ตอน 50

อดทนหน่อยนะ

สั่งซื้อ หนังสือนิยาย 'หมอเถื่อน' รวมเล่มฉบับแรก ราคา 380 บาท

ชื่อ รุ่งโรจน์ จิระนาวี พร้อม วัน เดือน ปีนักษัตรที่เกิด ถูกเขียนในกระดาษ วางลงบนพาน

นง… สาวร่างทรงนั่งขัดสมาธิ ยกมือขึ้นพนม แล้วค่อย ๆ หลับตา

ระหว่างร่างทรง และ คนป่วย มีโต๊ะเตี้ย ๆ สำหรับตั้งเทียน  บนโต๊ะมีต้นตะไคร้วางอยู่สิบกว่าต้น

คนป่วยไม่สามารถยันกายในท่านั่งบนพื้นได้ จึงนอนหงาย

อาน้อยนั่งขัดสมาธิในมือถือกระดาษ และ ปากกาเตรียมจด

สักพัก ร่างทรงเริ่มเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล ดวงตาสองข้างปิดสนิท

“ท่านมิใช่ธาตุดิน เหตุใดจึงทำตนเหมือนธาตุดิน ?”

เสียงของร่างแผ่วเบามากจนคนป่วยไม่ได้ยิน อาน้อยยกมือขึ้นไหว้ 

“ท่านปู่ช่วยพูดอีกครั้งได้หรือไม่ครับ ? รุ่งเค้าไม่ได้ยิน”

ร่างทรงหันหน้าไปทางคนถาม
“เรามิใช่ท่านปู่ เราคือพระนาง  ครานี้ ท่านปู่มิได้มา แต่เป็นวาระของเรา”

อาน้อยถามต่อ
“พระนางมีพระนามว่าอย่างไร ครับ ? ผมจะได้เอ่ยชื่อท่านถูก”

ร่างตอบด้วยน้ำเสียงที่ดังขึ้นเล็กน้อย
“นามของเรา ยังมิได้จัดว่าสำคัญ  เราจะแจ้งนามให้ท่านทราบภายหลัง ขณะนี้ คนป่วยนั่งอยู่ ณ ที่ใด ?”

รุ่งตอบ
“นอนอยู่ครับ”

ร่างทรงพยักหน้ารับรู้
“เช่นนั้น ให้ท่านนอนพนมมือ เราจะสวดมนต์ ระหว่างเราสวดมนต์ ขอให้ท่านกล่าวในใจ ว่าท่านจะทำบุญตามที่พวกเขาต้องการ และ จะอุทิศบุญให้พวกเขา ขอให้สิ่งที่ติดสังขารท่านมา ละจากสังขารท่านโดยเร็ว กล่าวเสร็จแล้วให้ท่านหลับตาทำสมาธิไปเรื่อย ๆ จนกว่าเราจะสวดมนต์จบ  ท่านทำสมาธิเป็นหรือไม่ ?”

รุ่งตอบ
“ครับ ได้ครับ”

“เช่นนั้น ท่านเริ่มได้”

รุ่งยกมือขึ้นพนม แล้วหลับตา

เสียงของร่างทรง เปล่งมนต์เป็นภาษาที่ฟังไม่ออกด้วยสำเนียงคนโบราณ

รุ่งกล่าวในใจตามที่พระนางบอก เสร็จแล้วเขาก็ทำจิตสงบ มีสมาธิในการฟังเสียงสวดของพระนาง 

เขารู้สึกว่าน้ำเสียงมีความไพเราะจับใจ และ มั่นใจว่าภาษาที่ใช้สวด ไม่ใช่ภาษาบาลีแน่นอน เพราะไม่มีคำใดที่คุ้นเคย หรือ ใกล้เคียงกับภาษาบาลีที่คนไทยเคยผ่านหู

ประมาณห้านาที เสียงสวดมนต์สิ้นสุดลง

ร่างทรงเอ่ยขึ้น
“ประเดี๋ยว ร่างจะทำการคลายเส้นให้ท่านด้วยตะไคร้ ท่านจะต้องทนเจ็บในการคลายเส้น หากท่านไม่ได้รับการคลายเส้น อาการท่านจะเป็นอย่างนี้ ลุกเดินไม่ได้อีกหลายวัน ตอนนี้ ขอให้ท่านพยุงร่างของท่านขึ้นมานั่ง เราขออำลาชั่วคราว”

ร่างทรงค่อย ๆ ลืมตา

อาน้อยคลานเข้ามาหาคนป่วย
“รุ่ง ค่อย ๆ ลุกขึ้นมานั่งไหวมั้ย ?”

