ตอน 45

เหนื่อยไหม ?

สั่งซื้อ หนังสือนิยาย 'หมอเถื่อน' รวมเล่มฉบับแรก ราคา 380 บาท

มัณฑนาได้รับข่าวอย่างเป็นทางการจากกิจบูรณาว่า บีทีพร็อพเพอร์ตี้ได้ผู้ถือหุ้นใหม่ คือ กลุ่มไชน่าโอเวอร์ซี แลนด์ แอนด์ อินเวสท์เมนท์

ธรรม์ถูกเรียกเข้าห้องประชุมสองต่อสองกับมัณฑนา

ผังแสดงชื่อคนในครอบครัวกิจบูรณาทั้งหมดถูกกางอยู่บนโต๊ะยาวในห้องประชุม

มัณฑนา และ ธรรม์ ยืนมองดูผังอย่างเคร่งเครียด

"ธรรม์ ช่วยเอาชาร์ทของเครือไตรสรณ์วางเทียบซิ !" แม่ทัพแห่งธุรกิจไตรสรณ์กำลังเรียกหมากในกระดานออกมาดู

ตัวแทนรุ่นที่สาม ถือผังของบุคคลากรในเครือไตรสรณ์อยู่ในมือ รีบจัดแจงวางลงบนโต๊ะถัดจากผังของครอบครัวกิจบูรณา

ทั้งสองคนชี้มือไปที่ผังทั้งสอง

ธรรม์พูดขึ้นก่อน

"ถ้ากิจบูรณามาแบบนี้ งานนี้เราคงต้องส่งคนของไตรสรณ์เข้าไป แล้วดึงตัวพี่ฉายกลับ ผมนึกไม่ถึงว่ากิจบูรณาจะไม่เลือกพรีมาเวร่าตามที่เราเสนอกันไป"

มัณฑนาพยักหน้า

"อาก็นึกไม่ถึง ถ้าพวกเค้าไม่เอาพรีมาเวร่า เราก็คงหาที่ลงใหม่ให้คุณฉายได้ กิจบูรณาคงต้องการกิจการนี้จริง ๆ ถึงกล้าทำกันแบบนี้ ที่นี่ เราคงต้องส่งคนของครอบครัวเข้าไปเอง"

มัณฑนาดูผังเครือไตรสรณ์ เธอชี้มือไปที่คนในครอบครัวแก่งอุดมซึ่งเป็นญาติสนิททางฝ่ายคุณพ่อวิฑูรย์

"น่าจะเป็นนิค ลองทาบทามนิคดูนะธรรม์ นิคท่าทางฉลาด คุยกันรู้เรื่อง น่าจะดูแลผลประโยชน์ให้เราได้"

ธรรม์หรี่ตา เขามีความคิดอื่นอยู่ในใจ

"คุณนิคเค้าก็ดูแลที่นั่นได้ดีอยู่แล้ว หากมูฟเค้ามา ทางโน้นจะหาคนไปแทนยาก คุณนิคเป็นคนเก่ง แต่ยังไม่น่าจะใช่คนที่เราต้องการ แก่งอุดมยังไงก็เป็นแก่งอุดม เขาเป็นแค่หลานคุณปู่วิฑูรย์ ที่บีทีนี่เราน่าจะส่งคนของเราจริง ๆ คนที่ใกล้กว่านี้"

มัณฑนาขมวดคิ้ว

"ใกล้กว่านี้ ?" เธอพูดแล้วหัวเราะ

เสธ.หนุ่มพยักหน้า

"งานนี้ต้องคนในเอง ถึงถ่วงน้ำหนักของทางโน้นได้ มันต้องเป็นรุ่นที่สามของเรานะครับ"

มัณฑนากลับมาดูผังของคนในครอบครัวไตรสรณ์

"คนของเรายังเด็ก มันจะกลายเป็นมวยคนละรุ่นน่ะสิ"

ธรรม์อมยิ้ม ทำให้เธอรู้ทันทีว่า เขาได้คิดอะไรไว้มากกว่านั้น

นักกลยุทธ์หนุ่มก้มลงมองที่ผังของทั้งสองเครืออีกที แล้วเขาก็หันมายิ้มกับเสนาธิการหญิง

"มันไม่สำคัญครับ อายุ กับ ประสบการณ์ไม่สำคัญ เราแค่ต้องการให้ทุกคนรู้ว่า เราส่งสายเลือดไตรสรณ์เข้าไป"

อาสะไภ้ยืนมองหน้าเสนาธิการ เริ่มเดากลยุทธ์ที่ซับซ้อนของเขา เธอมองกลับไปที่ผังของเครือไตรสรณ์ แล้วผงกหัวช้า ๆ

"แต่ทำไมคนในถึงสำคัญ กว่าประสบการณ์ ? หรือว่า... เราต้องการพาวเวอร์จากเสต๊คโฮลเดอร์อื่น ๆ เพราะถ้าเทียบแล้ว หากส่งนิคไป ยังไงนิคก็นามสกุลแก่งอุดม พวกสื่อต่าง ๆ ก็ไม่ได้รู้จักมากเท่ากับนามสกุลไตรสรณ์ แล้วถ้าต้องคุยกับปาร์ตี้อื่น ๆ ถ้าเป็นไตรสรณ์คุยเอง ก็จะได้ความเชื่อถือมากกว่า อีกอย่างคือซัพพลายเออร์ ถ้ามีคนนามสกุลไตรสรณ์ไปนั่งบริหารเอง ซัพพลายเออร์ในเครือของเราก็คงจะต่อยอดกันได้อีก"

ธรรม์พยักหน้า

"ครับ เราต้องใช้ป่าล้อม เขามีหุ้นใหญ่ ไม่เป็นไร เขาได้ตำแหน่งเป็นเจ้าเมือง แต่รอบวังเป็นป่าล้อมหมด เจ้าเมืองก็ทำอะไรไม่ได้ จ้าวป่ากลับจะมีอำนาจในการทำงานมากกว่าเจ้าเมืองซะอีก แต่ คนที่จะเป็นจ้าวป่า ต้องเป็นเลือดไตรสรณ์ ถึงจะมีบารมีพอ ไม่งั้น สิงสาราสัตว์ในป่าก็จะแตกแถว"

มัณฑนาพยักหน้า เขามองเห็นภาพเดียวกันกับหลานสามี

"ความคิดของธรรม์ก็ไม่เลว หลังจากงานวันเกิดคุณย่า สื่อก็จะรับรู้ว่าครอบครัวไตรสรณ์มีทายาทเพิ่มอีกคนหนึ่ง น่าจะเป็นเวลาที่เหมาะสมพอดี"

"ครับ ส่วนเรื่องกรรมการบอร์ด เราได้โควตากรรมการในบอร์ดสามคน จะส่งใครบ้างครับ ?"

"ธรรม์เองน่ะ หนึ่งคนแล้ว อีกสองคน ไว้ไปคุยกันในประชุมบอร์ดเรา ธรรม์คิดว่าน่าจะส่งใครไปล่ะ ?"

