ตอน 27

อาจารย์เก่ง

ออร์เดิร์ฟเย็น

ออร์เดิร์ฟเย็นบนโต๊ะทำให้รุ่งรู้สึกตาสว่างขึ้นมาทันที

ทอมมองหน้าเพื่อนก็รู้ใจ เธอกระซิบ
“อมยิ้มอะไร ?  หิวล่ะสิ อย่าจ้องนาน เดี๋ยวมันละลาย”

“อือ… พยาธิมันเรียกร้อง  พยาธิชุดนี้มันมีบุญ ได้กินเลี้ยงกับคนใหญ่คนโต”

คุณแป้นพูดขึ้น
“ขอบคุณน้องทั้งสองคนมากนะ  ถ้าไม่ได้น้องสองคน คุณแอ๊ดคงจะแย่  ไม่น่าเชื่อเลยว่าหมอสมัยใหม่จะหาสาเหตุโรคไม่ได้  อย่างนี้จะมีโรงพยาบาลไว้ทำไม เสียเงินไปตั้งเยอะ”

หมอเถื่อนสองคน อมยิ้ม ความเขินส่งเลือดขึ้นบนใบหน้าทั้งคู่

ท่านเลขา ฯ หัวเราะ
“แป้น  คุณพูดอย่างนี้ก็ไม่ได้ คนในพรรคเราก็หมอหลายคน  เรื่องพวกนี้มันมีปัจจัยหลายอย่าง ว่ามั้ย ?”

เขามองมาที่สองเกลอ 

หมอที่โรงพยาบาลเค้าก็มีวิธีวิเคราะห์ตามศาสตร์ของเค้า  หมอโรงพยาบาลน่ะ เค้ารักษาโดยยึดหลักสถิติ  ว่าคนที่มีอาการแบบนี้ส่วนใหญ่แล้วมีสาเหตุมาจากอะไร  แต่น้องนี่ใช้วิธีแบบคัสต้อมเมด ใช่มั้ย ?  แฟนนี่เล่าให้ฟังถึงวิธีการใช้ลูกดิ่ง  อย่างที่พวกเราทำนั่นน่ะ เรียกว่าคัสต้อมเมด เจาะไปที่คนคนนั้นเลย  ไม่ต้องสนใจว่าสถิติคนทั่วไปเป็นยังไง ฉันจะถามเอาเฉพาะคนคนนี้เลยว่า เค้าเป็นอะไร”

ทั้งคู่พยักหน้าเข้าใจ

ท่านเลขา ฯ พูดต่อ
“น่าทึ่งนะ ผมเองก็เชื่อว่ามีคนสามารถรักษาโรคด้วยวิชาพิเศษแบบนี้  แต่ไม่เคยคิดว่า วันนึง หลานสาวตัวกะเปี๊ยกที่เห็นมาตั้งแต่เกิด กลับจะมีวิชานี้   นี่ทำให้ผมทึ่งมาก”

คุณลุงมองไปทางหลานสาวด้วยสายตาชื่นชม

รุ้งเอื้อมมือมาวางที่หน้าตักลูกสาว เพื่อแสดงความยินดี

แฟนนี่ยิ้มให้แม่ คงเป็นความภูมิใจที่แม่มดน้อยต้องจดจำไปชั่วชีวิต

ทอมสังเกตว่า เวลาคนที่มีบารมีพูด จะสะกดให้คนอื่นเงียบ และ ตั้งใจฟังได้ ตอนนี้เธอรู้สึกเช่นนั้น

ตอนผมถูกให้ออกซิเจน รู้สึกว่าร่างกายมันเริ่มพังไปทีละส่วน แต่สมองยังพอจะทำงานได้ ก็คิดอะไรไปต่าง ๆ นานา  เรื่องที่ไม่เคยมองไม่เคยคิด ก็กลับมาคิด เรื่องที่เคยคิดแล้วหาคำตอบไม่ได้ ก็เริ่มเห็นคำตอบชัดขึ้น  ผมเรียกกระบวนการนี้ว่า ซับไซด์ แอนด์ คริสตัลไลซ์” เขาหันมามองภรรยา
“ขอโทษ ขอใช้ศัพท์ต่างประเทศหน่อย คุณอย่าเพิ่งว่า” แล้วหัวเราะเบา ๆ