นงพูดด้วยน้ำเสียงปกติ
“คุณรุ่งค่อย ๆ ลุกนะคะ ทำยังไงก็ได้ให้มานั่งเหยียดขาตรง หันปลายเท้าไปด้านโน้น”

เธอชี้มือบอกทิศ

รุ่งถอนหายใจยาว  แค่เขาขยับตัว ก็รู้สึกเจ็บจนน้ำตาไหลแล้ว แต่การให้เขาเปลี่ยนจากนอนหงาย มานั่งกับพื้นแล้วเหยียดขาตรง เขานึกไม่ออกว่าจะเริ่มต้นยังไง ต้องขยับส่วนไหนก่อนจึงจะไม่เจ็บ

อาน้อยแนะนำ
“เอางี้ รุ่ง  ผมจะค่อย ๆ ประคองไหล่สองข้าง แล้วค่อย ๆ ดันรุ่งขึ้นไปดีมั้ย ? รุ่งจะได้ไม่ต้องใช้กล้ามเนื้อข้างหลัง”

รุ่งพยักหน้า

อาน้อยจัดท่าตัวเองอยู่ในท่าที่ถนัด แล้วค่อย ๆ ประคองต้นคอคนป่วยให้ยกขึ้นทีละน้อย จนไหล่พ้นพื้นพอสมควร จึงเปลี่ยนมาใช้มือค่อย ๆ ดันสะบักขึ้นไป
“ไหวมั้ย ?  ดันขึ้นอีกไหวมั้ย ?”

รุ่งพยักหน้า
“ได้ครับ ดันขึ้นอีกได้ เดี๋ยวผมเอามือช่วยยัน”

รุ่งใช้มือสองข้างยันบนพื้นไว้ ทรงตัวจนหลังเกือบจะตรง  แต่มือที่ยันพื้นไว้ก็เกร็งจนสั่น

นงพูดขึ้น

“คุณรุ่งต้องยันพื้นไว้นะคะ อดทนหน่อย ถอดเสื้อด้วยนะคะ เดี๋ยวนงจะคลายเส้นที่หลังด้วยตะไคร้”

อาน้อยต้องช่วยใช้มือพยุงหลัง ในขณะที่รุ่งพยายามถอดเสื้อออกอย่างยากเย็น 

เสื้อถูกถอดเสร็จแล้ว อาน้อยเขยิบตัวออกห่าง

นงหยิบตะไคร้บนโต๊ะขึ้นมาหนึ่งต้น แล้วลุกเดินไปคุกเข่าข้างหลังรุ่งต้นตะไคร้


เธอใช้มือหนึ่งจับหัวไหล่รุ่ง อีกมือถือหัวของต้นตะไคร้ ค่อย ๆ กดลงไปที่เส้นเอ็นแนบสะบักหลังของรุ่ง
แรงกดของหัวตะไคร้ที่ผ่านลงไปที่สะบักทำให้รุ่งต้องหลับตา กัดฟัน 

นี่คงไม่ใช่แรงของผู้หญิงธรรมดาแน่ ๆ  ความเจ็บเกินบรรยายทำให้รุ่งถึงกับต้องอ้าปาก

นงสัมผัสได้ถึงร่างกายที่เริ่มสั่นเพราะความเจ็บ
“จะร้องออกมาก็ได้นะคะ จะได้ระบายความเจ็บ ร้องได้ค่ะ ไม่เป็นไร นงจะต้องเปิดเส้นให้คุณรุ่งก่อน ปล่อยไว้จะเดี้ยงไปตลอดแน่”

รุ่งสูดปากซี๊ด
“ไม่เป็นไรครับ ผมร้องไม่ออก แต่ผมทนได้ครับ”

นงเริ่มลงมือต่อ แรงกดของหัวตะไคร้ ที่กำลังฝังลงในเนื้อนั้นสร้างความเจ็บปวดมหาศาลอยู่แล้ว นงยังต้องลากหัวตะไคร้ไปตามร่องสะบักเพื่อดึงเส้นที่จมอยู่ออกจากกระดูก

อาน้อยมองดูแรงกดของร่างทรงบนสะบักของรุ่ง แรงนี้คงต้องมาจากฌาณ หรือ สิ่งอื่นใดมากกว่าแค่แรงของผู้หญิงธรรมดา  หน้าตาที่บูดเบี้ยวของรุ่งบ่งบอกถึงความเจ็บปวดอย่างมาก ปากของรุ่งอ้าค้างไว้ แต่ไม่มีเสียงใด ๆ เล็ดลอดออกมา

นงหยุดพัก รุ่งได้พักหายใจยาว ๆ เพียงครู่หนึ่ง

แล้วการคลายเส้นก็ถูกดำเนินต่อไป จากสะบักขวา ต่อด้วยสะบักซ้าย ต่อด้วยกระดูกสันหลังลงมาถึงกระดูกเอว  ความเจ็บปวดที่สุดแสนจะบรรยายทำให้แขนทั้งสองข้างของเขาที่ยันพื้นอยู่สั่นพั่บ ๆ