"น้าชาติล่ะเป็นคนหนึ่งแน่ เพราะเป็นไฟแนนซ์ที่เยี่ยมที่สุดของกลุ่ม น้าชาตินั่งอยู่สองบอร์ดน่าจะโอเค อีกคนไว้คุยในประชุมบอร์ดเราครับ เรื่องกรรมการบอร์ดที่จะส่งไปไม่น่ามีปัญหา แต่เรื่องคนของเรานี่ ต้องลงในตำแหน่งผู้จัดการให้ได้ ต่ำกว่านั้นจะทำงานไม่ถนัด มั่นใจว่าไชน่าโอเวอร์ซี ฯ จะจัดรูปองค์กรแบบมีกรรมการผู้จัดการ แล้วก็มีผู้อำนวยการฝ่าย"

"คิดเหมือนอา อาจะคุยกับกิจบูรณาวันพุธนี้ ตอนนั้นคงรู้ว่าเราจะได้ตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายไหนบ้าง แล้วค่อยจับคนของเราไปวางใต้ผู้อำนวยการของเรา"

มัณฑนามองหน้าเสนาธิการ แล้วย้ำ

"ธรรม์เตรียมคนของเราให้พร้อม ภายในหนึ่งเดือน ได้มั้ย ?"

เขาพยักหน้าทันที

"มั่นใจว่าได้ครับ แต่อามัณคงต้องคุยกับคุณย่าก่อนนะครับ"

มัณฑนาพยักหน้าให้

"เรื่องนี้อาจัดการเอง บีทีเป็นโครงการที่เราหวังไว้มาก คุณแม่คงจะเข้าใจ"

"ป่าล้อมเมืองแบบนี้ ภายในห้าปี เราน่าจะทำได้แบบเจ็นดรีมครับ"

ธรรม์ยังจำความสำเร็จเมื่อครั้งกลุ่มบริษัทไตรสรณ์ ได้เข้าไปรุกคืบกิจการอินทีเรียดีไซน์ที่ชื่อเจ็นดรีม เริ่มต้นโดยมีหุ้นเพียงยี่สิบเปอร์เซนต์ แต่ด้วยกลยุทธ์บวกด้วยแทคติคที่เหนือกว่า สุดท้ายกิจการนั้นก็ถูกกลุ่มไตรสรณ์ยึดได้ภายในสามปี

**************************************************************************************

รุ่งกำลังนั่งคอยเพื่อถูกเรียกสัมภาษณ์งาน หน้าห้องแผนกบุคคล

ความกระตือรือร้นสะท้อนออกมาได้ทางแววตาของเขา

สาวออฟฟิศเดินกันขวักไขว่ กลิ่นน้ำหอมจากสาวกระโปรงสั้นนางหนึ่งที่เพิ่งเดินผ่านไป โชยเข้าจมูกเป็นที่ถูกใจ

บรรยากาศของออฟฟิศถูกตบแต่งอย่างทันสมัย ผนังถูกทาด้วยสีอิฐ มีไฟสปอตสีเหลืองส่องเป็นจุด ๆ พนักงานแต่งตัวไปรเวทสุภาพ ทำให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย เพียงแค่ได้สัมผัสกับบรรยากาศของออฟฟิศนี้ ก็เพิ่มแรงจูงใจให้เขาอยากจะเข้ามาทำงานที่นี่ได้อีกเป็นเท่าตัว

เขาถูกเรียกมาสัมภาษณ์ที่นี่เป็นครั้งที่สอง การสัมภาษณ์ครั้งแรกเป็นที่ประทับใจกันทั้งสองฝ่าย รุ่งมองออกว่าผู้สัมภาษณ์ก็ประทับใจในตัวเขา และ เขาก็ประทับใจในผู้สัมภาษณ์คนนั้น ซึ่งจะเป็นหนึ่งในหัวหน้างานของเขาหากเขาได้เข้ามาทำงานที่นี่

การสัมภาษณ์ในวันนี้ เขาจะต้องพบกับผู้จัดการฝ่าย รุ่งไม่มีความตื่นเต้นกังวลใด ๆ เขาเป็นคนกล้าแสดงออกมาตั้งแต่เด็ก จะมีตำแหน่งใหญ่โตสักแค่ไหน เมื่ออยู่ต่อหน้าเขา ก็แค่เพื่อนร่วมโลกคนหนึ่ง

เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น เบอร์ที่ไม่อยู่ในหน่วยความจำแสดงบนหน้าจอ เขากดรับสาย

"ฮัลโหล สวัสดีครับ"

"สวัสดีค่ะ คุณรุ่งโรจน์ใช่หรือเปล่าคะ ?"

"ครับ ใช่ครับ"

"ดิฉันชื่อวัลภา เป็นเลขาของคุณมัณฑนานะคะ คุณมัณฑนาให้ภาโทรมา มีเรื่องจะขอสอบถามประวัติของคุณรุ่งหน่อยค่ะ"

รุ่งขมวดคิ้ว

"เลขาอามัณเหรอครับ ? ได้ครับ"

"คุณรุ่งโรจน์จบการศึกษาระดับไหนคะ ?"

"ปริญญาตรีครับ แต่กำลังจะจบปริญญาโท ถ้าสอบผ่านนะครับ คงจบแน่" เขาพูดแล้วหัวเราะ

เสียงปลายทางหัวเราะกลับมา

"ค่ะ"

เธอทวนคำตอบ "กำลังศึกษาต่อปริญญาโทนะคะ จบภายในปีหน้าใช่มั้ยคะ ?"

"ครับ ใช่ครับ"

"ปัจจุบันทำงานอยู่ใช่มั้ยคะ ?"

"เอ่อ... ก็ ครับ ไม่เชิง คือ กำลังเปลี่ยนงานครับ" เขารู้สึกลำบากใจกับคำถามนี้ อย่างน้อยคำตอบนี้ก็ดีกว่าคำว่า 'กำลังตกงาน'

"ค่ะ กำลังเปลี่ยนงานนะคะ งานปัจจุบันรายได้เท่าไหร่ต่อเดือนคะ ?"

รุ่งชะงักทันที

"โอ๋ย ! ..อามัณต้องการข้อมูลนี้ไปทำอะไรครับ ? จะใช้ในงานวันเกิดคุณย่าเหรอครับ ? ต้องประกาศเงินเดือนให้คนอื่นรู้ด้วยเหรอครับ ? "

ปลายทางรู้ตัวทันทีว่า สมควรจะต้องให้ข้อมูลมากกว่านี้

"ไม่ใช่ค่ะ ไม่ใช่ ขอโทษค่ะ ภาไม่ได้บอกจุดประสงค์ คือ คุณมัณฑนาต้องการเสนอตำแหน่งงานให้คุณรุ่งโรจน์ที่โครงการใหม่น่ะค่ะ เลยถามรายละเอียดก่อน"

"โครงการอะไรครับ ?"

"ยังบอกชื่อโครงการไม่ได้ค่ะ รายละเอียดคุณมัณฑนาคงจะคุยกับคุณรุ่งโรจน์เอง แต่เป็นโครงการที่ใหญ่แล้วก็มีแนวโน้มที่ดีมาก ถ้าคุณรุ่งกำลังจะเปลี่ยนงานพอดี ภาว่า น่าจะเป็นเวลาที่ลงตัวพอดี รายได้ของตำแหน่งนี้ จะประมาณสี่สิบ ถึง ห้าสิบเคค่ะ พอจะรับได้มั้ยคะ ?"