ภรรยาพยักหน้า “เชิญ ๆ”

“คุณแป้นนี่ชอบว่าผมเรื่อยเวลาจำเป็นต้องใช้ศัพท์นอก ว่าไม่ได้นะ เรามันเรียนมาจากทางโน้น บางครั้งเราคิดเป็นภาษาเค้า  เนอะ” เขาพยักหน้าถามทอมกับรุ่ง

สองคนพยักหน้า
ทอมหัวเราะ
“ดีค่ะ  หนูจะได้รู้ศัพท์มากขึ้น  อยากให้คุณลุงอธิบายเป็นความรู้ด้วยค่ะ”

รุ่งฟังคำตอบเพื่อนแล้วหัวเราะหึ ๆ  ก้มหน้าแล้วพูดเบา ๆ
“ซือก้อย.. อีนี่ตอบแบบนักการเมืองซะแล้ว”

เพื่อนเหล่ตามองกลับ ขมุบขมิบปาก
“อย่ามาซือก้อยกะกู เล่นไม่รู้จักเวลา ไอ้นี่”

ท่านเลขา ฯ พูดต่อ
ซับไซด์ แอนด์ คริสตัลไลซ์ หมายถึง เวลาความคิดที่ขยายไปเรื่อย ๆ มันเริ่มละเอียดลง เราคิดไปจนขอบเขตมันแคบไปเรื่อย ๆ  คือ ความคิดมันเริ่มซับไซด์ลง  แล้วมันก็ตกผลึก คริสตัลไลซ์   ปัญหาที่แต่ก่อนเคยคิดวนไปวนมา มันเริ่มมีคำตอบที่น้อยลง ๆ  จนเหลือคำตอบเดียว  อย่างนี้เรียกว่า ความคิดตกผลึก  นี่เป็นกระบวนความคิดนะ  เวลาเราผ่านประสบการณ์เยอะขึ้น  คำตอบของชีวิตมันจะชัดขึ้น”

ทุกคนในวงสนทนา พยักหน้าเห็นด้วย

“หลังจากผมป่วยหนัก คำตอบหลายอย่างในชีวิตก็ชัดขึ้น  เรียกว่ายังไงดี  เรียกว่าหาแกนของตัวเองเจอ  หลังจากผมออกจากรามา ฯ  ก็ได้มาเจออาจารย์เก่ง  เหมือนกับว่า ชีวิตผมได้เปลี่ยนไปอีกมุมนึง”
เขาหันหน้าไปทางอาจารย์เก่ง

คุณแป้นผายมือมาที่ออร์เดิร์ฟ
“เอ้า เริ่มทานกันก่อน ทานไปคุยไป ถ้าชอบฟังคุณแอ๊ดพูดนะ ได้ฟังกันทั้งคืนแน่  ขานี้ให้ความรู้ได้ไม่มีหมด”
เธอหยอกสามีเล่น

รุ่งได้ยินคำว่า ‘เริ่มทานกันก่อน’ ก็กำมือ อุทานเบา ๆ
“เยส ๆ  ได้เวลาญาติกูแล้ว !”

ท่านเลขา ฯ เล่าต่อ
“ผมออกจากรามา ฯ แล้ว อาการดีขึ้น แต่น้ำหนักก็ยังต่ำกว่าเดิมเยอะ   ก็มีสส.นครปฐม พาอาจารย์เก่งมาหาที่บ้าน  แล้วอาจารย์ก็เริ่มรักษาด้วยวิชาอาจารย์ ความจริงไม่ใช่รักษา อาจารย์ท่านเรียกว่า ฝึกพลัง ท่านไม่ใช้คำว่ารักษา  ใช่มั้ยอาจารย์ ?”

