ตอน 32 หน้า 1/2

โยนกนคร

สั่งซื้อ หนังสือนิยาย 'หมอเถื่อน' รวมเล่มฉบับแรก ราคา 380 บาท

แอนดี้อยู่ในห้องไอซียูเป็นวันที่สาม 

ความอ่อนเพลีย และ ความทรมานด้วยพิษในกาย ทำให้เขางีบหลับได้บ้างเป็นครั้งคราว  ความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องท่านลุง และ พระพุทธรูปองค์ใหญ่ยังประทับอยู่ในใจตลอดเวลา  ถึงแม้คำภาวนาว่า พุทโธ ยังก้องอยู่ในใจเสมอ แต่เขาก็ไม่สามารถมีจิตสงบพอที่จะเห็นแสงสว่างนั้นได้อีก

ม่านถูกแหวกออก พยาบาลสาวเดินเข้ามาตรวจระดับน้ำเกลือ และ เช็คสายน้ำเกลือที่เสียบอยู่ที่ข้อมือ

แอนดี้พูดขึ้นเบา ๆ
“คุณครับ !   คุณครับ !”

พยาบาลสาวก้มหัวลงมาใกล้คนไข้
“ค่ะ ว่ายังไงคะ ? คุณเอก รู้สึกสบายตัวขึ้นบ้างหรือยัง ?”

คนไข้สั่นหัว
“หลังทานยา ผมจะเวียนหัวมากขึ้นทุกครั้ง”

เธอพยักหน้า
“ค่ะ ไม่เป็นไรค่ะ เป็นผลของยาไธอะไซด์ เป็นยาขับปัสสาวะค่ะ”

คนไข้พยักหน้ารับรู้
“คุณพยาบาล รู้จักวิธีท่องพุทโธให้เห็นแสงมั้ยครับ ?”

เธอหัวเราะเบา ๆ
“หือ ! … ท่องยังไงคะ ?”

“ผมไม่รู้ครับ แต่เค้าบอกให้ท่องจนเห็นแสง บอกผมหน่อยได้มั้ยครับว่าทำยังไง ?”

พยาบาลสาวขมวดคิ้ว เธอไม่ค่อยมีความรู้เรื่องการสวดมนต์ภาวนามากสักเท่าไหร่
“ไม่ทราบหรอกค่ะ  แต่เดี๋ยวจะถามหัวหน้าพยาบาลไอซียูให้นะคะ เธอรู้เรื่องกรรมฐานเยอะ”

แอนดี้พยักหน้า
“ขอบคุณครับ ตกลงผมเป็นโรคไตหรือครับ ?”

“ค่ะ ไตอักเสบ กับ ปอดติดเชื้อนะคะ แต่ไม่ต้องกลัว คุณหมอศักดิ์นรินทร์เชี่ยวชาญเรื่องนี้อยู่แล้ว  เป็นสองโรคนี้ต้องอดทนหน่อยนะคะ หายช้าหน่อย แต่ถ้ารักษาตัวดี ๆ ก็มีสิทธิ์จะหายได้เร็วค่ะ”

เธอส่งยิ้มให้ แล้วเดินแหวกม่านออกไป

แอนดี้หลับตา ระดมพลังเสียงระเบิดเป็นความนึกคิดในใจที่ดังลั่น….
‘ท่านลุง !   นี่หรือแค่ดอก ?  ทำไมดอกถึงยังรู้สึกสาหัสปานนี้ ?  ช่วยพาผมกลับไปเถอะ !   สามวันแล้วนะ !   ผมท่องพุทโธตลอดเวลา ทำไมท่านยังไม่มารับผมซะที ?’

เสียงแหวกม่านดังขึ้นอีกครั้ง  แอนดี้ลืมตา

พยาบาลหญิงวัยอาวุโส เดินเข้ามาที่เตียง
“ว่ายังไงคะ คุณเอก ?  จะถามอะไรเกี่ยวกับการภาวนาหรือคะ ?”

