ตอน 59 หน้า 1/3

งานเลี้ยงแห่งปี (5)

จองหนังสือนิยาย 'หมอเถื่อน' รวมเล่มฉบับแรก กดที่นี่

จ๊อดเดินฉุดแขนเพื่อนของน้องสาวออกมาทางสวนญี่ปุ่นโดยไม่บอกเหตุผล

"พี่จ๊อด มีอะไร ? ทำไมต้องออกมาคุยกันนอกงานด้วย ?"

หนุ่มขี้โมโหหยุดที่บริเวณหน้าสวน เหวี่ยงตัวรุ่นน้องออกไป แล้วเดินเข้าไปง้างกำปั้นขวา ฮุคหมัดเข้าที่ลิ้นปี่ของอีกฝ่ายสุดแรง

"โอ๊ะ ! !"

เสียงร้องของบอยดังลั่น ความจุกทำให้เขาต้องก้มตัวลง แล้วค่อย ๆ ทรุดตัวคุกเข่าลงกับพื้น

"ไอ้สัตว์บอย ! มึงอัพยากับอีสองคนนั่นตอนไปเที่ยวกับกู มึงกล้ามาก มึงไม่เห็นแก่หน้ากู กูเป็นพี่ชายวิ มึงยังกล้าทำยังงี้ระหว่างเที่ยวกับกู วันนี้กูจะสั่งสอนมึง"

จ๊อดก้าวขา แล้วยกเท้าขึ้นสูง หมายจะยันลงที่ใบหน้าของอีกฝ่าย แต่บอยใช้สองมือจับปลายเท้าไว้ได้ ด้วยหลักที่ดีกว่า เขาเหวี่ยงปลายเท้าจ๊อดออกนอกตัว ทำให้จ๊อดเสียหลักล้มลง

หนุ่มรุ่นน้อง รีบประคองตัวให้ลุกขึ้นยืนอย่างเร็ว ถึงแม้ความจุกจะทำให้เขายืนตรงไม่ได้ แต่ก็ยังมีแรงพอที่จะง้างเท้าเตะเข้าไปที่หน้าอกของจ๊อด หน้าแข้งปะทะเข้าที่หน้าอก และ ปากจ๊อดอย่างจัง

"บอย ! เฮ่ย ! หยุด !" เสียงดังมาแต่ไกล

ต้นวิ่งเข้ามาอย่างเร็ว

ส้นเท้าของบอย กระทืบลงที่เอวของจ๊อดอีกครั้ง

"อ๊อก !" จ๊อดอุทานออกมาด้วยความเจ็บ เขากลิ้งตัวออก แล้วรีบผุดลุกขึ้นยืน

อีกฝ่ายกำมือ วิ่งตรงเข้าหาเป้าหมาย เงื้อหมัดขวา เล็งเข้าที่ใบหน้าของจ๊อด แล้วปล่อยหมัดสวิง

วงสวิงกว้างพอที่ ต้นจะแทรกตัวเข้าถึง แล้วยกสันมือทั้งสองข้างขึ้นกัน

'กรึ๊บ !'.... ลำแขนท่อนบนของบอย สัมผัสกับสันมือต้น

"โอ๊ย !" บอยร้องด้วยความเจ็บปวดทันที

ต้นตรงเข้าผลักอกของบอยหมายเพียงให้คู่ต่อสู้ออกห่างจากตัวพี่ชาย แต่แรงผลักกลับหนักหน่วงดั่งกระสอบทรายถุงใหญ่วิ่งเข้าปะทะ ทำให้บอยเซถลาแล้วลมลง ก้นครูดทางเดินไปไกลกว่าสองเมตร

เสียงฝีเท้าของคนกลุ่มใหญ่กำลังวิ่งมา

บอยใช้มือซ้ายยันตัวขึ้นยืน แล้วเดินกราดเข้ามาหาต้นอย่างเร็ว

อีกเพียงครึ่งก้าวที่เขาจะถึงตัวต้น วิทย์โถมตัวเข้าถึงแล้ว ใช้สองมือผลักไหล่บอยให้เซออกไป

รุ่ง พจน์ แพท วิ่งเข้ามา ยืนขวางกลางระหว่างคู่อริ

ต้นพูดขึ้น

"พี่จ๊อด เกิดอะไรขึ้น ? ทำไมมีเรื่องกัน ?"

