ตอน 30

ไอ้ลูกแมวพบท่านลุง

เบื้องหน้าเขาคือพระพุทธรูปสีทององค์ใหญ่ ...

พระพุทธรูป

...ขนาดของฐานกว้างประมาณสิบคนโอบ  มีความสูงเท่ากับตึกสองชั้น

รอบข้างคือทุ่งหญ้าสีเขียวไกลสุดลูกหูลูกตา

ทุ่งหญ้า

เขาเดินเข้าไปใกล้พระพุทธรูปยิ่งขึ้น

พระพุทธรูปทรงนั่งขัดสมาธิ พระชงฆ์ (แข้ง) ขวาทับพระชงฆ์ซ้าย พระหัตถ์ (มือ) ซ้ายวางหงายบนฝ่าพระบาท (ฝ่าเท้า) ขวา  พระหัตถ์ขวาวางที่หน้าพระชงฆ์ขวา  นิ้วพระหัตถ์ทั้งห้าเรียวยาว

เขาพิจารณาไล่ขึ้นไป  พระอุระ (อก) เป็นเนินดูสมส่วนกับพระอังสา (ไหล่) พระศอ (คอ) ดูแข็งแกร่ง และ กลมกลึง   พระโอษฐ์ (ปาก) ดูงามดั่งหญิงที่เป็นเลิศในปฐพี  พระนาสิก (จมูก) โด่งเป็นสัน   หนังพระเนตร (หนังตา) ปิดลงมาครึ่งหนึ่ง คงเห็นพระจักษุ (ดวงตา) เพียงครี่งมองลงต่ำ

เป็นรูปร่างของมนุษย์ที่มีความสวยงามอย่างอัศจรรย์ เกินกว่าคำบรรยายใด ๆ จะอธิบายได้  เมื่อมองโดยรวม สิ่งที่สัมผัสได้คือ ความเย็น และ ความอุ่น ที่ไหลเข้ามาสัมผัสจิตของเขาได้พร้อม ๆ กัน

ภวังค์ ความอุ่น

จางอี !”  เสียงพูดสำเนียงจีนกลาง ดังมาจากข้างหลัง เขาหันกลับไป

ท่านลุงชายเฒ่าที่มีหนวดเครายาวสีขาวโพลน แต่งตัวในชุดผ้าย้อมสีน้ำเงินเข้มเหมือนคนจีนโบราณยืนยิ้มให้

เขาโค้งหัวให้ผู้เฒ่าเล็กน้อย แล้วทักทายด้วยภาษาจีนกลาง
“ท่านลุง สวัสดี !”

“สวัสดี ! จำฉันได้หรือไม่ ?”

เขามองหน้าผู้เฒ่า
“เราเคยรู้จักกันมาก่อนหรือ ?”

ผู้เฒ่าผงกหัว  “คิดดี ๆ”

เขามองผู้เฒ่า ตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า
“อือ…น่าจะใช่ รู้สึกว่าคุ้น ๆ   เราคงเคยเจอกันที่ไหนมาก่อน”

“ที่ไหนล่ะ ?”  ผู้เฒ่าถามต่อ

เขายืนนึก
“จำไม่ได้  ท่านโปรดเฉลยเถิด”

“ได้ ฉันจะพาเจ้าย้อนไป  เมื่อตอนที่เจ้าอายุเจ็ดปี  อยู่ที่ปักกิ่ง  คืนหนึ่งมีหิมะลงหนัก  เจ้ากินข้าวเย็นเสร็จแล้วก็นั่งเล่นอยู่ที่หน้าเตาผิง  ความอุ่นของเตาผิงทำให้เริ่มสบายตัว  เจ้าก็เริ่มเคลิ้ม สายตาก็มองไปที่ไฟในเตาผิง…”

เขาพูดขึ้นทันที
“ใช่แล้ว  แล้วแสงไฟก็สว่างจ้าเป็นแสงสีขาว  แล้วฉันก็เห็นท่านลุง”

ผู้เฒ่าหัวเราะ
“จำได้แล้วหรือ ว่าเราเคยพบกัน ?”

