื่อย ๆ เหรอครับ ?"

"เริ่มเบื่อแล้วหรือยังล่ะ ?"

"ถ้าพูดอย่างนี้ ทั้งวันก็คงไม่จบมั้งครับ จนกว่าไส้หลอดจะขาด"

เจ้าอาวาสหัวเราะ

"แล้วเธอเบื่อหรือยัง ? ถ้าเบื่อ ก็พูดเลยว่า ไส้หลอดขาดแล้ว ปิดแล้วจะได้หมดภาระ ไม่ต้องเปิดมันอีกแล้ว จบ"

สิงห์ต้าลู่... ด้วยสติปัญญาที่ฉลาดหลักแหลม รู้ทันทีว่าครูในชุดผ้าเหลืองท่านนี้ กำลังจะสอนปรัชญาใหม่ให้กับเขา

"เพราะความเบื่อหรือครับ ที่ทำให้เราจบได้ ?"

"ใช่ ! ทุกสิ่งอย่าง ที่เธอต้องเหนื่อยมาตั้งแต่เกิด ตายแล้ว ไส้ไม่ขาด ไปเกิดต่อ ก็เหนื่อยต่ออีก เหนื่อยมาทุกภพทุกชาติ แล้วก็ตายทุกชาติ ไส้ไม่ขาด ก็เกิดอีก เพราะเธอยังไม่เบื่อ

ความเบื่อหน่าย ทำให้เธอหาทางยุติ เธอเบื่อสาวคนไหน เธอก็จะหาทางเลิกกับเค้าจนได้ ใช่มั้ย ? เลิกกับสาวมาเยอะแล้วสินะ

ถ้าเธอเห็นว่า ชั้น... ที่เป็นครูของเธอก็ดี มหาเศรษฐีก็ดี กษัตริย์ก็ดี เกิดมาแล้วก็ต้องป่วย ทรมาน สุดท้าย ยังไงก็ตายอยู่ดี ตายแล้วไปเกิดใหม่ ก็ต้องเจ็บป่วยใหม่อีก พูดไป ก็วนไปวนมา เหมือนหลอดไฟ เปิดแล้วปิด แล้วเปิด แล้วปิด มันน่าเบื่อหน่ายขนาดไหน

เมื่อรู้จักความจริง ความเบื่อหน่ายจะเข้ามาอยู่ในจิต เมื่อนั้น กำหนัดก็จะคลาย ความยึดติดก็หายไป แฟนที่เคยสวยขนาดไหน เวลาเราเบื่อเค้า สวยขนาดไหนเราก็จะเลิกให้ได้ ใช่มั้ย ? เธอผ่านมาแล้ว เธอยังเลิกไปได้หมดทุกคนนิ

ความเบื่อหน่าย เมื่อเห็นธรรมชาติที่เป็นทุกข์ในกายเรา และ รอบ ๆ กายเรานี้ เป็นสิ่งที่เธอจะเริ่มเข้าใจเมื่อเห็นความจริงมากขึ้น

ความจริงที่เธอจะเห็น ไม่ใช่แค่เห็นแบบชาวบ้านทั่วไป แต่เธอจะเห็นด้วยวิชชาสาม มีทิพยจักขุญาณเป็นเครื่องมือให้เธอเห็นภาพของภารกิจที่น่าเบื่อหน่ายของการเวียนว่ายตายเกิด เธอจะเห็นได้ชัด และ ติดตามากกว่าฟังคนอื่นเล่า

ความเบื่อหน่ายเมื่อสะสมกันมาก ๆ เข้า จะเกิดญาณแห่งความเบื่อหน่ายขึ้น เรียกว่า นิพพิทาญาณ

นิพพิทาญาณนี้เมื่อเกิดขึ้นแล้ว จะเป็นตัวผลักดันให้เธอดับหลอดไฟนั้นได้ เธอจะหาหนทาง ทำให้ไส้หลอดขาดได้เอง"

แอนดี้ยกมือไหว้ เพราะรู้สึกได้ถึงความรู้ที่สามารถตอบโจทย์บางอย่างในจิตของเขาได้

"คำถามสุดท้ายที่จะถามเธอ สมมุติว่าเธอเดินทางมาอย่างลำบากเพื่อตามหาครู ถ้าหาครูได้เป็นที่พอใจแล้วจะได้กลับบ้านไปพักผ่อน
แต่ถ้าได้เรียนกับครูคนแรกแล้ว ก็ยังอยากจะเรียนกับครูคนต่อไป เธอก็ต้องเดินทางผ่านความยากลำบากต่อไป เพื่อที่อนาคต เธออาจจะพบครูอีกคนหนึ่งที่อยู่ไกลออกไป
ถ้าครูทุกคนที่เธอจะเจอในอนาคต กลับสอนเหมือนกับครูปัจจุบัน ชั้นขอถามเธอว่า เธอจะตามหาครูในอนาคตต่อไปหรือไม่ ?"

แอนดี้ตอบทันที

"ไม่ครับ ! ถ้าผมรู้ว่าครูทุกคนสอนเหมือนกัน ผมจะเรียนรู้กับคนปัจจุบันให้ดีที่สุด แล้วรีบกลับบ้าน"

หลวงพ่อสอนพยักหน้า

"ถ้าอย่างนั้น ชั้นขอบอกเธอว่า พระพุทธเจ้าทุกพระองค์สอนเหมือนกันหมด แล้วเธอจะรอองค์อื่นไปอีกทำไม ?
เร่งรัดมุ่งเอานิพพานเป็นหลัก แล้วรีบกลับบ้านเถิด

ตอนนี้ชั้นเหนื่อยแล้ว หมดวาระที่จะคุยกับเธอ ชั้นก็จะขอตัวป่วยต่อ เธอลงจากกุฏิแล้วช่วยตามพระกิมกลับมาหาชั้นด้วย"

แอนดี้ก้มลงกราบ

มือของหลวงพ่อ ได้ยื่นมาลูบที่หัวเขา

"ไม่มีพ่อคนไหนไม่รักลูกหรอกนะ เธอมาเป็นลูกของพระพุทธเจ้า เธอจะได้ความรักที่ไม่มีใครให้เธอได้เท่านี้อีกแล้ว ขอให้ตั้งใจศึกษานะลูกนะ ต่อไปนี้เราจะยึดธรรมะของพระจอมไตรเป็นหลัก เรื่องราวทางโลกทั้งหมด ลาซะให้สิ้นนะ"

************************************************************************************************* 

 

1,<อ่านหน้า>2, 3 , 4, 5
นิยาย 'หมอเถื่อน' รวมเล่มฉบับแรก เปิดให้จองแล้ว กดที่นี่