จ๊อดยกมือชี้หน้าบอย

"อ้ายเลว ! มึงออกจากบ้านกูเดี๋ยวนี้ ถ้ากูรู้ว่ามึงยังติดต่อวิอยู่ มึงตายแน่ !"

"เกิดอะไรขึ้น ? พี่จ๊อด ? ไอ้บอยมันทำอะไร ?"

จ๊อดนิ่งเงียบ นัยน์ตาจ้องเขม็งไปที่รุ่นน้องขี้ยา

เสียงรองเท้าบูทของพนักงานรักษาความปลอดภัยสองนาย วิ่งมา พร้อม วิ และ ทอม

"พี่จ๊อด ! บอย !" วิเห็นท่าทีของทุกคน ก็เข้าใจได้ว่าเกิดเรื่องปะทะขึ้นแล้ว

ต้นพูดกับ รปภ.

"ยาม ช่วยพาเค้าออกไปนอกบ้านก่อน" ต้นชี้ไปที่บอย

รปภ. สองนายตบเท้าตะเบ๊ะ แล้วเดินไปยังเป้าหมาย

บอยพยักหน้าช้า ๆ ตาจ้องกลับมาที่จ๊อดไม่กระพริบ แล้วค่อย ๆ เดินตาม รปภ. ไป

วิเดินข้ามาหาพี่ชาย แล้วถามด้วยน้ำเสียงกึ่งตะคอก

"พี่จ๊อดไปทำอะไรบอย ?"

"ถ้าฆ่ามันได้ กูจะฆ่ามัน" จ๊อดตอบน้องสาวด้วยน้ำเสียงกระโชก

วิสวนกลับด้วยน้ำเสียงที่ไม่แพ้กัน

"ไอ้หมาบ้า ! ทำอะไรไม่รู้จักคิด พ่อแม่ของบอยยังอยู่ในงานข้างใน พวกเค้ารู้จักกับครอบครัวเรา พี่จ๊อดก็รู้ ไปไล่เค้าออกจากบ้าน แล้วพ่อแม่เค้าก็ยังอยู่ในงาน พี่จ๊อดทำแบบนี้ เตรียมตัวรับเคราะห์แล้วกัน น้องวิไม่เกี่ยวด้วย"

"ใช่ แกไม่เกี่ยว แล้วต่อไป ก็ห้ามแกมาเกี่ยวด้วย ถ้าชั้นจับได้ว่าแกยังติดต่อยุ่งเกี่ยวกับไอ้บอย ชั้นจะฆ่าแกด้วย"

ต้นจับแขนจ๊อด แล้วเขย่า

"ไม่เอาน่า พี่จ๊อด เรื่องไปกันใหญ่แล้ว"

ต้นหันมาทางวิ

"วิ กลับเข้าไปข้างในก่อน แล้วห้ามบอกใครเรื่องนี้"

"ห้ามวิบอกคนอื่น แล้วไอ้บอยมันไม่บอกพ่อมันหรือไง ?"

น้องสาวยังมองหน้าพี่ชายด้วยความเคือง

ต้นย้ำอีกที

"วิ ต้นบอกให้กลับเข้าไปข้างในก่อน"

วิพยักหน้า แล้วหันหลัง เดินออกไป

ต้นเดินเข้ามาไหว้รุ่ง

"พี่รุ่ง สวัสดีครับ"

รุ่งยกมือรับไหว้

"หวัดดี ต้น ต้นเคยเรียนศิลปะการป้องกันตัวเหรอ ?"