“จำได้แล้ว แต่มันนานมาก แล้วฉันก็ไม่เคยนึกถึงมันได้อีกเลย หากไม่ใช่ท่านพูดถึงคืนวันที่หิมะตกหนัก ฉันก็คงไม่มีทางจำได้  ว่าแต่ สิ่งนั้นคืออะไร คือฝัน หรือ อะไร ? ทำไมฉันถึงพบท่านได้ แล้ว ท่านเป็นใคร ?”

“ถ้าฉันแต่งตัวแบบอื่น เจ้าก็คงไม่มีวันจำได้เลย  ถ้าฉันแต่งแบบนี้”

ในบัดดล เครื่องแต่งกายของผู้เฒ่า เปลี่ยนเป็นชุดสีขาว  บนเสื้อมีเงินประดับลายตา  เหนือศรีษะมีชฎาประดับเพชรสวม   หนวดเคราหายหมดสิ้น กลายเป็นใบหน้าที่หนุ่มราวกับอายุเพียงยี่สิบห้าปี

ท่านลุงผู้เฒ่าในร่างหนุ่มเปลี่ยนภาษาพูดเป็นภาษาไทย

“ว่ายังไง นายเอก จงมีทรัพย์ !”

เขามองดูชุดแต่งกาย และ หน้าตาของคู่สนทนา ซึ่งบัดนี้ ไม่มีความเป็นผู้เฒ่าหลงเหลืออยู่

เขาถามด้วยภาษาไทย
“ท่านพูดไทยได้ด้วยเหรอ ?  ทำไมท่านแต่งตัวเหมือนคนเล่นลิเก ?”

อีกฝ่ายหัวเราะ
“ดูดี ๆ ว่า  ลิเกที่แกเคยเห็นข้างล่างนั่น สวยสู้ชุดของชั้นได้เหรอ ? หา ?”

เขาสั่นหัว
“อือ !  ของท่านสวยกว่ามากเลย !   ท่านลุงพูดได้หลายภาษาเหรอ ?”

“ภาษาไหนก็ได้ที่แกเข้าใจ แต่เรื่องที่จะเล่า ชั้นพูดไทยแกจะเข้าใจง่ายที่สุด  เหตุการณ์ตอนที่แกได้เจอชั้นครั้งแรก เพราะแกเข้าฌานจากการเพ่งแสงสว่าง  อารมณ์นั้นทำให้แกเห็นสิ่งที่เป็นทิพย์ได้  ชั้นถึงคุยกับแกได้”

เขาไม่เข้าใจ
“ท่านลุงเป็นผีเหรอ ?”

“ก็เรียกอย่างนั้นก็ได้  เพราะใครที่ตายจากมนุษย์ เค้าก็เรียกกันว่าผีหมด ชั้นก็เป็นผี คือ ไม่ใช่มนุษย์  แต่ชั้นเป็นผีพรหม”

เขาพอเข้าใจเพียงว่า คู่สนทนาของเขา ไม่ใช่มนุษย์
“อือ  ผมพูดคุยกับผีได้ด้วยเหรอ ตอนอายุเจ็ดขวบ ?”

ท่านลุงหัวเราะ
“ฮ่า ๆๆๆ   ไอ้เจ็ดขวบชาตินี้น่ะ มันกิ๊กก๊อก ก็อีแค่ได้คุยกับชั้นแค่ไม่กี่นาทีแล้วก็ไม่สามารถเห็นชั้นได้อีกเลย    ถ้าแกย้อนไปดูชาติอื่น ๆ  บางชาติแกได้ตาทิพย์ตั้งแต่เจ็ดขวบเลย แล้วก็ได้ไปตลอด  ไม่ใช่แว่บเดียวเหมือนชาตินี้  ไอ้ลูกแมวเอ๊ย !”

เขาร้องเสียงดังลั่น
“ฮ้า… ท่านน่ะเอง !   จำได้เพิ่มอีกแล้ว !   ท่านเรียกผมว่าลูกแมว แล้วท่านก็บอกว่าโตขึ้นผมจะเป็นสิงห์ ไม่ใช่แค่แมว  แล้วให้ผมทำตัวเหมือนกับสิงห์  ใช่มั้ย ?  ผมจำได้”

“อือ.. ความจำแกนี่มันต้องงัดออกมาทีละกระผีกซีนะ ไอ้ลูกแมว !”

“กระผีกคืออะไร ?”

