ตอน 44

ที่ระลึกจากสตาร์บั๊ค

สั่งซื้อ หนังสือนิยาย 'หมอเถื่อน' รวมเล่มฉบับแรก ราคา 380 บาท

รุ่งรู้ตัวตื่นขึ้น ฟ้าเพิ่งเริ่มสาง นาฬิกาที่หัวเตียงบอกเวลา 0545 น.

สิ่งที่ได้สัมผัสเมื่อครู่นี้ เป็นเพียงแค่ความฝัน แต่สัมผัสนั้นเหมือนจริง ราวกับเขาได้หลุดไปอยู่อีกโลกหนึ่งกับคนที่สำคัญสำหรับชีวิต อ้อมกอดนั้นให้ความรู้สึกที่แปลก สงบ แล้วก็มีกำลังใจ

***********************************************************************************

พื้นทั้งหมดของห้องโถงปูด้วยไม้ขัดเงา

เพดานห้องโถงสูงไม่ต่ำกว่าสี่เมตร ผนังด้านบนมีกระจกหน้าต่างสีแผ่นเล็กแผ่นน้อย ปล่อยให้แสงแดดส่องลอดเข้ามาบนพื้นห้อง ดูอบอุ่นสบายตา

ซีฟ่งนั่งคอยอยู่ที่โซฟา

เธอเพิ่งเสร็จจากการแวะไปจ่ายเงินก้อนใหญ่ให้กับโรงพยาบาล

จำนวนเงินสี่แสนได้หมดไปกับค่ารักษาพยาบาลพี่ชายในเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์ เงินงวดถัดไปที่จะต้องจ่ายค่าพยาบาลอีกครั้งในสัปดาห์หน้า จะทำให้สถานะการเงินของเธอมีปัญหาทันที

หากพี่ชายยังไม่มีอาการที่ดีขึ้น เธอก็ยังนึกไม่ออกว่าควรจะจัดการอย่างไร ? เปลี่ยนโรงพยาบาล หรือ หาทางรักษาด้วยวิธีอื่น ?

พี่ใหญ่ทำงานหาเงินได้ปีละไม่ต่ำกว่าสิบล้าน แต่ทำไมเงินสดในบัญชีธนาคารทั้งหมด จึงเหลืออยู่เพียงล้านกว่าบาท ? เงินสี่แสนกว่าที่เพิ่งจ่ายไป ทำให้เงินในบัญชีเหลืออีกเพียงห้าแสนกว่าเท่านั้น

เสียงฝีเท้าดังมาจากบันได

เจ้าของบ้านที่ซีฟ่งต้องการมาหา กำลังก้าวเท้าลงมา

คุณหญิงเจนอยู่ในชุดเสื้อยืดคอปกแขนยาว กางเกงผ้าฝ้าย มือหนึ่งค่อย ๆ จับราวบันได ก้าวลงมาบนพื้นห้องโถง

หงส์น้อยลุกขึ้นยืน ยกมือไหว้ทันที

"คุณป้า สวัสดีค่ะ"

เธอรีบเดินเข้าไป ตั้งใจจะช่วยประคองเจ้าของบ้านสูงวัย

แต่หญิงอาวุโสยกมือห้าม

"ไม่เป็นไร หงส์ ไปนั่งเถอะ แค่นี้ป้าเดินไหว"

ซีฟ่งรอเจ้าของบ้านเดินมาถึงโซฟา แล้วทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้โซฟาติดกัน เธอจึงค่อยนั่งตาม

"ว่าไง ? มาเจอที่นี่สะดวกกว่าเอ็มบีเคใช่มั้ย ?" เจ้าของบ้านเริ่มสนทนา

"ใช่ค่ะ"

หญิงสูงวัยแบมือยื่นมา หงส์ยื่นมือให้ท่านจับ

สายตาอันอ่อนโยน และ มีเมตตาของท่าน มองมายังซีฟ่งพร้อมด้วยรอยยิ้ม

เจ้าของบ้านบีบมือหงส์แน่น มืออีกข้างของท่าน เอื้อมไปถลกแขนเสื้อข้างขวาขึ้นจนพ้นข้อศอก