ต้นสั่นหัว

"เปล่าครับ"

"อือ.. แต่ถือว่าแรงเยอะมากเลย ตัวแค่นี้แต่ผลักคนกระเด็นได้ไกลขนาดนั้น"

ต้นหันมาทางพี่น้องกิจบูรณา

"ขอบคุณ พี่พจน์ พี่แพทด้วยนะครับ ขอโทษที่ทำให้ตกใจ"

พจน์ กับ แพท ยิ้มให้

พจน์พูดขึ้น

"ไม่เป็นไร น้องวิเค้าเรียกให้มาช่วย ถ้าไม่มีอะไรแล้ว งั้นเราขอตัวกลับเข้าไปในงานก่อน"

พจน์พยักหน้าให้น้องชาย

รุ่งพูดกับต้น

"พาจ๊อดไปสงบสติอารมณ์ก่อนเถอะ ต้น เดี๋ยวพี่กลับเข้าไปก่อน"

รุ่งพยักหน้าให้วิทย์ และ ทอม เป็นสัญญาณให้ปลีกตัวไปพร้อม ๆ กัน

ต้นเดินกลับมาหาญาติผู้พี่ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ

"พี่จ๊อด วันนี้พ่อกับแม่ของบอยก็มาในงานด้วย จะทำไงดีล่ะ ?"

ญาติเจ้าอารมณ์ยังยืนนิ่ง สายตาไม่ได้ลดความแข็งกร้าวลง

"อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด พี่รับผิดชอบเอง"

รุ่งกับพรรคพวกเดินตามทาง มุ่งหน้ากลับไปที่บริเวณสนามหญ้า

รุ่งตบบ่าวิทย์

"ไม่เป็นไรใช่ป่าว ? มึงอะ ?"

วิทย์พยักหน้า

"อือ... ไม่ได้โดนอะไร แค่ผลักมันออกไป แต่กูว่า น่าจะปล่อยให้มันกระทืบน้องชายมึงก็ดีเหมือนกัน รู้ตั้งแต่แรก ไม่ช่วยดีกว่า คนเหี้ยอะไร ขู่จะฆ่าน้องสาวตัวเอง ?"

ทอมปรบมือ

"ตบมือให้นายซ่ง วันนี้นายเป็นวีรบุรุษ มาช่วยห้ามหมากัดกัน"

นายซ่งหัวเราะหึ ๆ ยกมือเขกหัวสาวยิปซีด้วยความหมั่นไส้

"วันนี้กูคงสู้บ๋อยที่ขึ้นไปเดี่ยวกีต้าร์บนเวทีไม่ได้หรอก หึ ๆ ไอ้บ๋อยไดโสะ !"

รุ่งสั่นหัวพึมพำ

"จ๊อดนี่อารมณ์แรงมากเลย"

ทอมพูดขึ้น

"เค้าเรียก มุทะลุ คนยังงี้อันตราย ซักวันได้ตายคาตีนคนอื่น"

*********************************************************************************

บอยถูกรปภ. เดินนำมาปล่อยที่หน้าประตูหลัง เขารู้สึกปวดที่แขนขวาเป็นอย่างมาก การขยับตัวเพียงเล็กน้อย ทำให้ความเจ็บปวดทวีคูณขึ้นอย่างเหลือประมาณ

"ไอ้จ๊อด ! มึงเล่นกับกูแบบนี้ มึงจะต้องรู้สึก" เสียงบอยพึมพำด้วยความแค้น

แขนซ้ายค่อย ๆ ล้วงไปในกระเป๋ากางเกง เพื่อหยิบโทรศัพท์มือถือ

ณ จุดที่เขายืนอยู่สามารถรับสัญญาณอินเตอร์เน็ตจากเครือข่ายโทรศัพท์มือถือได้เป็นอย่างดี หนุ่มเจ้าเล่ห์ต่อสัญญาณเพื่อเข้าไปค้นหาอีเมล์

