ตอน 40

มือใหม่ หัดดิ่ง

มือของรุ่งโหนที่กิ่งไม้ใหญ่  ความมืดทำให้เขามองไม่เห็นว่าข้างล่างคือต้นอะไร รู้แต่ว่าเป็นพุ่มไม้

เสียงของวิทย์ดังมาจากด้านนอกกำแพง
“ไอ้รุ่ง มึงลงไปได้หรือยัง ?”

“ยัง ไม่รู้ข้างล่างนี่ต้นอะไรว่ะ ? เสือกมีหนามขึ้นมา กูได้เลือดแน่”

เสียงเพื่อนหัวเราะตอบกลับมา
“เหอ ๆ งั้นมึงก็อยู่บนนั้นจนสว่างแล้วกัน กูมารับมึงอีกทีพรุ่งนี้”

ไหน ๆ ก็ตัดสินใจปีนกำแพงเข้ามาแล้ว  รุ่งจึงตัดสินใจปล่อยมือ

ร่างของเขาร่วงลงบนพุ่มไม้หนาเสียงดัง‘ส่วบ’

เขายืนขึ้น แล้วปัดกางเกง
“แลนดิ้งแล้ว ชิบหาย ! ต้นไม้เป็นรูโบ๋เลย  ต้นห่าอะไรก็ไม่รู้”

“เออ รีบ ๆ เข้าไปจัดการซะ เสร็จแล้วโทรบอกกู  เดี๋ยวกูไปรอในรถ ขากลับก็หยิบโทรทัศน์ตู้เย็นติดมือมาด้วย  เหี้ยเอ๊ย !..เหมือนขโมยไม่มีผิด เหอ ๆๆ”

รุ่งเดินตัดสนามหญ้าเข้ามาที่หลังห้องครัว

สาวน้อยได้ยินเสียงย่ำเท้า มั่นใจว่าเป็นญาติผู้พี่ จึงรีบเปิดประตูห้องครัว
“พี่รุ่ง” เธอยกมือไหว้

“น้องวิ นี่เค้าหลับกันหมดหรือยัง ?”

วิอยู่ในกระโปรงชุดนอน มีสีหน้าดีใจที่ได้เจอญาติผู้พี่
“หลับหมดแล้ว พี่รุ่งเข้ามาก่อน”

วิปิดประตูครัว
รุ่งอยู่ในชุดเสื้อยืดคอกลมสีดำ กางเกงขายาวสีดำ รองเท้าผ้าใบสีดำ

วิมองเห็นการแต่งกายของรุ่ง เธอหัวเราะหึ ๆ
“พี่รุ่ง เหมือนจะไปปฏิบัติการอะไรซักอย่าง”

“อือ จะให้พี่แต่งตัวยังไงล่ะ ขืนใส่สีขาวมาคงเป็นเป้ากระสุนแน่ ๆ”

“อะไรจะขนาดนั้น ? ยามที่นี่ไม่ได้พกปืนหรอกค่ะ อย่างมากก็แค่โดนกระบอง”

“กี่โมงแล้วนี่ ?”

วิชี้นิ้วไปที่นาฬิกาผนังในห้องครัว

“ตีสามแล้วค่ะ  ฤกษ์โจรพอดี อิ อิ”

รุ่งหัวเราะตาม แล้วสั่นหัว

“พี่ถอดรองเท้าไว้ตรงนี้แล้วกัน ขากลับต้องกลับออกทางประตูนี้ใช่มั้ย ?”

วิพยักหน้า

รุ่งถอดรองเท้า วางไว้หน้าประตู

“วันนี้คุณย่าอาการเป็นไงบ้าง ?”

สีหน้าวิเริ่มเปลี่ยนเป็นยิ้มแหย ๆ
“ยังไม่ค่อยดีค่ะ  แต่ไม่มีอาการชักแล้ว”

รุ่งพยักหน้ารับรู้ 

สีหน้าญาติผู้น้องเริ่มเปลี่ยนเป็นเศร้า 

รุ่งเดินเข้ามาใกล้ แล้วพูดเบา ๆ
“ไม่เป็นไร น้องวิ”

แค่คำพูดสั้น ๆ ก็ทำให้น้ำตาเธอไหล  วิพูดขึ้นด้วยเสียงที่สั่นเครือ

“วิกลัวมาก เมื่อวานตอนที่คุณย่าชัก วินึกว่าคุณย่าจะไม่รอดแล้ว  วิเห็นคุณย่าแล้วตกใจ วิสงสารคุณย่า”

รุ่งคว้ากล่องกระดาษทิชชู่ที่อยู่บนเคาน์เตอร์ ดึงกระดาษ แล้วยื่นให้

วิรับกระดาษ แล้วกำไว้ในมือ มืออีกข้างจับข้อมือของรุ่ง

"พี่รุ่ง คุณปู่จะมารับคุณย่าไปใช่หรือเปล่า ?"

รุ่งฟังแล้วก็รู้ทันทีถึงความรู้สึกหวาดกลัวของวิ
"ไม่รู้หรอก น้องวิว่าถ้าคุณปู่มารับไป คุณย่าก็จะได้ไปอยู่กับคุณปู่ใช่มั้ย ?"