เมื่อจบการคลายเส้นที่กระดูกสันหลังบริเวณเอว  นงลุกขึ้นยืน เดินมาหยิบตะไคร้อีกสองต้น

ในมือเธอมีตะใคร้สามต้น คราวนี้เธอเปลี่ยนไปจับที่ปลายต้นตะไคร้ ทิ้งหัวตะไคร้ห้อยลงมา เหมือนคนกำลังถือโซ่

“คุณรุ่งทนอีกหน่อยนะคะ นงจะตีไล่เส้น ถ้าทนไม่ไหว ก็ร้องออกมาได้นะคะ”

นงยืนอยู่ข้างหลังรุ่ง แล้วเงื้อมือที่ถือตะไคร้ขึ้นสูงกว่าหัวไหล่ของเธอ หวดลงไปที่หลังของรุ่งสุดแรง

‘เพี๊ยะ’

รุ่งสะดุ้งสุดตัว เขารู้สึกถึงความเจ็บปวดแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิต
ไม่ทันที่จะหายใจได้สุด  หลังของเขาก็ถูกหวดซ้ำเป็นครั้งที่สอง

‘เพี๊ยะ’

อาน้อยถึงกับอ้าปาก เมื่อมองเห็นรอยแดงบนหลังรุ่ง

‘เพี๊ยะ ๆ ๆ ๆ ๆ”  เสียงหวดแบบไม่ยั้งมือของนง ยังคงดังต่อไป

รุ่งรู้สึกความเจ็บปวดอย่างรุนแรงที่บริเวณสะบักหลังทั้งสองข้าง กระดูกหลัง และ กระดูกเอว

‘เพี๊ยะ’ คราวนี้ เขาจำเป็นต้องระบายความเจ็บออกทางปาก
“อา…!!!”

หัวตะไคร้แตกเป็นเส้นแล้ว

นงเดินไปที่โต๊ะ วางตะไคร้ที่ใช้ไม่ได้แล้วลงบนโต๊ะ แล้วหยิบตะไคร้ใหม่อีกสามต้นขึ้นมา

รุ่งมองไปบนโต๊ะ เห็นซากตะไคร้ที่แตกเป็นเส้น  นั่นคงเป็นแรงหวดที่มหาศาลจริง ๆ

ตะไคร้รุ่นใหม่ ทำงานได้อย่างไม่มีที่ติ

“เพี๊ยะ ๆ ๆ ๆ” 

รุ่งสะดุ้งเฮือกทุกครั้งที่ตะไคร้กระทบแผ่นหลัง เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะสามารถทนความเจ็บปวดขนาดนี้ได้โดยไม่ร้องโวยวายออกมา  หรือว่า มันเจ็บปวดมากเกินกว่าที่จะระบายออกเป็นเสียงกันแน่ ?

ตะไคร้ชุดที่สองแตกเป็นเส้นหมดแล้ว

รุ่งถอนหายใจยาว แขนทั้งสองข้างที่ยันพื้นอยู่สั่นระริก  เขามองไปที่โต๊ะ ยังเหลือตะไคร้อยู่อีกชุดหนึ่ง เขาคงต้องอดทนรับให้ได้อีกชุด

นงเดินไปที่โต๊ะ วางตะไคร้ที่ใช้ไม่ได้แล้วลงบนโต๊ะ  แล้วเธอก็ค่อย ๆ ทรุดตัวลงนั่ง

รุ่งถอนหายใจยาว ๆ อีกครั้งด้วยความโล่งใจ  นั่นแสดงว่า ไม่มีการหวดชุดต่อไป

หลังของรุ่งมีรอยไหม้เป็นริ้ว ๆ พาดอยู่เต็มพื้นที่ ตั้งแต่สะบักลงมาถึงเอว

อาน้อยยื่นเสื้อกลับให้รุ่ง เขาค่อย ๆ สวมได้ด้วยตนเอง ไม่จำเป็นต้องให้ใครช่วย

นงหลับตา พนมมือ  สักพัก น้ำเสียงของเธอก็เริ่มเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงของพระนาง

“ท่านลองลุกขึ้นยืน"

"ครับ"

รุ่งใช้มือยันพื้น แล้วค่อย ๆ ลุกขึ้นอย่างช้า ๆ ความเจ็บที่กล้ามเนื้อหลังคลายตัวลงอย่างมาก เขาสามารถยืนตรงได้โดยไม่เจ็บกล้ามเนื้อเหมือนเดิม

ร่างทรงถาม

"ท่านยืนขึ้นได้หรือยัง ?"

