ตอน 4

แฟนนี่ แม่มดน้อย

แฟนนี่

.....รุ้ง ถอนหายใจยาวหลาย ๆ ครั้ง....

สองสัปดาห์ที่ผ่านมามันหนักหนาจนทำให้เธอท้อใจ
แค่ลูกสาววัยสิบสี่ปีคนเดียว ก็ทำให้เธอเหนื่อยใจได้ขนาดนี้ 

ความเป็นแม่... ประสบการณ์ที่ไม่มีวันเต็ม 

จะต้องเป็นแม่คนสักกี่ปี ถึงจะรู้ครบทุกด้านว่า ควรเลี้ยงลูกอย่างไรให้ดีที่สุด  ?

ประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้นมาทุกวัน มันไม่ได้ซ้ำเดิมเลย   พรุ่งนี้จะมีอะไรใหม่อีก เมื่อไหร่เธอถึงจะเป็นแม่ได้สมบูรณ์เสียที ?

นาฬิกาบนผนัง บอกเวลาหนึ่งทุ่มตรง...

ลูกสาวขลุกอยู่ในห้องตั้งแต่กลับมาถึงบ้าน

คงอีกไม่กี่นาที  สองสัปดาห์ที่แย่ที่สุด ก็คงจะหมดไป  ชาตรีจากไปนานเหมือนแรมเดือน  เธออยากเพียงแค่เห็นหน้าเขาแล้ววิ่งเข้าไปซบอก  เขารู้วิธีจัดการเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างฉลาด  โดยเฉพาะเรื่องลูกสาว

เสียงรถยนต์จอดหน้าบ้าน 

รุ้งรีบวิ่งเข้าห้องน้ำ หวีผม  เธออยากให้สามีเห็นเธอในสภาพที่ดีกว่านี้  ไม่ใช่แม่บ้านหน้าละเหี่ยแบบนี้

เสียงตึงตังดังมาจากชั้นบน  ลูกสาวรีบวิ่งลงบันไดลงมา เปิดประตูออกไปรับพ่อ

รุ้งเดินออกมาหน้าบ้าน เห็นลูกสาวกับสามียืนกอดกันกลม

ชาตรี

“คิดถึงพ่อค่ะ” ลูกสาวโน้มตัวพ่อลงมาหอมแก้ม

“คิดถึงแฟนนี่เหมือนกัน” พ่อหอมแก้มลูกสาว “แม่ทำอะไรอยู่ ?”

“ไม่ทราบค่ะ  เดี๋ยวแฟนนี่ช่วยถือใบนั้น”

สาวน้อยช่วยคุณพ่อถือกระเป๋าใบเล็กที่สุด

“มีอะไรเล่าให้พ่อฟังตั้งเยอะ  โอ๊ะ ใบนี้หนักจัง เห็นใบเล็กไม่น่าจะหนัก สงสัยมีของฝากแฟนนี่เยอะ” 

เธอพยักหน้าแล้วหัวเราะคิก ๆ

รุ้งเดินออกไปช่วยรับถุงเล็กถุงน้อย

“อ้าว รุ้ง  อ้า... นี่ไง แม่ลงมาไม่ทันลูกซะแล้ว  ตอนโทรมาก็นึกว่าจะใช้เวลาเป็นชั่วโมง แต่วันนี้รถโล่ง มาถึงเร็วหน่อย”

รุ้งยิ้มให้สามี เธอไม่ได้พูดอะไร ค่อย ๆ ถือของเดินเข้ามาในบ้าน

*********************************************************************************************

สองทุ่ม...

ชาตรีเดินออกมาจากห้องน้ำในชุดนอน มองเสื้อผ้า สัมภาระต่าง ๆ ที่กระจัดกระจายอยู่ที่พื้นห้องนอน  ภรรยากำลังคัดเสื้อผ้าที่ต้องซักออกมาต่างหาก

เขาก้มลงประคองตัวเธอขึ้นมา “เดี๋ยว ไว้ค่อยจัดทีหลัง ยืนขึ้นก่อน”

ชาตรี ดึงเธอเข้ามากอดไว้ แล้วลูบหัว “เป็นไง  จะเล่ามาได้หรือยัง ?”

“หือ ?” รุ้งผงะหัวออกมามองหน้า

“หือทำไมเล่า คุณจะเล่ามาเอง หรือ จะให้ผมเดา ?”

“เรื่องอะไร ?”

เขาถอนหายใจแล้วยิ้ม
“ผมดูออกตั้งแต่หน้าบ้านแล้ว คุณน่ะเก็บอารมณ์ไม่อยู่หรอก เป็นยังงี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร  แต่ความจริง ผมจะบอกให้ก็ได้ว่า ตั้งแต่ผมโทรหาคุณจากแคนาดาวันก่อน ฟังเสียงคุณ ผมก็รู้แล้วว่ามีอะไรแน่ ๆ มีอะไรหือ ? …. อย่าให้ผมเดาน้า... ผมเดาน่ะ คงถูกแหง ๆ”

รุ้งยิ้ม แล้วซบหัวลงที่หน้าอกสามี

“ชาตรี คุณว่าชั้นเป็นแม่ที่แย่มากมั้ย ?”