อาจารย์เก่งพยักหน้า
“ครับ ผมจะไม่ได้รักษาใคร ผมแค่เพียงบอกวิธีให้คนป่วยฝึกเอง แล้วรักษาตัวเอง แต่ครั้งแรก ๆ ผมจะตรวจให้เขาก่อน  แล้วต่อไป ไปฝึกเอง”
สำเนียงคำว่า ‘เขา’ บ่งบอกถึงภาษาถิ่นที่ยังทิ้งเชื้อไว้

ท่านเลขา ฯ พูดต่อ
“วันแรกอาจารย์เก่งมาตรวจสมดุล แล้วก็สอนวิธีปรับสมดุลให้ด้วยการฝึกพลัง แล้วก็อาหาร  แค่สองสามวันแรก ผมก็รู้สึกอะไรหลาย ๆ อย่างดีขึ้นมาก  มันก็มีกำลังใจฝึกต่อ ๆ ไป  โดยเฉพาะวิธีการฝึกหายใจ อันนี้ช่วยผมได้เยอะมาก”

ทอมฟังอย่างสนใจ พยักหน้าตาม
“วิธีฝึกลมหายใจนี่ มาจากวิชาพลังจักรวาลหรือคะ ?”

อาจารย์สั่นหัว
“ไม่ใช่นะหนู  ผมเรียนมาหลายวิชา วิชาพลังจักรวาลนั่นก็แค่หนึ่งอย่าง  เรื่องหายใจนี่ผมฝึกมาจากพระอาจารย์ของผม  ที่ผมสอนคุณแอ๊ดมีหลายวิชา จากหลายอาจารย์”

ทอมพยักหน้า
“อาจารย์เก่งเล่าให้ฟังได้มั้ยคะ ว่าจะตรวจยังไงว่าเค้ามีสุขภาพเป็นยังไง แล้วต้องฝึกวิชาอะไรถึงเข้ากับโรคนั้น ?”

รุ่งใช้ตะเกียบคีบออร์เดิร์ฟเย็นเข้าปากทีละชิ้น ไม่ปริปากใด ๆ

“เริ่มต้น ต้องตรวจสมดุลเสียก่อน แต่วิชานี้เป็นวิชาที่เล่าให้ฟังลำบาก”

ท่านเลขา ฯ พยักหน้า
“เล่าได้ เล่าเลยครับ  สองคนนี้ถือว่าเป็นกันเอง ไม่เป็นไร  ไม่มีนักข่าวในห้องนี้”

อาจารย์เก่งเริ่มพูดต่อ
“ครับ งั้นผมจะเล่า  ตรวจสมดุลก็คือ เราจะหาสาเหตุของการเจ็บป่วย  วิชานี้ต้องสวมร่างเขาทับในร่างเรา  ฟังแล้วจะงงนะ ว่ามันทำกันได้แบบนี้เหรอ คือ คล้าย ๆ กับเราถอดจิตเราไปอยู่ในร่างเขาน่ะ แต่ของผมน่ะ มันไม่ใช่เราไปอยู่ในร่างเขา แต่เราเอาส่วนที่มีปัญหาของเขา มาอยู่ในร่างเรา  เดี๋ยวผมแสดงวิธีให้ดู”

ทอมพยักหน้าดีใจ
“ดี ดีค่ะ อาจารย์ลองให้ดูเลยได้มั้ย ?”

“ครับ นี่ไง หนูเขยิบเก้าอี้ออกมานอกโต๊ะหน่อย เดี๋ยวผมจะไปลองตรวจให้”

“ดี ดี ได้เลยค่ะ”  ทอมหันไปหาเพื่อนที่กำลังปากมัน มือหนีบตะเกียบแน่น 

เธอตีมือรุ่ง “เฮ่ย… แค่ออร์เดิร์ฟนี่ แกจะกินให้อิ่มเลยหรือไง ?”

ตะเกียบ

แฟนนี่หัวเราะคิกคัก
“พี่รุ่งหิวเหรอคะ ? แฟนนี่ยังไม่ได้กินแฮมเลย พี่รุ่งกินคนเดียวหมดเลย”

รุ้งหัวเราะ
“ไม่เป็นไรหรอก แฟนนี่เดี๋ยวเราสั่งใหม่ได้”

รุ่งทำหน้าเขิน เหมือนผู้ต้องหา
“อ้อ…ครับ  งั้นสั่งเฉพาะแฮมล้วน ๆ อีกสองจาน แฮะ ๆ” เขากระเซ้าแก้ขวย

“ไม่เอาหรอก พี่รุ่ง เดี๋ยวรออาหารจานอื่นดีกว่า”