แอนดี้สังเกตุปลายผมสีดอกเลาที่ยื่นมานอกหมวก  แสดงให้ถึงอายุที่คงจะขึ้นเลขห้า แต่ใบหน้ายังสดใส

“ครับ ท่องพุทโธยังไงครับ ถึงเห็นแสงสว่าง ?”

เธอลากเก้าอี้มานั่งข้างเตียง
“ถ้าจะขนาดให้เห็นแสงสว่าง ก็คงต้องเข้าฌานได้  เคยเรียนวิธีนั่งสมาธิมาก่อนหรือเปล่าคะ ?”

คนไข้สั่นหัว

พยาบาลผู้มีใจเมตตา ค่อย ๆ อธิบาย
“ค่ะ ไม่เป็นไร  เวลาป่วยนี่แหละ เหมาะสมที่จะทำสมาธิ เพราะจิตคงไม่ว่อกแว่กไปกับกิเลส  เริ่มต้น ให้รู้จักวิธีจับลมหายใจก่อนนะคะ  ให้คุณเอกหายใจปกตินี่แหละ แต่ให้เอาความรู้สึกไปจับว่า ขณะนี้หายใจเข้า หรือ หายใจออก  เวลาหายใจเข้า ให้รู้สึกว่ามีลมเย็นปะทะปลายจมูก พอหายใจออก มีลมปะทะปลายจมูก  ให้ไปจับความรู้สึกที่ปลายจมูก แค่นี้ก่อน ทำได้มั้ยคะ ?”

แอนดี้ลองทำตาม เขาหายใจปกติ สัมผัสที่ได้รับรู้ ก็เป็นไปตามนั้น หายใจเข้า รู้สึกลมปะทะปลายจมูก หายใจออก ลมก็ปะทะปลายจมูก

เขาพยักหน้า
“ครับ ทำได้ครับ”

“ค่ะ ตอนหายใจเข้า ก็ให้ท่องในใจว่าพุทธ พอหายใจออก ก็ท่องในใจว่าโธ  จิตอย่าวอกแวกไปรับรู้ความรู้สึกอื่น ๆ นะคะ  ส่วนอื่นของร่างกาย ไม่ต้องรับรู้ เปรียบเสมือนว่า ร่างกายทั้งหมดชา ไร้ความรู้สึก  มีแต่ปลายจมูกเท่านั้น ที่ยังมีสัมผัสอยู่”

“ต้องหลับตามั้ยครับ ?”

“ค่ะ หลับก็จะดีกว่า จะได้รู้สึกที่ปลายจมูกได้ชัดกว่า”

คนไข้หลับตา

คุณครูยังอธิบายต่อ
“ค่อย ๆ ทำไปเรื่อย ๆ  สักพักหนึ่ง พอเราเริ่มสงบมากยิ่งขึ้นแล้ว ให้ปล่อยทุกอย่างเป็นธรรมชาติ  หูของเราจะได้ยินเสียงเบาลงเรื่อย ๆ แล้วคำภาวนาจะค่อย ๆ เบาลง จนเราลืมคำว่าพุทโธไปเลย ก็อย่าใส่ใจว่าเราผิด ปล่อยไปตามนั้น  ภาวะนั้นเรียกว่าเริ่มเข้าฌานแล้ว หากจะหลับก็หลับไปเลยนะคะ ไม่ต้องกังวลว่าจะเห็นแสง หรือ ไม่เห็นแสง ยิ่งอยากเห็น ยิ่งไม่มีทางเห็น ปล่อยไปตามธรรมชาติ ถ้าถึงเวลาจิตนิ่งจริง ๆ ก็จะเห็นเอง”

แอนดี้พยักหน้า เปลือกตายังปิดสนิท

จิตเริ่มจับแต่ปลายจมูก ลมหายใจเข้า พัดเอาลมเย็นมาปะทะปลายจมูก  ลมหายใจออก พัดเอาลมร้อนปะทะปลายจมูก

วันนี้ยังดีกว่าเมื่อวานนี้ เพราะเขาสามารถหายใจโดยไม่มีหน้ากากช่วยหายใจครอบได้แล้ว