"หงส์ ป้ามีอะไรให้ดู"

หงส์น้อยสังเกตุเห็นรอยแผลเป็น เกิดจากรอยเย็บขนาดสามถึงสี่นิ้ว ใต้ข้อศอกขวา

"ป้าได้แผลนี้มาเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน คงจำได้ไม่มีวันลืม วันนั้นคนขับรถขับเร็วเพราะถนนโล่ง แล้วจู่ ๆ ก็หักหลบอะไรก็ไม่รู้ ทำให้รถเสียหลักพลิกคว่ำ ป้ารู้ตัวอีกทีก็นอนอยู่บนเพดานรถ ที่แขนมีเลือดเต็ม คงจะโดนอะไรบาดซักอย่าง แล้วก็มีเด็กวัยรุ่นผู้ชายคนนึง ช่วยดึงป้าออกไปจากรถ แล้วพาไปโรงพยาบาล"

หงส์พยักหน้า
"พี่แอนดี้เล่าเรื่องนี้ให้ฟังเหมือนกันค่ะ คุณป้า พี่แอนดี้บอกว่าเห็นรถวิ่งมาแล้วเสียหลักพลิกคว่ำไปเอง ไม่มีอะไรมาตัดหน้า"

"ใช่ แอนดี้ก็บอกป้าแบบนั้น ป้าเองก็ไม่เห็นอะไรตัดหน้าเหมือนกัน แต่คนขับบอกว่าเห็น จนมาถึงตอนนี้ ป้าเองก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่มั่นใจว่าคงมีอะไรซักอย่าง ดลให้แอนดี้ต้องมาเจอกับป้า ถึงวันนี้ ป้าก็ดีใจนะ ที่ได้เจอกับแอนดี้ในวันนั้น"

หงส์ยิ้มแล้วพยักหน้า

"ค่ะ"

"เป้าหมายของเราน่ะ คือ เมืองไทย"

หงส์เลิกคิ้วด้วยความสงสัย

"เราสองคนพี่น้องน่ะ ยังไงก็ต้องมาสร้างหลักฐาน มีอนาคตในประเทศไทย ของเดิมของเราอยู่ที่นี่ หงส์เคยรู้สึกมั้ยว่า อยู่ในประเทศไทยแล้วรู้สึกอบอุ่นเหมือนบ้าน มากกว่าอยู่ที่ปักกิ่ง ?"

หงส์น้อยพยักหน้าอย่างไม่ต้องลังเล

"ใช่ค่ะ ตอนที่หงส์ได้สัญชาติไทย หงส์รู้สึกโล่งอก แล้วดีใจมาก คุณป้าเป็นคนแรกที่ไม่ใช่ญาติ แล้วหงส์วิ่งเข้าไปกอด"

คุณป้าพยักหน้า แล้วหัวเราะ

"ตอนนั้นตัวเราแค่หน้าอกป้า แต่ตอนนี้ เราสูงกว่าป้าตั้งเยอะแล้ว วันนี้ป้าเรียกหงส์มา เพราะมีเรื่องอยากจะคุย เกี่ยวกับธุรกิจของไตรสรณ์น่ะ"

หงส์พยักหน้า

"ค่ะ ธุรกิจไตรสรณ์ ทำไมเหรอคะ ?"