เมื่อพบเมล์ที่ต้องการ เขาจัดการส่งต่อเมล์นี้ไปยังเป้าหมาย

"ไอ้จ๊อด มึงไม่เหลือซากแน่ ๆ"

*********************************************************************************

รุ่งได้โทรศัพท์นัดกับอาชูจิตที่บริเวณสระว่ายน้ำ

เป็นเวลามากกว่าปีแล้วที่เขาไม่ได้เจออาสาวผู้นี้ มีเรื่องราวที่เขาจะเล่าให้เธอฟังมากมาย ในครอบครัวไตรสรณ์ นอกจากคุณย่าแล้ว อาชูจิตเป็นคนที่รุ่งคุยด้วยได้มากที่สุด

ชูจิต กับ สามี เดินหอบหิ้วข้าวของที่ได้รับแบ่งจากครอบครัวไตรสรณ์ไปเก็บที่รถ ก่อนจะไปพบกับรุ่งที่บริเวณสระน้ำ

สองคุณครูสามีภรรยา เดินจูงมือออกมาที่ลานจอดรถชั่วคราว

รถยนต์นิสสันอายุสิบห้าปี เป็นยานพาหนะคู่ชีวิตของโอภาสมาตั้งแต่ลูกสาวยังไม่เกิด บัดนี้สังขารของรถยนต์ก็เสื่อมโทรมลงตามธรรมชาติ รอเพียงแต่เงินเก็บที่สองคนกำลังรวบรวมเพื่อให้เพียงพอกับการเปลี่ยนรถคันใหม่

โอภาสยืนมองสภาพรถยนต์ของตัวเอง แล้วหัวเราะ

"นี่ถ้าเป็นหมา ก็คงถึงเวลาตายได้แล้ว"

ชูจิตเขย่าแขนสามี แล้วหัวเราะตาม

"นั่นน่ะสิ ไม่ต้องกลัวหรอก นาสังสิโม พรหมา จะมหาเทวา สัพเพยักขา ... ฮะ ๆๆ" เธอกระเซ้าสามี

สามี พยักหน้าแล้วหัวเราะ ว่าคาถาต่อ "...ปะรายันติ พรหมา จะ มหาเทวา อภิลาภา ภะวันตุ เม... อือ ! ท่องทุกวันอยู่แล้ว"

สองคุณครูเปิดประตูรถ แล้วหยิบสัมภาระที่ได้รับมาใส่รถจนหมด

"พี่กำลังคิดอยู่ว่า นี่เราจะล็อครถดีมั้ยเนี่ย ? จะมีขโมยตาบอดคิดจะขโมยรถเรามั้ย ?"

ภรรยาหัวเราะ

"ล็อคไปเถอะ กระเป๋าเงินของจิตก็อยู่ในรถ ทำเป็นเล่นไป กระเป๋าหายนี่ ท่องคาถาเรียกเงินคืนไม่ทันเลยนะ"

สามีพยักหน้า

"พี่ก็พูดเล่นไปยังงั้นแหละ ถึงมันจะเก่า แต่ก็ไม่อยากให้มันหายไปหรอก"

โอภาสล็อคประตูรถ แล้วเดินมาจูงมือภรรยา ก้าวเท้ามุ่งหน้ากลับเข้าไปยังบ้านไตรสรณ์

รอบสระว่ายน้ำ มีอาคันตุกะหลายกลุ่มเดินผลัดเปลี่ยนมายืนชมความสวยงามของสระ

รุ่งโรจน์ในชุดพนักงานบริกร เดินเลียบขอบสระน้ำ

โคมไฟสีเหลืองที่ถูกเปิดขึ้นรอบสระ สร้างความสวยงามสบายตาให้กับบริเวณนี้ได้เป็นอย่างมาก