จิตที่สนใจเพียงแค่ปลายจมูก ทำให้สมาธิเริ่มนิ่งขึ้น ในความมืดสนิท เริ่มมีแสงสีวูบวาบจาง ๆ  เป็นสีต่าง ๆ เวียนเข้าออก ขึ้นลง ไร้ทิศทาง

บางครั้งเสมือนกับเขาถูกดูดเข้าไปหาแสงสีเหล่านั้น แต่สักพัก แสงสีต่าง ๆ ก็หายสนิท เหลือแต่ความมืด สิ่งที่หายไปด้วยคือเสียงรอบข้าง และ คำภาวนา

จากความมืดสนิท เริ่มมีแสงสว่างจาง ๆ เหมือนมีใครมาส่องเทียนใกล้ ๆ แสงนั้นเริ่มสว่างขึ้นทีละน้อย และ เริ่มจ้าเหมือนมีใครฉายไฟฉายส่องหน้า

 แสงสว่างโพลงมีแรงดึงดูด เสมือนเขากำลังจะตกจากที่สูง แอนดี้ตัดสินใจพุ่งจิตเข้าไปในแรงดึงดูดนั้น

***********************************************************************************



ทุ่งหญ้าที่ล้อมรอบด้วยภูเขา ... 

...มุมด้านขวาของภูเขา มีควันสีขาวลอยขึ้นมาเหนือทิวต้นไม้ใหญ่  คงจะมีใครก่อฟืนไฟหุงหาอาหารแถวนั้นเป็นแน่

แอนดี้ยืนอยู่ริมทางเกวียนที่มีขนาดกว้างประมาณสามศอก รอยเกวียนลากยาวทอดไปไกลตามทาง  มีน้ำขังอยู่ในรอยเกวียนเป็นระยะ ๆ

ริมทางเป็นต้นไม้ใหญ่ ลำต้นถูกสลักเป็นตัวอักษรในภาษาที่เขาอ่านไม่ออก

เสียงของผู้หญิงตะโกนโหวกเหวกมาแต่ไกล

แอนดี้มองเห็นหญิงสาวสองคน แต่งกายในชุดโบราณ

คนเกล้าผมสั้น ใบหน้าถูกพอกด้วยโคลนสีดำ มีผ้าไขว้หน้าอก เปลือยไหล่ทั้งสองข้าง ท่อนล่างเหน็บกระเบน มือถือกระจาดไม้สาน 

ชื้น

อีกคนไว้ผมปล่อยยาว ใบหน้าถูกพอกเหมือนกับคนแรก มีสไบคลุมไหล่ข้างหนึ่ง นุ่งผ้าถุงสีเข้ม  ดูเรียบร้อยกว่าคนที่เกล้าผม

แม่นางผมสั้นเดินส่ายแขนไปมา ตะโกนเสียงดัง คุยกับสาวผมยาว น้ำเสียงราวกับผู้ชาย

แอนดี้ไม่สามารถเข้าใจภาษาที่เธอกำลังพูดได้เลย

สองนางเดินผ่านหน้าเขา  แอนดี้จ้องไปที่สาวผมยาว จมูกโด่ง นัยน์ตาคม ผิวขาวนวล รูปร่างงดงาม  ถึงแม้ใบหน้าจะถูกพอกด้วยโคลน มองไม่เห็นเนื้อหนังที่แท้จริง แต่รูปร่างของหญิงคนนี้ ตรึงใจเขาได้เพียงชั่วครู่ที่ได้มอง

บ่าของแอนดี้ถูกสะกิดเบา ๆ

เขาหันกลับมา  ภาพที่ปรากฏต่อหน้า คือ ท่านลุง ในร่างวัยหนุ่ม  ใส่หมวกแก๊ป เสื้อยืดคอปกสีชมพู กางเกงสีขาวขายาว  มือขวากำด้ามไม้กอล์ฟ

แอนดี้มองท่านลุงตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่น
“ฮ่า ๆๆ  ท่านลุง !  ฮ่า ๆๆๆๆ  ท่านจะไปตีกอล์ฟที่ไหน ?”