รุ่งพยักหน้า

ทอมขยับเก้าอี้หันหน้าออกจากโต๊ะ อาจารย์เก่งลากเก้าอี้มานั่ง หันหน้าเข้าหาทอม ระยะห่างจากเธอประมาณครึ่งเมตร

ทุกสายตาจ้องมองอย่างสนใจ รวมทั้งพนักงานชุดกี่เพ้า เธอยืนตั้งใจดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น

จักระทั้ง 7อาจารย์วัยห้าสิบปี ขยับแว่นตา  สำรวจร่างกายของทอมโดยใช้สายตากวาด ตั้งแต่หัวลงมาถึงลำตัว ลงมาถึงปลายเท้า   เขายื่นมือขวาออกมาข้างหน้า  ห่างจากท้องน้อยของเธอประมาณคืบ แล้วค้างมือไว้อย่างนั้นประมาณสิบวินาที

“ตรงนี้ปกตินะ ระบบเพศหนูไม่มีปัญหา”

รุ่งอดพูดไม่ได้
“แม่นจังครับ อาจารย์  ใช่ ๆ  มันไม่มีปัญหาเพราะมันไม่มีเพศ”

“รุ่งจ๋า…..” ทอมลากเสียงยาว เป็นสัญญาณเตือนเพื่อนปากหมาให้เงียบ

อาจารย์เก่งเลื่อนมือขึ้นมาที่ระดับสะดือ
“ฐานนี้ปกติ”

เขาขยับมือขึ้นมาที่ระดับหน้าอก
“ตรงนี้มีปัญหานะ  จักระนี้หนูผิดปกติ”

รุ่งพูดขึ้น
“ใช่ ๆ  วันนี้ดูมันโตกว่าปกติ”

ทันทีที่จบประโยค ทอมหันขวับมาพร้อมสายตาที่ดุเหมือนเสือสาว
“ไอ้รุ่ง !!!” เธอตวาดเสียงดัง  “แกจะนั่งเงียบ ๆ หรือ แกจะออกไปอยู่นอกห้อง ?”

เสียงหัวเราะดังจากทุกคนในห้อง  พนักงานชุดกี่เพ้ายืนหัวเราะพุงกระเพื่อม

พนักงานเสิร์ฟ

รุ่งยกมือขึ้นห้าม
“โอเค เงียบแล้วจ้า”

อาจารย์เก่งยกมือสองข้างแตะไหล่ทอมเบา ๆ
“ต่อมา หนูนั่งตัวตรงนิดนึง ปล่อยปลายนิ้วชี้ลงดิน แบบนี้นะ  นั่งสบาย ๆ หายใจเข้าออก ผ่อนคลาย  ค่อย ๆ หลับตานะ คิดว่าข้างในร่างกายเราโปร่งใส”

ทอมหลับตา เรื่องจินตนาการแบบนี้ ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเธอแน่นอน

“เดี๋ยวผมจะยกจักระที่มีปัญหา มาสวมที่ตัวผม  หนูก็หลับตาไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องทำอะไร”

เขาทำฝ่ามือเป็นท่าคล้ายอุ้มลูกบอลอยู่ด้านหน้าทรวงอกของทอม แล้วดึงฝ่ามือนั้นกลับมาทาบที่หน้าอกของเขา  แล้วค่อย ๆ หลับตา

ครอบครัวชาตรี และ รุ่ง นั่งมองอย่างสนใจ

รุ่งพอตีความได้ว่า ลักษณะการทำท่านั้น คือ การดึงเอาอวัยวะที่มีปัญหาของทอม เข้ามาที่ตัวเขาเอง เพื่อวิเคราะห์  จะใช่หรือไม่ เขาก็ไม่แน่ใจ  แต่หากวิชานี้สามารถทำให้คนฝึกรู้อาการคนป่วยได้จริง  นับว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์ เป็นอีกศาสตร์ที่เขาไม่เคยรับรู้มาก่อน

อาจารย์เก่งลืมตา
“เอ้าหนู  ลืมตาได้แล้ว”

คนไข้ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น

อาจารย์เริ่มเล่าสิ่งที่สัมผัสได้จากสมาธิ
“หนูมีปัญหาที่ปอดนะ พลังที่ปอดน้อยกว่าปกติ  หนูจะหายใจขัด ๆ บ้าง มีปัญหากับระบบการหายใจ เช่นหลอดลม  มีอาการแบบนี้บ้างมั้ย ?”