"ค่ะ ถ้าคุณปู่มารับ ก็คงไปอยู่ด้วยกัน"

"อือ... แล้วน้องวิก็รู้แล้วไม่ใช่เหรอ ว่าคุณปู่อยู่ที่ไหน ?"

เธอไม่คิดว่าจะได้รับคำตอบเป็นคำถามกลับแบบนี้ ทำให้เธอคิดได้อีกครั้ง รอยยิ้มค่อย ๆ ผุดออกมา
"ค่ะ ก็แค่หลับตา"

รุ่งพยักหน้า เขารู้ว่าญาติผู้น้องเข้าใจในคำถาม

"พี่รุ่ง แล้ววิชาที่พี่รุ่งเพิ่งเรียนมา จะช่วยคุณย่าได้มั้ยคะ ?"

เขานิ่งไปสักอึดใจ แล้วพึมพำ
"ก็นี่ไง ถึงรอให้ถึงเวลานี้"

วิเอียงคอ เธอตีความหมายประโยคนี้ไม่ออก

"รอทำไมคะ ?"

"พี่เพิ่งเรียนมาได้เดือนเดียว ยังไม่เก่ง ตรวจเองก็คงไม่แม่น พี่เอารูปคุณย่าฝากให้พี่ทอมไปให้รุ่นพี่เขาดูให้ตอนบ่ายนี้ วิชานี้ดูผ่านรูปก็ได้ แต่ตอนนี้พี่ยังติดต่อพี่ทอมไม่ได้เลย ไม่รู้ว่าผลเป็นยังไง ก็เลยตัดสินใจมาตรวจให้ด้วยตัวเอง"

วิฟังแล้วไม่เข้าใจในรายละเอียด เพียงแต่พอจับความรู้สึกได้ว่า รุ่งยังไม่มีความมั่นใจ

"เราขึ้นไปหาคุณย่ากันเถอะ น้องวิ"

วิเดินนำรุ่งออกไปจากห้องครัว

****************************************************************************************

วิเคาะประตูห้องนอนคุณย่าเบา ๆ

ประตูห้องถูกเปิดออก โดยเพ็ญ คนดูแลประจำตัวคุณย่า หน้าตาสะลึมสะลือ

รุ่งยกมือขึ้นไหว้

"หวัดดีครับ พี่เพ็ญ"

เพ็ญเห็นหน้ารุ่งก็ยิ้มรับ

"เข้ามาเลย รุ่ง"

รุ่งรีบเดินตรงเข้ามาที่เตียงคุณย่า ข้างเตียงมีเครื่องช่วยหายใจตั้งอยู่

หญิงชราพยายามยันกายขึ้นนั่ง หลานชายช่วยประคอง

วินั่งลงบนพื้นข้าง ๆ เตียง

รุ่งนั่งลงบนเตียง จับมือทั้งสองของคุณย่ามากำแน่น

"ว่าไงรุ่ง ตกใจเหรอ ?"

รุ่งพยักหน้า

"ครับ ตอนน้องวิโทรไปบอก ผมตกใจมาก"

ย่ามองหน้าหลาน แล้วยิ้มให้

"ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว แต่เมื่อวานก็เกือบไป นึกว่าจะไม่ได้เจอหน้ารุ่งอีกแล้ว"

รุ่งยิ้มให้

"ต้องเจอสิครับ คุณย่าสัญญาอะไรกับผมไว้ ถ้ายังไม่ได้ทำตามสัญญา คุณย่ายังไปไหนไม่ได้"

น้องวิพูดขึ้น

"น้องวิตกใจมาก กลัวว่าคุณปู่จะมารับคุณย่าไป"

คุณย่าหัวเราะ

"ที่ที่ย่าจะไปน่ะ ไม่ใช่ที่เดียวกับคุณปู่หรอก ?"

ทั้งรุ่ง และ วิ มีสีหน้าแปลกใจ แต่ไม่มีคำถาม

น้องวิเริ่มเกริ่นเรื่องให้คุณย่าฟัง

"พี่รุ่งเพิ่งไปเรียนวิชาธรรมชาติบำบัด อาจจะช่วยคุณย่าได้ ให้พี่รุ่งเล่าให้ฟังนะคะ"

คุณย่าพยักหน้า

แต่รุ่งกลับมีท่าทีอึกอัก เพราะไม่รู้ว่าจะเริ่มเรื่องด้วยอะไรดี วิชาที่ได้ศึกษามาไม่ใช่จะอธิบายกันได้ง่าย ๆ

คุณย่าเขย่ามือ

"ว่าไงรุ่ง ? เล่ามาเถอะ อะไรที่รุ่งอยากบอก ย่าฟังได้ทั้งนั้น เล่ามา"

รุ่งพยายามลำดับความคิด เขาอาจจะต้องท้าวความมากหน่อย แต่ก็จำเป็นต้องพูด ถึงแม้ไม่รู้ว่ามีโอกาสมากน้อยขนาดไหนที่จะช่วยคุณย่าได้

"ครับ ผมไปเจอวิชาตรวจสุขภาพด้วยลูกดิ่ง เขาสามารถรู้สุขภาพเราได้โดยไม่ต้องแตะตัวคนป่วย เพียงแต่เอาหินมาจ่อที่ฝ่ามือ มันเป็นวิชาที่ใช้พลังจิต...."