เธอหมายถึงสี่หมื่นถึงห้าหมื่นบาทต่อเดือน

รุ่งหัวเราะหึ ๆ.... เงินเดือนที่เก่ายังไม่ถึงสองหมื่นเลย สี่หมื่นนี่หมายถึงเป็นสองเท่าเทียบกับเงินเดือนที่เก่าเชียว !

ภาพข่าวพาดหัวนิตยสารก๊อซซิปไฮโซวิ่งเข้ามาในจินตนาการของเขาทันที

'ทายาทใหม่ไตรสรณ์ ที่แท้ก็มาจากเด็กตกงาน บุญหล่นทับ...นั่งเก้าอี้ผู้บริหาร !'

เขาสั่นหัวเพื่อสะบัดจินตนาการนี้ออกทันที

"ขอบคุณมากครับ ฝากบอกอามัณด้วยว่าขอบคุณมาก แต่ผมชอบงานที่ใหม่ของผมมากกว่าครับ เป็นงานที่ถนัดพอดี"

เสียงปลายทางตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงผิดหวัง

"เอ่อ... เหรอคะ ? ไม่ลองฟังรายละเอียดเนื้องานดูก่อนเหรอคะ ? ภาว่าเป็นงานที่ท้าทายมาก คุณรุ่งโรจน์จะได้ใช้ความสามารถได้เต็มศักยภาพ มีโอกาสเดินทางต่างประเทศบ่อย ๆ พอโครงการเปิด ชื่อเสียงของคุณรุ่งโรจน์ก็จะเป็นที่พูดถึงในสังคม"

รุ่งหัวเราะ

"เหอ ๆๆๆ ไม่ต้องรอโครงการนี้หรอกมั้งครับ เดี๋ยวพองานวันเกิดคุณย่า ผมก็ดังระเบิดระเบ้อแล้วไม่ใช่เหรอครับ ?"

วัลภาหัวเราะเบา ๆ เธอเป็นหนึ่งในทีมที่ช่วยเตรียมงานเลี้ยงวันคล้ายวันเกิดให้คุณย่า รู้ดีว่ารุ่งพูดถึงอะไร

"ค่ะ ถ้ายังงั้น คุณรุ่งโรจน์เก็บไปคิดก่อนนะคะ สักสองสามวัน คุณมัณฑนาคงจะโทรไปหาคุณรุ่งโรจน์อีกที หรือ ระหว่างนี้ หากคุณรุ่งโรจน์สงสัย จะสอบถามรายละเอียดเรื่องนี้ โทรหาภาได้นะคะ ตามเบอร์ที่ขึ้นนี่ เป็นโทรศัพท์มือถือภาค่ะ"

"ครับ ได้ครับ ขอบคุณครับ"

รุ่งถอนหายใจเฮือกใหญ่ สิ่งที่คุณอาบ้านใหญ่กำลังจะเสนอให้เขา ไม่ใช่ข่าวดีที่ทำให้เขาโล่งอกแม้แต่น้อย แต่ยังกลับสร้างความกดดันให้เขามากยิ่งขึ้น

เขามองเห็นภาพตัวเองในงานวันคล้ายวันเกิดคุณย่าได้ชัดขึ้น ในขณะที่ผู้คนต่าง ๆ กำลังจับจ้องกับทายาทรุ่นที่สามคนโตที่ได้เปิดเผยตัว ผู้คนก็ต่างค้นพบไปพร้อมกันว่า ทายาทใหม่คนนี้ ....'กำลังตกงาน'

อามัณไม่มีทางยอมให้เขาบอกกับสื่อต่าง ๆ ว่า กำลังตกงานเป็นแน่ หากเขายังไม่ได้งาน ประตูเดียวที่เปิดให้เขาคือ การต้องไปทำงานที่อามัณเลือกให้

รุ่งชะโงกหน้าไปมองไปที่ประตูห้องสัมภาษณ์ ใจที่รู้สึกผ่อนคลายตั้งแต่ได้เหยียบเข้ามาในออฟฟิศนี้ กลับเปลี่ยนเป็นร้อนรุ่ม

เขาจะต้องได้งานนี้ !

รุ่งตัดสินใจเดินเข้าไปขอพบกับแผนกบุคคล

พนักงานหนุ่มรุ่นพี่ผายมือให้รุ่งนั่งลงที่เก้าอี้ตรงข้ามกับโต๊ะของเขา

รุ่งทรุดตัวลงนั่ง

"พี่ครับ บังเอิญผมมีความจำเป็นต้องรู้เรื่องผลการสัมภาษณ์เร็วหน่อยครับ เพราะมีเรื่องต้องตัดสินใจภายในสองสามวันนี้ พี่พอจะบอกได้มั้ยครับว่า ตำแหน่งที่ผมมาสัมภาษณ์นี้ เขาจะประกาศผลเมื่อไหร่ครับ ? ต้องรอสัมภาษณ์คนอีกกี่คนถึงจะประกาศผลครับ ?"

พนักงานฝ่ายบุคคล หยิบแฟ้มบนโต๊ะขึ้นมาดู

"วันนี้สัมภาษณ์วันสุดท้ายแล้ว มีสามคน รวมเราด้วย เราจะรีบไปเรียนต่อเหรอ ?" เขาพูดแล้วหัวเราะเบา ๆ

"เปล่าครับ ไม่ได้เรียนต่อ แต่อยากได้งานนี้เร็ว ๆ ครับ จะได้ปฏิเสธอีกที่นึงได้"

หนุ่มฝ่ายบุคคลพยักหน้าเข้าใจ หันไปถามสาวร่วมแผนกข้าง ๆ

"เจน วันนี้พี่รุ้งเป็นคนสัมภาษณ์ใช่มั้ย ?"

สาวพยักหน้า

ฝ่ายบุคคลหันมาตอบรุ่งทันที

"ได้ดังใจเลย พี่รุ้งสัมภาษณ์นี่หมดห่วง ได้ก็รู้เลย ไม่ได้ก็รู้เลย พี่รุ้งเป็นคนตัดสินใจเร็ว ไม่มีกั๊ก ส่วนใหญ่ถ้าพี่รุ้งโอเค สัมภาษณ์เสร็จ พรุ่งนี้ก็มาเซ็นสัญญาได้เลย"

รุ่งยิ้มทันที

"ซือก้อย !.. เร็วขนาดนั้นเชียว ดีจัง วันนี้ผมสัมภาษณ์เป็นคนที่เท่าไหร่ครับ ?"

อีกฝ่ายก้มลงดูตารางนัดสัมภาษณ์ในแฟ้ม

"รุ่งโรจน์ จิระนาวี เราเป็นคนแรกนะ มีอีกสองคนตอนบ่าย"

รุ่งพยักหน้ารับรู้

"โทษครับพี่ ถ้าผมขอเบอร์พี่ไว้ แล้วตอนเย็นผมโทรมาถามผลได้มั้ยครับ ?"