คุณป้าปล่อยมือหงส์ ท่านขยับตัวนั่งตรง แล้วพูดต่อ

"ป้าแนะนำแอนดี้ให้รู้จักไตรสรณ์ไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ สองสามปีมาแล้ว เพื่อให้แอนดี้เข้าไปมีธุรกิจเกี่ยวพันด้วย สองสามปีที่ผ่านมา ธุรกิจที่ได้จากครอบครัวไตรสรณ์นั้น ถือว่าน้อยมาก ถ้าเทียบกับสิ่งที่จะได้ต่อไป ต่อไปนี้ ครอบครัวไตรสรณ์จะพึ่งพาแอนดี้มากขึ้น"

หงส์อมยิ้ม เธอรู้ว่าคำพูดที่ได้ยินจากคุณหญิงไม่ใช่เรื่องล้อเล่น แต่เธอนึกภาพไม่ออกว่าธุรกิจที่ใหญ่โตขนาดนั้น ทำไมจึงต้องมาพึ่งพาพี่ชายของเธอ

คุณหญิงเห็นสีหน้าของอีกฝ่าย ท่านเข้าใจว่าหงส์คงจินตนาการภาพไม่ออก

"เดิมทีโครงการบีทีพร็อพเพอร์ตี้ที่สมุทรปราการ ทางไตรสรณ์จะร่วมทุนกับฝรั่งเศส แต่ตอนนี้กิจบูรณาถือหุ้นใหญ่แล้ว ก็จะเปลี่ยนมาร่วมทุนกับไชน่าโอเวอร์ซี ฯ แทน ผู้บริหารของไตรสรณ์ก็จะต้องถูกส่งไปดูงานที่เฉิงตู แล้วก็ต้องเรียนรู้ที่จะสื่อสารกับคนจีน แอนดี้มีโอกาสจะได้เป็นที่ปรึกษาในหลาย ๆ ด้านของไตรสรณ์"

หงส์พยักหน้าด้วยความเข้าใจ

"ค่ะ หงส์ได้เคยติดต่อกับครอบครัวไตรสรณ์บ้างแล้ว ล่าสุด หงส์ได้รับบัตรเชิญไปงานวันเกิดคุณย่าเฉลา แต่ไม่เห็นทางโน้นเกริ่นเรื่องนี้เลยค่ะ"

"ยังหรอก ไตรสรณ์ยังไม่รู้ว่าเราเลือกร่วมทุนกับจีน เขาจะรู้เร็ว ๆ นี้ ไม่ว่าเขาจะเต็มใจหรือไม่ เขาก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับผู้ร่วมทุนให้ได้ ทางจีนถือหุ้นสี่สิบเปอร์เซ็นต์ กิจบูรณาถือสามสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ แต่ทางไตรสรณ์คงจะมองว่ากิจบูรณาเป็นนอมินีของจีน ซึ่งหมายถึงรวมกันแล้ว มีหุ้นถึงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ ก็กลายเป็นหุ้นใหญ่ หงส์กับแอนดี้เตรียมตัวรับงานใหญ่ได้เลย"

หงส์ยกมือขึ้นไหว้คุณหญิง

"ขอบคุณคุณป้า ที่อุปการะพี่แอนดี้กับหงส์มาตลอด หงส์ไม่รู้จะตอบแทนคุณป้าด้วยอะไร...."

คุณหญิงพูดดักทาง

"ไม่ต้อง ! คนเรามีภาระหน้าที่ที่ต้องทำ แอนดี้ กับ หงส์ ก็มีภาระที่ต้องทำ เราแค่เพียงทำตามหน้าที่ ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะค่อย ๆ เป็นไปได้เรื่อย ๆ ทีละขั้น ถ้าเราจะไปคิดข้ามขั้น ก็ดูเหมือนอะไร ๆ ก็จะเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้านั่นเป็นหน้าที่ที่เราต้องทำ ทางเดินก็จะเปิดให้เราทีละขั้น ค่อย ๆ ทำไป หน้าที่ของแอนดี้มีอยู่แล้ว เขาก็ได้ทำสำเร็จไปได้ทีละขั้นมาเรื่อย ๆ"

หงส์นึกถึงพี่ชายที่กำลังนอนป่วยหนักอยู่ที่โรงพยาบาล หน้าที่อื่นใดในโลกนี้ คงไม่มีความสำคัญสำหรับพี่ชาย เท่ากับการกลับมามีสุขภาพเหมือนคนปกติ

"คุณป้า หงส์ขออนุญาตถามนะคะ หน้าที่ของพี่แอนดี้ หมายถึงอะไรคะ ? พี่แอนดี้รู้ใช่มั้ยคะว่าต้องทำอะไร ?"