"ครับ ยืนได้แล้วครับ"

"อาการเจ็บที่หลัง ลดไปหรือยัง ?"

"ครับ ลดลงไปเยอะเลยครับ"

ร่างพยักหน้า

"เช่นนั้น ท่านจงก้าวขาเดิน เดินให้เหมือนปกติ"

รุ่งค่อย ๆ ก้าวขา อาการเจ็บที่หลังทุเลาลงมาก แต่ก็ยังรู้สึกเจ็บบริเวณกระดูกเอวเมื่อก้าวขา เขาจำเป็นต้องลากขาข้างขวาให้เรี่ยพื้นตลอด

คนป่วย เดินวนไปมา ห้าหกก้าว ท่าทางกะย่องกะแย่งเหมือนคนที่ขาพิการไปหนึ่งข้าง

"ท่านเป็นอย่างไรบ้าง ?" ร่างทรงถาม

"ครับ เดินได้ดีขึ้นมากครับ ไม่ต้องมีคนพยุง แต่ยังไม่เหมือนปกติครับ"

"ไม่เหมือนปกติอย่างไร ?"

"ขาข้างขวาผมยกไม่ได้ครับ มันจะเจ็บหลังมากถ้าฝืนยก แต่ก็พอเดินกะเผลกได้"

ร่างพยักหน้ารับรู้

"ท่านนั่งลงได้"

รุ่งค่อย ๆ ทรุดตัวลงนั่งด้วยตนเองอย่างช้า ๆ โดยไม่ต้องมีคนพยุง นับว่าเป็นพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

"อาการท่านจะค่อย ๆ ดีขึ้นภายในเจ็ดวัน ท่านจะเดินได้คล่องมากกว่านี้ เมื่อเส้นสายของท่านคลายมากขึ้น"

รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของรุ่ง เขายกมือไหว้

"ขอบคุณท่านมากครับ เจ็ดวันผมรอได้ครับ ขอให้กลับมาเดินได้เหมือนเดิมผมก็พอใจแล้ว วิธีรักษาแบบนี้ นำไปใช้กับคนอื่นได้มั้ยครับ ?"

"ไม่ได้ หากไม่ได้เรียนวิชาการปรับย้ายเส้นลมปราณคนป่วย จะรักษาใครแบบนี้ไม่ได้ อันตราย"

รุ่งพยักหน้า

"ครับ"

ร่างยกนิ้วชี้ขึ้น

"ในเจ็ดวันนี้ เราขอให้ท่านส่งเจ้ากรรมนายเวร"

"ส่งเจ้ากรรมนายเวร ?"

ร่างพยักหน้า

"ใช่ ให้ท่านนั่งสมาธิเจ็ดวัน เวลาใดก็ได้ เป็นเวลานานเท่าไหร่ก็ได้ จะสิบห้านาที หรือ ครึ่งชั่วโมง แล้วแต่ท่านจะเห็นเหมาะสม แล้วอุทิศส่วนกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวรที่เข้ามาเกาะสังขารของท่าน ให้เขาละจากกายท่าน เมื่อทำครบเจ็ดวันแล้ว วันที่แปดให้ท่านไปใส่บาตร อุทิศบุญให้เขา"

อาน้อยกำลังจดทุกอย่างลงในกระดาษ

"ท่านนั่งสมาธิเป็นหรือไม่ ?"

"เป็นครับ"

"เช่นนั้น ท่านจงทำตามที่เราแนะนำตามนั้นก่อน ปัญหาเรื่องสังขารของท่านนั้น ยังมีอีกมากมาย หากท่านมิรีบแก้ไขเสียตั้งแต่ยังหนุ่ม ยามชราท่านจะลำบาก"

รุ่งมีสีหน้าเป็นกังวลทันที

"สังขารของผมมีอะไรผิดปกติเหรอครับ ?"

ร่างทรงพยักหน้า

"มี ความจริงท่านมิใช่ธาตุดิน ท่านรู้หรือไม่ ?"

รุ่งทำหน้าเหรอหรา

"ผมไม่เคยรู้มาก่อนว่าผมเป็นคนธาตุอะไรครับ ? มันสำคัญกับเรื่องสุขภาพของผมหรือครับ ?"

"ใช่ เพราะท่านมีธาตุที่ไม่สมดุลในกาย เวลามีสิ่งที่ติดสังขารท่านมาจากภายนอก ร่างกายท่านจะรับไม่ได้ มันจะฝังลงในเส้นสาย และ ไขกระดูก"

"สิ่งที่ติดสังขาร ? อย่างเช่นเจ้ากรรมนายเวรใช่หรือไม่ครับ ?"