สุดคำพูดสุดท้าย น้ำตาลูกผู้หญิงก็เริ่มไหลออกมาพร้อมเสียงฮือเบา ๆ

ชาตรีประคองภรรยามานั่งบนเตียง  หยิบกระดาษซับน้ำมูกน้ำตาให้ภรรยา

รุ้ง เริ่มระบายความในใจ

“ชั้นคิดอยู่เสมอว่า ชั้นจะไม่ยอมให้ใครเอาแฟนนี่ไป ถึงแม้ฤาษีจะมาเอาคืนก็ตาม ชั้นก็จะไม่ให้ แต่การที่ไม่ยอมให้คืนดี ๆ  เค้าจะทำให้ลูกไม่รักเรามากขึ้นเรื่อย ๆ  สุดท้าย ไม่ให้คืน ก็เหมือนให้คืน เพราะลูก ก็จะไม่รักเราเหมือนเดิม”

ชาตรี หัวเราะเบา ๆ
“คุณพูดอะไรของคุณ ?  รุ้ง  คุณเล่าแบบนี้ ผมไม่รู้เรื่อง มันจะอะไรใหญ่โตขนาดนั้น  คุณค่อย ๆ เล่ามาทีละเรื่องเถอะ  แค่สิบกว่าวัน มันจะมีอะไรเกิดขึ้นมากขนาดนั้นเชียวเหรอ ? ”

ภรรยา มองตาสามี “ชาตรี วันก่อน ชั้นเจอหนังสือเกี่ยวกับฤาษีที่ห้องแฟนนี่”

ชาตรีขมวดคิ้ว “หา เหรอ ? ”  คำพูดนี้ทำให้เขาแปลกใจเหมือนกัน

“นั่นไง  เป็นคุณ คุณจะคิดว่าไงล่ะ ? สุดท้าย เขาก็หาทางของเขาจนเจอ  ฤาษีพาลูกมาให้เรา ฝากให้เราเลี้ยง แล้วพอถึงเวลา ฤาษีก็มาเอาคืน  ชั้นกลัวเวลานี้มานานมาก ไม่นึกว่า วันนี้จะต้องมาเจอเหตุการณ์นี้จนได้”

ชาตรีไม่ได้ปักใจเชื่อเรื่องพวกนี้มากเท่าภรรยา  กับแค่การฝันว่า มีใครนำเด็กมาให้ระหว่างตั้งท้อง มันก็ไม่หมายความว่า เด็กคนนั้นไม่ใช่ลูกเรา

“ใจเย็นก่อนนะ รุ้ง  ผมก็แปลกใจเหมือนกัน ทำไมแฟนนี่เอาหนังสือเกี่ยวกับฤาษีมาอ่าน  แต่ คุณอย่าเพิ่งคิดไปในแง่ลบ เราก็เคยได้ยินว่า คนตั้งท้องหลายคน ฝันว่าเจ้าแม่กวนอิมพาเด็กมาให้  แต่ก็ไม่เห็นมีรายไหนที่เจ้าแม่ท่านเอาคืน  ลูกก็เป็นลูกของเค้า เค้าคลอดมา ก็เป็นลูกเค้า  แล้วคนพวกนั้นก็ถือว่าเป็นมงคลที่ลูกเค้าจะมีเจ้าแม่กวนอิมคอยคุ้มครอง  ทำไมเราไม่คิดอย่างนี้บ้าง ?   ฤาษีท่านเอาเด็กมาให้ เด็กคนนี้ก็มีท่านคุ้มครอง แต่ยังไงก็เป็นลูกเรา”

“ชั้นก็คงจะคิดอย่างนั้นได้  ถ้าแฟนนี่ไม่ได้มีพฤติกรรมเปลี่ยนไปแบบนี้  ก่อนนี้ แฟนนี่ก็เริ่มห่าง ๆ กับชั้น ไม่ค่อยเข้าหา  แต่แฟนนี่สนิทกับคุณเหมือนเดิม  แต่กับชั้น มันมีอะไรก็ไม่รู้  ชั้นไปทำอะไรให้แกเกลียดแกกลัว  ยิ่งเป็นห่วงมากเท่าไหร่ เหมือนกับยิ่งห่างออกไป  พอยิ่งตอนคุณไม่อยู่ ยิ่งไปกันใหญ่”

“มีอะไรตอนผมไม่อยู่ ? ไม่เห็นคุณเล่าทางโทรศัพท์เลย ?”

“แฟนนี่  เริ่มล็อกประตูห้อง ทุกเย็น  กลับมาแล้ว เข้าห้องล็อกประตู  กลางคืนออกมาเข้าห้องอาบน้ำ เสร็จแล้วกลับเข้าห้อง ล็อกประตู  แฟนนี่ไม่เคยทำยังงี้มาก่อน  เหมือนกับเค้าปิดบังอะไรอยู่”

“คุยโทรศัพท์ล่ะสิ”

“ไม่ใช่ เพราะอะไรรู้มั้ย ?   มีวันนึง ชั้นออกไปหน้าปากซอย โทรกลับเข้ามาจะถามว่าจะให้ซื้ออะไรมากินตอนเย็น  ไม่มีสัญญาณ แฟนนี่ปิดโทรศัพท์ตลอด  ชั้นกลับมาถึงบ้าน เดินไปบิดประตูห้อง ห้องยังล็อกอยู่  แต่แฟนนี่มาเปิดให้  ชั้นถามว่า ปิดโทรศัพท์ทำไม บอกว่ากำลังทำการบ้าน กลัวเสียสมาธิ”

สามีหัวเราะ
“รุ้ง... ไม่เอาน่า  คุณก็เคยอายุสิบสี่  ถ้าคุณหาเหตุผลกับลูกแบบนี้นะ ผมว่า..”