"ตอนนี้แอนดี้อาจจะยังไม่รู้ แต่อีกไม่นาน ก็คงรู้ หน้าที่ของแอนดี้คือ การกลับเข้าไปสะสางสิ่งที่ตัวเองก่อไว้"

คำอธิบายของคุณหญิง ไม่ได้ให้ความกระจ่างใด ๆ แต่กลับสร้างความฉงนเป็นทวีคูณให้กับเธอ

หงส์ทวนคำ

"กลับเข้าไปสะสางสิ่งที่ตัวเองก่อไว้ ?"

คุณหญิงยิ้ม ท่านรู้ดีว่าหงส์ไม่เข้าใจเรื่องราวต้นทาง

"เรื่องนี้ต้องเล่ากันยาวมาก แต่คนที่ควรเป็นคนรับรู้คนแรก คือ แอนดี้ ถึงวันนั้น เมื่อแอนดี้รู้แล้ว ค่อยเล่าให้น้องสาวฟังอีกทีจะเข้าใจได้ง่ายกว่า ถ้าหงส์ได้ฟังจากป้านั้น ก็จะยิ่งฟังดูเหลวไหลไปใหญ่ เรื่องนี้แม้แต่ป้าเอง ในอดีตเมื่อได้รู้ ก็ยังหัวเราะด้วยความตลก นับว่าเป็นเรื่องเหลวไหลมากเรื่องหนึ่งที่ป้าเคยได้ยิน หากคนที่พูดไม่ใช่คนที่ป้านับถือศรัทธา แต่เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว วันที่รถคว่ำ แล้วป้าได้รู้จักแอนดี้ ป้าก็เริ่มรู้ว่าเรื่องที่ได้รู้มานั้น ไม่ใช่เรื่องเหลวไหลเลย ทุกอย่างเป็นจริง"

เหมือนหงส์ถูกดึงเข้ารกเข้าพงลึกไปกว่าเดิม เธอไม่เข้าใจในสิ่งที่คุณหญิงพูดมาแม้แต่น้อย

คุณหญิงยื่นมือมากุมมือหงส์อีกครั้ง

"งานเลี้ยงวันเกิดคุณเฉลาเป็นวันสำคัญนะ เราสองคนไม่ควรพลาดงานนี้"

หงส์พยักหน้ารับ

"ค่ะ"

คุณหญิงล้วงกระเป๋าเสื้อ หยิบถุงกำมะหยี่สีน้ำเงินมาไว้ในกำมือ ท่านจับข้อมือของหงส์หงาย แล้ววางถุงไว้บนมือ

"ของในนี้ เป็นของหงส์"

หงส์ขมวดคิ้ว เธอค่อย ๆ หยิบถุงในมือ ขึ้นมาแกะ เปิดปากถุง แล้วเทของในนั้นออกมา

สิ่งที่หล่นมาจากในถุง คือ หินโปร่งแสงสีน้ำเงิน รูปทรงวงรี มีขนาดเท่าเล็บนิ้วโป้ง

เกล็ดพญานาค

"มันคืออะไรคะ คุณป้า ? สวยจังเลย !"

"นี่คือ เกล็ดพญานาค ให้หงส์ไว้พกติดตัว หงส์จะไปเลี่ยมเป็นเครื่องประดับหรืออะไรก็แล้วแต่ ชอบมั้ยล่ะ ?"

หงส์พยักหน้า

"ชอบค่ะ มันคือหิน หรือ แก้วคะ ?"