เขากลับชะงัก เพราะไม่แน่ใจว่าคุณย่าจะเข้าใจเรื่องพวกนี้ขนาดไหน แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังหาคำอธิบายเรื่องนี้ได้ยาก

วิ กับ เพ็ญ กำลังตั้งใจฟัง

วิพูดขึ้น

"แล้วยังไงต่อคะ พี่รุ่ง ?"

รุ่งกำลังลังเล เขาควรจะข้ามเรื่องพลังลี้ลับของวิชานี้ หรือ ควรจะเล่าเพื่อทำให้เกิดศรัทธาก่อน ถ้าหากยิ่งเล่าแล้ว กลับกลายเป็นตัวตลกของคนฟังล่ะ เขาควรหาวิธีพิสูจน์

แต่เขาจะพิสูจน์อย่างไร ในเมื่อความเชี่ยวชาญในการใช้วิชาลูกดิ่งของเขาก็ยังมีน้อยมาก หากต้องมาพิสูจน์ต่อหน้าคนที่ไร้ศรัทธา ลูกดิ่งคงไม่ทำงานแน่ ๆ

คุณย่าเขย่ามือรุ่งอีกครั้ง

"หลาน ว่าไง ? ทำไมเงียบไปล่ะ ?"

"อธิบายลำบากครับ มันเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น ต้องมีความเชื่อด้วย"

คุณย่าเข้าใจทันทีว่าหลานชายกังวลเรื่องใด ท่านมองหน้าหลานชายแล้วหัวเราะเบา ๆ

"เรื่องความเชื่อเหรอ ? อธิบายยากล่ะสิ ฟังย่าเล่าก่อนดีมั้ย ?"

รุ่งขมวดคิ้ว

"คุณย่าจะเล่าอะไรเหรอครับ ?"

"ย่าจะเล่าเรื่องที่เล่ายากมาก ยากกว่าเรื่องที่รุ่งจะเล่าเสียอีก ยากจนไม่เล่าดีกว่า"

รุ่ง วิ เพ็ญ ต่างหัวเราะไปกับมุกตลกของคุณย่า

วิพูดขึ้น

"วันนี้คุณย่าดูเหมือนคนไม่ป่วยเลย คงเพราะพี่รุ่งมาหาแน่"

รุ่งรู้สึกคลายความกังวลได้บ้าง จากคำพูดของคุณย่า

"อือ ครับ... สงสัยเรื่องที่คุณย่าจะเล่าคงลำบากกว่ามาก เหอ ๆๆ"

คุณย่าพยักหน้าให้หลาน

"ใช่สิ ย่าถึงไม่อธิบายไง ให้แต่กล่องไป"

ไม่มีใครในห้องเข้าใจความหมายนี้ นอกจากรุ่ง

คุณย่ากำลังจะบอกอะไรเขา ? กล่อง....? กล่อง RMA !

รุ่งฉุกคิดขึ้นได้ สิ่งของที่อยู่ในกล่อง RMA ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอธิบายได้ เขาเท่านั้นที่สัมผัสได้ว่า ของแต่ละชิ้นในกล่องนั้น หมายถึงอะไร โดยที่คุณย่าไม่ต้องอธิบายใด ๆ

รุ่งกระตุกมือคุณย่า

"คุณย่า คุณย่ารู้ใช่มั้ยว่าข้างในนั้นมีอะไรบ้างครับ ?"

คุณย่าพยักหน้า

"พอรู้บ้าง แต่จำไม่ได้หมด ของในนั้นสำคัญสำหรับรุ่ง รุ่งเองจะรู้ว่าของชิ้นไหน สำคัญขนาดไหน เมื่อถึงเวลา"

รุ่งพยักหน้า

"ใช่ ๆ คุณย่าต้องรู้แน่ ๆ ว่าข้างในมีหนังสือของพระ พูดถึงเรื่องอภิญญา ใช่มั้ยครับ ?"

คุณย่าพยักหน้า

"จ้ะ! เรื่องนั้นย่ารู้ รุ่งล่ะ รู้แล้วใช่มั้ย ?"

รุ่งยิ้ม เขามั่นใจว่าหนทางได้เปิดแล้ว เป็นเวลาสี่ปีแล้ว ที่เขาได้เปิดกล่องสมบัติของคุณพ่อเพื่อศึกษาของแต่ละชิ้น นับแต่วันนั้น ยังไม่เคยได้สนทนาเรื่องเหล่านี้กับคุณย่าแต่อย่างใด

"ถ้างั้น ผมคงบอกคุณย่าได้ว่า ตอนนี้คงถึงเวลาแล้ว เพราะตั้งแต่ผมได้เปิดกล่อง ผมตั้งใจอ่านหนังสือทุกเล่มในกล่องนั้น ฟังเทป ซีดี ทุกอย่างที่อยู่ในกล่อง จนผมแทบจะมีโลกส่วนตัวของผมอีกใบนึง ที่ไม่สามารถอธิบายใคร ๆ ได้ ทุกอย่าง มาจากของที่คุณพ่อทิ้งไว้ให้ในกล่องนั้น"

คุณย่ายกมือขึ้นลูบหน้าหลานชาย

"ชั้นคิดแล้วไม่มีผิด หลานชั้นกับลูกชั้น วันหนึ่งจะต้องเดินตามทางเดียวกัน รุ่งจะได้รู้ว่าพ่อรุ่งเป็นยังไง พ่อรุ่งเป็นใคร ?"

