ตอน 31

บูรณาไตรสรณ์

รุ่งเดินเข้าข้างหลังตึกบูรณาไตรสรณ์ 

เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจำหน้าเขาได้ ลุกขึ้นยกมือตะเบ๊ะ

“สวัสดีครับ คุณรุ่ง !”

รุ่งยิ้มให้
“สวัสดีครับ  ผมขึ้นลิฟท์ด้านหลังนี่ได้มั้ยครับ ?”

เจ้าหน้าที่ รีบวิ่งมากดลิฟท์ให้
“ได้ครับคุณรุ่ง  มาหาคุณเฉลาหรือครับ ?”

“ครับ คุณย่ามาถึงแล้วใช่มั้ย ?”

“ครับ ท่านมาถึงได้พักใหญ่แล้ว”

ลิฟท์เปิดออก เจ้าหน้าที่เดินเข้ามากดปุ่มชั้นบนสุดให้ แล้วเดินออกมาตะเบ๊ะอีกครั้ง
“เชิญครับ คุณรุ่ง”

รุ่งยิ้มให้อีกครั้ง
“ขอบคุณครับ”

ลิฟท์ด้านหลังตัวนี้ สำหรับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทใช้เท่านั้น 

เขาเองไม่ชอบที่จะเดินเข้าด้านหน้าตึก ที่ต้องผ่านเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ แจ้งชื่อว่ามาพบคุณย่าตัวเอง เป็นที่เอิกเกริก  หนำซ้ำ เวลาพนักงานประชาสัมพันธ์ถามความเกี่ยวดองของเขากับคุณย่า  เขาเคยตอบตรง ๆ ว่าเป็นหลาน  แทบจะกลายเป็นเรื่องใหญ่โต เพราะมีพนักงานหลายคน เชิญเข้าไปสอบถามในแนวสืบสวน เหมือนกับเขาเป็นอาชญากรแอบอ้าง  เรื่องนั้นทำให้เขาอารมณ์เสียอยู่ไม่น้อย

ลิฟท์จอดที่ชั้นบนสุดของอาคาร  รุ่งเดินออกมา ผ่านเคาน์เตอร์เลขา  เขายกมือไหว้
“พี่อ้อม สวัสดีครับ”

เลขาสาวอายุประมาณสามสิบต้น ๆ ยกมือรับไหว้  ส่งยิ้มให้อย่างเปิดเผย
“คุณรุ่ง  ไม่เจอตั้งนาน ยังน่ารักเหมือนเดิม”

รุ่งหัวเราะ
“น่ารักน้อยกว่าพี่อ้อมเหอะ  เหอ ๆ  พี่อ้อมเริ่มกินยาหรือยัง ?”

“ยาอะไร ?”

“ยาลดความสวยน่ะ ! ถ้าพี่ไม่รีบกิน มันจะสวยเรื้อรัง รักษาไม่หาย  เป็นภัยต่อสังคม”

เลขา ฯ มีสีหน้าแดงก่ำ หัวเราะชอบใจ
“แน่ะ ! มุขตลกคาเฟ่มาอีกแล้ว  ปากหวานจริงนะ”

เธอยกหูโทรศัพท์ขึ้น
“คุณย่าคะ  คุณรุ่งมาถึงแล้วค่ะ”

เธอหันมาพูดกับรุ่ง
“คุณรุ่ง เข้าไปในห้องรับรองได้เลย  คุณย่ารออยู่”

รุ่งฝากรอยยิ้มแบบทะเล้น ๆ ไว้ แล้วเดินตรงไปที่ห้องรับรอง

คุณย่าอยู่ในชุดผ้าฝ้ายสีตุ่น นั่งอยู่ที่โซฟาชุดรับแขก

ห้องนี้เป็นห้องรับรองแขกพิเศษ สำหรับผู้บริหารระดับสูง  กระจกบานใหญ่ไม่มีม่านปิด มองเห็นทิวทัศน์กลางเมืองมหานคร

หลานชายยกมือไหว้ เดินไปทรุดตัวลงนั่งเก้าอี้ข้าง ๆ
คุณย่ายื่นมือมาจับแขน

“รุ่ง  ทานข้าวมาหรือยัง ?”