รุ้งสวนขึ้นทันที
“ฟังนี่ก่อน ชาตรี คุณฟังเรื่องนี้ แล้วคุณจะคิดใหม่  เงินสามพันดอลล์ปึกนั้น ที่หายไปทั้งซอง  เราสองคนหากันแทบตาย ชั้นว่าคุณน่าจะลืมไว้ในลิ้นชักรถ  คุณว่าชั้นอาจจะจัดเข้ากระเป๋าใบไหนไปแล้วแต่หาไม่เจอ  เราหากันแทบตาย ไม่เจอ  ตอนคุณไม่อยู่ ชั้นเจอมันในลิ้นชักของแฟนนี่”

ชาตรีหยุดคิดทันที 

“หา ! เป็นไปไม่ได้”

“มันเป็นไปแล้ว ชั้นเข้าไปเก็บเสื้อผ้าในห้อง  เปิดลิ้นชักชุดชั้นในของแฟนนี่ เจอมันวางหมกอยู่ใต้ชุดชั้นใน”

ชาตรีนั่งสั่นหัว เขาควรจะคิดว่าอะไรดี ถ้าไม่ใช่...

“คุณคิดว่า…”

ภรรยาเบือนหน้าไปทางอื่น  น้ำตาเริ่มไหล  เธอพูดด้วยเสียงเครือในลำคอ

“ไม่รู้สิ ชาตรี  ชั้นคงเป็นแม่ที่แย่มาก ที่มีความคิดแบบนี้  แต่ชั้นก็จะบอกให้คุณรู้ว่าชั้นคิดยังไง ชั้นไม่ได้คิดว่าแฟนนี่ตั้งใจขโมยเงินไปหรอกนะ แต่ ชั้นว่าแฟนนี่เป็นคนเจอเงินนี้  แล้วไม่มาบอกชั้น ทั้ง ๆ ที่เค้าก็รู้ว่าวันนั้น เราทะเลาะกันแทบตาย หาเงินปึกนี้    แฟนนี่เค้าคงรอให้คุณกลับมาก่อน แล้วจะคืนให้คุณเอง  ชั้นก็เลยยังปล่อยเงินไว้ในลิ้นชัก ไม่ได้บอกแฟนนี่ว่าชั้นรู้เรื่องเงินแล้ว ชั้นจะลองดูว่า แฟนนี่จะบอกคุณเมื่อไหร่   คุณเข้าใจมั้ย  แฟนนี่เค้ายังเห็นคุณเป็นพ่อ แต่ไม่ได้เห็นชั้นเป็นแม่”

“ไม่เอาน่า ทำไมคิดซะเลยเถิดขนาดนั้น ? ” ชาตรีโน้มหัวภรรยาเข้ามากอดอีก “ไม่เอาน่า คุณคิดมากขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ? ”

“มันเป็นไปได้นะ ชาตรี ฤาษีอาจจะเริ่มเตือนเราแล้วว่า นี่ไม่ใช่ลูกเรา”

ชาตรีถอนหายใจ เรื่องนี้คงเหนื่อยกว่าที่เขาคิดไว้ตั้งแต่แรก

“รุ้ง ไม่เป็นไร  ผมจะจัดการเรื่องนี้  ผมจะลองไปคุยกับแฟนนี่  ถ้าผมรู้ว่าแฟนนี่เจอเงินแล้วไม่บอกคุณ ผมก็รับไม่ได้  ถ้าลูกคนนี้ไม่ใช่ลูกคุณ เค้าก็คงไม่ใช่ลูกผมด้วย  คงต้องมีการสั่งสอนกันรอบใหญ่ซะแล้ว  อย่างนี้มากเกินไป  จะเล่นสงครามเย็นแบบนี้  ผมยอมไม่ได้”

รุ้งนั่งสงบจิตใจบนเตียง  เธอนึกถึงเรื่องราวสมัยเมื่อตั้งท้องลูกสาว ความฝันที่มีฤาษีจูงเด็กหญิงคนหนึ่งเดินมาให้ ประทับอยู่ในใจเธอตลอด  เธอเอื้อมมือไปรับเด็กหญิงคนนั้น  ในใจมีความปีติ ดีใจจนน้ำตาไหล 

เธอนึกขอบพระคุณท่านฤาษีตนนั้นอยู่ตลอด  ความรักในลูกสาวคนนี้ มีมากจนค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความหวง ความระแวง

ครั้งนี้ เธอจะตั้งจิตใหม่  อธิษฐานกราบขอบพระคุณท่านฤาษีตนนั้น ที่มอบลูกสาวที่มีค่าที่สุดในชีวิตให้กับเธอ และ ขอให้เธอได้มีโอกาสดูแลลูกสาวคนนี้ตลอดไป ขอให้ท่านฤาษีดลใจให้ลูกสาวคนนี้รักเธอเหมือนกับที่เธอรัก
ท่านปู่ฤาษีชีวกโกมารภัจจ์
*********************************************************************************************

สองทุ่มครึ่ง...