“ว้า…! เสียเวลาน่า ! เรื่องศัพท์แสงอะไรเนี่ย  แกจะได้เรียนรู้ภาษาไทยให้ลึกซึ้งกว่านี้เร็ว ๆ นี้ ถ้าแกรอดไปได้นะ ตอนนี้มาทำเรื่องสำคัญกันก่อน  เรื่องที่สำคัญที่สุด แกจะต้องระลึกให้ได้ว่า แกเป็นใคร มาทำอะไรที่นี่   ถ้าแกนึกไม่ได้ จบเห่  กลายเป็นสัมภะเวสีห้อยไปอีกนาน  ชั้นก็ขี้เกียจมาห้อยตามดูแกไปตลอด งานชั้นก็มีเยอะแยะ”

“สัมภะเวสี คืออะไร ?”

ท่านลุงในร่างหนุ่มเกาหัว
“ว้า…! อย่ามาอยากฉลาดตอนนี้ ! ไอ้เหานี่ชั้นก็ไม่เคยมี ทำไมชั้นคันหัวนักวะ ? เพราะแกน่ะเอง แกทำให้ชั้นคันหัว  แกรีบ ๆ นึกก่อนว่าแกจำอะไรได้บ้าง ไม่งั้นชิบหายกันทั้งคู่  ชั้นก็ไม่เอาด้วยแล้ว ห้อยกับแกมากี่ชาติแล้วนี่  ดั๊น…อยากจะเกิดถี่ ๆ  บอกให้มาเป็นพรหมกันนาน ๆ  ก็ไม่เชื่อ  เสือกขยันเกิดกันนัก”

เขาหัวเราะคำพูดของอีกฝ่าย
“ท่านลุงพูดอะไร ? ผมไม่เข้าใจเลย”

“อ้ายลูกแมว !   นาน ๆ ชั้นจะได้ด่าแกเพราะความโง่ซะที  ตอนแกอยู่ข้างบนกะชั้น แกฉลาดกว่าชั้น  แต่ตอนนี้ แกเชื่อชั้นก่อน แกค่อย ๆ นึกว่า แกมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง  รีบ ๆ นึก  เร็ว ๆ”

เขาหัวเราะ
“อ้าว ! ทำไมท่านลุงไม่บอกผมซะล่ะ ?  ให้ผมคิดเองทำไม ?”

ท่านลุงท้าวสะเอว
“ไอ้เวร ! แกต้องคิดเอง ชั้นไปฝืนกฎไม่ได้ เดี๋ยวโดนกักบริเวณ  ทำแค่นี้ก็เรียกว่ามันพิเศษสุด ๆ แล้ว”

เขาพยักหน้า
“ได้ครับ  งั้นขอผมเดินเที่ยวก่อน มีเวลาแล้วจะค่อย ๆ คิด”

พรหมท่านลุง กระโดดตัวลอย
“ม่ายด้าย ! อ้ายเวรนี่ ! เวลามีจำกัด  แกจะเป็นผีเร่ร่อนอยู่รอมร่อแล้ว เสือกจะมาเดินเที่ยวอีก”

เขาขยับเดินไปทางซ้ายของพระพุทธรูป  ท่านลุงกระโดดมาขวางหน้า
“เอิ๊ว! นี่ ! แกนี่มันดื้อข้ามชาติจริง ๆ   ชั้นขอร้องล่ะว่ะ  นี่อย่าให้พรหมต้องมาคุกเข่าให้ผี มันเสียศักดิ์ศรี  แกช่วย ๆ นึกหน่อยเถอะ ว่าแกมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ?”

เขาหัวเราะชอบใจ
“ท่านถึงขนาดจะคุกเข่าให้ผมเลยเหรอ ?  มันเป็นเรื่องใหญ่มากเลยเหรอ ถ้ามันสำคัญขนาดนั้น  ทำไมท่านไม่บอกผมมาซะเลย ?”

คู่สนทนา ถอดชฎาออก แล้วยกมือขึ้นเกาหัว
“แก…  แกรู้มั้ยว่าชั้นโกรธไม่ได้ ?  โกรธแล้วอายุสั้น  เอางี้ ! ชั้นบอกได้เรื่องเดียว  แกจำอาฟ่งได้มั้ย ?”