อาชูจิต และ อาโอภาส ปรากฏตัวขึ้นจากขอบสระด้านไกล

รุ่งยกมือไหว้ทันทีที่เห็น แล้วรีบเดินเข้าไปหา

อาสาวชี้มือไปที่เก้าอี้ไม้ยาวสองตัวที่ตั้งไว้สำหรับนั่งพักริมสระ

"ไปนั่งคุยกันตรงนั้นดีกว่า รุ่ง"

สามคน ทรุดตัวลงนั่ง สองสามีภรรยานั่งติดกัน รุ่งทรุดตัวนั่งลงที่เก้าอี้ตรงข้าม

อาเขยทักขึ้น

"ว่าไง รุ่ง ? นึกยังไงถึงแต่งตัวแบบนี้ วันนี้ ?"

รุ่งหัวเราะเบา ๆ

"ไม่ได้อยากแต่งแบบนี้ครับ แต่เกิดอุบัติเหตุนิดหน่อย เสื้อเชิ้ตผมขาด เพื่อนเลยไปหาเสื้อกั๊กนี่มาให้สวมทับปิดไว้ครับ"

สองอา พยักหน้าแล้วยิ้ม

รุ่งถามขึ้น

"ว่านล่ะครับ ?"

อาเขยตอบ

"ว่านอยู่กับคุณยายน่ะ ฝากให้เป็นเพื่อนคุยกับคุณยายก่อน"

รุ่งพยักหน้ารับรู้

ชูจิตถามขึ้น

"ไหน ? มีอะไรจะเล่า เล่าให้อาฟังได้เลย"

รุ่งพยักหน้า

"หลังจากที่คุยกับอาจิตครั้งนั้นแล้ว ผมก็ตัดสินใจไปเรียนมโนมยิทธิ"

อาทั้งสองมีสีหน้าประหลาดใจ แต่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม

ชูจิตเอื้อมมือมาจับเข่าหลาน

"เหรอ ๆ แล้วเป็นยังไง ? ไปได้หรือเปล่า ?"

รุ่งพยักหน้า

"ครับ ได้ ได้ตั้งแต่ครั้งแรกเลย ผมไม่นึกว่าผมจะทำได้ แล้วมันก็ไม่ยาก มันง่ายกว่าที่คิดไว้เยอะมาก"

โอภาสยิ้มที่มุมปาก ไม่ได้ผิดกับเขาที่คาดหวังไว้แม้แต่นิดเดียว

ชูจิตเขย่าขาหลาน

"ดี ๆ สาธุ มันถึงเวลาของรุ่งแล้วจริง ๆ ถึงเวลาแล้ว มันก็ต่อกันติดได้ง่าย ไปครั้งแรก รุ่งเห็นชัดมั้ย ?"

"ก็ชัดเป็นบางที่ ชัดมากที่สุดคือเห็นหลวงพ่อ เห็นชัดเหมือนกับท่านมาอยู่ตรงนั้นจริง ๆ แต่พอขึ้นไปกราบพระที่ข้างบน เห็นตั้งแต่ปลายเท้า รองเท้า เข่า หน้าอก แล้วก็เริ่มเลือน ๆ ไม่ชัด แต่จำได้ว่า ใส่ชุดที่แปลกมาก ไม่ใช่จีวร เป็นชุดออกสีเงิน คล้ายชุดลิเก ที่หน้าอกมีสร้อยด้วย รองเท้าก็มีงุ้ม ใจก็นึกสงสัยว่า คงเป็นอุปาทาน ท่านจะแต่งชุดเหมือนลิเกได้ยังไง"

โอภาสยิ้มแล้วพยักหน้า

"แล้วไงล่ะ ? เราก็เลยไม่เชื่อว่านั่นเราเห็นของจริง ?"

"ครับ คิดว่าสมาธิผมคงไม่แน่น ก็เลยเหลวไหลไปแล้ว ดันไปจำชุดลิเกที่ไหนมา"

"แล้ว ตอนนี้รู้ความจริงหรือยัง ?"