แฟนนี่... สาวน้อยวัยสิบสี่ปี นั่งอ่านประวัติท่านฤาษีชีวกโก ฯ อยู่บนเตียงนอน 

เธอเห็นหนังสือนี้บนแผงขายหนังสือ มีอะไรบางอย่างมาดลใจให้เธอเปิดอ่าน  แล้วซื้อกลับมาที่บ้าน

ประวัติของท่านน่าประทับใจ ลูกลับ ๆ ของกษัตริย์ที่ ไม่ได้รับการยอมรับอย่างออกหน้า  แต่ใฝ่หาความรู้จนเป็นมหาบูรพาจารย์ด้านการแพทย์  ได้รับตำแหน่งที่มีเกียรติที่สุดของวิชาชีพหมอ คือ เป็นหมอประจำพระองค์ของพระพุทธเจ้า

วันนี้เป็นวันที่เธออ่านจบเล่ม  ถือเป็นวันดี  วันที่คุณพ่อกลับมาจากการเดินทางติดต่อธุรกิจในต่างประเทศ 

เธอรู้สึกอุ่นใจทุกครั้งที่มีคุณพ่ออยู่ด้วย  เธอเก็บเรื่องเป็นร้อยเป็นพันที่จะเล่าให้คุณพ่อฟัง  ทั้งเรื่องที่เครียด ทั้งเรื่องที่สนุก  
จุดสำคัญคือ เธอจะเรียบเรียงอย่างไรให้คุณพ่อเข้าใจ   มันคงยากที่ให้เด็กอายุสิบสี่มาอธิบายเหตุผลอะไร ๆ ที่มันซับซ้อนแบบนี้  แต่ถ้าเธอไม่พูด สิ่งเหล่านี้ก็จะอัดอั้นในใจเธอไปตลอด

“ก๊อก ก๊อก ก๊อก” เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น

“พ่อเอง แฟนนี่ พ่อเข้าไปได้หรือเปล่า ?”

แฟนนี่ลุกจากเตียง เธอยิ้ม  เดินไปเปิดประตู

“พ่อ อาบน้ำแล้วเหรอคะ ? ” เธอกอดพ่ออีกทีให้หายอยาก

“เอ้า ไป เข้าไปนั่งคุยข้างใน เดี๋ยวยุงเข้า”

สองพ่อลูกนั่งลงบนเตียง

“พ่อ แคนาดาเป็นไงบ้าง สวยมั้ยคะ”

“พ่อถ่ายรูปมาเป็นร้อย ๆ  ไว้แฟนนี่ไปโหลดออกมาจากกล้องแล้วกัน พ่อมีของมาฝากเยอะแยะ พ่อขอจัดของก่อน พรุ่งนี้จะเอามาถวาย”

“ดีเพคะ เด็จพ่อ”

พ่อยกมือลูบหัวลูกสาว
“สิบกว่าวันเนี่ย ดูเราโตขึ้นนะ”
ลูกสาวเอียงคอ “แหมพ่อ เด็กสมัยนี้ โตเร็ว พ่อไม่รู้เหรอ”

พ่อยกมะเหงกเขกหัวเบา ๆ

“มีอะไร เล่าให้พ่อฟังบ้าง หือ”

“มีเยอะค่ะ อือ”
เธอนึกแล้ว เริ่มเปลี่ยนสีหน้า “พ่อจะเอาเรื่องไหนก่อน ?   เรื่องเครียด หรือ เรื่องสนุกก่อน ? ”

“จัดมาเลยลูก  วันนี้พ่อมีเวลาให้ทั้งคืน พรุ่งนี้พ่อไม่ได้เข้าออฟฟิศ  ลูกจะเล่าเรื่องไหนก่อนก็ได้”

ลูกสาวจัดแจงนั่งตัวตรง เหมือนจะตั้งใจพูดเรื่องจริงจัง
“อือ... เรื่องไหนก่อน เอ... เอาเรื่อง เอ่อ...  หนูมีสิวขึ้นที่นี่”

เธอชี้ที่รอยสิวบนหน้า

คุณพ่อหัวเราะ “ไหน ?.. นิดเดียวเอง พ่อเห็นเด็กแคนาดา หน้าตกกระ น่าเกลียดกว่าแฟนนี่ตั้งเยอะ  อะไร ? นี่เหรอเรื่องสนุกน่ะ ? ”
“ป่าวค่ะ เรื่องสิวเนี่ย เรื่องเครียดซีคะ”

เธอหยุดสักพัก  ตั้งใจว่า จะเข้าเรื่องจริงจังซักที

“พ่อคะ  แฟนนี่มีเรื่องไม่สบายใจ อยากเล่าให้พ่อฟัง  พ่อสัญญาว่าจะไม่โกรธแฟนนี่นะคะ”

“เรายังไม่ได้เล่าเลย พ่อจะรู้ได้ยังไงล่ะว่าจะโกรธมั้ย”

ลูกสาวทำหน้าบึ้ง

“จ๊ะ เล่ามาเถอะ แฟนนี่ พ่อไม่โกรธ ถ้าลูกมีเหตุผล เล่า ดีกว่าเงียบ แฟนนี่รู้อยู่แล้ว เราเคยสัญญากันไว้แล้วว่า ถ้ามีเรื่องอะไร ต้องเล่าให้ฟัง  พ่อกับแม่อภัยให้ได้หมด  แต่ถ้าลูกไม่เล่า แล้วพ่อแม่รู้ทีหลัง จะเสียใจมากกว่า”