อีกฝ่ายหัวเราะทันที

"ฮ่า ๆๆๆ อือ ได้ ๆ"

เขาหยิบนามบัตรที่โต๊ะยื่นให้

"โทรมาเบอร์นี้ นี่ชื่อผม โทรมาหลังห้าโมงเย็นแล้วกันนะ"

รุ่งหยิบนามบัตรขึ้นมาอ่าน แล้วเก็บลงในกระเป๋าเสื้อ เย็นนี้ เขาจะโทรมารับฟังข่าวดีที่เบอร์นี้

ตำแหน่งงานนี้ มีอัตราเงินเดือนประมาณสองหมื่นห้าพันบาท ถือว่ามากกว่าที่เก่าอย่างมีนัยสำคัญ

เงินเดือนที่เพิ่มขึ้นนี้ จะทำให้เขาพอรับภาระที่มีอยู่ได้อย่างคล่องตัว ไม่ต้องพะวงดึงเงินต้นเดือนให้ชนท้ายเดือนเหมือนรายได้ที่เคยได้จากที่ทำงานเก่า

แต่ถึงแม้อัตราเงินเดือนใหม่ จะไม่มากกว่าเก่า เขาก็คงตัดสินใจจะรับงาน เพราะที่นี่เป็นเพียงที่เดียว ที่เรียกตัวเขามาสัมภาษณ์ หากไม่ได้งานที่นี่ นั่นหมายถึง เขาจะไม่มีรายได้ใด ๆ เลี้ยงตัวเองในเดือนหน้า

**************************************************************************************

รัญชนีกำลังจัดเสื้อผ้าเข้าตู้ในห้องนอน เสียงเครื่องของรถยนต์บีเอ็มดับบลิวที่คุ้นหูทำให้เธอนึกสงสัย

เธอมองไปที่นาฬิกาบนหัวเตียง

...เที่ยงครึ่ง... ไม่ใช่เวลาปกติที่ลูกชายจะกลับบ้าน

จ๊อดเดินขึ้นบันได มือกำลังปลดกระดุมคอเสื้อ เพื่อดึงเนคไทออก สีหน้าบึ้งตึง

ข่าวที่เพิ่งได้ยินทางโทรศัพท์เมื่อตอนสาย ทำให้อารมณ์พุ่งพล่าน เขารู้ตัวเองทันทีว่าวันนี้คงจะครองสติให้ทำงานต่อไปได้ยาก จึงเลือกกลับมาสงบสติที่บ้าน

เมื่อเท้าก้าวพ้นบันไดขั้นสุดท้าย ภาพของแม่ที่กำลังยืนรอที่โถงข้างหน้านั้น เสมือนเป็นฟูกที่หนานุ่มกำลังรองรับตัวเขาที่กำลังตกมาจากที่สูง

"แม่...!"

จ๊อดทักด้วยน้ำเสียงมีนัย แต่คนที่เป็นแม่อ่านออกถึงอารมณ์ของลูกชายได้จากใบหน้าโดยไม่จำเป็นต้องฟังเสียง

รัญชนียื่นมือทั้งสองให้ลูกชาย จ๊อดรีบเดินเข้ามาจับแขนทั้งสอง

แม่มองหน้าลูกชายด้วยสายตาเห็นใจ แทนคำถาม

จ๊อดยืนถอนหายใจต่อหน้า

"แม่ วันนี้มาถึงแล้ว ยังไงมันก็ต้องมาถึง ต่อโทรมาบอกว่า โครงการบีทีพร็อพเพอร์ตี้ได้ผู้ร่วมทุนเรียบร้อยแล้ว แล้วอามัณก็เตรียมให้รุ่นที่สามเข้าไปทำงานที่นั่น"

"ใครเหรอ จ๊อด ?"

"ไอ้เด็กบ้านนั้นไง !"

รัญชนีฟังประโยคนี้แล้ว เข้าใจความรู้สึกของลูกชายทันที

เธอฉุดมือลูกชายเดินเข้าห้องนอนของเธอ แล้วปิดประตู

รัญชนีนั่งบนเก้าอี้โซฟา จ๊อดนั่งพับเพียบบนพื้นติดกับเก้าอี้

มือของแม่ลูบหัวลูกชายคนโตด้วยความรัก

"จ๊อด แม่รักจ๊อดมากนะ จ๊อดเป็นลูกชายคนเดียว แล้วจ๊อดก็เป็นหลานชายคนโตของตระกูล"

จ๊อดสั่นหัว

"ตอนนี้คงไม่ใช่แล้ว แม่"

รัญชนีพยักหน้า

"ใช่สิ ตั้งแต่จ๊อดเกิดมา จนคุณปู่เสีย ท่านไม่เคยยอมรับใครอื่นใดเป็นหลานคนโต นอกจากจ๊อด ใช่มั้ย ? สำหรับคุณปู่แล้ว จ๊อดเป็นหลานคนโต ใช่มั้ย ?"

จ๊อดพยักหน้าช้า ๆ

รัญชนีจับมือลูกชาย

"จ๊อด ลูกเป็นคนที่ใคร ๆ ในครอบครัวไตรสรณ์ภูมิใจ ตอนแม่ตั้งท้อง คุณปู่ก็ดีใจมาก ชื่อของจ๊อดว่าอิทธิพล ก็เป็นคุณปู่ตั้งให้ พอคลอดออกมา คุณปู่ก็รักเรามาก กิจการของครอบครัวก็เจริญก้าวหน้าตั้งแต่ครอบครัวเรามีจ๊อด ตั้งแต่เล็ก ๆ แม่ก็มองเห็นลูกแม่คนนี้ว่า โตขึ้น จ๊อดจะเป็นผู้นำของกิจการไตรสรณ์ได้ ชื่ออิทธิพลมันก็มีความหมายอย่างนั้น จ๊อดต้องมั่นใจเหมือนที่คุณปู่กับแม่มั่นใจ แม่ทุ่มให้จ๊อดได้ทุกอย่าง เพื่อให้จ๊อดเป็นที่หนึ่ง ใครจะแต่งตั้งใครมาเป็นอะไร อย่าไปใส่ใจ แต่สำหรับคุณปู่ สำหรับแม่แล้ว จ๊อดคือคนที่จะสืบทอดทุกอย่างของไตรสรณ์ เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์"

ลูกชายผงกหัวอีกครั้ง คำพูดของแม่แสดงถึงแรงใจที่ทุ่มเทเพื่อเลี้ยงลูกชายคนนี้อย่างหมดหัวใจ

"โลกนี้มันไม่ยุติธรรม มีแต่คนเห็นแก่ได้ ไม่ลงทุนลงแรง อาศัยทางลัดแซงหน้าคนอื่น จ๊อดก็ไม่รู้ว่าถ้าเค้าได้ของที่เค้าไม่สมควรจะได้ไป เค้าจะมีความภาคภูมิใจตรงไหน เค้ายังจะตีหน้าซื่อประจบคุณย่าโดยไม่ละอายว่า เค้ามาทีหลัง ไม่เคยมารับใช้คุณปู่ แต่กลับมาครอบครองสิ่งที่คุณปู่สร้างมาให้คนอื่น เหมือนละครน้ำเน่าไม่มีผิด"

รัญชนีเขย่ามือลูกชาย

"จ๊อดต้องอดทนนะ เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ อย่าทำอะไรบุ่มบ่ามให้พ่อเราเล่นงานอีก"