รุ่งพยักหน้า

"รู้แล้วครับ หลังจากฝึกครั้งนั้น ผมก็ไปที่อุทัยธานี ไปวัดของหลวงพ่อ แล้วผมก็ได้คำตอบ ผมตลึงอยู่กับที่นานมาก ตอนที่ผมไปที่วิหารพระวิสุทธิเทพ ผมเข้าไปที่รูปหล่อของพระวิสุทธิเทพ แล้วผมก็ได้เห็นสิ่งที่ผมเห็นในมโนมยิทธิ เหมือนกันทุกอย่างเลย ทั้งรองเท้า กางเกง เสื้อที่มีสร้อยนั่น..."

พระวิสุทธิเทพ

โอภาสเสริมขึ้น

"เขาเรียกสร้อยสังวาลย์"

"อ้อ.. ครับ แต่ทุกอย่างเป็นแก้ว ผมเพิ่งรู้ว่า สิ่งที่ผมได้เห็นในมโนมยิทธินั้น คือ พระวิสุทธิเทพ เป็นเครื่องทรงที่สวยงามที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็น ผมเห็นองค์จริงเป็นครั้งแรกก็วันนั้นที่อุทัยธานี แต่ผมกลับได้เห็นภาพนี้ในมโนมยิทธิมาก่อน"

"ปีติใช่มั้ยล่ะ ?"

รุ่งพยักหน้าอีกครั้ง

"สุดยอดเลยครับ ทุกอย่างในสมุดที่คุณพ่อทิ้งไว้ให้ มันเป็นความจริงหมดทุกอย่าง รวมทั้ง พระเจ้าพรหมมหาราช"

โอภาสพยักหน้าช้า ๆ

รุ่งมองหน้าอาเขย

"อาโอภาส อารู้เรื่องพวกนี้ ศรัทธาเรื่องแบบนี้มานานแล้วเหรอครับ ?"

อาสาวเป็นผู้ตอบคำถามแทน

"ใช่สิรุ่ง อาโอภาสเคยฝึกมโนมยิทธิเต็มกำลังที่อุทัยธานีตั้งแต่สมัยยังหนุ่ม อาจิตเองก็ได้อาโอภาสนี่แหละ เป็นคนชักนำให้ศึกษาเรื่องนี้"

รุ่งพยักหน้าช้า ๆ

"อือ... แปลกดี แสดงว่าคนที่เคยเกี่ยวเนื่องมากับหลวงพ่อนี่เยอะมากเลยนะครับ ไปไหนมาไหน ผมก็จะเจอแต่คนที่เกี่ยวเนื่องกับหลวงพ่อทั้งนั้น แม้กระทั่ง เพื่อนสนิทของผม คบกันมาตั้งนาน จู่ ๆ เธอได้อ่านหนังสือของหลวงพ่อแค่ครั้งเดียว ติดใจ ไปฝึกมโนมยิทธิ แล้วที่เหลือเชื่อมากกว่านั้น ผมคิดว่า เพื่อนผมคนนี้ ได้เกิดในสมัยเดียวกันกับพระเจ้าพรหมมหาราช"

อาเขยพยักหน้า ไม่ได้แสดงสีหน้าว่าประหลาดใจ

"เป็นไปได้ เป็นไปได้"

รุ่งมองหน้าอาเขย

"เป็นไปได้จริง ๆ เหรอครับ ?"