“เรียบร้อยแล้วครับ”

คุณย่ายกมือขึ้นลูบหน้าหลานชาย
“ไม่เจอกันนานเลย  ผอมลงไปหรือเปล่า ?”

“เหรอครับ ?  ไม่รู้สิ”

“เรายังไม่ซื้อนาฬิกาใส่อีกเหรอ ?” คุณย่ายกแขนหลานชายขึ้นมาดู  “ย่าซื้อให้มั้ย ? ให้เราไปเลือกที่ร้าน แต่ย่าออกเงินให้”

รุ่งสั่นหัว
“ไม่เป็นไรครับ  ผมมีนาฬิกาหลายเรือนแล้ว แต่ไม่ค่อยได้ใส่ครับ มันไม่ถนัด ชินแบบนี้แล้ว”

คุณย่ายิ้ม พยักหน้า
“รุ่งมีอะไร ถึงนัดมาเจอย่าที่นี่ หือ ?”

“เมื่อวานอามัณโทรมา  นัดให้ผมไปถ่ายรูป แล้วก็นัดไปตัดชุดที่จะใส่ในงานวันเกิดคุณย่า  แล้วจะเตรียมตัวผมเพื่อให้สัมภาษณ์ด้วย  ผมก็ตกใจ  ปีนี้เกิดอะไรขึ้นหรือครับ ?”

คุณย่าขมวดคิ้ว
“หือ… เหรอ ?  ย่าไม่ได้รู้เรื่องหรอกนะ  เรื่องพวกนี้อามัณเป็นคนจัดการ  แล้วเราว่าไงล่ะ ?  ถ้าเราไม่พร้อมก็บอกอามัณไปสิ”

“อามัณไม่ได้อธิบายเหตุผลอะไร แค่บอกว่าต้องทำอะไรบ้าง ผมก็เลยงงว่า ผมควรจะทำ หรือ เปล่า ?  แต่ถ้าจำเป็น ก็ได้ครับ”

คุณย่ามองไปที่รูปถ่ายบนผนังห้อง  เป็นรูปถ่ายหมู่ของสมาชิกครอบครัวใหญ่ประมาณยี่สิบกว่าคน  ท่านชี้มือไปที่รูปให้หลานดู

“รุ่ง เห็นรูปนั้นมั้ย ?”

รุ่งมองตามมือ
“ครับ  คุณย่าถ่ายกับใครหรือครับ ?”

“รู้จักกิจบูรณามั้ย ?”

รุ่งมองไปที่รูปถ่าย  เขาจำรูปคุณปู่ คุณย่า และ คนในบ้านไตรสรณ์ได้ทุกคนเท่านั้น ส่วนคนที่เหลือในภาพ เขาไม่รู้จักใครเลย

“ไม่รู้จักครับ”

“ครอบครัวกิจบูรณาเป็นเพื่อนสนิทของคุณทวด  ร่วมหุ้นกันทำธุรกิจมาตั้งแต่ต้น  เรื่องพวกนี้ย่าไม่เคยเล่าให้รุ่งฟัง แล้วรุ่งก็คงไม่เคยได้ฟังจากใครสินะ  วิ หรือ อาจิตเคยเล่าให้ฟังบ้างมั้ย ?”

รุ่งสั่นหัว
“ไม่เคยครับ”

คุณย่าหัวเราะ ยกมือขึ้นลูบหัวหลาน
“เราน่ะ  รู้น้อยกว่าคนนอกซะอีก  คนทั่วไปเขาก็รู้จักไตรสรณ์กับกิจบูรณาว่าทำธุรกิจร่วมกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไร  แนบแน่นเหมือนกับนิยมพานิชกับสหพานิชที่เชียงใหม่ รู้จักมั้ยล่ะ ?”