ลูกชายพยักหน้าอีกครั้ง

"ครับ งานวันเกิดคุณย่าปีนี้ จ๊อดคิดแต่แรกว่า จะลาหยุดไปต่างประเทศซะเลย แล้วอ้างว่าบริษัทส่งไปทำงาน จ๊อดไม่อยากอยู่ในงาน ไหน ๆ จ๊อดก็ไม่ใช่คนสำคัญอีกต่อไปแล้ว"

แม่จ้องหน้าลูกชาย แล้วสั่นหัวช้า เป็นคำสั่งกราย ๆ ว่า ... ไม่ควรทำอย่างนั้น

"ต้องยิ้มให้ได้ จ๊อดจะเป็นผู้นำไตรสรณ์ จ๊อดก็ต้องรับเรื่องแบบนี้ได้ จ๊อดต้องอยู่ในงาน ยิ้มรับทุกอย่าง ความอดทนจะทำให้เราชนะในที่สุด เชื่อแม่นะจ๊อด"

ลูกชายถอนหายใจ เขานึกภาพตัวเองไม่ออกว่าเขาจะตีหน้าอย่างไรในงานวันคล้ายวันเกิดคุณย่าที่จะมาถึง

สายตาใครต่อใครที่มองเขา คงจะมองด้วยความสมเพชเวทนา ที่ครั้งหนึ่ง เคยเป็นทายาทคนโตของตระกูล แล้วก็กลับตาลปัตรกลายเป็นดาวร่วงลงสู่ดิน ตั้งแต่คนที่ชื่อ 'รุ่งโรจน์' มาปรากฏตัวในงานศพคุณปู่เมื่อหลายปีก่อน

**************************************************************************************

หกโมงเย็น...บีเอ็มดับบลิว 318i สีน้ำเงินมืด กำลังเลี้ยวขวาจากถนนมิตรภาพ เข้าถนนศรีจันทร์

ตัวเมืองขอนแก่นเปลี่ยนไปพอสมควร เมื่อเทียบกับในอดีตที่เคยมาเยือน

รถยนต์สมรรถภาพเยอรมันคันนี้พาเจ้าของโลดแล่นบนถนนสี่ร้อยกว่ากิโล มาถึงตัวเมืองขอนแก่น ในเวลาไม่ถึงสี่ชั่วโมง แต่สมรรถภาพความเร็วของรถ ก็ยังไม่มีความร้อนแรงเท่ากับใจของคนขับ

จ๊อดจอดรถในซอยตรงข้ามห้องแถว เขานั่งอยู่ในรถ จ้องมองไปยังห้องแถวที่มีประตูเหล็กสีเขียว ห้องแถวนี้ยังคงสภาพเดิมเหมือนเมื่อหลายปีที่แล้ว เขาหวังว่า คนที่เขาต้องการมาพบก็ยังคงมีนิสัย และ บุคลิกเหมือนเดิม ก่อนหนึ่งทุ่มเธอก็คงจะกลับถึงบ้านตามปกติ

มอเตอร์ไซค์คันหนึ่งวิ่งเข้ามาในซอย ทั้งคนขับ และ คนซ้อนท้ายเป็นหญิงทั้งคู่

สาวที่ซ้อนท้ายก้าวลงจากรถ มอเตอร์ไซค์แล่นจากไป

จ๊อดรีบลงจากรถ เดินอย่างเร็วตรงไปยังสาวผู้นั้น หวังที่จะเรียกเธอให้ทันก่อนที่เธอจะเข้าบ้าน

"มิ้นท์ ! มิ้นท์ !"

สาวชื่อมิ้นท์หันหลังมาตามเสียง เธอมีสีหน้าประหลาดใจเมื่อเห็นหน้าอดีตคนคุ้นเคย

"จ๊อด !!! มาทำอะไรที่นี่ ?"

จ๊อดส่งยิ้มเจื่อน ๆ ให้ เมื่อเห็นสีหน้าอีกฝ่ายว่า ไม่มีร่องรอยของความดีใจ

"จ๊อดมาหามิ้นท์นี่แหละ"

"มาหามิ้นท์ ? มีอะไรเหรอจ๊อด ? เรื่องด่วนหรือเปล่า ?"

คำถามนี้ทำให้จ๊อดรู้สึกถึงกำแพงที่ก่อตัวขึ้นมาขวางหน้า เขารู้สึกอึกอักที่จะตอบ

"ปะ...เปล่า มิ้นท์ มิ้นท์ไม่ว่างใช่หรือเปล่า ? โทษที จ๊อดไม่รู้จะติดต่อมิ้นท์ยังไง ก็เลยตัดสินใจมาหาที่นี่เลย ถ้ามิ้นท์ไม่ว่างก็ไม่เป็นไร"

มิ้นท์แสดงออกถึงท่าทีกระอักกระอ่วน จ๊อดจึงรีบตัดบท

"ไม่เป็นไรหรอกมิ้นท์ ไว้จ๊อดติดต่อมาหามิ้นท์อีกทีนะ" เขาพยักหน้าให้มิ้นท์แทนการบอกลา แล้วหันหลังเดินออกมา

"เดี๋ยวก่อน ! จ๊อด !" เสียงมิ้นท์ดังขึ้นไล่หลัง

จ๊อดหันหลังลับ มิ้นท์ถามขึ้น

"จ๊อดมายังไง ?"

จ๊อดชี้ไปที่รถซึ่งจอดอยู่ฝั่งตรงข้าม

"จ๊อดเอารถมา"

มิ้นท์พยักหน้า

"งั้น จ๊อดไปนั่งรอที่รถก่อน มิ้นท์ขอเวลาไม่เกินสิบนาที เดี๋ยวมิ้นท์ไปหาจ๊อดที่รถ"

จ๊อดได้ยินอย่างชัดเจน เขาถอนหายใจยาว รอยยิ้มเริ่มผุดขึ้นที่ใบหน้า

"ได้ ๆ" จ๊อดพยักหน้า แล้วค่อย ๆ เดินกลับไปที่รถ

ไม่ถึงสิบนาที มิ้นท์อยู่ในชุดลำลอง เสื้อยืดแขนสั้น กางเกงสามส่วน ผมของเธอถูกคาดด้วยผ้าสีขาวด้านบน

เธอเดินออกจากห้องแถว ตรงมาที่รถ

จ๊อดปลดล็อคให้มิ้นท์เปิดประตูเข้ามานั่ง

มิ้นท์ปิดประตู มองใบหน้าจ๊อด

"จ๊อดไม่ใส่แว่นแล้วเหรอ ?"

อีกฝ่ายพยักหน้า

"อือ จ๊อดไปทำเลสิคมาแล้ว หน้าตลกเหรอ ?"

มิ้นท์หัวเราะเบา ๆ

"ไม่ตลกหรอก แต่ดูแปลกตาไป"

"จ๊อดจะขับไปไหนดี ? อยากหาที่คุยกัน"

มิ้นท์นึกสักอึดใจ

"ขับเข้าไปในมอขอ แล้วกัน"

"อือ ได้"

**************************************************************************************

รถถูกจอดใกล้สนามฟุตบอล

จ๊อดดับเครื่องยนต์ บังคับหน้าต่างทั้งสองข้างให้เลื่อนลงพอประมาณ ลมฤดูหนาวพัดพากลิ่นใบหญ้าโชยเข้ามาในรถ

จ๊อดเริ่มเป็นฝ่ายสนทนา

"มิ้นท์สบายดีหรือเปล่า ?"