คุณหญิงนึกลังเลที่จะตอบ

"ป้าก็ไม่แน่ใจนะ ว่ามันคือหิน หรือ แก้ว แต่คนที่หามาได้ ท่านเรียกว่าเกล็ดพญานาค แล้วท่านก็บอกว่าเหมาะกับหงส์"

หงส์เอียงคอ

"หินนี้เป็นของคนอื่นฝากมาให้หงส์หรือคะ ?"

"ใช่ ของชิ้นนี้เป็นของหงส์ เค้าก็ควรจะอยู่กับเจ้าของเค้า"

หงส์หัวเราะ

"คุณป้าพูดเหมือนกับหินนี้มีชีวิตเลย"

เธอหยิบหินขึ้นมาดูใกล้ ๆ เพียงแค่ระยะเวลาสั้น ๆ หินก็เริ่มแสดงเสน่ห์ให้เจ้าของหลงไหล

หงส์หยิบถุงกำมะหยี่ขึ้นมาดู มีตัวอักษรพิมพ์ด้วยสีทองจาง ๆ ...'RMA'

"นี่ชื่อร้านเหรอคะ ?"

หงส์ถามถึงตัวอักษรบนถุงกำมะหยี่

คุณป้าหัวเราะ

"ไม่ใช่จ๊ะ เป็นชื่อของคนให้น่ะ มีโอกาสคงจะได้แนะนำให้รู้จักกัน"

"เป็นคนที่หอการค้าไทย-จีน อีกหรือเปล่าคะ ?"

"ไม่ใช่จ๊ะ"

หงส์ยกมือไหว้

"ขอบคุณค่ะ ฝากขอบคุณกับคนให้ด้วยนะคะ"

**********************************************************************************

ซีฟ่งบอกจุดหมายปลายทางให้คนขับแท๊กซี่

เธอหยิบเกล็ดพญานาคออกมาดูอีกครั้ง ยกขึ้นส่องแสง

สีของหินดูสวยสว่างขึ้นเมื่อต้องแสง แต่เมื่อกลับมาอยู่ในอุ้งมือ สีน้ำเงินเข้มก็ดูลึกลับ น่าค้นหา

เมื่อใช้มือลูบไปมา กลับให้ความรู้สึกอุ่นเหมือนหินก้อนนี้มีเลือดวิ่งอยู่ภายใน ไม่เย็นชาเหมือนธรรมชาติของหินทั่วไป

เธอควรจะรักษาสิ่งนี้ด้วยวิธีใด ? ใส่ถุงไว้ ? เลี่ยมด้วยกรอบ ? ทำเป็นสร้อยคอ ? ทำเป็นสร้อยข้อมือ ? บรรจุในล็อคเก็ต ?

นี่คืออัญมณี หรือ แค่หินธรรมดา หรือ วัตถุที่มีความวิเศษอื่นใดบรรจุอยู่ภายใน ? ... หรือ เธอกำลังคิดเพ้อฝันไปเอง ?

ทำไมแค่เครื่องประดับชิ้นเล็ก ๆ ชิ้นเดียว ทำให้ใจเธอชุ่มชื่นมีชีวิตชีวาขนาดนี้ ?

แท๊กซี่จอดติดไฟแดงที่แยกสาธรตัดกับพระรามสี่

นกพิราบตัวหนึ่งบินมาเกาะที่กระโปรงหน้ารถนกพิราบ

โชเฟอร์หัวเราะเบา ๆ

"เอ้อ... !ไอ้นกตัวนี้แปลก ไม่สบายหรือเปล่า ? อยู่ดี ๆ มาเกาะบนรถ"

เขากดแตรสั้น ๆ หนึ่งครั้ง

'แป๊น !'

นกพิราบตกใจ กระพือปีกบินจากไป

**********************************************************************************

จดหมายถึงรุ่ง

"สวัสดีรุ่ง ทางโน้นสบายดีมั้ยน้า ? ทางนี้สบายดี เฉพาะวันนี้นะ..."