สาวน้อยพยักหน้า เธอตั้งสติ เรียบเรียงเรื่องที่จะพูด

“แฟนนี่อยากลืมเรื่องนี้  แฟนนี่ไม่อยากนึกถึง แต่ก็จะพูดครั้งนี้ แล้วไม่อยากนึกถึงมันอีกต่อไป  เรื่องคืนก่อนวันที่พ่อจะเดินทาง พ่อรู้มั้ยว่า แฟนนี่นอนไม่หลับทั้งคืน  แฟนนี่ไม่เคยเห็นพ่อกับแม่ทะเลาะกันหนักเท่าคืนวันนั้น แฟนนี่นอนร้องไห้ ขอให้บ้านเรากลับมาเหมือนเดิม  แฟนนี่กลัวว่า พ่อกับแม่ จะไม่ดีกันอีกแล้ว  พ่อรู้มั้ยว่า ที่พ่อตวาดแม่ เสียงพ่อดังขึ้นมาถึงข้างบน แฟนนี่ได้ยินหมด”

ชาตรี ถอนหายใจ เขารู้สึกวาบ เมื่อได้ยินคำพูดของลูกสาว  เขาตระหนักได้ทันทีว่า เขาได้ประพฤติตัวอย่างที่ไม่ดีให้ลูกสาวรับรู้

แฟนนี่เล่าต่อ
“แฟนนี่มีเวลาอยู่กับแม่มากกว่าพ่อ  แฟนนี่รู้ว่าแม่เป็นคนละเอียด  แม่ไม่ได้เป็นแบบที่พ่อว่า ที่พ่อว่าแม่ว่าแม่เป็นคนไม่ละเอียด นั่นไม่จริง  แม่เป็นคนมีระเบียบ ละเอียด  แล้วก็สอนแฟนนี่ให้เป็นแบบนั้น  แต่แค่ที่เรื่องเงินที่แลกมาแล้วหายไป  มันเป็นเรื่องอุบัติเหตุ  พ่อจะโทษแม่อย่างเดียว ไม่ได้หรอก”

“แฟนนี่  ลูกต้องเข้าใจใหม่นะ  พ่อไม่ได้มีทัศนคติแบบนั้นกับแม่ พ่อกับแม่ แค่เถียงกันในเรื่องของหายเท่านั้น พ่อไม่ได้ว่าแม่ไม่ดีไปเสียหมด”

“ค่ะพ่อ พ่อแค่ตำหนิว่า แม่ไม่รอบคอบเรื่องเงินที่แลกมามันหายไป เรื่องเดียวเท่านั้นใช่มั้ยคะ?”

“ใช่ แฟนนี่ เรื่องนี้ เรื่องเดียว  แล้วพ่อก็ไม่ควรพูดเสียงดังขนาดนั้น”

“พ่อคะ พ่อรู้มั้ยว่า เงินที่แลกมา สรุปว่ามันอยู่ที่ไหน ?”

ชาตรีรู้ทันทีว่าลูกสาวกำลังจะเข้าเรื่องที่เขาต้องการรู้  ถ้าเหตุการณ์เป็นแบบนี้  เขาก็เริ่มสบายใจมากขึ้นที่ได้ยินเหตุผล

“อยู่ที่ไหน ? แฟนนี่รู้เหรอ ?”

ลูกสาวพยักหน้า
“รู้ค่ะ พ่อจำได้มั้ยว่า เย็นวันนั้น พอกินข้าวเย็นเสร็จ แฟนนี่ก็เข้าไปช่วยพ่อจัดกระเป๋าเดินทาง ?   แล้วพ่อคุยกับแม่ว่าไปครั้งนี้ ไม่รู้จะเอากระเป๋าเอกสารไป หรือ หิ้วเป้ไปแทน แม่เลยเอาทั้งเป้กับกระเป๋าเอกสารลงมากองไว้ ให้พ่อเลือก พ่อก็จัดเอกสารใส่กระเป๋าของพ่อเอง”

คุณพ่อพยักหน้า จำได้

“แล้วพอตอนกลางคืน พ่อก็ทะเลาะกับแม่เรื่องเงินที่แลกมา หายไป แม่เป็นคนจัดเสื้อผ้าเดินทางทั้งหมดให้พ่อ แม่ก็น่าจะรู้ว่าวางซองเงินไว้ในกระเป๋าไหน  แฟนนี่ได้ยินหมด  พอวันต่อมา พ่อเดินทางไปแล้ว แฟนนี่ตื่นมาตอนเช้า เห็นแม่นั่งร้องไห้”
เธอพูดแล้วเริ่มมีน้ำตาคลอ

ชาตรีรู้สึกว่าใจของเขาเล็กลงเท่าหัวแม่โป้ง  เขารู้สึกเสียใจที่ได้ยินเรื่องแบบนี้

น้ำตาเริ่มหยดลงจากแก้มของสาวน้อย
“แฟนนี่ ไม่เคยเห็นแม่ร้องไห้มาหลายปีแล้ว แม่เป็นคนแข็งแกร่งมาตลอด แต่วันนั้น แม่นั่งร้องไห้ที่โต๊ะกินข้าว แฟนนี่ต้องเดินกลับขึ้นมาที่ห้อง นั่งร้องไห้ที่ห้อง  แฟนนี่สงสารแม่” 