ร่างพยักหน้า

"ใช่ นั่นเป็นเพียงเรื่องหนึ่ง แต่ท่านจะเล่าให้เราฟังได้หรือไม่ว่า ปกติ ท่านดำเนินชีวิตอย่างไร เหตุใด สังขารท่านถึงรับของติดค้างมามากมายเช่นนี้ ?"

"ครับ ถ้าหมายถึงเจ้ากรรมนายเวรครั้งนี้ ผมใช้ลูกดิ่งไปตรวจสุขภาพให้คนอื่น แล้วไม่ได้ขออนุญาตเจ้ากรรมนายเวรของเค้าก่อน ก็เลยโดนเล่นงานครับ"

ร่างทรงขมวดคิ้ว

"ท่านใช้สิ่งใด ทำอะไร ?"

"ลูกดิ่งครับ ลูกดิ่งเป็นก้อนหินแล้วก็มีสร้อยผูกไว้ ใช้ทำนายอะไรก็ได้ครับ แต่ผมจะใช้ทำนายสุขภาพ"

"ทำนายอย่างไร ?"

"ต้องใช้จิตถามครับ แล้วลูกดิ่งจะตอบโดยการแกว่ง"

ร่างทรงพยักหน้า ทวนคำ

"ใช้จิตถาม ใช้พลังจิตนี่เอง"

เธอเงียบไปสักครู่ แล้วเริ่มพูดต่อ

"เพราะท่านใช้สิ่งนั้น ท่านจึงต้องรับสิ่งติดค้าง สัมภะเว ฯ เบี้ยใบ้รายทาง มาสะสมอยู่ที่เส้นเอ็น และ กระดูกของท่าน เพราะสิ่งนั้น ทำให้ท่านรู้ในสิ่งที่หมอทั่วไปไม่รู้ ใช่หรือไม่ ?"

"ใช่ครับ"

"สิ่งที่เจ้ากรรมนายเวรของคนป่วยบังตาหมอได้ แต่บังท่านมิได้ ถ้าท่านยังใช้วิชานี้ สังขารท่านก็จะแย่ลง พลังของท่านจะลดลงเรื่อย ๆ"

รุ่งขมวดคิ้วสงสัย

"แสดงว่า ทุกคนที่ใช้วิชาลูกดิ่งนี้ ก็จะมีสุขภาพแย่ไปด้วยทุกคนใช่มั้ยครับ ?"

ร่างสั่นหัว

"มิใช่ เราพูดถึงตัวท่านเท่านั้น เพราะธาตุในกายท่านไม่สมดุล ท่านไม่รู้ด้วยซ้ำว่าท่านธาตุอะไร แล้วท่านจะรู้วิธีสร้างสมดุลธาตุในกายได้อย่างไร ? เมื่อธาตุในกายท่านไม่สมดุล พลังของท่านจะน้อย สิ่งแปลกปลอมอื่น ๆ จึงเข้ากายท่านได้โดยง่าย ภูมิคุ้มกันของท่านจึงต่ำ"

รุ่งพอเข้าใจสิ่งที่พระนางกำลังสื่อ

"พลังน้อย จะทำให้ผมใช้งานลูกดิ่งไม่แม่นยำ เกี่ยวกันมั้ยครับ ?"

ร่างทรงพยักหน้า

"แน่นอน พลังสะสมท่านไม่มี ทุกครั้งที่ท่านใช้วิชาของท่าน มันจะดึงพลังมาจากไขกระดูกแทน ทำให้ท่านอ่อนแอ เปิดโอกาสให้สิ่งอื่นแทรกสังขารท่านได้ง่าย เช่น บังไช"

"บังไช คือ อะไรครับ ?"

ร่างทรง ทำมือเป็นท่าทางประกอบ

"บังไช มีลักษณะเป็นละอองเล็ก ๆ เข้าทางผิวหนัง ลมหายใจ และ ปาก เข้าไปแล้วจะฟักเป็นตัวแล้วดูดพลังของท่าน สมัยปัจจุบันนี้เขาเรียกว่าอะไรรึ ? เราไม่แน่ใจ"

"ไวรัส ใช่หรือไม่ครับ ? หรือ แบคทีเรีย ?"

"มิใช่ไวรัส มันเป็นเชื้ออย่างหนึ่ง ซึ่งแพร่พันธุ์ได้เร็ว หากสังขารของท่านมีพลังสะสมที่เพียงพอ สิ่งเหล่านี้จะแทรกเข้ากายของท่านได้ยาก"

รุ่งนึกถึงสิ่งผิดปกติจากภายนอก ที่แทรกเข้ามาในร่างกายของเขาได้อย่างง่ายดายเป็นประจำ

"พยาธิ ใช่หรือเปล่าครับ ?"