เพ็ญ และ วิ ได้แต่นั่งฟัง แต่ไม่เข้าใจเรื่องราวใด ๆ ที่ ย่าหลานสองคนกำลังสนทนา

หลานชายเริ่มมีน้ำตาออกมาคลอ

"ครับ พ่อผมคืออาร์เอ็มเอ ใช่มั้ยครับ ?"

คุณย่าพยักหน้า

"อภิญญา มันพาเราเดินมาทางนี้ รุ่งเข้าใจมั้ย ?"

เหตุผลที่ยากสุดจะพรรณาของรุ่ง บัดนี้ ไม่ต้องการคำอธิบายอีกต่อไป กลับเป็นคุณย่า ที่เข้าใจเรื่องเหล่านี้มาก่อนเขาแต่อธิบายไม่ได้

รุ่งพยักหน้าซ้ำ ๆ กันหลายครั้ง เป็นการยืนยันว่าเขาเข้าใจอะไรหลาย ๆ อย่างมากขึ้น

ทั้งเพ็ญ และ วิ ต่างมองหน้ากันเหรอหรา

คุณย่าถามหลานชาย

"เราคิดว่า บุญของย่ามีน้อยขนาดนั้นเชียวหรือ ? ย่าจะตายในมือหลานชายคนโต ?"

รุ่งชี้ที่มือซ้ายของคุณย่าทันที

"ถ้างั้น คุณย่ายื่นมือมา ขอมือนี้"

เขาหยิบลูกดิ่ง กระดาษ และ ปากกาขึ้นมาจากกระเป๋ากางเกงลูกดิ่งคริสตัล

ลูกดิ่งทำด้วยคริสตัลใส มีสร้อยสีทองติดอยู่ด้านหัว

นักลูกดิ่งมือใหม่ จ่อลูกดิ่งบนฝ่ามือซ้ายของคุณย่าด้วยความมั่นใจ สักพัก ลูกดิ่งก็เริ่มทำงาน

ในใจเขาไล่ถามคำถาม ตามที่ได้ถูกสอนมา

ถามคำถามได้สิบกว่าคำถาม แล้วก็ทยอยจดสิ่งที่ได้ลงในกระดาษ เสร็จแล้วก็ใช้ลูกดิ่งถามต่อไปอีกสักพัก แล้วก็ทยอยจดลงในกระดาษ

เพ็ญเข้ามายืนมองใกล้ ๆ แสดงถึงความสนใจในศาสตร์นี้

เป็นครั้งแรกที่คุณย่าเห็นสีหน้าที่จริงจังของหลานชาย

หลานชายคนนี้เคยมีแต่ใบหน้าที่ยิ้ม ถ่อมตัว เวลาอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนจะเดินตัวลีบ แทบจะห่อไหล่จนตัวลู่

แต่ ณ บัดนี้ บุคลิกนั้นเหมือนจะถูกทิ้งไปชั่วคราว มือที่กระตุกบังคับลูกดิ่งเป็นระยะ ๆ เแสดงถึงความมั่นใจในตนเองอย่างเห็นได้ชัด

รุ่งขมวดคิ้ว สงสัยในผลตรวจที่ได้รับ เขาหันหน้ามาทางเพ็ญ

"พี่เพ็ญ พักนี้คุณย่าทานถั่วมากเหรอ ?"

เพ็ญนึกตาม แล้วก็สั่นหัว

"ก็ไม่มีนะ บ้านนี้ไม่ค่อยมีใครทานถั่ว"

"แล้วนมถั่วเหลืองล่ะ พวกน้ำเต้าหู้ มีมั้ย ?"

คราวนี้ เพ็ญพยักหน้า

"ถ้านมถั่วเหลืองล่ะ มีแน่นอน คุณมัณสั่งให้พี่จัดให้คุณย่า ให้ได้วันละสองแก้ว"

รุ่งพยักหน้า เขาคิดในใจ นมถั่วเหลืองวันละสองแก้ว จะทำร้ายหัวใจได้ขนาดนี้เชียวหรือ มันไม่น่าจะถึงขนาดนั้น หรือ อาจจะมีแหล่งโซเดียมอื่น ๆ ที่ได้รับ

"ของดองล่ะ พี่เพ็ญ คุณย่าทานบ้างมั้ย ?"

เพ็ญสั่นหัว

"ของดองนี่ไม่ได้เลย คุณมัณห้าม"

รุ่งหลับตา สูดลมหายใจเข้าช้า ๆ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าถามแล้วตอบไม่แม่น แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า จะตั้งคำถามอะไร

นมถั่วเหลืองสองแก้วต่อวัน... หากทำให้คนกินถึงกับชักตาตั้งได้ ป่านนี้คนทั้งเมืองไม่ต้องเป็นโรคหัวใจกันหมดแล้วหรือ ?