สาวน้อยเริ่มปล่อยโฮ น้ำตาเริ่มพรั่งพรูออกมา

ชาตรีเขยิบเข้ามาชิดลูกสาว แล้วโอบลูกสาวไว้แน่น
“แฟนนี่ พ่อขอโทษ พ่อไม่น่าจะไปต่อว่าแม่ขนาดนั้น พ่อไม่รู้จริง ๆ ว่าจะทำให้แม่เสียใจ”

สองพ่อลูกกอดกันแน่น ชาตรีเริ่มมีน้ำตาซึม  เขาสำนึกผิดทันทีอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง

คุณพ่อเอื้อมมือไปหยิบกระดาษที่ปลายเตียง แล้วเช็ดน้ำตาให้ลูกสาว

แฟนนี่เลิกสะอื้นแล้ว ค่อย ๆ เล่าต่อ
“แฟนนี่ไม่รู้จะพึ่งใคร  แฟนนี่ก็ไปหาม๊อดที่บ้าน”

เธอหมายถึงเพื่อนร่วมชั้นที่สนิทที่สุดอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน ห่างไปอีกซอย 
“ม๊อดก็สอนอะไรแฟนนี่  เดี๋ยวแฟนนี่เอามาให้พ่อดู”

ลูกสาวเดินไปที่ลิ้นชัก หยิบถุงเล็ก ๆ ใบหนึ่งออกมา เดินกลับมาหา

เธอเปิดถุง แล้วหยิบลูกดิ่งที่คล้องกับสายสร้อยออกมา
“อะไรล่ะลูก ?   นี่ลูกดิ่งหนิ”
“ค่ะ พ่อรู้จักหรือค่ะ ? ”

ลูกดิ่ง

“พ่อรู้จักสมัยเรียนวิทยาศาสตร์น่ะ พวกวิศวโยธาเขาใช้วัดตอนก่อสร้าง แต่อันมันใหญ่กว่านี้”

แฟนนี่ ยกหลังมือปาดน้ำตาที่คลออยู่

“ม๊อดสอนให้แฟนนี่ใช้ลูกดิ่งถามหาของหาย”

“หา... มันใช้หาของหายได้ด้วยเหรอ ? ” เขาไม่เคยได้ยินเรื่องแบบนี้มาก่อน

“ค่ะ  ลูกดิ่งใช้ได้หลายเรื่อง ม๊อดเล่าให้ฟังว่า...”

แฟนนี่ค่อย ๆ เล่าเรื่องลูกดิ่งให้พ่อฟัง  ก็เป็นดั่งที่ใจเธอหวัง  คุณพ่อนั่งฟัง ไม่มีทีท่าต่อต้าน

“…. ทุก ๆ เย็น แฟนนี่ก็จะกลับมาบ้าน แล้วฝึกสมาธิก่อน แล้วก็ค่อยฝึกใช้ลูกดิ่ง  วันแรกก็ถามเรื่องเงินที่หายว่า หายไปที่ไหน  อยู่ในรถ หรือ อยู่ในบ้าน  ลูกดิ่งก็ตอบว่าอยู่ในบ้าน  แฟนนี่ก็ถามต่อว่าอยู่ที่ไหน  พอรู้คำตอบแล้วก็วิ่งลงไปหา  แต่ก็ไม่เจอ  ก็ยังไม่แม่น  วันต่อมาก็ถาม แล้วก็ไปหาตามจุดนั้น ๆ  แต่ก็ไม่เจอ  แต่คำถามที่ถามแล้วตอบตรงกันทุกครั้งคือ อยู่ในบ้าน ไม่ได้อยู่ในรถ  ประมาณวันที่สี่ หรือ ที่ห้านี่ค่ะ แฟนนี่ได้หนังสือประวัติของท่านฤาษีนี้มา”

เธอหันไปหยิบหนังสือประวัติท่านปู่ฤาษีชีวกโก ฯ ที่หัวเตียงมาให้คุณพ่อดู

“แฟนนี่อ่านไปนิดหน่อย แต่แฟนนี่รู้สึกได้ว่า ท่านเป็นคนที่น่าศรัทธา แล้วท่านจะช่วยแฟนนี่ได้  แฟนนี่ก็อธิษฐานขอให้ท่านช่วย  หลังจากอธิษฐาน แฟนนี่ก็เริ่มใช้ลูกดิ่ง  ถามว่าเงินที่หายอยู่ที่ไหน ลูกดิ่งตอบว่า ไม่ใช่ชั้นล่าง แต่เป็นชั้นบน  อยู่ในห้องของพ่อเอง  แล้วก็ถามต่อไปว่า อยู่ที่ไหน  อยู่ด้านบนตู้เสื้อผ้า  แฟนนี่ก็เข้าไปในห้องพ่อตอนที่แม่ไม่อยู่  แฟนนี่เห็นบนตู้เสื้อผ้ามีกระเป๋าหลายใบอยู่บนนั้น  แฟนนี่ก็ถามทีละใบ ลูกดิ่งตอบว่า อยู่ในกระเป๋าเอกสารใบสีดำ….”