ร่างทรงพยักหน้าช้า ๆ

"ใช่แล้ว พยาธิ สมัยของเรานั้น เขาเรียกกันว่า บังไช เชื้อตัวนี้เมื่อแทรกเข้ากาย ก็จะไชไปในอวัยวะต่าง ๆ หากไม่รักษา ก็สามารถทำให้ถึงตายได้"

รุ่งพยักหน้าพร้อมถอนหายใจ

"งั้นก็ใช่เลยครับ ผมโดนเป็นประจำ น่าเบื่อมาก"

สิ่งที่เขาเพิ่งรับรู้จากพระนาง ทำให้จิตใจเป็นกังวล ความอ่อนล้าจากความเจ็บปวดที่แผ่นหลัง ทำให้ใจเริ่มท้อ ทั้งเรื่องปัญหาการงาน ปัญหาการเงิน ปัญหาสุขภาพ ดูเหมือนกับเขากำลังใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งรอบข้างที่ไม่มีอะไรเป็นใจเลยซักอย่าง

รุ่งถอนหายใจยาว ๆ อีกครั้ง

"ท่านรู้สึกเหนื่อยรึ ?"

รุ่งยังมีรอยยิ้มบาง ๆ

"สงสัยช่วงนี้ดวงจะตก" เขาพูดแล้วหัวเราะเบา ๆ

ร่างพยักหน้าช้า ๆ

"ที่ท่านพูดก็ไม่ผิด ชีวิตท่านต้องอดทนไปอีกสองปี"

"เหรอครับ อีกสองปี ? ชะตาผมจะแย่ไปกว่านี้มั้ยครับ ?"

"ตอนนี้แย่ที่สุดแล้วรึ ?"

"ในความรู้สึกผม ผมแย่กว่าคนอายุเท่ากันในทุก ๆ เรื่อง การงานก็แย่ การเงินก็แย่ สุขภาพก็แย่"

ร่างทรงนับนิ้วมือตนเอง เพื่อคำนวณชะตาจากวันเดือนปีเกิด

"สองปี ท่านจงอดทนเถิด ในยามนี้ พลังของท่านอ่อนแอ หากท่านยังฝืนใช้ชีวิตเช่นเดิม ท่านจะแย่กว่านี้"

"ใช้ชีวิตเหมือนเดิม เรื่องไหนเหรอครับ ?"

"หากท่านยังใช้วิชาของท่าน ด้วยหินนั่น ร่างกายของท่านจะแย่"

"วิชาลูกดิ่งนี่เหรอครับ ? ผมจะแย่ขนาดไหนครับ ?"

"เราบอกไม่ได้ อาการของท่านจะค่อย ๆ ดีขึ้นภายในเจ็ดวัน เมื่อพ้นเจ็ดวันแล้ว ท่านฟื้นได้เท่าไหร่ ก็ได้เพียงเท่านั้น อาการที่หลงเหลือติดค้างนั้น เป็นส่วนของสังขารท่านเอง ไม่เกี่ยวกับเจ้ากรรมนายเวรใด ๆ อีกแล้ว ท่านเข้าใจที่เราพูดหรือไม่ ?"

รุ่งพยักหน้า

"ครับ สมมุติว่าพ้นเจ็ดวันไปแล้ว ถ้าผมยังมีอาการอะไรเหลืออยู่ นั่นคือ ผมจะแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว"

"มิใช่อย่างนั้น เราไม่ได้บอกว่าไร้ทางแก้ เราเพียงแค่บอกว่า อาการที่เหลือ ไม่ได้เกี่ยวกับเจ้ากรรมนายเวรครั้งนี้แล้ว"

"ผมมีข้อสงสัยจะถามครับ ทำไมเจ้ากรรมนายเวรถึงเล่นงานผมหนักขนาดนี้ ? เพื่อนผมอีกคนนึง เค้าก็ใช้วิชาเดียวกันตรวจสุขภาพให้คนคนนั้น แต่เค้าไม่โดนเล่นงาน"

"นั่นเพราะ เจ้ากรรมนายเวรของคนคนนี้ เขามีมากมาย แต่ละราย จ้องจะทวงจากเขาอย่างเต็มที่ ท่านไปขัดขวางในขณะที่ท่านมีพลังไม่เพียงพอ สิ่งนั้นก็แทรกเข้ากายท่านได้โดยง่าย สิ่งที่ติดมานั้น มาจากทางขอม ท่านปู่จึงให้เรามารับท่านแทน ท่านรู้จักเขมนคร (อ่านว่า เข-มะ-นะ-คอน) หรือไม่ ?"