เสียงทอมอ่านจดหมาย

รุ่งหัวเราะ

"เฮ่ย... ! ไม่ต้องอ่านออกเสียง ดัดจริตซะ อ่านในใจพอ"

ทอมอมยิ้ม อ่านจดหมายต่อไปเรื่อย ๆ สักพัก เธออุทานมาเบา ๆ

"โห... !"

รุ่งทักขึ้น

"ไรวะ โหอะไร ?"

"เข่าแทบทรุดเลย รุ่ง ชั้นว่าคนเขียนเป็นคนที่มีอารมณ์อ่อนไหวมาก แกฟังประโยคนี้ ...

...ในเมืองที่มีผู้คนมากมาย ในห้องเรียน ในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัย บนท้องถนน ในร้านอาหาร ในร้านกาแฟ ในห้างสรรพสินค้า ในรถเมล์ ในรถไฟ... เธอหลบฉันอยู่ในผู้คนเหล่านั้นได้ยังไงนะ ?....."

รุ่งพยักหน้า

"อือ... นั่นดิ แต่ประโยคนี้ก็ระทวย ที่บอกว่า เพียงแค่รู้ว่ามีเธออยู่บนโลกใบนี้ แค่นี้เองแหละ มันก็สร้างโลกของฉันได้ใหม่โดยไม่ต้องหลับตาฝัน..."

ทอมพยักหน้า

"คนที่เขียนอย่างนี้ได้ ต้องเป็นคนที่เฟมินิสต์สุด ๆ ถ้าจับความหมายของคำมาตีความนะ มันบอกอะไรได้มากเลย คนคนนี้ คงต้องผ่านการค้นหาอะไรมานานเหมือนกัน เพราะเธอพูดถึง เมืองที่มีคนมากมาย สถานที่ต่าง ๆ ที่ได้ไปมา แสดงว่า เธอค้นหามาตลอดเลยนะ แต่ไม่เคยเจอ"

รุ่งพยักหน้ารับฟัง

ทอมพูดต่อ

"แล้วประโยคที่บอกว่า สร้างโลกใหม่โดยไม่ต้องหลับตาฝัน นี่แสดงว่า เธอเป็นคนช่างคิดฝันมาตลอด แต่โลกในฝันของเธอน่ะ มีคนคนนึงอยู่ด้วย ซึ่งในโลกแห่งความจริง หาไม่ได้ พอได้มาเจอแก มันก็เหมือนกับเธอได้มีโลกใบใหม่สำเร็จแล้ว โดยไม่ต้องหลับตา"

รุ่งหัวเราะ

"อือ... แกนี่แปลเก่งว่ะ แปลแล้วอิน อ่านแล้วก็รู้สึกดีมากเลย ใครก็ไม่รู้ แต่ไม่คิดว่าเขียนมาผิดคน เพราะเขียนถึงรุ่ง แต่สงสัยว่า ใครที่ไหนวะ รู้ว่าชั้นเป็นญาติกับบ้านไตรสรณ์ ถึงเอาจดหมายไปส่งที่นั่น ?"

ทอมพยักหน้า เธอไม่มีข้อสงสัยเรื่องนี้

"ก็จะมีซักกี่คน ที่รู้ว่าแกเป็นคนในครอบครัวไตรสรณ์ แกลองคิดดูเองแล้วกัน"

รุ่งพยักหน้า

"กิ๊ว ชั้นสงสัยกิ๊ว"

ทอมพยักหน้าตาม

"นั่นก็เป็นไปได้ แต่ชั้นว่าไม่ใช่ กิ๊วเป็นคนเปิดเผย แล้วก็ไม่ได้อ่อนไหวถึงขนาดนี้หรอก แกว่าคนอย่างกิ๊วเขียนจดหมายได้อย่างนี้เลยเหรอ ?"