ท่านลุงก้มลงมองเครื่องแต่งกายของตัวเอง
“ทำไม มันแปลกตรงไหน ? นี่เสื้อยี่ห้อตะโขงนะ เห็นมั้ย  ?  มีรูปตะโขงปักอยู่ด้วย คู่แข่งลาค๊อสต์ กำลังดังในหมู่ก๊วนพรหมเพื่อนชั้น  กางเกงยี่ห้อไน๊เก้  หัวไม้หนึ่งนี่ยี่ห้อการะเวก คู่แข่งกัลละเวย์”

แอนดี้หัวเราะอารมณ์ขันของคู่สนทนา

ท่านลุงหัวเราะตาม
“แกน่ะ ! หัวเราะได้แล้วนิ  ชั้นไม่เห็นแกหัวเราะแบบนี้มานานมากแล้ว”

“นี่ท่านลุง ลงทุนแต่งชุดนี้มาให้ผมหัวเราะเหรอ ?”

“เปล่า ! ชุดนี้จริง ๆ เป็นชุดเก่งของชั้นเลย  แกไม่ควรมาหัวเราะ  เดี๋ยวชั้นสาปแกให้กลายเป็นลูกแมวซะเลยดีกว่า”

แอนดี้หัวเราะหึ ๆ
“อือ…  ได้เจอท่านลุง ผมก็รู้สึกดีแล้ว ท่านจะแต่งชุดอะไรก็ตามใจท่านเถอะ แต่ไอ้ที่ปล่อยให้ผมนอนหายใจฟืดฟาดทรมานอยู่ตั้งสามวัน ถือว่าท่านผิดสัญญา  ไหนท่านบอกว่าจะรับผมกลับมาทันที ?”

“ก็ชั้นบอกแกให้ภาวนาจนเห็นแสงสว่าง  แกก็ทำไปสิ  แกทำไม่ได้เองแล้วมาโทษชั้นได้ยังไง ?”

“ก็ผมนอนป่วยทรมานขนาดนั้น มันจะมีสมาธิได้ง่าย ๆ ซะที่ไหน  แล้วท่านบอกว่าผมจะมีอาการดีขึ้น ต้นก็ใช้ไปหมดแล้ว ทำไมดอกมันถึงยังหนักขนาดนั้น ?”

“อือ ! ตอนนี้ดอกมันแพง  เอาน่า ! ถ้าแกได้ดูว่าอดีตแกเคยทำอะไรคนอื่นไว้ขนาดไหน แกจะรู้ว่า ไอ้ดอกที่แกรับไปนั้น มันเด็ก ๆ ชิว ๆ”

แอนดี้ขำในภาษาของท่านลุง

ท่านลุงชี้ด้ามไม้กอล์ฟไปที่หน้า
“แกน่าจะเห็นตัวเองเวลาหัวเราะ ถ้าจิตแกเบากว่านี้ หัวเราะได้แบบนี้เรื่อย ๆ แกจะสำเร็จได้เร็ว”

“สำเร็จอะไรครับ ?”

“แกปรารถนาอะไรไว้ แกก็จะสำเร็จได้เร็วขึ้น ถ้าแกมีจิตที่เบากว่านี้”

“ผมปรารถนาอะไรไว้ครับ ?”

“แกปรารถนาจะตามรอยท่านพ่อ และ ท่านพ่อใหญ่ไว้”

“ใครคือท่านพ่อ กับ ท่านพ่อใหญ่ครับ ?”

ท่านลุงถอดหมวก แล้วเกาหัว
“อุ๊วะ ! อย่าเพิ่งถามเป็นชุดซีวะ  มาอวดฉลาดกับชั้นอีกแล้ว รู้มากแล้วยากนาน”

แอนดี้หัวเราะ
“ก็เพราะท่านชอบพูดอะไรที่ผมไม่รู้เรื่อง ถ้าไม่ให้ผมถามท่าน แล้วจะให้ผมถามใครล่ะ ?”