รุ่งสั่นหัว

"ไม่เคยได้ยินครับ"

"เขมนคร เป็นดินแดนที่เราเคยปกครอง ปัจจุบันนี้ เป็นส่วนหนึ่งของประเทศเขมร เราจำเป็นต้องใช้ภาษาขอมในการสวดให้กับเจ้ากรรมที่ติดสังขารท่าน พวกเขาเข้าใจภาษาของเราเป็นอย่างดี แล้วได้รับบุญกุศลอย่างเต็มใจ"

"ท่านเป็นชาวขอมหรือครับ ?"

"ในอดีต เราเป็นเจ้าเมืองเขมนคร ซึ่งถือว่าเป็นชนชาติขอม"

"ถ้าเลยเจ็ดวันไปแล้ว ผมยังเดินเป็นปกติไม่ได้ วิธีแก้คืออะไรครับ ?"

"ท่านอาจจะต้องเลิกใช้วิชาของท่าน เพราะวิชาของท่านไม่เหมาะกับธาตุในตัวท่าน"

เลิกใช้ลูกดิ่ง ! เรื่องนี้จัดว่าเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตของเขาแน่นอน

"ผมควรจะเลิกใช้ลูกดิ่งหรือครับ ? มีวิธีอื่นอีกหรือเปล่า ที่ผมจะปรับ เพื่อให้ใช้ลูกดิ่งได้ต่อไป ?"

"ด้วยธาตุของท่านไม่ใช่ธาตุดิน ไขกระดูกของท่านก็สกปรกไปด้วยของติดค้าง หากพ้นเจ็ดวันแล้ว ไขกระดูกของท่าน ยังไม่ฟื้นกลับมาเป็นปกติ แล้วท่านยังฝืนใช้วิชาของท่านต่อไป ท่านอาจจะต้องเดินเหมือนคนพิการเช่นนี้ไปตลอด มันคุ้มกับท่านหรือไม่ ? ในเมื่อตอนนี้ วิชาที่ท่านใช้อยู่ ก็หาได้มีความแม่นยำเหมือนเดิมแล้ว ท่านจะไปตรวจให้ใครได้เล่า"

รุ่งนิ่งเงียบ ไม่มีคำพูดใด ๆ

ร่างทรงพูดต่อ

"เราเข้าใจท่าน ท่านต้องการช่วยเหลือผู้อื่น ท่านลองใช้เวลาเจ็ดวันนี้ พยายามทำสมาธิฟื้นฟูสังขารของท่านให้ดีที่สุด พ้นเจ็ดวันไปแล้วค่อยมาดูอาการอีกที"

รุ่งพยักหน้า

"ครับ"

เขาเข้าใจดีว่าคำพูดของพระนางเป็นเพียงแค่คำทำนายอาการตามที่เป็นอยู่ คำทำนายไม่ใช่สิ่งที่กำหนดอนาคต

"หากท่านใช้เวลาสองปีนี้ เพื่อฝึกฝน ปรับธาตุในกาย ให้มีความแข็งแรง มีพลังมากกว่าเดิม พ้นสองปีนี้ ชีวิตท่านจะค่อย ๆ ดีขึ้น ท่านจะได้งานที่ท่านรัก มีรายได้ และ ท่านจะรายล้อมไปด้วยอิสตรี อนาคต ท่านจะเป็นที่พึ่งของคนอื่นได้อีกมากมาย "

รุ่งหัวเราะเบา ๆ ประโยคสุดท้ายของพระนางเป็นที่คุ้นเคยสำหรับเขา

"สภาพผมในวันนี้ สุนัขตัวเมียยังไม่มองเลยครับ"

"ตัวท่านเอง มีความคิดที่ไม่ถูกต้องบางส่วน ถูกต้องในบางส่วน"

"ส่วนไหนไม่ถูกต้องหรือครับ ?"

"ท่านยินดีฟังคำวิจารณ์ของเรารึ ?"

รุ่งพยักหน้า

"ยินดีครับ"

"ส่วนที่ไม่ถูกต้องคือ ท่านจัดเรียงลำดับความสำคัญในชีวิตผิด หากท่านจะช่วยเหลือเรื่องสุขภาพกับผู้อื่น ท่านต้องทำให้สุขภาพท่านเองมั่นคงเป็นหลักสำคัญเสียก่อน วิชาที่ท่านใช้ ต้องสามารถทำให้ท่านมีพลังเพื่อเผื่อแผ่แก่ผู้อื่นได้ หากท่านเองยังเอาตัวไม่รอด หรือ พิการไป ท่านคิดว่าท่านจะช่วยใครได้ ? ท่านกลับต้องเป็นภาระของคนอื่น เรามิได้หมายถึงท่านต้องไม่เจ็บไม่ป่วยไม่ไข้ เพราะไม่มีใครผู้ใดหลีกเลี่ยงความป่วยไข้ไปได้ แต่หากเป็นสมัยเรานั้น หมอทุกคนจะมีความรู้ในเรื่องการปรับธาตุ และ ลมปราณของตัวเอง ทำให้เมื่อป่วย ก็จะเยียวยาตนเองได้ แต่สมัยปัจจุบันนี้ แม้แต่หมอเอง ป่วยแล้วก็ยังไม่รู้ตัวว่าป่วย ท่านว่าจริงหรือไม่ ?"