นมถั่วเหลือง เป็นอาหารที่ให้โซเดียม ทำให้หัวใจขาดโปตัสเซียม นั่นใช่อยู่ แต่ คงต้องมีอะไรอย่างอื่นมากระตุ้นโซเดียมอย่างฉับพลันซ้ำ ถึงได้มีอาการหนักขนาดลมชัก เลือดเลี้ยงหัวใจเหลือต่ำเพียง 30% เท่านั้น

แล้วความคิดก็แว่บเข้ามา

"พี่เพ็ญ อาหารในวันที่คุณย่ามีอาการชัก มีข้าวเหนียวด้วยหรือเปล่า ?"

คราวนี้คุณย่าตอบเอง

"ใช่ ตอนเช้าย่าทานข้าวหลาม แล้วบ่ายก็เกิดอาการ"

รุ่งพยักหน้า เขาจ่อลูกดิ่งถามซ้ำที่ฝ่ามือ ลูกดิ่งให้คำตอบที่ตรงกัน ข้าวเหนียว คือ ตัวเพิ่มโซเดียมอย่างฉับพลันในเลือด

เพ็ญพยักหน้าตาม

"ใช่ ๆ คุณเอกซื้อข้าวหลามมาจากชลบุรี คุณย่าชอบทานหน้าข้าวเหนียวดำ ตอนเช้าก็ทานไปกระบอกนึง"

รุ่งเริ่มมีความมั่นใจในการทำนายของตนเอง

"แล้ววันนั้นก็ไม่ได้ทานผลไม้สดเลย ?"

คุณย่าพยักหน้า

"ใช่จ้ะ ! ไม่ได้ทาน"

รุ่งค่อย ๆ อ่านรายละเอียดที่จดไว้ในกระดาษ แล้วลำดับเรื่องที่จะเล่าให้คนทั้งสามฟัง

เมื่อพร้อม เขาก็เริ่มพูด

"พี่เพ็ญ ผมจะเล่าให้ฟังว่าผมพบอะไร มีอยู่สามอย่าง ที่เป็นเรื่องสำคัญ อยากให้ช่วยกันจัดการสามเรื่องนี้ก่อน อาการคุณย่าจะดีขึ้นแน่นอน"

เพ็ญพยักหน้า

"ได้เลย รุ่ง ว่ามา พี่ต้องหาอะไรมาจดมั้ย ?"

"ไม่ต้องครับ ผมจะจดให้ด้วย"

เพ็ญพยักหน้า

"ขอบคุณมาก น้องวิช่วยพี่ฟังด้วยนะ"

วิพยักหน้า

รุ่งเริ่มเล่า

"อย่างแรก คุณย่ามีพยาธิสองชนิด ทั้งตัวกลม และ ตัวแบน พยาธิจะกินเลือดจนทำให้โลหิตจาง มีอาการอ่อนเพลีย ขับถ่ายไม่สะดวก คุณย่าต้องถ่ายพยาธิ ผมเขียนยาที่ต้องไปหาซื้อให้ในกระดาษนี้นะครับ ให้กินตามนี้"

เพ็ญขมวดคิ้ว

"พยาธิเหรอ ? อือ ไม่เห็นคุณหมอได้เตือนเรื่องนี้เลย สมัยนี้ก็ไม่ได้ยินว่าใครเขาเตือนให้ถ่ายพยาธิกันแล้ว"

คุณย่าพยักหน้า

"เป็นไปได้ เป็นไปได้มากเลย สมัยก่อนเราจะเห็นว่าโบราณจะจับเด็กถ่ายพยาธิกันบ่อย ๆ เดี๋ยวนี้ไม่มีใครพูดถึงพยาธิกันแล้ว"

"เรื่องที่สอง คุณย่ามีโซเดียมในเลือดสูง จะต้องลดโซเดียม โดยการงดทานของประเภท ถั่ว รวมทั้งอาหารที่ทำจากถั่วด้วย เช่น นมถั่วเหลือง น้ำเต้าหู้ แล้วก็งดของดอง ตัวอันตรายก็คือข้าวเหนียว เพราะมีโซเดียมสูงมาก แล้วคุณย่าต้องทานผักสด ผลไม้สด เพิ่ม เพราะมีโปตัสเซียมสูง หัวใจคนเรา ต้องการระดับโปตัสเซียมกับโซเดียมในปริมาณที่สมดุล ปริมาณที่เหมาะสมนั้น จะต้องมีโปตัสเซียมมากกว่าโซเดียม เอาเป็นว่า คุณย่าต้องงดอาหารจำพวกที่ทำมาจากถั่ว งดของดอง แล้วก็งดข้าวเหนียว รวมถึงอาหารขบเคี้ยว บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เพราะมีโซเดียมสูง "

เพ็ญพยักหน้า

"ได้ ๆ คงต้องจัดการกับน้ำนมถั่วเหลืองของคุณมัณ"

น้องวิถามขึ้น

"ยังงี้ ก็ต้องเล่าให้อามัณฟังเหรอคะ ?"