รุ่งสั่นหัวอีก
“เคยได้ยินชื่อนิยมพานิช แต่ไม่รู้จักสหพานิชครับ”

“เจอกับย่า มีแต่เรื่องเก่า ๆ มาเล่า ย่าไม่อยากเล่าเรื่องคนแก่  อดีตก็ปล่อยไปตามอดีต  รุ่งฟังแล้วจะเบื่อ”

“ไม่เบื่อหรอกครับ ถ้าคุณย่าอยากเล่า เล่ามาเถอะ  ผมเองสิ จริง ๆ ก็ควรจะรู้จักครอบครัวตัวเองให้มากขึ้น  แต่เรื่องของบ้านไตรสรณ์คงเยอะมาก ได้ยินแต่คนอื่นเล่าให้ฟังบ้าง ไม่รู้อันไหนถูกอันไหนผิด  ฟังจากปากคุณย่าดีกว่า”

คุณย่าพยักหน้า
“ธุรกิจของตระกูลไตรสรณ์ เริ่มต้นจากคุณทวด ซึ่งเป็นคนที่เก่งมาก  เข้าหุ้นกับเพื่อนนามสกุลกิจบูรณา  ขยายธุรกิจจนใหญ่โต แทบจะเรียกได้ว่าสองคนนี้รักกันเหมือนพี่น้อง  แต่พอมารุ่นลูกก็มีปัญหา คุณปู่ของรุ่งน่ะ มีปัญหากับคุณทวด แล้วก็มีปัญหากับทางกิจบูรณาด้วย   ตอนนั้นก็แทบจะมองหน้ากันไม่ติด  ทางโน้นเค้าก็มีลูกหลาน  คุณปู่ก็คิดจะแยกธุรกิจออกจากกัน ต่างคนต่างเดิน  แต่คุณทวดก็ไม่ยอม  เป็นเรื่องราวใหญ่โต”

คุณย่ามองไปที่สามีตัวเองในรูป
“คุณปู่เป็นคนใจร้อน แล้วก็ชอบใช้อำนาจ  ถ้าใครมาขัดคอ คุณปู่จะโกรธมาก”

รุ่งมองไปที่คุณปู่ในรูป
“หน้าตาก็บอกว่าดุเหมือนกันนะครับ”

“เรื่องที่คุณปู่โกรธมากที่สุดในชีวิต คือ เรื่องที่คุณทวด สนับสนุนให้พ่อเราน่ะคบกับแม่  คุณปู่รู้สึกตลอดเวลาว่า พ่อเราน่ะ เชื่อฟังคุณทวดมากกว่า  นิสัยสองคนนี้คล้ายกันนะ  คุณทวดกับพ่อเราน่ะ  ปู่กะหลาน”

“เหรอครับ  พ่อสนิทกับทวดมากกว่าปู่เหรอ ?”

คุณย่าพยักหน้า
“จ้ะ !   เวลาคุณปู่มีเรื่องไม่เข้าใจกับคุณทวด  พ่อเราจะเข้าข้างคุณทวด เกือบทุกครั้ง”

รุ่งพยักหน้า
“อือ… แม่ไม่เคยเล่าให้ผมฟังเลย  แล้วคุณทวดมีโอกาสเห็นผมมั้ยครับ ? ผมเกิดทันหรือเปล่า ?”

“ไม่ทันหรอก รุ่ง  คุณทวดเสียก่อนพ่อกับแม่รุ่งแต่งงานซะอีก  ท่านเสียชีวิตที่ต่างประเทศ”

“เหรอครับ ?  มีรูปคุณทวดให้ดูมั้ยครับ ?”