อาเขยพยักหน้าอีกครั้ง

"เป็นไปได้สิ รุ่ง คนเราเวียนว่ายตายเกิดไปเรื่อย ๆ จิตใจเคยผูกพันกับแผ่นดินไหน มันก็ได้เกิดอยู่กับที่นั้นไปจนกว่าจะหมดความผูกพัน เหมือนหลวงพ่อท่าน ที่เกิดมาบนแผ่นดินนี้ติดกันมากี่ชาติแล้ว เกิดมาแต่ละชาติ ก็จะพบคนที่เคยผูกพันกันมา ติดตามมาร่วมบุญกันมาเรื่อย ๆ ว่ากันว่า ชาติสุดท้ายนี้ของท่าน ได้พบบริวารที่เคยอธิษฐานว่าจะเกิดมาร่วมบุญกับท่าน ไม่ต่ำกว่าเจ็ดแสนคน"

รุ่งเบิกตาโต

"เจ็ดแสนคน ! โอ๊ยโย่ !... มิน่า ไปไหน ก็เห็นมีแต่คนศรัทธาในหลวงพ่อทั้งบ้านทั้งเมือง"

"ใช่ เจ็ดแสนคนนี้ มีครอบครัว มีลูกมีหลาน ป่านนี้ คนที่ยังศรัทธาหลวงพ่ออยู่ มีไม่ต่ำกว่าสองล้านคนบนแผ่นดินนี้"

ความปีติเกิดขึ้นในใจของรุ่งอย่างท่วมท้น ทุกครั้งเมื่อเขาได้ยินใครพูดถึงบารมีของหลวงพ่อ จิตใจจะรู้สึกเบิกบานขึ้นเป็นทวีคูณได้อย่างฉับพลัน

รุ่งมองหน้าอาสาว

"อาจิต ผมได้รู้เรื่องอะไรอีกตั้งเยอะ จากหลายคน ทั้งคุณย่า แล้วก็ พจน์"

ชูจิตขมวดคิ้ว

"พจน์ ลูกของพี่วิบูลย์ ?"

รุ่งพยักหน้า

"น่าจะใช่ พจน์น้องพี่แพมน่ะครับ"

"อ้อ.. ! ใช่ นั่นเป็นลูกของคุณวิบูลย์ รู้เรื่องอะไรล่ะ ?"

"รู้เรื่องของพ่อ คุณย่าเป็นคนบอกผมเองว่า พ่อยังไม่ตาย พจน์ก็ยืนยันตรงกัน ผมอยากจะถามอาจิตแค่ประโยคเดียว อาจิตแค่ตอบว่าใช่หรือไม่ใช่แค่นั้น ไม่ต้องอธิบายรายละเอียด"

อาสาวมองหน้าสามี แล้วหันกลับมามองหลานชายอีกครั้ง

"จะถามอะไรล่ะ ?"

"ผมจะถามว่า อาจิต รู้ใช่มั้ยครับว่า พ่อผมอยู่ที่ไหน ?"

แทนที่อาสาวจะตอบ เธอกลับย้อนถาม

"ทำไมรุ่งถึงคิดว่า อารู้ ?"

"เซ้นส์มั้งครับ ถ้าผมเป็นพ่อ พี่น้องคนเดียวที่พอจะคุยกันรู้เรื่อง พูดภาษาเดียวกัน คือ อาจิต แม้กระทั่งอาโอภาสเอง ที่เป็นน้องเขย ก็ยังคุยภาษาเดียวกับพ่อได้มากกว่าพี่น้องที่เหลือ แล้วนี่ อาโอภาสศรัทธาหลวงพ่อขนาดเคยไปฝึกกรรมฐานที่วัดมาแล้ว ยิ่งต้องถือว่าเป็นศิษย์สำนักเดียวกัน มันเป็นคำตอบที่ไม่มีข้ออื่นให้เลือกอยู่แล้ว ผมอยากได้เพียงคำตอบว่า ใช่ หรือไม่ แค่นั้น ไม่ได้ต้องการรู้ตอนนี้ว่า พ่ออยู่ที่ไหน แต่แค่ได้รู้ว่า อาจิต รู้ว่าพ่ออยู่ไหน ผมก็พอใจแล้ว"