“แกน่ะ ถามท่านพ่อจะดีที่สุด ชั้นน่ะตอบแกได้บางเรื่อง บางเรื่องก็ตอบไม่ได้”

"อ้าว ! เป็นเทวดา ไม่ได้รู้ทุกเรื่องเหรอครับ ?"

"วะ ! เป็นเทวดา เป็นพรหม ก็มีความรู้จำกัดโว้ย  ไม่ใช่พระพุทธเจ้านี่หว่า  จะได้รู้ทุกเรื่อง"

แอนดี้หัวเราะท่าทางของท่านลุง 

เขามองไปรอบ ๆ  เหมือนว่าเขากำลังยืนอยู่ในหุบเขาที่กว้างใหญ่  ทุกทิศมีเขาล้อมรอบ
"ท่านลุง ที่นี่ที่ไหน ?"

"ที่นี่ ก็คือ ที่ที่สำคัญของแก  นี่คือประเทศไทย"

แอนดี้ผงกหัวรับฟัง
"ครับ  จังหวัดอะไรครับ ?"

"ไม่รู้เหมือนกัน น่าจะเป็นแถว ๆ จังหวัดลำพูน หรือไงเนี่ยแหละ"

แอนดี้มองไปที่ทางเกวียน
"จังหวัดลำพูน ?  คนที่นี่แต่งตัวแปลกมาก เหมือนคนสมัยโบราณ"

ท่านลุงหัวเราะ
"ไอ้ลูกแมวเอ๊ย ! สันดานเจ้าชู้นี่ติดแกมาตลอดเลยนะ สนใจสาวสองคนนั้นล่ะสิ"

"ผู้หญิงคนที่แต่งตัวเรียบร้อยหน่อยคนนั้น  เห็นแล้วรู้สึกว่าเหมือนเคยรู้จักกันมาก่อน  ส่วนอีกคนที่ใส่ผ้าทะแยงอก ผมสั้น ก็ดูเหมือนคุ้นเคย"

ท่านลุงหัวเราะคำอธิบาย
"ไม่มีหรอก ! ไอ้ผ้าทะแยงอกน่ะ ใครเค้าเรียกอย่างแกกัน ?   ชุดนั้นเรียกว่าชุดตะเบงมาน สาวชาวบ้านสมัยก่อนก็ใส่ชุดนี้ โดยเฉพาะเวลาอยู่ในช่วงสงคราม  ส่วนชุดที่เรียบร้อยนั่น ก็เป็นชุดของสาวโยนกมีสไบคลุมไหล่"

แอนดี้เริ่มคิดว่า เขาอยู่ ณ ที่แห่งไหนกันแน่ ถึงมีคนแต่งตัวชุดโบราณเดินมาให้พบเห็นได้ ?

"ท่านลุง นี่ผมอยู่ที่ไหนกันแน่ ? ประเทศไทยยังมีคนแต่งตัวแบบนี้ด้วยเหรอ ?"

"แกก็อยู่ประเทศไทยนี่แหละ  แต่ในสมัยนี้ เขาไม่ได้เรียกว่าประเทศไทย เขาเรียกว่าอาณาจักณชาวลั๊วะ หรือ อาณาจักรโยนก"

แอนดี้สับสนกับคำว่า 'สมัย'
"สมัยนี้ คือสมัยไหน ? หมายถึง ปีสองพันเก้านี่เหรอ ?"

"วะ ! นั่นมันสมัยนั้น !   แกไม่ได้อยู่สมัยนั้นแล้ว  นี่แกอยู่สมัยนี้  สมัยนี้มันปีพันสามร้อยปลาย ๆ มั้ง น่าจะได้ ?"

แอนดี้ลืมตาโต
"นี่คือเวลาที่ย้อนมาเจ็ดร้อยปีเหรอครับ ?"

"โน โน ! ... พอศอหนึ่งพันสามร้อยกว่า ไม่ใช่คอศอ"

แอนดี้คำนวณกลับเป็น พ.ศ.
"งั้น ก็ย้อนมาพันกว่าปี ?"

"เยส เยส !"

แอนดี้ผงกหัวรับรู้
"แล้วผมย้อนมาทำไม ตั้งพันกว่าปี ?"