คุณย่าหันไปมองที่ผนังห้องด้านซ้าย แล้วชี้มือ
“โน่นไง ! รูปคุณทวดถ่ายกับครอบครัว”

รุ่งลุกขึ้น เดินไปที่ผนัง จ้องไปที่รูปถ่ายขาวดำ  ชายคนที่ยืนอยู่ตรงกลางกลุ่ม คงจะเป็นคุณทวดแน่นอน 

รุ่งเอียงคอมองภาพใบหน้านี้อยู่สักพัก

“คุณทวดหนุ่ม ๆ คงหล่อน่าดู”

“จ้ะ ถึงอายุมากแล้ว แต่ก็ยังดูดี”

รุ่งเดินกลับมานั่งที่โซฟาตัวเดิม

คุณย่าเล่าต่อ
“หลังจากคุณทวดเสีย คุณปู่ก็พยายามจะเขี่ยกิจบูรณาออกจากธุรกิจ แต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะช่วงที่เมืองไทยโดนวิกฤตน้ำมัน  เราก็แย่ ก็ได้กิจบูรณาที่มาช่วยถือหุ้นเพิ่มในหลาย ๆ ส่วน   ทำให้เราไม่ต้องไปกู้เงินที่อื่นมาขยายกิจการ  รุ่นคุณปู่นี่ก็ทำให้กิจการร่วมบูรณาไตรสรณ์มีชื่อเสียง  คนภายนอกเค้าก็เรียกว่ารุ่นที่หนึ่ง แต่ความจริงถ้านับรุ่นที่หนึ่ง ก็ควรนับรุ่นคุณทวดมากกว่า”

รุ่งพยักหน้ารับฟัง

คุณย่าเล่าต่อ
“ถึงตอนนี้ ลูกหลานกิจบูรณาเยอะแยะ  แต่ไตรสรณ์ เราก็มีคนอยู่แค่นี้  ถ้าไม่ได้อามัณมาทำต่อ ป่านนี้ก็ต้องยกให้กิจบูรณาทั้งหมด  แต่อามัณของเรานี่เก่งนะ  ทำไมเค้าถึงอยากจะรีบประกาศเรื่องของเราน่ะ  เรารู้มั้ย ?”

รุ่งสั่นหัว
“ไม่รู้หรอกครับ  แค่อามัณโทรมา ผมก็มึนไปหมดเลย  อามัณพูดเร็วมาก ผมก็ไม่กล้าถามเยอะ  เก็บมาถามคุณย่าดีกว่า”

“ตอนนี้ความสัมพันธ์ของเรากับกิจบูรณาไม่ค่อยดี  ความเชื่อใจเป็นสิ่งที่สำคัญ มันเริ่มหายไปตั้งแต่คุณปู่ตัดพ่อเราออก   อามัณเค้าคงอยากให้รุ่งเป็นคนเชื่อมสัมพันธ์ เพราะถ้ากิจบูรณารู้ว่ารุ่งเป็นลูกใคร ความสัมพันธ์ก็อาจจะดีขึ้น  อามัณเค้าก็หวังรุ่นที่สามนี่แหละ”

รุ่งขมวดคิ้ว เรื่องราวมากมายซับซ้อนขนาดนี้  เหตุใดเขาจึงไม่รู้เรื่อง หรือ เขาไม่จำเป็นต้องรู้ แต่ต้องทำ ?

“คุณย่าเห็นด้วยหรือเปล่าครับ ?”

“ย่ายังไม่ได้คุยกับอามัณนะ บางครั้งอามัณก็ทำอะไรโดยไม่ปรึกษาก่อน เค้าคิดเร็วทำเร็ว  รุ่งว่ายังไงล่ะ ?”

หลานชายกลอกตาไปมา  รู้สึกลำบากใจที่จะต้องทำในสิ่งที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง
“ผมไม่มีความเห็นหรอกครับ เพราะไม่รู้เรื่องอะไรเท่าไหร่  ถ้าคุณย่าเห็นด้วย ผมก็ไม่มีปัญหาครับ”