คุณย่าตอบ

"ไม่ต้อง ยากที่จะอธิบาย อามัณน่ะไม่เชื่อเรื่องพวกนี้หรอก เขาให้อะไรมา เราก็จัดมานะเพ็ญ แต่เราน่ะกินซะเองแล้วกัน"

เพ็ญพยักหน้า แล้วหัวเราะ

"ถ้าเพ็ญกินเอง แล้วเพ็ญจะไม่เป็นโรคหัวใจเหมือนคุณย่าเหรอคะ ?"

ทั้งห้องมีเสียงหัวเราะ

รุ่งพูดขึ้น

"ไม่ต้องกลัวครับ มีผมอยู่ทั้งคน ผมจะดูให้ว่า พี่ควรจะอยู่วัดไหน ไม่ต้องกลัว"

เพ็ญหัวเราะ

"ได้ค่ะ นมถั่วเหลืองวันละสองแก้ว ไม่มีปัญหา"

รุ่งเล่าต่อ

"เรื่องสุดท้าย คุณย่ามีกระดูกเคลื่อน ที่คอ กับ หลัง เดี๋ยวผมจะสอนพี่เพ็ญ ให้ทำให้คุณย่าทุกวัน"

เพ็ญพยักหน้า

รุ่งหันมาพูดกับคุณย่า

"ผมคิดว่า คุณย่าอาจจะหายได้ด้วยวิธีธรรมชาติบำบัด เพราะผมเคยได้ยินอาจารย์เล่ากรณีแบบนี้ ที่หมอแผนปัจจุบันใช้เวลารักษานาน ส่วนใหญ่ก็พยุงไว้ กำเริบทีนึงก็บำบัดทีนึง แต่อาจารย์ที่สอนผม จะสอนให้แก้ต้นเหตุ แล้วต้นเหตุบางทีมันแก้ได้ง่าย จนไม่มีใครเชื่อ"

"ย่าเชื่อ" คุณย่าตอบทันที

วิสำทับอีกคน

"น้องวิก็เชื่อค่ะ คุณย่ารักษาโรคนี้กับหมอมานานแล้ว ไม่เห็นมีอะไรดีขึ้น มีแต่จะแย่ลง แล้วหมอก็ไม่เคยเตือนเรื่องกินข้าวเหนียวเลย ถ้าวันนั้น คุณย่าเป็นอะไรไป หมอคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเพราะข้าวเหนียว"

รุ่งพูดกับคุณย่า

"ลองทำตามนี้ ให้อาการดีขึ้นก่อน ค่อยพูดได้ว่า เรามาถูกทาง เพราะความรู้ของผม มีแค่ไม่ถึงสิบเปอร์เซนต์ของที่คนอื่นเขามีกัน ถ้าเรามาถูกทาง ผมคงต้องศึกษาวิชานี้ให้มากกว่านี้"

"แค่นี้ย่าก็รู้สึกดีขึ้นแล้ว แค่ย่ารู้ว่ารุ่งได้เปิดกล่องนั้น แล้วทำตาม"

"ครับ ถ้าคุณย่าเชื่อว่าเพราะกล่องนั้น พาให้ผมเดินมาทางนี้ ผมก็จะเดินต่อไป ในหนังสือธรรมะที่อยู่ในกล่อง มีลายมือคุณพ่อ เขียนไว้ว่า 'การเดินทางตามอาร์เอ็มเอ ก็คือการเดินตามทางหลวงพ่อ' "

"แล้วรุ่งรู้ความหมายนี้แล้วเหรอ ?"

"ถ้าคุณย่าบอกว่า คุณพ่อคืออาร์เอ็มเอ ความหมายนี้ก็แปลได้ตรง ๆ ว่า การเดินตามรอยคุณพ่อ คือ การเดินตามสิ่งที่หลวงพ่อองค์นี้สอน คงตีความเป็นอย่างอื่นไม่ได้"

คุณย่าพยักหน้า

รุ่งยังขมวดคิ้ว

"แต่หนังสือพวกนี้ คงไม่ใช่มีให้ผมอ่านคนเดียว เพราะมีอยู่หลายจุด คุณพ่อเขียนถึงคนอ่านว่า พวกเรา เหมือนกับจะให้คนหลายคนอ่าน แสดงว่าผมไม่ได้เป็นคนแรกที่อ่าน"

"ค่อยศึกษาไปเถอะนะ แค่นี้ย่าก็คิดว่ารุ่งทำได้มากกว่าที่ย่าเคยคาดไว้"

รุ่งพยักหน้า

"คุณย่าครับ คุณพ่อเคยฝึกมโนมยิทธิใช่มั้ย ? หนังสือธรรมะบางเล่มท้าวความอดีตของพระองค์นี้ไปถึงสมัยพระเจ้าพรหมมหาราช คุณพ่อต้องมีอะไรผูกพันกับพระองค์นี้แน่ ๆ"

"ค่อย ๆ ศึกษาไปเถอะ" คุณย่ายังตอบด้วยคำถามเดิม

รุ่งพยักหน้ารับรู้

คุณย่าเหลือบมองนาฬิกาที่หัวเตียง

"นี่มันเกือบตีสี่แล้ว หลานรีบกลับไปนอนเถอะ จะสอนอะไรเพ็ญไว้วันหลังค่อยมาตอนกลางวันก็ได้ แล้วนี่เข้ามาได้ยังไง ?"