"สบายดี ขับรถมาตั้งไกล จะมาถามแค่นี้เหรอ ?"

"เปล่าหรอก ก็อยากเจอ"

มิ้นท์ดูสีหน้าของอดีตคนคุ้นเคยผู้นี้ เธอก็พอจะมองออกว่าเขามีเรื่องไม่สบายใจ

"จ๊อดมีอะไรจะเล่าหรือเปล่า ?"

เป็นคำถามที่จ๊อดเคยได้ยินเธอพูดอยู่เป็นประจำ เมื่อครั้งยังคบหากัน เรื่องไม่สบายใจของเขา ไม่เคยจะปิดบังสาวคนนี้ได้ ้ความในใจจะเล็ดลอดออกทางสีหน้า หรือไม่ก็ แววตาของเขา นอกจากคุณแม่แล้ว สาวที่กำลังนั่งเบาะหน้าคู่กับเขาในตอนนี้เท่านั้น ที่สามารถอ่านใจเขาได้จากบุคลิกภายนอก

แค่คำถามนี้ ทำให้เขาระลึกถึงสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านมา

นานแค่ไหนแล้วที่ไม่มีใครสนใจที่จะถามว่า เขารู้สึกอึดอัดคับแค้นอะไรกับโลกใบนี้ ?

นานแค่ไหนแล้วที่ไม่มีคนมานั่งฟังเขาระบายความในใจ ?

นานแค่ไหนแล้ว ที่ในชีวิตเขา ไม่มีเธอคนนี้ ?

"จ๊อด มีอะไรหรือเปล่า ? อย่าเอาแต่เงียบสิ"

"จ๊อดมีเรื่องไม่สบายใจ"

มิ้นท์ไม่แปลกใจที่ได้ยิน เพราะเธออ่านสีหน้าเขาออกตั้งแต่แรก

"เรื่องลูกชายคุณลุงที่เจอในงานศพอีกใช่มั้ย ?"

จ๊อดพยักหน้า

"ใช่ มิ้นท์ยังจำได้ดีสินะ"

"จำได้สิ ตั้งแต่งานศพคุณปู่จ๊อด จ๊อดก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน วัน ๆ ก็ทุ่มเทความคิดให้กับเรื่องลูกชายของลุงตลอด นี่มิ้นท์ไม่เจอจ๊อดสี่ปี จ๊อดก็ยังหมกมุ่นกับเรื่องนี้ไม่เปลี่ยน"

"ใช่ เพราะมันเป็นศัตรูจ๊อด จ๊อดอยู่ดี ๆ ไม่เคยไปยุ่งกับมัน แต่มันเข้ามายุ่งกับจ๊อดเอง นี่มิ้นท์รู้มั้ยว่า คนที่บ้านจ๊อด จะให้มันมาดูแลธุรกิจของไตรสรณ์ แปลว่า ตอนนี้มันกลายเป็นผู้นำรุ่นที่สามโดยสมบูรณ์แล้ว"

มิ้นท์พยักหน้ารับฟัง ขมวดคิ้วเล็กน้อย เหมือนกับเป็นคำถามว่า ... 'แล้วทำไม ?'

จ๊อดไม่ได้สังเกตุสีหน้าของผู้ฟัง เขายังคงระบายต่อ

"ที่บ้านจะประกาศว่ามันเป็นหลานชายคนโต แต่มันคงจะไม่ง่ายยังงั้นหรอก เพราะมันไม่ใช่หลานชายคนโต จ๊อดต่างหากที่เป็นหลานชายคนแรกของรุ่นที่สาม"

มิ้นท์ถามขึ้น

"เค้าจะไม่ใช่ได้ยังไง ? จ๊อดยังยอมรับความจริงไม่ได้เหรอ ? เค้าเป็นลูกชายของลุง นี่ไม่ได้เป็นความผิดของเค้าที่เค้าเกิดมาเป็นคนแรก"

"ไม่ใช่" จ๊อดตอบสวนกลับทันที

"มันไม่ได้เกิดเป็นคนแรก จ๊อดต่างหากที่เกิดเป็นคนแรก เราสองคนเกิดปีเดียวกัน จ๊อดเกิดเดือนกุมภาพันธ์ ถ้ามันจะเป็นพี่จ๊อด แสดงว่ามันต้องเกิดก่อนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะแม่เล่าให้จ๊อดฟังว่า กว่าที่คุณปู่จะได้ข่าวว่าลุงจ๊อดมีลูกชาย ก็กลางปีไปแล้ว"

มิ้นท์พยักหน้าเข้าใจ

"ถ้างั้น แสดงว่า เค้าเป็นน้องชายจ๊อด"

"ใช่ มันต้องเรียกจ๊อดว่าพี่"

มิ้นท์พยักหน้า

"ใช่ โอเค จ๊อดเป็นพี่เค้า แล้วเค้าควรเรียกจ๊อดว่าพี่ แต่ถ้าที่บ้านยังอยากเรียกเค้าว่าหลานชายคนโตของไตรสรณ์อีกล่ะ จ๊อดจะว่ายังไง ?"

"จ๊อดก็จะอธิบายความจริงให้ทุกคนรู้"

"แล้วถ้าทุกคนตอบว่า เค้ารู้แล้ว แต่ก็ยังอยากยกย่องให้เป็นหลานชายคนโตของไตรสรณ์ จ๊อดจะว่ายังไง ?"

คราวนี้เขาเงียบ จ๊อดไม่เคยถามตัวเองในเรื่องนี้มาก่อน เขามองหน้าสาวที่อยู่ข้าง ๆ เขา

"ทำไมมิ้นท์ถามคำถามแบบนี้ ?"

"ก็ไม่ทำไม แต่ผ่านมาตั้งหลายปี จ๊อดไม่เคยถามตัวเองเหรอ ? จ๊อดเป็นคนที่เจ็บแค้นที่สุดในเรื่องนี้ น่าจะถามตัวเองว่าสุดท้ายแล้วถ้าเรื่องมันเป็นแบบนี้ จ๊อดจะรับความจริงได้มั้ย ?"

"รับไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่ความจริง มันไม่ใช่หลานชายคนโตจริง ๆ"

มิ้นท์สั่นหัว

"ท่าทางจ๊อดจะไม่เข้าใจ เค้าจะเป็นหลานชายคนโตหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องสำคัญเลย สำคัญคือ หากคนอื่นยกย่องเค้าให้อยู่เหนือจ๊อด จ๊อดจะยอมรับได้มั้ย ?"

"ไม่ได้แน่นอน ไม่แค่จ๊อดยอมรับไม่ได้ ต่อก็ยอมรับไม่ได้ ต่อเตรียมจะแฉเรื่องที่มันไม่ใช่หลานชายคนโตให้สื่อรู้ แล้วดูซิว่ามันยังจะหน้าด้านอยู่ได้นานเท่าไหร่"

มิ้นท์พยักหน้า

"โอเค จ๊อดมีเรื่องอื่นอีกมั้ย ?"

จ๊อดเบิกตาโพลง เหมือนเขาพูดในสิ่งที่ไม่ถูกหูเธอ

"หา ! ทำไมเหรอมิ้นท์ ?"