“หือ อาฟ่ง ?”  เขาฟังชื่อแล้วนึก  “ชื่อคุ้นมากเลย  ใครกัน ? เค้าสำคัญกับผมมากเหรอ ?”

“สำคัญมาก แล้วแกก็สำคัญกับเค้ามากด้วย  ถ้าแกกลับไปไม่ได้ เค้าก็คงเหมือนตกนรกในร่างมนุษย์ทีเดียว”

“ขนาดนั้นเชียว ?”  เขาถามย้ำ  แล้วยืนนึก
“ผมจำได้แค่ตอนเจ็ดขวบที่เห็นท่านลุงนั่นแหละ  อาฟ่งอยู่ที่นั่นด้วยหรือเปล่า ?”

“เปล่า ๆ !   อาฟ่งยังไม่เกิด  แกลองไล่เรียงซิว่า พอเจอชั้น แล้วเหตุการณ์ต่อมาในชีวิตเป็นยังไง ?”

เขาพยักหน้า
“อือ ! เดี๋ยวขอนึกก่อน  พอวันนั้น ท่านสอนผมว่า  เอ…นึกไม่ออก !  แต่รู้สึกว่าท่านสอนอะไรที่สำคัญมาก  แต่ทำไมผมนึกไม่ออกนะ ?”

เขาหันไปมองที่พระพุทธรูป  แล้วยกมือไหว้

"ผมจำท่านได้เป็นสิ่งแรก หากผมจำเป็นต้องกลับไปให้ได้ ก็ขอให้ท่านประทานความจำให้ผมด้วยเถิด !"

พรหมท่านลุง ยกมือขึ้นพนมตาม

"ในเวลาคับขัน แกยังใช้ความฉลาดได้ทุกครั้งซีน่า"

เตาผิงเขาเริ่มระลึกเหตุการณ์ได้เป็นลำดับ
“… ผมนั่งอยู่ที่เตาผิง มองไปที่แสง แล้วแสงเริ่มสว่างเป็นสีขาว ผมก็หลุดเข้าไปในแสง  ท่านลุงแต่งตัวเป็นคนจีนโบราณ  บอกผมว่า โตขึ้นผมจะเป็นสิงห์ เพราะผมเคยเป็นสิงห์มาก่อน  ผมจะเป็นที่พึ่งของคนจำนวนเยอะ ผมต้องช่วยคนที่เคยช่วยผมมาตั้งแต่อดีต  เมื่อใดที่จิตบอกว่าคนผู้นั้นคุ้นเคย ต้องช่วยเขาทันที…”

ท่านลุงพยักหน้า
“ใช่ ! แกเริ่มจำได้แล้ว ! ”

เขาพยักหน้าตาม
“ใช่ ! ผมเริ่มจำได้แล้ว ! เมื่อใดที่จิตบอกว่าคนผู้นั้นคุ้นเคย ต้องช่วยเขาทันที  คำสอนประโยคนี้นี่เอง ที่ผมไม่เคยนึกออกได้เลย แต่มันกลายเป็นความรู้สึก   หลังจากนั้น วันต่อ ๆ มา ผมก็ได้เจอคนมากมาย แล้วพอได้เพียงแค่เห็นหน้า รู้สึกว่าถูกชะตา ผมก็จะช่วยเขาเต็มที่ทุกคน  แต่ผมไม่เคยนึกถึงประโยคนั้นได้เลย รู้แต่ว่า เมื่อเห็นหน้าเค้า เราก็อยากช่วยทันที”

“ดีมาก !   นึกต่อไปเรื่อย ๆ”

ภวังค์“หลังจากวันนั้น  ผมก็เที่ยวบอกคนอื่นว่าผมเป็นสิงห์ เพราะผมเกิดปีเสือ ตอนอายุสิบขวบ  ผมเคยช่วยเด็กเล็กคนนึงที่ตกลงไปในคลอง    อายุสิบสองขวบ แม่ตั้งท้อง แล้วคลอดน้องสาว  ผมเป็นคนตั้งชื่อให้ว่า ซีฟ่ง  อายุสิบสามขวบผมช่วยคนแปลกหน้าต่างชาติสองคน ที่ประสบอุบัติเหตุรถยนต์ เขาเป็นคนทำงานในสถานทูตไทยในปักกิ่ง  ต่อมาผมก็ได้เรียนภาษาไทย เข้าออกสถานทูตไทยได้เรื่อย ๆ   อายุสิบสี่ขวบ…”

“เฮ่ย ! ไม่ต้องละเอียดขนาดนั้น  เดี๋ยวหมดเวลาพอดี เอาที่มันท้าย ๆ เลยว่า ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้”

เขานึกไปเรื่อย ๆ  สักพักก็อุทานออกมา
“อาหลง ! … อาหลงถูกยิงตาย !”