"หรือแกอยากจะกลับไปอยู่บนเตียงนั่นล่ะ ?"

แอนดี้หัวเราะ
"ท่านลุงนี่ ! ชอบย้อนผมเรื่อย  ทำไมท่านไม่ตอบผมดี ๆ จะได้ไม่เสียเวลาคุยกัน ?"

ท่านลุงยกด้ามไม้กอล์ฟชี้หน้าอีกครั้ง
"หนอย ๆ ๆ !   .... เสียเวลา !   แกจะรีบไปตายที่ไหน ? แกพูดเหมือนกับแกน่ะมีภารกิจมากมายให้ทำ  คุยกับแกแล้วชั้นคันหัวจริง ๆ"

แอนดี้หัวเราะอีก
"อ้าว ! ก็ท่านบอกผมเองว่าผมมีภาระอะไรไม่รู้ จะตายก็ไม่ให้ตาย  ต้องให้ผมไปสะสางเรื่องอะไรก็ไม่รู้  แล้วตอนนี้พาผมมาที่ไหนก็ไม่รู้ แล้วจะให้ผมทำอะไรล่ะ ?   เดินเล่นหรือไง ?"

คู่สนทนาเบือนหน้าไปอีกทาง
"วะ ! คุยกับไอ้นี่แล้ว อายุสั้น  ต่างคนต่างเดินดีกว่า  แกอยากไปไหน ก็เชิญไป"

แอนดี้หัวเราะหึ ๆ
"ก็ดี  ! งั้นผมจะไปเดินตามหาสาวสองคนนั้น  คงมีอะไรน่าสนุกกว่าคุยกับท่านลุง"

ท่านลุงไม่ยอมหันหน้ากลับมา
"เชิญ !   ถ้าแกคิดว่าแกฟังภาษาเค้าออก ก็เชิญ อย่ามาง้อชั้นละกัน"

แอนดี้หัวเราะ เขาเดินเข้ามาข้างหลังพรหมท่านลุง แล้วสะกิดที่สะเอว
"นี่ ท่าน !"

ท่านลุงสะบัดแขนหลบ
"อย่ามายุ่ง !"

แอนดี้พยายามกลั้นหัวเราะ แล้วคุกเข่าลงข้าง ๆ ใช้มือเขี่ยที่หน้าแข้งท่านลุง
"ท่านลุง !   ผมไหว้ล่ะ  ผมขอโทษ  แค่หยอกท่านเล่นน่ะ  ท่านงอนแล้วอายุท่านไม่สั้นลงเหรอ ?"

เขายกมือไหว้ท่านลุง

พรหมขี้งอน เหลือบมองมาที่แอนดี้ แล้วยิ้ม  ค่อย ๆ หันกลับมา ยกปลายไม้กอล์ฟชี้หน้า
"แกน่ะ จอมกะล่อน  แกหลอกชั้นมาทุกชาติ แกรู้มั้ย ? ชั้นน่ะ... ถ้าไม่หลงคารมแกมาตลอด ป่านนี้ชั้นไปได้ถึงไหนแล้วเนี่ย"

แอนดี้ยกมือขึ้นตะเบ๊ะ
"ครับผม ! ผมจะไม่กวนท่านอีกแล้ว ขอให้ท่านช่วยให้ความกระจ่างกับผมในทุก ๆ เรื่อง ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปด้วยเถิด"

อีกฝ่ายเริ่มหัวเราะเบา ๆ
"ไอ้นี่นี่มัน...  ลายเดิมออกซะแล้ว  กะล่อนเห็น ๆ   ลุกขึ้นเถอะ"

แอนดี้ลุกขึ้นยืน
"ครับ จะพาผมไปไหน เชิญตามสบายครับ"

ท่านลุงพยักหน้า
"ดี  จะให้แกตามสองสาวนั่นไปน่ะแหละ แต่ก่อนไป แกจะต้องจูนภาษาให้เป็นเวอร์ชั่นเดียวกันก่อน  เดี๋ยวแกฟังซาวด์แทร็คแล้ว แกจะงง มันไม่มีซับไตเติ้ลให้แกดู แกจะฟังเค้าคุยกันไม่รู้เรื่อง"

แอนดี้พยายามกลั้นหัวเราะ
"ครับ  ขอเชิญท่านส่งรีโมทคอนโทรลมาให้ผม  ผมจะเปลี่ยนภาษาทันที  ว่าแต่... สองคนนั้นพูดภาษาอะไรเหรอครับ ?"