"น้องวิจัดการครับ คุณย่าไม่ต้องห่วง"

คุณย่าจับมือหลานชายอีกครั้ง

"รุ่ง ถ้าคุณพ่อนำทางเราเดินมาทางอภิญญา มาเจอวิชานี้ อย่าทิ้งมันนะ เราน่ะเป็นความหวังของย่านะ"

รุ่งพยักหน้า คุณย่าดึงตัวหลานเข้าไปหอมแก้ม

วินั่งอมยิ้มอยู่ข้างเตียง คุณย่าไม่เคยคุยกับหลานชายคนไหนได้สนิทเท่านี้มาก่อน

*********************************************************************************

รุ่งกำลังใส่รองเท้าอยู่หน้าประตูห้องครัว

"พี่รุ่ง วิเคยคิดว่า จะเป็นยังไงนะ ถ้าพี่รุ่งได้เข้ามาอยู่ที่บ้านนี้ด้วยกัน"

รุ่งหัวเราะหึ ๆ

"ตายกันพอดี ต้องปีนเข้าปีนออกทุกวัน เหอ ๆๆๆ"

วิหัวเราะตาม

"ไม่ใช่สิ ถ้ามาอยู่ ก็ต้องอยู่แบบคนในบ้านไง ไม่ใช่มาแบบโจร หึ ๆ" เธอพูดแล้วก็หัวเราะตัวเอง

"ไม่ต้องอยู่บ้านเดียวกันหรอก ถ้าคิดถึง ก็แค่..."

วิยกมือห้าม

"วิรู้ พี่รุ่งจะพูดอะไร ก็แค่หลับตา ใช่มะ ?"

รุ่งยิ้ม เขาเปิดประตูครัวออกไป แล้วค่อย ๆ ย่ำเท้าไปกลางสนามหญ้าที่มืดเกือบจะสนิท มีเพียงแสงสลัวของไฟกำแพงส่องลาง ๆ

เสียงวิอยู่ที่หน้าประตูครัว เรียกรุ่งเบา ๆ

"พี่รุ่ง พี่รุ่ง"

รุ่งหันกลับมามอง

"หือ ?"

เธอพูดด้วยเสียงเบาพอที่จะให้รุ่งได้ยิน

"งั้นก้อ.... ไม่เห็นมีวันไหนที่น้องวิไม่หลับตาเลย อิ อิ"

"หือ ?" รุ่งทำหน้าเหรอหรา

วิหันกลับเข้าไป แล้วปิดประตูครัว

แขกยามวิกาลเริ่มย่ำเท้าทีละก้าว ผ่านพุ่มไม้ จนถึงกำแพง เขามองกิ่งไม้ใหญ่ที่จะใช้เป็นที่โหนปีนขึ้นไป

แสงไฟดวงเล็กถูกส่องมาที่ต้นไม้

"คุณรุ่งครับ ไม่ต้องปีนครับ"

รุ่งตกใจ หันไปหาต้นเสียง

ยามหนุ่มในชุดรักษาความปลอดภัย เดินเข้ามา แล้วตะเบ๊ะ เขาพูดด้วยเสียงที่เบา

"เชิญคุณรุ่งออกประตูด้านโน้นดีกว่าครับ ผมเห็นตั้งแต่ตอนปีนเข้ามาแล้ว"

"อ้าว !พี่ยาม ! เห็นตั้งแต่ตอนปีนเข้า แล้วทำไมไม่เรียกล่ะ"

เขาหัวเราะ

"ก็ผมเห็นตอนคุณรุ่งอยู่บนกำแพงแล้ว ก็เลยไม่อยากขัด เพราะไหน ๆ ก็ต้องปีนลงมาอยู่ดี"

รุ่งสั่นหัว

"โธ่เอ๊ย ! ไอ้เราก็นึกว่าฝีมือเรานี่เจ๋ง ลักลอบผ่านยามเข้ามาได้"

ยามหนุ่มหัวเราะ

"คุณรุ่งนี่ตลกจัง ถ้าอยากจะเข้ามาไม่ให้คนอื่นเห็น คุณรุ่งนัดเวลากับผมก็ได้ครับ ผมช่วยเปิดประตูให้ง่ายกว่า ผมไม่บอกใครหรอกครับ เดินมาทางนี้ครับ ตามผมมา"

เขาถือไฟฉายส่องทางเดินให้

รุ่งเดินไปหัวเราะไป

"พี่ยามนี่ ท่าทางรู้เยอะนะ"

"ยามชุดนี้ทุกคนรู้จักคุณรุ่งหมดครับ เดินไปนี่ตะเบ๊ะเป็นแถวแน่"

ยามพารุ่งเดินมาถึงประตูเล็กริมกำแพง เขาเปิดประตูให้

"เชิญครับ ครั้งหน้าบอกเพื่อนคุณรุ่งว่า ไม่ต้องไปฉี่กลางทุ่งโน่น เดี๋ยวงูกัด มาฉี่ในบ้านดีกว่า ผมจะพาไปฉี่ที่ห้องน้ำโรงรถ"