คุณย่าจับมือสองข้างของหลาน
“รุ่งเอ๊ย…!  อดีตน่ะ สอนย่ามาเยอะ  ย่าอยู่กับปู่เรา เห็นอะไรหลาย ๆ อย่าง  สุดท้าย เราบังคับจิตใจกันไม่ได้หรอก  ปู่พยายามให้พ่อเราเดินตามทางที่เค้าวางไว้  พ่อเราทำไม่ได้ สุดท้ายก็แตกหัก  คนเป็นแม่น่ะ เจ็บที่สุด”

คุณย่ายกมือทาบอกตัวเอง เพื่อเน้นให้หลานชายเห็นความรู้สึกของ ‘แม่’

“ไม่มีแม่คนไหนอยากทำให้ลูกทุกข์ไปตลอดชีวิต  ย่าก็เหมือนกัน ย่าไม่อยากให้รุ่งทนกับอะไรที่รุ่งไม่ได้เลือกเอง  เรื่องนี้ รุ่งตัดสินใจเองได้เลย  คุยกับอามัณให้รู้เรื่องนะ ถ้าสงสัยอะไร แล้วรุ่งตัดสินใจได้เลย  อย่าห่วงว่าย่าจะเสียใจ เพราะย่าบอกรุ่งมาตลอดว่า ย่าภูมิใจที่รุ่งเป็นแบบนี้  รุ่งเป็นหลานย่าแบบนี้พอแล้ว”

เขายังรู้สึกอีหลักอีเหลื่อ เพราะมีหลายเรื่องที่เขาควรรู้ แต่เขาเลือกที่จะไม่รับรู้มาตลอด
“แล้วหลาน ๆ คนอื่นล่ะครับ  มีใครช่วยได้อีกบ้างมั้ย ?”

ไม่ต้องห่วงหรอก สุดท้าย ทุกอย่างก็จะมีทางออกของมันแหละ  เค้าว่าคนแก่น่ะ มองคนได้ดีกว่า  ย่ามองรุ่นหลานแล้ว ก็รู้ว่าใครเป็นยังไง โตขึ้นใครจะเป็นยังไง  ย่ามองได้แม่นกว่าพ่อแม่เค้าเองอีก  คนที่ไม่พร้อมตอนนี้ สักวันหนึ่งเค้าจะพร้อม แล้วจะมั่นใจกว่าตอนนี้  ตอนนี้ไม่พร้อมก็ไม่เป็นไร  ส่วนคนที่ใช้ไม่ได้ ไม่ว่าอีกนานเท่าไหร่ ก็จะเป็นคนที่ใช้ไม่ได้อยู่ดี”

รุ่งพยักหน้ารับฟัง  แต่ไม่พยายามตีความว่าคุณย่าหมายถึงใครกันบ้าง  คนที่ยังไม่พร้อม กับ คนที่ใช้ไม่ได้

“ถ้าคุณย่าได้มองไว้แล้ว ก็ขอให้เป็นไปตามนั้นครับ  ผู้ใหญ่อาบน้ำร้อนมาก่อน”

คุณย่าหัวเราะเบา ๆ  แล้วแบมือข้างซ้าย
“มา… คุณหมอ ตรวจสุขภาพให้ย่าหน่อย”

รุ่งพยักหน้า หยิบลูกดิ่งในกระเป๋าออกมา แล้วจัดการทำหน้าที่หมอเถื่อน

สองย่าหลาน นั่งคุยสัพเพเหระต่อไปอีกครู่ใหญ่

“นี่รุ่ง !  ย่านึกได้ เดี๋ยวลืม  รุ่งเดินไปหยิบกระเป๋าย่าที่โต๊ะนั่นหน่อย”

หลานชายเดินไปหยิบกระเป๋าหิ้วสีน้ำตาลจากโต๊ะ มาให้คุณย่า   

ท่านเปิดกระเป๋า หยิบซองจดหมายฉบับหนึ่งยื่นให้หลานชาย
“นี่ ! จดหมายถึงรุ่งน่ะ  เค้ามาส่งที่บ้านย่า”

รุ่งรับซองจดหมาย พร้อมกับสีหน้าแปลกใจ
“เหรอครับ ?   เอ…จดหมายไปที่นั่นได้ยังไง ?  ทะเบียนบ้านผมก็ไม่ได้อยู่ที่นั่น ”