ท่านลุงพยักหน้าช้า ๆ
“อือ… แล้วไงต่อ ? ”

“แล้วอาหลงกลับมาหาผม  แล้วสอนเรื่องศาสนาพุทธ”

“ใช่ที่ไหน ?”

“หา… ไม่ใช่อาหลงเหรอครับ ?”

“เป็นใคร ช่างมันก่อน  ต่อจากนั้นล่ะ?”

“เรื่องที่อาหลงกลับมาบอกถึงคนที่มีความฉลาดกว่าผมหมื่นเท่า รู้ทันเจ้ากรรมนายเวร คนแบบนั้นมีอยู่จริง ทำให้ผมหยิบหนังสือธรรมะขึ้นมาอ่าน แล้ววันสุดท้าย ผมนอนอยู่แล้วก็เกิดอาการเป็นลม ก่อนที่จะหมดสติ ผมเห็นหน้าปกหนังสือธรรมะ มีพระพุทธรูป  แล้วตัวผมก็วูบไป เหมือนถูกดูดเข้ามาในหน้าปกนั้น  มาที่นี่”

เขาเงยหน้าขึ้นมองพระพุทธรูป
“…. ผมถูกหน้าปกพระพุทธรูปนั้นดูดมาที่นี่  นี่คือพระพุทธรูปองค์นั้น บนหน้าปก”

พรหมท่านลุง ยกมือขึ้นพนม
“สาธุ !  แกจำได้แล้ว”

ภวังค์“ถ้างั้น  ผมก็ตายแล้วใช่มั้ย ?

“จะว่าใช่ก็ใช่  แกถูกอุปฆาตกรรมมาตัดก่อนอายุขัย  แกควรจะเป็นสัมภะเวสีเร่ร่อน แต่บุญแกมันก็เยอะ ได้หน้าปกหนังสือธรรมะนี้ ทำให้จิตสุดท้ายแกไปยึดกับรูปพระพุทธรูปในหน้าปก  แกถึงหลุดมาอยู่ที่นี่แทน  นับว่าหนังสือธรรมะนี้ ช่วยแกไว้  ไม่งั้น แกจะหลุดไปอยู่ที่อื่น กลายเป็นสัมภะเวสี  ไม่ได้มาเจอกับชั้น ชั้นก็ช่วยแกไม่ได้  ในเมื่อแกจำความได้แล้ว จะได้ส่งแกกลับไปก่อนที่ใครจะเอาร่างแกไปทำอะไรเสียก่อน”

“แต่... ท่านลุง !   ผมไม่อยากกลับ !”

ท่านลุงเท้าสะเอวมองหน้า
“อะไรของแกอีก ?   แกอยากเป็นผีเร่ร่อนหรือไง ?”

“สภาพร่างกายแบบนั้น ผมไม่กลับไปแล้ว  มันเน่าหมดแล้ว ผมทรมานมาก เป็นผีเร่ร่อนก็คงดีกว่ามั้ง”

ท่านลุงทำท่าเกาหัวอีก
“อย่าเพิ่งอวดฉลาดตอนนี้  ขอให้แกรู้เรื่องราวทั้งหมดแล้วแกจะรู้เองว่า แกมีอะไรต้องทำอีกเยอะ  มีคนรอแกอีกเป็นจำนวนมากที่นั่น”

“อ้าว… ถ้ามีคนรอผมเยอะ แล้วทำไมปล่อยให้ผมตายได้ง่าย ๆ แบบนี้ ?ทำไมท่านลุงไม่ช่วยผมไว้ ?”