เท่านั้นเอง... ความจำทั้งหมดของชาตรีก็กลับคืนมา !

ใช่ จริง ๆ  เขาจำได้แล้ว เย็นนั้นเขากำลังไม่แน่ใจว่า จะเอากระเป๋าสีดำ หรือ เป้ไปแทน  เขาจึงยัดซองใส่เงินดอลล่าร์ไว้ในกระเป๋าสีดำก่อน  ต่อมา เขาก็ตัดสินใจเลือกเอาเป้ไปแทนกระเป๋าเอกสาร  เขาจึงเก็บกระเป๋าเอกสารไว้บนหลังตู้ โดยลืมนึกไปว่า ได้ใส่ซองเงินไว้ในนั้นแล้ว ยังไม่ได้เอาออกมา 

“... แฟนนี่ ก็เลยหยิบกระเป๋าเอกสารสีดำออกมาเปิดดู  ก็เจอซองเงิน”

เธอลุกไปที่ลิ้นชักชุดชั้นใน เปิดลิ้นชักแล้วค้นเอาซองออกมา

“นี่ค่ะ พ่อ”

ชาตรีทึ่งในสิ่งที่ได้เห็น ลูกดิ่งนี้มีความสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้จริง ๆ ด้วยหรือ ?

“พ่อลืมเองแหละ  ตอนที่จะเอาเป้ไปแทน พ่อก็เก็บกระเป๋านี้ขึ้นไป ลืมว่ามีเงินอยู่ข้างใน  แล้วทำไมแฟนนี่ไม่บอกแม่ล่ะ ? ”

“แฟนนี่ไม่กล้าบอกค่ะ ถ้าแม่ถามว่าแฟนนี่รู้ได้ยังไงว่าเงินอยู่ที่นั่น แฟนนี่ไม่กล้าเล่าเรื่องลูกดิ่งให้ฟัง แม่ต้องไม่เข้าใจแน่ ๆ”

“อือ... เรื่องนี้ พ่อก็ว่ามันอธิบายยากอยู่เหมือนกัน พ่อเองก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องลูกดิ่งนี่ แต่ก็ต้องยอมรับว่า ถ้าหาซองเงินเจอ ก็นับว่าน่าศึกษา  แล้วทำไมแฟนนี่ไม่เก็บซองไว้ในกระเป๋าเหมือนเดิมล่ะ ? รอพ่อกลับมาค้นเจอเอง”

“มันปิดไปแล้ว เปิดอีกไม่ได้ค่ะ ไม่รู้ว่ายังไง  สงสัยตอนที่แฟนนี่เจอ กระเป๋ามันเปิดล็อกไว้ พอเปิดแล้วหยิบซองออกมา แฟนนี่ปิดกระเป๋าไปก่อน แล้วมันก็ล็อกเลย พอจะเก็บซองเข้าไป มันเปิดไม่ได้แล้ว แฟนนี่ไม่รู้ว่ารหัสอะไร”

คุณพ่อพยักหน้าเข้าใจ เพราะกระเป๋าเอกสารต้องใช้รหัสสี่ตัวในการเปิด

“พ่อคะ แฟนนี่อยากจะขออะไรพ่อ  พ่อทำได้อยู่แล้ว พ่อกลับไปบอกแม่นะคะ ว่าเงินไม่ได้หายไปไหน พ่อเองที่ลืม  แม่ไม่ได้เป็นคนผิด  พ่อขอโทษแม่นะคะ”

ชาตรีเข้าใจเรื่องทั้งหมด และ ดีใจอย่างที่สุดที่ได้รู้ว่า ลูกสาวยังรักแม่ เป็นห่วงแม่  เขาโอบไหล่ลูกสาวเข้ามากอดอีกครั้ง

*********************************************************************************************

สามทุ่ม….

พ่อแม่ลูก ขลุกอยู่บนเตียงในห้องลูกสาว

รุ้งโอบไหล่ลูกสาวด้วยความรัก  เธอไม่ค่อยได้แสดงความรักแบบนี้บ่อยนัก  ปกติ เธอจะเข้มงวดกับภาระหน้าที่ที่ลูกสาวต้องรับผิดชอบ  ทำให้เธอดูเป็นแม่ที่แกร่งมากกว่าเป็นแม่ที่อ่อนโยน ในสายตาลูกสาว

“แฟนนี่ แม่เคยเล่าให้ลูกฟังเรื่องฤาษีเป็นคนพาลูกมาให้ ลูกจำได้มั้ย ?”

สาวน้อยพยักหน้า “ค่ะ แม่บอกว่า แฟนนี่เป็นลูกฤาษี แต่ ฤาษีมีลูกได้หรือคะ ?”