"ตายห่า ! ... นี่ถ้าไม่ใช่กิ๊วนะ ชั้นว่าไม่เหลือใครแล้ว ผู้หญิงที่รู้ว่าชั้นเกี่ยวข้องกับไตรสรณ์มีแค่ กิ๊ว แล้วก็ แก อ้อ... อีกคนนึงก็ฝน แต่ มันเป็นไปไม่ได้ที่ฝนจะเขียนถึงชั้นแบบนี้เลย คือ ยังไงก็ไม่ใช่ฝนแน่ ๆ"

"อือ... รู้ ๆ ไม่มีทางเป็นฝนแน่ ๆ มันมีคนที่แกนึกไม่ถึง แต่แกก็ไม่ควรนึกหรอก เพราะมันไม่สมควรจะนึก"

รุ่งเกาหัว

"ใครอีกวะ ? แกพูดเหมือนแกรู้"

"เปล่า ไม่รู้ ชั้นรู้ชั้นก็คงบอกแกไปแล้ว แต่คนคนนี้ เป็นคนที่น่าสงสาร น่าเห็นใจ แต่เค้าก็ไม่ควรคิดกับแกอย่างนี้ แต่ก็ว่าไม่ได้ มันคงเป็นฝันเล็ก ๆ ของใครคนนึง ซึ่งอย่างน้อย ขอให้ได้ฝันก็เป็นแรงบันดาลใจให้มีชีวิตอยู่ต่อ"

รุ่งยกมือผลักหัวเพื่อนเบา ๆ

"นังตอแหล ! นี่แกพูดเหมือนกับแกรู้จักว่าใครเขียน แกพูดว่า เค้าไม่ควรคิดกับชั้นอย่างนี้ มันหมายความว่ายังไง ? เค้าเป็นหมัดหมาหรือไง ถึงคิดกับชั้นยังงี้ไม่ได้ ?"

ทอมหัวเราะหึ ๆ

"หมัดหมาบ้านแกหลงรักคนได้ด้วยเหรอวะ ? เปล่าหรอก ชั้นก็อ่านจากที่เค้าเขียนมานี่แหละ ก็รู้ว่าน่าสงสารน่ะ คนที่ฝันอยากจะทำอะไร แต่ชีวิตจริงทำไม่ได้ ชั้นพอเข้าใจ"

"ทำไมแกกระแดะจังวะ ? ทำมาเป็นเข้าใจหัวอกหญิง แกเป็นหญิงตั้งแต่เมื่อไหร่ ?"

ทอมก้มดูข้อความในจดหมาย เรื่องนี้ควรจะต้องหยุดเพียงแค่นี้ ไม่ควรเกินเลยไปกว่านี้

แต่ใครล่ะ จะเข้าไปหยุดเรื่องเหล่านี้ ? หรือ เวลา และ ประสบการณ์จะช่วยให้สาวน้อยคนหนึ่ง เริ่มเติบโต และ มีความเข้าใจโลกได้มากขึ้น ?

รุ่งพูดขึ้น

"พูดถึงเรื่องความฝัน แกเคยเจอใครคนนึง ในระยะเวลาสั้น ๆ แล้ว กลับเอาไปฝันหรือเปล่า ?"

ทอมคิดสักอึดใจ คนที่เจอในระยะเวลาสั้น ๆ แล้วประทับใจนั้น มีแน่นอน แต่ไม่เคยฝันถึง

"ขนาดไปฝัน ไม่เคย แกฝันถึงฝนเหรอ ?"

รุ่งขมวดคิ้วแล้วมองหน้าเพื่อน

"เปล่า บ้าเหรอ ?"

ทอมหัวเราะ

"ทำไมต้องบ้า ? แกอายอะไรวะ ? แกเป็นผู้ชาย ชั้นถามแค่นี้ แกจะรีบปฏิเสธทำไม ? ยังกับแกกลัวจะเสียหาย รีบปฏิเสธซะ กลัวว่าชั้นจะจับได้เหรอว่าแกชอบเค้า ?"

"ชั้นจะไปอายแกทำไม ? ไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่ชอบ แต่คนที่ชั้นฝันถึงไม่ใช่ฝน"

เพื่อนสั่นหัว

"อีหลายใจ !"