ท่านลุงหัวเราะอีก
“ฮ่า ๆๆๆๆ  เดี๋ยวชั้นจะได้เขกกบาลแก  แกไม่รู้เหรอว่ามีใครคอยช่วยแกอยู่มากมายขนาดไหน ?   แต่ไอ้วิบากอันนี้มันหนัก  จะเอาแกถึงชีวิตให้ได้  พยายามจะตัดทอนเท่าไหร่ ยังไงเขาก็ต้องเอาชีวิตแกให้ได้  อดีตแกไปฆ่าเขาไว้เยอะ  ก็ให้ ๆ เขาไปเถอะ  ตอนนี้ก็นับว่าชดใช้เรียบร้อยแล้ว เพราะแกตายแล้ว”

“หา ! ผมไปฆ่าใครตั้งแต่เมื่อไหร่ ? ผมช่วยคนอื่นมาทั้งชีวิต ทำไมโง่ช่วยตัวเองไม่ได้ ?   ”

“ช่างมันเถอะ ! เสียเวลาเล่า  เดี๋ยวชั้นส่งแกกลับไปก่อน”

“ไม่เอา ! ท่านลุง !   จะให้ผมไปอยู่ในสภาพแบบนั้น ผมไม่ไหวแล้ว กลับไปเป็นคนโง่แบบนั้น ไม่ไหว เป็นผีแบบนี้ก็สบายดี”

ท่านลุงมองหน้า ท้าวสะเอว
“ไม่ได้ ! คนอีกตั้งเยอะแยะรอแกอยู่  ท่านพ่อ กับ ท่านพ่อใหญ่ก็ช่วยเหลือแกมาตลอด  แกเป็นคนขอลงไปเกิดเอง แกจะมาทำยังงี้ไม่ได้”

เขาหัวเราะ
“ท่านลุง พูดอะไร ? ผมไม่ได้รู้เรื่องด้วยเลย  ก็ท่านลุงไม่ยอมเล่า ผมก็ไม่ยอมไปไหน อยู่ที่นี่แหละ  ผมจำสภาพที่นอนป่วยแบบนั้นได้ มันทรมานมาก หายใจแต่ละครั้งก็ลำบาก จะถ่ายก็ถ่ายไม่ออก ท้องก็ไม่ย่อย นอนก็ไม่ได้ กินก็ไม่อร่อย ตายซะได้ก็ดี !”

พรหมท่านลุง สั่นหัว  เดินไปที่หน้าพระพุทธรูป พนมมือที่หน้าอกแล้วฟ้อง
“นี่ถ้าผมไม่ได้ดองกับไอ้เวรนี่มานาน ผมจะปล่อยให้มันเร่ร่อนซะเลย  มันดื้อ อวดฉลาดทุกชาติเลย”

ท่านพรหมหันกลับมา
“เหนื่อยว่ะ !  เอางี้ !   ชั้นสัญญาว่า ชั้นจะพาแกไปดูเรื่องราวต่าง ๆ ในอดีตที่แกจำเป็นต้องรู้ให้แกเข้าใจ  แต่ตอนนี้ แกจำเป็นต้องลงไปข้างล่างก่อน เพราะนี่มันผ่านมาสิบชั่วโมงแล้ว เดี๋ยวน้องสาวแกจะส่งแกเข้าวัดซะ”

“อะไรกันสิบชั่วโมง ?   เราเพิ่งเจอกันไม่ถึงสิบนาทีเลย !”

“อ้ายนี่ ! ทำไมมันถึงต้องมีปัญหาถามชั้นทุกคำพูดเลยวะ ?”

เขาพยักหน้า
“ได้ ! แต่สัญญาต้องเป็นสัญญา ! ผมกลับไปแล้ว ท่านลุงต้องพาผมกลับออกมาเร็วที่สุดเลย  ถ้าให้ผมทรมานอีก ผมจะฆ่าตัวตาย”

ท่านลุงหัวเราะ
“อือ !   แกนี่มันต่อรองเก่งจริง ๆ  เหนื่อย !   จะบอกแกก็ได้ว่า กลับลงไปครั้งนี้ อาการแกจะเริ่มดีขึ้น เพราะเจ้ากรรมของแกเขาทวงต้นไปหมดแล้ว"

เขาพยักหน้า

"ครับ แสดงว่ากลับไปแล้ว ผมลุกขึ้นวิ่งได้เลย ?"