“คงไม่ได้มั้ง  ต่อไปนี้ แฟนนี่ ลูกต้องเข้าหาแม่ให้มากขึ้นนะ  ลูกต้องพูด อย่ากลัวแม่  ยิ่งลูกกลัวแม่ แม่ก็จะยิ่งไม่สบายใจ แม่ก็จะยิ่งจู้จี้  ถ้าแฟนนี่ยิ่งห่างออกไป แม่ยิ่งคิดมาก”

“ค่ะ แม่  แต่ยังไง แฟนนี่ก็เป็นลูกแม่ ไม่มีฤาษีคนไหนมาเอาแฟนนี่ไปหรอกค่ะ ฤาษีเป็นคนคุ้มครองเท่านั้น  แฟนนี่แค่กลัวว่า แม่จะไม่เข้าใจเรื่องลูกดิ่ง เพราะแฟนนี่ก็อธิบายมากไม่ได้ แฟนนี่ยังไม่ได้ไปเรียน  ก็เลยไม่กล้าเล่าให้ฟัง แฟนนี่ขอโทษนะคะ ที่หลบแม่มาตลอด”

“ก็... แม่ไม่ว่าหรอก  แฟนนี่ไม่พูดกับแม่ ก็พูดกับพ่อ  บางเรื่องพ่อจะเข้าใจ  แม่รู้  บางเรื่องแฟนนี่ก็พูดกับแม่ได้มากกว่า แต่ขอว่า ยังไงก็ต้องบอกสักคนนะ  ไม่บอกแม่ ก็บอกพ่อได้  อย่าปิด  อายุเท่าลูกน่ะ ยังไงก็ต้องมีที่ปรึกษานะ”

ชาตรียื่นมือมาหยิบลูกดิ่งในมือของลูกสาว

“ขอพ่อดูลูกดิ่งหน่อย  พ่อคุยกับแม่แล้ว เรื่องลูกดิ่งนี่  การให้แฟนนี่มาฝึกวิชานี้แบบนี้ พ่อกับแม่ไม่เห็นด้วย”

ลูกสาวทำหน้าเหรอ “อ้าว !!!....”  เธอค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นใบหน้าที่เศร้า

“ทำหน้ายังงั้นทำไม ? พ่อหมายถึง  วิชานี้นี่ พ่อว่าต้องมีเทวดา หรือ อะไรที่เป็นสิ่งที่มองไม่เห็นคอยช่วยเหลือ ทั้งพ่อและแม่ไม่สบายใจ ถ้าจะให้ลูกมานั่งฝึกเอง  ลูกยังเด็ก ต้องมีคนให้คำแนะนำ”

“ค่ะ”

“ลูกบอกว่า เขามีเรียนกันที่ไหน ?   ค่าเรียนคนละเท่าไหร ? ่  พ่อกับแม่จะไปเรียนด้วย”

“หา ! ” ลูกสาวทำตาโต “จริงป่ะ คะ ?”

รุ้งพยักหน้าให้กับลูกสาว  แฟนนี่โผเข้ากอดแม่อย่างแรง

“โอ๊ย !...” หน้าผากลูกสาวกระแทกแก้มแม่  รุ้งตีแขนลูกสาว
“นี่... แม่เจ็บนะ”

แฟนนี่ยังกอดคุณแม่อย่างแน่น
“ขอบคุณแม่ค่ะ ขอบคุณแม่  แม่ใจดีมาก  แฟนนี่รักแม่  อนาคตแฟนนี่จะช่วยคนอื่นเหมือนกับท่านปู่ฤาษี”

ชาตรีลูบหัวลูกสาว
“อย่าเพิ่งคิดอนาคต เราไปเรียนดูก่อนว่า วิชานี้ใช้ทำอะไรได้บ้าง ค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป  ถ้าลูกเล่าให้พ่อแม่รู้ เราก็จะช่วยดูแลให้ แฟนนี่จะได้สบายใจว่า ลูกไม่ได้หลบ ๆ ซ่อน ๆ”

รุ้ง ยิ้มแล้วสั่นหัวเบา ๆ
“อือ.. นี่ บ้านเราจะเป็นครอบครัวแม่มดแล้วหรือเนี่ย  หือ ? .. ว่าไง แฟนนี่ ? ”  เธอกระเซ้าลูกสาวเล่น

แฟนนี่ซบหัวลงบนบ่าแม่อีกครั้ง

รุ้งหันหน้ามามองสามีที่นั่งยิ้มอยู่ข้าง ๆ

ทุกครั้งที่มีเรื่องร้อนใจ เธอแน่ใจเสมอว่าสามีคนนี้เป็นคนที่พึ่งได้ จัดการปัญหาให้กับครอบครัวได้ทุกครั้ง

เธอนึกขอบพระคุณฤาษีในฝันตนนั้น ที่มอบของขวัญที่มีค่าที่สุดมาให้เธอ

บัดนี้เธอแน่ใจแล้วว่า ของมีค่าสิ่งนี้...แฟนนี่..... เป็นของเธอแน่นอน

__________________________________________________________________________________________

โดย วีรยาติ

กลับขึ้นด้านบน

นิยาย 'หมอเถื่อน' รวมเล่มฉบับแรก เปิดให้จองแล้ว กดที่นี่

 

อ่านตอนต่อไป
อ่านตอนอื่น

1. สมัครสมาชิก เว๊บบอร์ดที่นี่ (หากไม่สมัครสมาชิก จะโหวต หรือ แสดงความคิดเห็นไม่ได้) และ

2. แสดงความคิดเห็น หรือ โหวต

- ชอบตัวละคร ขอเชิญโหวตได้ที่นี่

- อ่าน หรือ แสดงความคิดเห็นที่นี่

เชิญเยี่ยม Facebook หมอเถื่อน

(ให้กำลังใจโดยเข้าไป แล้วกด Like หรือ เขียนคำวิจารณ์)