"มิ้นท์อยากกลับบ้าน"

คำพูดนี้เรียกสติเขากลับมาทันที สิ่งที่เขาพูดคงทำให้เธอนึกเสียดายเวลาที่ออกมากับเขา ระยะทางสี่ร้อยกิโลที่อุตส่าห์ดั้นด้นมา จะมาเสียเพียงเพราะคำพูดที่ไม่ถูกหู

คำพูดอะไรของเขาที่ทำให้มิ้นท์รู้สึกว่าเสียเวลาคุยกัน ? .... คงเป็นประโยคที่เขาบอกว่า 'รับไม่ได้' กับการที่คนอื่นได้รับยกย่องเป็นหลานชายคนโต

เขาไม่เคยรับมันได้มาตลอด มิ้นท์รู้ดี หรือ นี่เป็นเรื่องที่มิ้นท์เบื่อหน่ายเขามาตลอด ?

ความเงียบเกิดขึ้นเป็นระยะเวลานาน

มิ้นท์นั่งมองออกไปนอกรถ จ๊อดกำลังก้มหน้าลำดับความคิดอย่างรวดเร็ว

นี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาคิดไว้ เขาไม่ได้ขับรถมาไกลขนาดนี้เพื่อมาย้ำรอยร้าวของเธอและเขา แต่เพราะอารมณ์พาปากให้ระบายออกไปแบบนั้น

ถ้าเขาจะต้องขับรถอีกสี่ร้อยกิโลกลับไปพร้อมความว่างเปล่า กับ รอยร้าวฉานที่เหมือนเดิม ... ระยะทางนั้น คือ นรกชัด ๆ !

"มิ้นท์ จ๊อดขอโทษ"

คำพูดที่ไม่เคยออกจากปากเขาต่อหน้ามิ้นท์มาก่อน ได้หลุดออกมา

อีกฝ่ายหันมามองด้วยความประหลาดใจ

"ขอโทษเรื่องอะไร ?"

"ขอโทษที่จ๊อดพูดไปทั้งหมด ขอโทษที่จ๊อดไม่ได้ฟังมิ้นท์ ขอโทษในเรื่องอะไรก็ตามที่ทำให้มิ้นท์เบื่อ ไม่อยากคุยกับจ๊อด ขอโทษที่ตั้งแต่คบกันมา จ๊อดไม่เคยเข้าใจว่ามิ้นท์คิดอะไร ขอโทษที่จ๊อดทำตัวงี่เง่า ขอโทษที่จ๊อดทำอะไรที่เลวร้ายกับมิ้นท์..."

"พอแล้ว จ๊อด"

มิ้นท์ถอนหายใจ เธอพูดต่อ

"จ๊อด.... จ๊อดรู้ไว้ด้วยว่า มิ้นท์ไม่เคยคิดว่าจ๊อดทำอะไรเลวร้าย มิ้นท์ไม่เคยมองจ๊อดว่าเป็นคนเลวเลย ขอให้เข้าใจมิ้นท์ด้วย มิ้นท์คิดว่ามิ้นท์เข้าใจว่าจ๊อดเป็นคนยังไง มากกว่าที่จ๊อดคิดว่ามิ้นท์จะเข้าใจซะอีก ข้างในแท้ ๆ แล้ว จ๊อดเป็นคนอย่างที่มิ้นท์รู้จักตั้งแต่แรก แต่เปลือกที่ครอบจ๊อดอยู่น่ะ มันทำให้จ๊อดงี่เง่า เรื่องที่มิ้นท์ไม่ชอบจ๊อดคือ ความงี่เง่านี่ แต่ไม่ใช่ว่าจ๊อดเป็นคนเลว"

จ๊อดพยักหน้ายอมรับ

มิ้นท์สังเกตุเห็นว่า อีกฝ่ายมีอาการสงบ ยอมรับฟัง เธอจึงพูดต่อ

"จ๊อดเป็นคนไม่ยอมรับความจริง เรื่องนี้ถือว่างี่เง่า มิ้นท์เคยบอกว่ามิ้นท์เห็นสีดำในคนนี้ ขอให้จ๊อดมองเค้าให้รอบด้าน แต่จ๊อดก็ปฏิเสธ จ๊อดมองเค้าเป็นสีขาว จ๊อดก็จะยึดแบบนั้นไว้ตลอด เพราะจ๊อดยอมรับความจริงไม่ได้ว่าเขาก็มีสีดำ"

จ๊อดขมวดคิ้ว ทำหน้าเหรอหรา เขารู้สึกฉงนกับสิ่งที่มิ้นท์กำลังพูดถึง

"มิ้นท์พูดถึงใครเหรอ ?"

"มันนานมาแล้ว ถ้าจ๊อดจำไม่ได้ ก็ไม่จำเป็นต้องรื้อฟื้นขึ้นมา เพียงแต่ จะบอกว่า เวลามีคนเตือนจ๊อดในสิ่งที่ไม่ตรงกับที่จ๊อดคิด จ๊อดจะยอมรับไม่ได้ แล้วเลือกที่จะไม่ฟังซะเลย โดยไม่อธิบายเหตุผล จ๊อดเป็นคนยังงั้น นี่คือสิ่งที่มิ้นท์เรียกว่า งี่เง่า"

จ๊อดมีสติรับฟังทุกคำพูดอย่างชัดเจน ถึงไม่เห็นด้วยทุกประการ แต่ก็ไม่มีคำคัดค้าน

"จ๊อดเลวขนาดนั้นจริงเหรอ ?"

"อย่างนี้ไม่เรียกว่าเลว คนที่เรียกว่าเลวน่ะ มีอยู่ สักวันหนึ่ง มิ้นท์จะบอกให้ว่าใครที่เรียกว่าเลว แต่สำหรับจ๊อด จ๊อดเป็นคนงี่เง่า จ๊อดไม่ใช่คนเลว คนงี่เง่าอย่างจ๊อด จะต้องตกอยู่ในความทุกข์ยิ่งกว่าคนเลวซะอีก"

ทุกข์ยิ่งกว่าคนเลว ! ... คำพูดนี้แทงเข้าใจดำของเขาอย่างจัง นี่คือสิ่งที่เขากำลังประสบอยู่

"จ๊อดมีทุกข์เพราะอะไร มิ้นท์ก็รู้ใช่มั้ย ?"

"รู้ แต่มันเป็นทุกข์ที่เกิดจากความงี่เง่า ทุกข์เพราะจ๊อดมองไม่เห็นว่าสิ่งที่พระเจ้าประทานให้มานั้น มันเป็นสิ่งที่สวยงาม และ ประเสริฐแล้ว แต่กลับวิ่งหนีมัน กลัวว่าสิ่งนั้นจะทำให้เราเป็นทุกข์ แต่ไอ้การวิ่งหนีสิ่งนั้น มันเป็นทุกข์มากกว่าซะอีก"

"มิ้นท์หมายถึงอะไร ที่สวยงาม และ ประเสริฐ ?"