"ครับ เห็นด้วยครับ"

"ท่านจะช่วยเหลือผู้อื่นด้วยการใดก็ตาม ท่านจะต้องช่วยตัวเองในเรื่องนั้นได้เสียก่อน แต่ตอนนี้ ท่านไม่มีอะไรที่มั่นคงซักอย่าง ท่านจะช่วยใครที่ไหนได้ ? ที่เราพูด ท่านคงเข้าใจได้ไม่ยาก"

"ครับ เห็นด้วยทุกอย่าง" ความจริงในข้อนี้ทำให้เขาถอนหายใจ

"แต่ท่านก็มีความคิดที่ถูกต้องเหมือนกัน การที่ท่านคิดจะช่วยเหลือผู้อื่น นั่นเป็นความคิดที่ถูกต้องเรื่องหนึ่ง อีกเรื่องหนึ่งคือ ที่นี่ ได้รับผู้คนที่มีปัญหามากมาย คนในวัยเดียวกับท่านก็มาที่นี่หลายผู้คน เรื่องที่ปรึกษาไม่พ้นเรื่องความรัก เรื่องคู่ครอง ท่านเป็นคนแรกที่จัดลำดับเรื่องความรักไว้เป็นเรื่องท้ายสุด ชายวัยฉกรรจ์เช่นท่าน หาได้น้อยที่มีความคิดเช่นท่าน"

รุ่งคิดตามคำพูดของพระนาง ไม่มีส่วนไหนที่ไม่ถูกต้อง

"นี่เป็นคำชมหรือเปล่าครับ ?"

ร่างทรงพยักหน้า

"ใช่ นี่ถือเป็นคำชม ท่านเป็นคนที่มีสมาธิดีมาก ยากที่หญิงคนใดจะทำลายสมาธิของท่านได้"

รุ่งหัวเราะเบา ๆ

พระนางกล่าวต่อ

"ความจริงท่านเป็นคนที่มีเสน่ห์ต่ออิสตรี แต่ด้วยอายุของท่านที่เข้าเกณฑ์อับ ถึงแม้จะมีสตรีชอบท่านมากมายเพียงใด ท่านก็ไม่สามารถจะลงเอยได้มีคู่กับใครสักคนได้ ท่านต้องอดทนอยู่ในสภาพนี้ไปอีกสองปี"

**************************************************************************************

รุ่งสามารถนั่งตัวตรงในรถตู้ได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีหมอนยันข้างหลัง อาน้อยนั่งอยู่ข้าง ๆ

อาน้อยเป็นถึงผู้บริหารระดับสูงของบางกอกซีดาร์ฟันปาร์ค แต่กลับใช้เวลามาดูแลเขาต้วยตนเอง

บุคลิกของอาน้อยเป็นคนที่มีเมตตา ใจเย็น ไม่ถือตัว การสอบถามเรื่องคุณพ่อกับอาน้อย คงไม่เป็นเรื่องยาก แต่กลับมาเกิดอาการเจ็บหลังขึ้นเสียก่อน สิ่งที่คิดจะทำ ก็ไม่ได้ทำ อะไร ๆ ก็ดูไม่เป็นใจซักอย่าง

คำพูดของพระนางทำให้เขาเป็นกังวลพอสมควร เขาจำต้องทนกับชีวิตที่ไม่เป็นโล้ไม่เป็นพายอย่างนี้ไปอีกสองปีจริง ๆ หรือ ?

ยิ้มเป็นคนแรกที่ทำนายว่าเขายังมีบริวารที่รออยู่อีกมากมายในอนาคต พระนางบอกว่าเขาจะเป็นที่พึ่งของคนอีกมากมาย ทั้งสองบอกว่าเขาจำเป็นต้องอดทน

คำว่าอดทน มันมีความหมายอย่างไรกันแน่ ?

สติของรุ่งเริ่มจะเคลิ้มไปเพราะความเพลีย

เขาค่อย ๆ ปิดเปลือกตา แล้วก็ผลอยหลับไป

**************************************************************************************

อ่านหน้าต่อไป >
นิยาย 'หมอเถื่อน' รวมเล่มฉบับแรก เปิดให้จองแล้ว กดที่นี่