เขาพลิกหน้าซองจดหมาย เป็นลายมือ เขียนจ่าหน้าถึงเขาชัดเจน แต่ที่อยู่กลับเป็นเลขที่ของบ้านไตรสรณ์

“ขอบคุณครับ เดี๋ยวกลับบ้านค่อยอ่าน”
เขาพับซองแล้วเก็บลงในกระเป๋ากางเกง

คุณย่าจับมือหลานสองข้างอีกครั้ง

“ใกล้ถึงเวลาแล้ว วันนึง เราจะไปที่นั่นด้วยกันนะ”
น้ำตาเริ่มออกมาคลอเบ้าตาคุณย่า

รุ่งรู้สึกประหลาดใจ ที่ได้ยินคำพูดนี้  สิ่งที่เมื่อหลายปีก่อน ดูเหมือนจะไม่มีทางเป็นจริงได้  วันนี้ กลับมีข่าวดีอันน่าอัศจรรย์
เขาจับข้อมือของคุณย่าไว้แน่น
“ครับ ได้ครับ ผมรอมาได้นานขนาดนี้แล้ว คุณย่าไม่ต้องห่วง”

คุณย่ายกมือขึ้นลูบหัว
“เราน่ะ ไม่ผิดกับที่ย่ามองไว้”

น้ำตาคุณย่าไหลออกมาเมื่อกระพริบตา  รุ่งหยิบผ้าเช็ดหน้าของตัวเองขึ้นมาซับน้ำตาให้ท่าน

ข่าวนี้ทำให้น้ำตาเขาเอ่อเตรียมจะรินได้ทุกเมื่อเหมือนกัน
“ครับ  ผมรอมาได้นานขนาดนี้ ไม่เคยถามคุณย่าเลยว่า  ต้องรอถึงเมื่อไหร่ ? ต้องรออะไร ?   ผมเพียงแค่รอ รอ  แค่รอมาได้ยินวันนี้ แค่นี้ก็คุ้มแล้วที่รอมาตลอด”

คุณย่าลูบหน้าหลานชายอีกครั้ง
“ข่าวดีใช่มั้ย รุ่ง ?”

หลานชายพยักหน้าติด ๆ กันหลายครั้ง

***********************************************************************************************  

The Bed Room by Vincent Van Goh

รุ่งทอดกายลงนอนบนพื้นห้องนอน  กดรีโมทเปิดเพลงฟัง

วันนี้โลกดูมีสีสันสวยงามขึ้นมาก  ความหวังเท่านั้น… ที่ทำให้คนบนโลกนี้ยังต่อสู้กับอุปสรรคปัญหาที่ผลัดกันเข้ามาปะทะได้

เขานอนหงาย ถือซองจดหมายที่ฉีกซองแล้ว  ค่อย ๆ หยิบแผ่นกระดาษด้านในออกมา

ข้อความเป็นลายมือ …

จดหมายถึงรุ่ง


รุ่งวางจดหมายลง อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ แล้วยกมือขึ้นเกาหัว

... ใครกำลังเล่นตลกกับเขาหรือนี่ ?

__________________________________________________________________________________________

โดย วีรยาติ

กลับขึ้นด้านบน

 

อ่านตอนต่อไป
อ่านตอนอื่น

1. สมัครสมาชิก เว๊บบอร์ดที่นี่ (หากไม่สมัครสมาชิก จะโหวต หรือ แสดงความคิดเห็นไม่ได้) และ

2. แสดงความคิดเห็น หรือ โหวต

- ชอบตัวละคร ขอเชิญโหวตได้ที่นี่

- อ่าน หรือ แสดงความคิดเห็นที่นี่

เชิญเยี่ยม Facebook หมอเถื่อน

(ให้กำลังใจโดยเข้าไป แล้วกด Like หรือ เขียนคำวิจารณ์)

Free blog counter