ท่านลุงหัวเราะ
"ท่าทางแกกับชั้นนี่ คงจะเป็นบ้ากันอยู่สองคนในทุ่งนี้ เฮ่อ ๆ !    ที่นี่เค้าพูดภาษา ไทยโยนก หรือ ไท-ยวน ก็คล้ายกับภาษาไทยสมัยนี้นี่แหละ"

"สมัยนี้นี่คือ สมัยไหนครับ ? สองพันเก้า หรือ พันสามร้อย ?"

ท่านลุงเหล่ตามอง
"แกหัดตีความเองซะบ้างซีวะ !"

"ครับ ๆ ไม่ถามแล้วครับ เชิญเล่าต่อเถอะ"

"ภาษาไท-ยวนนี่จะคล้ายภาษาเหนือของสมัยนี้ แต่คำศัพท์ก็จะแตกต่างกันมาก แล้วสำเนียงก็เปลี่ยนไปเยอะ  ถึงแม้คนเหนือมาฟัง ก็คงจะฟังรู้เรื่องแค่บางคำเท่านั้น  ฉะนั้น แกซึ่งไปเกิดที่เมืองจีน แค่แกแตกฉานในภาษาไทยระดับนี้ ก็ต้องถือว่าเยี่ยมยอดแล้ว  แต่แกจะไม่มีวันเข้าใจภาษาไท-ยวนในสมัยนั้นได้เลย"

"ครับ สมัยนั้นคือสมัยนี้ ที่เรายืนอยู่นี่ใช่มั้ยครับ ?"

ท่านลุงเหล่ตามองมนุษย์จอมกะล่อน ไม่ยอมตอบคำถาม
"ให้แกอธิษฐานตามชั้น  ขออำนาจคุณบารมีพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ ด้วยกิจแห่งการบำเพ็ญเพื่อบรรลุพระโพธิสัตว์ของข้าพเจ้า ขอให้ข้าพเจ้าเข้าใจในภาษาทุกภาษาในสมัยนี้ด้วยเถิด"

แอนดี้มองหน้าท่านลุง
"โห ! ยาวจังครับ แล้วศัพท์แต่ละคำก็ยาก ผมจำไม่ได้หรอก ท่านพูดช้า ๆ ใหม่อีกทีให้ผมพูดตามได้มั้ยครับ ?"

ท่านลุงถอนหายใจ แล้วว่าใหม่
"ขออำนาจคุณบารมีพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ ด้วยกิจแห่งการบำเพ็ญเพื่อบรรลุพระโพธิสัตว์ของข้าพเจ้า ขอให้ข้าพเจ้าเข้าใจในภาษาทุกภาษาในสมัยนี้ด้วยเถิด"

แอนดี้ว่าตามทุกคำ แล้วถามกลับ
"สมัยนี้ หมายถึง สมัยที่เรายืนนี่ หรือ สมัยโน้นที่เรา..."

"อ้ายลูกหมา ห้าร้อยชาติ !!!!" ท่านลุงตะโกนดังลั่นทุ่ง  "กูจะสาปให้มึงเป็นลูกหมาแทนลูกแมว ทำไมมึงถึงเรื่องมาก ? ..."

แอนดี้รู้ตัว รีบพยักหน้า แล้ววิ่งพรวดออกไปตามทางเกวียน  วิ่งไปตะโกนไป
"ครับ ๆ  ขอโทษครับ ผมไม่ถามแล้วครับ อย่าสาปผมเลย  เดี๋ยวผมวิ่งตามสองคนนั้นไปก่อน  ท่านหายโกรธแล้วตามผมมาแล้วกัน"

อ่านหน้าต่อไป >