"ถ้าแกขืนลุกมาวิ่ง มีหวัง แกได้กลับมาใหม่ทันที โธ่ !... อะไรจะใจร้อนขนาดนั้น ? ป่วยมาเป็นเดือน ๆ มันจะมาหายอะไรชั่วข้ามคืน ต้นน่ะคืนเขาไปหมดแล้ว ไอ้ที่เหลือคือดอกอีกนิดหน่อยน่า"

เขาทำท่าลังเล

ท่านลุงย้ำ

"เอ้า… ได้ ! ชั้นสัญญา !   กลับลงไปแล้ว ชั้นจะพาแกออกมาทันที แกกลับลงไปได้แล้ว  พอแกกลับไปแล้วให้แกตะโกนเรียกน้องสาวทันที แล้วให้พาแกส่งโรงพยาบาล   เสร็จแล้ว แกก็หลับตาหายใจเข้าช้า ๆ ภาวนาว่าพุทธ  หายใจออกช้า ๆ ภาวนาว่าโธ  จนแกเห็นแสงสว่าง ชั้นจะรับแกกลับมา”

ยังไม่ทันที่เขาจะพยักหน้า  ท่านลุงก็เดินเข้ามาแล้วจับคอเสื้อของเขา เหวี่ยงเขาลอยขึ้นสูง แล้วตกลงมา….
ภวังค์

********************************************************************************************

ลมหายใจแรกที่แอนดี้สัมผัส ดึงความอุ่นให้กลับเข้าสู่ร่างกาย 

เปลือกตาเริ่มเปิด  เขาเริ่มรู้สึกตัวว่ายังนอนอยู่ในห้องนอน  แสงแดดเริ่มส่องเข้ามาที่ข้างเตียง

เขารวบรวมกำลังทั้งหมดที่พอจะมี เพื่อตะโกน
อาฟ่ง ! อาฟ่ง ! อาฟ่ง !”

เสียงตึงตังดังมาจากห้องข้าง ๆ  สักพัก ประตูห้องก็ถูกเปิดออกอย่างรวดเร็ว 

ซีฟ่งรีบเดินเข้ามาหาเขาที่เตียง

พี่ใหญ่ ! เกิดอะไรขึ้น ?”

“ขอน้ำฉันดื่มหน่อย”

น้องสาวรีบเดินไปที่โต๊ะ รินน้ำใส่แก้ว หยิบหลอด แล้วเดินกลับมา
นี่น้ำ พี่ใหญ่ ดื่มน้ำก่อน”

แอนดี้ดูดน้ำในแก้วจนหมด เขาจับมือน้องสาว
“อาฟ่ง พาฉันส่งโรงพยาบาลนะ ถ้าฉันสลบไปอีก ไม่ต้องห่วงนะ อย่าปลุกฉัน ปล่อยให้หมอเขาจัดการ”

น้องสาวเขย่าตัวพี่ชาย
พี่ใหญ่ พี่เป็นอะไร ?” 

“พาฉันส่งโรงพยาบาล” สิ้นเสียง เขาก็ค่อย ๆ หลับตาลง

ได้ ได้ ฉันจะเรียกรถพยาบาล

อาฟ่งรีบเดินกลับไปที่ห้องของเธอ 

จดหมายของพี่ชายอยู่บนหัวเตียง เธอค่อย ๆ พับมาเก็บในลิ้นชัก  แล้วหยิบโทรศัพท์มือถือ ในใจภาวนาขอให้พี่ชายปะทังอาการได้จนกว่ารถพยาบาลจะมาถึง

__________________________________________________________________________________________

โดย วีรยาติ

กลับขึ้นด้านบน

 

อ่านตอนต่อไป
อ่านตอนอื่น

1. สมัครสมาชิก เว๊บบอร์ดที่นี่ (หากไม่สมัครสมาชิก จะโหวต หรือ แสดงความคิดเห็นไม่ได้) และ

2. แสดงความคิดเห็น หรือ โหวต

- ชอบตัวละคร ขอเชิญโหวตได้ที่นี่

- อ่าน หรือ แสดงความคิดเห็นที่นี่

เชิญเยี่ยม Facebook หมอเถื่อน

(ให้กำลังใจโดยเข้าไป แล้วกด Like หรือ เขียนคำวิจารณ์)

Blog counter