"การที่พระเจ้าเปลี่ยนสถานะให้จ๊อดไง พระองค์เปลี่ยนจ๊อดจากคนที่มีแต่คนเอาใจ ยกย่องว่าจะเป็นผู้นำของธุรกิจครอบครัว ให้กลายมาเป็นคนธรรมดา ที่ควรยอมให้ผู้อื่นเหนือกว่าได้โดยไม่มีเหตุผล พระองค์ประทานโอกาสให้จ๊อดได้ออกไปทำงานนอกธุรกิจครอบครัว โดยไม่ต้องแบกรับภาระหนักหนา เพื่อให้จ๊อดมีความภูมิใจที่จะได้รายได้ด้วยฝีมือตนเอง แล้วที่สำคัญที่สุด พระองค์ประทานกระจกเงาบานใหญ่ให้จ๊อดดู แต่จ๊อดกลับมองไม่เห็น เลือกที่จะไม่ดูมัน"

"กระจกเงาบานใหญ่ ?"

"กระจกเงาที่สะท้อนให้เห็นว่า เวลาคนคนนึง ได้รับภาระจากพระเจ้า ให้เป็นผู้นำครอบครัวไตรสรณ์ในยุคต่อไป เค้าจะมีพฤติกรรมยังไง เวลาเค้าถูกมองจากคนอื่น ถูกคาดหวังจากคนอื่นขนาดนั้น เค้าจะรับสถานการณ์นั้นยังไง จ๊อดก็จะมองเห็นได้อย่างชัดเจน"

"กระจกเงานี้ หมายถึง ...."

"มิ้นท์ก็หมายถึงลูกชายของลุงจ๊อด ที่พระเจ้าประทานให้เขามารับบทบาทนี้ เพื่อเป็นกระจกเงาให้จ๊อดดู จ๊อดได้มีเวลาพักอยู่ในที่สงบ แล้วมองตัวละครนี้ที่อยู่ในที่แจ้ง เค้าจะแสดงบทบาทอะไร ก็จะเป็นที่สนใจของคนทั่วไป ถ้าแสดงดีก็เสมอตัว ถ้าแสดงไม่ดี ก็ติดลบ แต่จ๊อดอยู่ในที่เงียบ มีแต่ได้ประสบการณ์จากการดูกระจกบานนี้ไว้เป็นบทเรียน"

พระเยซูเขาได้รับฟังความคิดในแง่มุมใหม่ที่ไม่เคยมีใครชี้ให้เห็นมาก่อน แต่ก็ยังไม่เห็นคล้อยตามทั้งหมด

"มันจะดีกว่านี้ ถ้าพระเจ้าส่งให้จ๊อดได้เล่นบทบาทนั้นเอง"

มิ้นท์หัวเราะเบา ๆ

"ยิ่งเร่งรัดพระองค์ ความทุกข์จะอยู่ที่ตัวเอง เหมือนกับที่จ๊อดเป็นมาตลอด จ๊อดไม่เหนื่อยบ้างหรือไง ? สิ่งที่พระองค์ประทานให้ ท่านมีพระประสงค์ให้เรามีความสุข ณ ปัจจุบัน ไม่ใช่ให้ทุกข์เพราะรอคอยสิ่งที่ยังไม่มาถึง"

เขาเงียบ เพราะกำลังใช้สมองคิดตาม

มิ้นท์สังเกตุเห็นความเปลี่ยนแปลงของชายคนนี้ แต่ก่อนเมื่อยังคบหาเป็นแฟนกัน จ๊อดไม่เคยมีสติที่จะรับฟังโดยไม่แสดงอารมณ์ ครั้งนี้เป็นครั้งแรก ที่เขายอมนิ่งที่จะฟัง อย่างน้อยเพียงแค่ไม่ถึงสิบนาที ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เธอประหลาดใจอย่างมาก

เธอพูดด้วยเสียงที่นุ่มนวล

"จ๊อด เวลาที่สับสน หรือ รู้ตัวว่ากำลังมีอารมณ์ จ๊อดต้องตั้งคำถามตัวเองดัง ๆ คิดในใจดัง ๆ ว่า นี่เรากำลังจะทำอะไร ? แน่ใจแล้วใช่มั้ย ? สามครั้ง ถ้าหาคำตอบไม่ได้ ให้ถามตัวเองใหม่ว่า ถ้าอยู่เฉย ๆ โดยไม่ทำอะไร เราจะเสียอะไร ? แน่ใจแล้วหรือว่าเราต้องเสีย ?"

จ๊อดนิ่งฟัง บันทึกคำพูดของมิ้นท์ในความทรงจำ เขาพยักหน้าช้า ๆ

"มิ้นท์ยังไปโบสถ์เป็นประจำอยู่เหรอ ?"

มิ้นท์พยักหน้า

จ๊อดไม่ลืมถามคำถามที่ค้างคาใจ

"มิ้นท์ ถามเรื่องเก่าหน่อยนะ ตอนที่มิ้นท์คบกับจ๊อด มิ้นท์มีความสุขบ้างมั้ย ?"

เธอชะงักไปสักอึดใจ แล้วตอบ

"นึกถึงตอนปิดเทอม แล้วมิ้นท์ต้องนั่งรถทัวร์กลับมาขอนแก่นคนเดียว ใครก็ไม่รู้ อุตส่าห์นั่งรถทัวร์มาส่ง"

คำพูดนี้ ทำให้จ๊อดยิ้มได้ เขายังจำวันนั้นได้ดี

"อือ.. นั่งคุยกันในรถทัวร์ มัน..."

ความทรงจำนั้นวิ่งเข้าทาบสมองของเขาอย่างฉับพลัน ความสุขของวันในอดีตกลับหวนคืนมาได้เพียงเสี้ยววินาทีที่คิดถึง เรียกน้ำตาออกมาคลอได้โดยไม่รู้ตัว

เขาสูดหายใจดังฟืด เสียงน้ำมูกที่มาพร้อมน้ำตา ทำให้มิ้นท์รู้สึกถึงอารมณ์ของจ๊อด

เธอเอื้อมมือมาจับมือจ๊อด

"จ๊อด เราเลือกที่จะมีความสุขได้นะ เพียงแต่ขอให้เราเลือกเอง อย่าปล่อยให้สถานการณ์กับอะไรต่าง ๆ พาเราไป ยังไงมิ้นท์ก็ยังเป็นเพื่อนจ๊อด"

**************************************************************************************

บีเอ็มดับบลิววิ่งฝ่าความมืด และ ความหนาวเย็นของอากาศไปบนถนนมิตรภาพ มุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพ ฯ

โชเฟอร์ขับรถไปพร้อมกับน้ำตา น้ำตาที่ถูกกระทุ้งด้วยความหลัง และ ความทรงจำต่าง ๆไหลพรากลงมาที่แก้มอย่างต่อเนื่อง

กระดาษซับหน้าชิ้นแล้วชิ้นเล่าถูกดึงออกจากคอนโซลด้านหน้า เพียงแค่หนึ่งชั่วโมงที่ได้เจอกัน ไม่เพียงพอที่จะหยุดความรู้สึกลึก ๆ ที่ฝังอยู่ในจิตของเขา

มิ้นท์คือผู้หญิงคนเดียวที่ฝังความทรงจำได้ลึกที่สุดในจิตเขา

ความคะนึงหาที่ลึกที่สุด ไม่สามารถพูดออกจากปากได้เลยในระยะเวลาหลายปีนี้

มันได้แต่เพียง...กลั่นออกมา....เป็นน้ำตา

**************************************************************************************

 

อ่านหน้าต่อไป >