รุ่งหัวเราะ

"คนนี้แปลก เหมือนมีอะไรประทับใจครั้งแรกที่เจอ แล้วเมื่อคืนก็ฝันถึง ในฝันมันบอกไม่ถูก เหมือนว่าชั้นรักเค้ามาก แล้วในฝันพอชั้นเห็นเค้า ชั้นก็วิ่งเข้าไปกอด แล้วก็ร้องไห้ แปลกมาก หรือว่า เค้าอาจตายไปแล้วเลยมาเข้าฝัน"

ทอมหัวเราะ

"สาวที่ไหนอีกล่ะ ? แต่ชั้นบอกแกก่อน ว่าเค้าคงไม่ใช่คนที่เขียนจดหมายฉบับนี้หาแกแน่ ๆ ถ้าแกปักใจว่าเป็นเค้า ชั้นบอกได้ว่า ไม่ใช่"

คราวนี้ รุ่งกลับเป็นคนที่งง

"แกพูดอะไรวะ ? แกจะบ้าหรือเปล่า ? ทำไมแกต้องดึงไปเกี่ยวกับคนเขียนจดหมายนี้ด้วย ? หรือ แกรู้ว่าใครเขียนจดหมายนี้ ?

ทอมตีหน้าเฉย

"เปล่า ก็ไม่ได้ว่าว่ารู้ ไม่ได้ว่าอะไรทั้งนั้น แกเล่าต่อเหอะ ว่าแกไปชอบใครมา"

"เจอเค้าตั้งสองอาทิตย์แล้ว เค้าป่วยอยู่ ชั้นตรวจด้วยลูกดิ่งแล้ว มึนไปหมด กระดูกเคลื่อน มีสะเก็ดเลือดที่สมองกับที่ปอด เลือดเลี้ยงหัวใจต่ำกว่าห้าสิบเปอร์เซ็นต์เพราะเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจ แล้วยังมีไวรัสที่กระดูกหลังกับเอว ยังมีเชื้อราในลำไส้ แล้ว มีพยาธิอีกสองชนิด คือ ตัวแบน กับ ตัวกลม เรียกว่า โรคอะไรฮิต ชั้นตรวจเจอหมด "

ทอมร้องออกมาเบา ๆ

"โห ! ... นี่ไม่โทรมตายแล้วเหรอ ? ลูกดิ่งน่าจะไม่ทำงานนะ ถึงตรวจเจอทุกโรคเลย"

รุ่งพยักหน้า

"อือ... ก็ขอให้เป็นอย่างนั้น ชั้นตกใจกับผลตรวจ ถ้าผลตรวจถูกต้องนะ คนนี้ถ้าเข้าไปโรงพยาบาลถึงมือหมอ เค้าต้องตายแน่ ๆ !"

ทอมพยักหน้า

"อือ ใช่ หมอไม่มีทางรักษาได้เลย คงต้องจับโด๊ปโปรตีนกับของหวาน เชื้อราเบิกบาน ตายคาเขียงแน่ แล้วถ้าหนักอย่างนี้ แกจะไปช่วยเค้าได้ยังไง ? เพราะแกไม่ใช่หมอ เค้าสนิทกับแกมากขนาดไหนล่ะ ? แต่ถึงว่าเค้ายอมให้เราช่วยนะ เป็นเยอะขนาดนี้ ชั้นว่าเราก็ไม่รู้จะช่วยยังไง"

รุ่งขบกรามไปมา เขาบ่นพึมพำเบา ๆ

"ได้เจอแค่ครั้งเดียว แต่ทำไมเก็บมาฝันขนาดนี้วะ ?"

ทอมอมยิ้ม

"รักแรกพบ เฮอะ ๆ แกนั่งฝันตรงนี้ไปก่อน ชั้นเดินออกไปซื้อกาแฟข้างนอก เดี๋ยวกลับมา"

ทอมเดินออกไปจากฟู้ดเซ็นเตอร์

*************************************************************************************

อ่านหน้าต่อไป >