รุ่งหัวเราะ

"ขอบคุณครับ พี่ยาม อุตส่าห์มาช่วย ไม่งั้นผมอาจได้แผลก็ได้ ไปล่ะครับ"

เขาโบกมือลา ยามหนุ่มตะเบ๊ะอีกครั้ง แล้วอมยิ้ม

รุ่งค่อย ๆ เดินไปที่ท้ายรถนิสสันสีเงินที่จอดอยู่ข้างถนน แล้วก้มหัวต่ำ ค่อย ๆ ขย่มฝากระโปรงท้ายรถ จนรถเด้งขึ้นลง

วิทย์นอนเพลินอยู่ที่นั่งคนขับ สะดุ้งตื่น รู้สึกว่ารถเริ่มเด้งขึ้นลง ก็ร้องโวยวาย

"เฮ่ย ๆ ชิบหาย !"

เขารีบหยิบแว่นขึ้นมาใส่ หันหลังไปมองรอบคัน แต่ไม่เห็นใคร

"ชิบหาย ชิบหาย ผีหลอก ! ไอ้เหี้ยรุ่ง ! ทำไมมึงยังไม่มา ?"

รถยังถูกขย่มขึ้นลงไม่หยุด ขนของหนุ่มเจ้ากรรมลุกซู่ไปทั้งตัว

"ชิบหายแล้ว ! ผีข้างถนน ดุจัง ไม่ไหวแล้ว"

เขารีบเปิดประตูลงจากรถ แล้ววิ่งไปที่หน้ารถ

รถหยุดโคลงแล้ว แต่ขนหัวของวิทย์ยังลุกอยู่ เขาค่อย ๆ เดินเข้ามาใกล้ที่รถ แล้วยกมือไหว้

เสียงหัวเราะดังมาจากท้ายรถ

เจ้าของรถเริ่มเอะใจ เดินอ้อมมาที่ท้ายรถ เห็นเพื่อนตัวดี กำลังนั่งยอง ๆ หัวเราะชอบใจ

"อ้ายสัตว์ ! อ้ายเหี้ย ! ... ไมมึงเล่นงี้วะ ? ชิบหาย กูจะหัวใจวาย ขี้จุกตูดหมด"

รุ่งยืนขึ้น

"โอ๋ ขวัญเอ๊ยขวัญมา ทำเป็นปอดแหก กูรู้ มึงไม่ฉี่ราดหรอก เพราะมึงไปฉี่กลางทุ่งแล้ว"

วิทย์ขมวดคิ้ว

"อะไร ? มึงอยู่ในตัวบ้าน มองเห็นกูฉี่ด้วยเหรอ ?"

"ป่าว แต่ท่านมาบอกกูว่ามึงไปฉี่ที่ทุ่ง เฉี่ยวหัวท่าน ท่านเลยอยากเตือน"

"ท่านไหนวะ ?"

"ก็ท่านที่เขย่ารถมึงอะ บอกให้เตือนมึงว่า ทีหลังอย่าไปฉี่กลางทุ่ง ท่านเหม็นของท่าน"

รุ่งเดินไปเปิดประตูด้านคนนั่ง แล้วเข้าไปนั่ง ปิดประตู

วิทย์ยืนมองไปรอบ ๆ

กลางทุ่งที่เขาไปยืนปล่อย ก็ไม่น่าจะมองเห็นมาจากในตัวบ้าน เพราะมีกำแพงบังอยู่

เสียงรุ่งตะโกนมาจากในรถ

"เฮ่ย... วิทย์ ยืนลองของเหรอมึง ? หรือ จ้องจะไปขี้ในทุ่ง รีบไปได้แล้ว"

วิทย์เดินบ่นพึมพำมาที่รถ ทรุดตัวเข้ามานั่ง ปิดประตู สตาร์ทเครื่อง

"เป็นไง ตรวจให้คุณย่าได้ป่าว ?

....ไม่มีเสียงตอบ

วิทย์หันมามอง เพื่อนหลับตาคอพับไปแล้ว

"โอ อะไรแม่งจะหลับกะทันหันได้ขนาดนี้วะ"

เขาเปิดแอร์ เข้าเกียร์ แล้วออกรถทันที

__________________________________________________________________________________________

โดย วีรยาติ

กลับขึ้นด้านบน

นิยาย 'หมอเถื่อน' รวมเล่มฉบับแรก เปิดให้จองแล้ว กดที่นี่

 

อ่านตอนต่อไป
อ่านตอนอื่น

1. สมัครสมาชิก เว๊บบอร์ดที่นี่ (หากไม่สมัครสมาชิก จะโหวต หรือ แสดงความคิดเห็นไม่ได้) และ

2. แสดงความคิดเห็น หรือ โหวต

- ชอบตัวละคร ขอเชิญโหวตได้ที่นี่

- อ่าน หรือ แสดงความคิดเห็นที่นี่

เชิญเยี่ยม Facebook หมอเถื่อน

(ให้กำลังใจโดยเข้าไป แล้วกด Like หรือ เขียนคำวิจารณ์)