โอภาสเอื้อมมือมาแตะที่หัวของรุ่ง แล้วเขย่าเบา ๆ

"อือ... ! คิดแบบไหน ก็เป็นไปตามนั้นละกัน"

น้ำตาพลันเอ่อรอบดวงตาของรุ่งทันที ฝ่ามืออุ่น ๆ ของอาเขยที่สัมผัสอยู่บนศรีษะของเขา พร้อมกับคำตอบได้เขาเพิ่งได้ยิน เป็นสิ่งที่มีค่าเกินคำบรรยาย

อาเขยละมือจากหัวของหลาน ลงมาจับที่ข้อมือ

"งั้น อาก็ขอสิ่งแลกเปลี่ยนเรื่องนึงแล้วกัน รุ่งทำให้ได้อยู่แล้ว ถ้ารุ่งจะทำให้พ่อภูมิใจ อาก็อยากจะให้รุ่งหมั่นฝึกมโนมยิทธิเป็นประจำ จะได้มากบ้างน้อยบ้าง ไม่สำคัญ ตราบใดที่เรายังไม่บรรลุอริยะ มันก็จะมีญาณที่ขึ้น ๆ ลง ๆ แจ่มใสเป็นบางวัน เลือนลางเป็นบางวัน นั่นไม่เป็นไร แต่ขอให้อย่าทิ้ง หมั่นฝึกเป็นประจำ แค่นี้ รุ่งทำได้มั้ย ?"

หลานชายพยักหน้าทันที

"ได้ ได้ครับ ผมทำได้"

ชูจิตมองหน้าหลานชายด้วยความภูมิใจ

"พ่อกับแม่ของรุ่งต้องภูมิใจในตัวรุ่ง เหมือนกับที่คุณย่าภูมิใจ ตอนที่อามาถึงที่นี่ คุณย่ารีบเรียกอาขึ้นไปที่ห้องนอน ไปดูของขวัญวันเกิดที่ทำให้คุณย่าปลื้มใจที่สุด เข้าใจคิดนะเรา"

รอยยิ้มปรากฏบนสีหน้าของหลานชาย

"ตอนแรกก็สองจิตสองใจเหมือนกันครับ ว่าจะหาวิธีเอารูปเข้าบ้านมายังไง ไม่ให้คนอื่นถาม ไม่ให้คนอื่นเห็น แต่สุดท้าย ก็ตัดสินใจเดินแบกเข้ามาเอง แต่เอากระดาษห่อปิดรูปไว้ แล้วยกขึ้นไปห้องคุณย่าเลย ทางกลับปลอดโปร่งโล่งตลอด"

อาสาวยิ้มที่ได้รับฟังว่า เรื่องราวผ่านไปได้ด้วยดี

"รูปนี้รุ่งได้มาจากไหน ?"

"รูปนี้อยู่ในกล่องอาร์เอ็มเอของพ่อครับ เป็นรูปเดียวที่คุณย่าถ่ายคู่กับพ่อสองคน ผมไปจ้างคนรู้จักที่เป็นนักวาดภาพ ให้วาดออกมา แล้วรูปนี้ก็เป็นรูปที่ทั้งคู่ยิ้มให้กล้อง"

"เป็นของขวัญที่ดีที่สุดในปีนี้เลยนะ คุณย่าบอกอาจิตเอง"

หลานชายยิ้มด้วยความภาคภูมิใจ ความชื่นชมจากญาติผู้ใหญ่ที่ได้รับกลับมา สามารถลบล้างความลำบากกาย ลำบากใจที่ผ่านมาได้หมด นับว่าคุ้มค่าที่เขาได้มาร่วมงานในวันนี้ ได้พบเจอกับคนที่เขาควรได้พบ ได้ยิน ในสิ่งที่เขาควรได้ยิน

*********************************************************************************

อ่านหน้า> 2, 3
นิยาย 'หมอเถื่อน' รวมเล่มฉบับแรก เปิดให้จองแล้ว กดที่นี่