คนไข้พยักหน้า
“ค่ะ หนูรู้ว่าเป็นอะไรอยู่  แล้วอาจารย์สามารถช่วยได้เลยมั้ยคะ ?”

อาจารย์พยักหน้า
“เบื้องต้น จะลองให้ก่อนนะ ใช้การถ่ายพลังเข้าจักระ น่าจะดีขึ้นบ้าง  ถ้าจะให้ดีกว่านี้ ต้องใช้วิชาอื่น  แต่อยู่ที่นี่ไม่เหมาะสม เอาแค่ถ่ายพลังไปก่อน”

“ค่ะ ๆ”

“หนูสูดหายใจปกตินะ  ผมจะถ่ายพลังให้ ไม่ใช่วิชาพลังจักรวาล แต่ก็คล้าย ๆ  หนูแค่นั่งหลับตาจินตนาการว่า มีแสงสีเขียววิ่งผ่านจากมือผมเข้าไป”

คนไข้ว่านอนสอนง่าย ค่อย ๆ หลับตา

อาจารย์เก่ง ยื่นแขนทั้งสองออกไปข้างหน้า  ห่างจากหน้าอกของคนไข้ประมาณคืบกว่า แล้วเขาก็หลับตา

ทอมรู้สึกถึงความอุ่นที่เริ่มก่อตัวขึ้นในทรวงอก  นี่คงไม่ใช่อุปาทาน เธอรู้สึกสัมผัสได้ถึงพลังนั้นจริง

เพียงไม่กี่วินาทีถัดมา  ความอุ่นนั้นก็หายไป

“เสร็จแล้วหนู ลืมตาได้แล้ว”

ทอมลืมตาขึ้น
“เสร็จแล้วเหรอคะ ทำไมเร็วจังเลย ?”

“ที่เหลือผมจะให้ท่าบริหาร หนูไปฝึกเองที่บ้านนะ มันช่วยสลายไอ้ก้อนสกปรกที่ติดอยู่”

อาจารย์พนมมือ
คนไข้ทำตาม

กายบริหารเขาค่อย ๆ กางมือออกช้า ๆ จนมือขนานกับพื้น แล้วค่อย ๆ ยกขึ้นจนตั้งฉาก
ให้ต้นแขนแนบหูไว้นะ แล้วข้อมือก็ไขว้กันแบบนี้  แล้วก็เกร็งแขนไว้ ค่อย ๆ หายใจไปเรื่อย ๆ  ระหว่างหายใจ ให้นึกว่ามีพลังสีเขียววิ่งเข้าตรงมาที่ปอด”

อาจารย์เอามือลง
“ถ้าหนูทำได้ช้า ๆ นะ ทุกวัน วันละห้าถึงสิบนาที มันจะค่อย ๆ ทำให้เส้นเลือดที่วิ่งเข้าปอด สะอาดขึ้น  จริง ๆ มีอีกหลายท่า วันนี้ฝึกท่านี้ไปก่อน”

คนไข้ยกมือไหว้อาจารย์
“ขอบคุณค่ะ หนูจะลองดู”

รุ้งถามขึ้น
“แล้วคนที่ไม่ป่วย ทำได้มั้ยคะ ?”

“ได้ครับ ทำแล้วจะกระชับทรวงอกด้วย ให้ดูเต่งตึงอยู่เสมอ”

รุ่งหัวเราะคิกคัก
“ยิ่งทำ ยิ่งปอดบวม”

แฟนนี่พาซื่อถาม
“ไม่ใช่นี่ค่ะ คนที่เป็นโรคปอด ทำแล้วจะหายเร็วขึ้นไม่ใช่เหรอคะ ?”

ทอมยกมือชี้หน้าเพื่อน
“แกไม่ต้องตอบอะไรทั้งนั้น อยู่ต่อหน้าน้อง แกยังทะลึ่งได้  แฟนนี่ไม่ต้องไปสนใจพี่รุ่ง พี่เค้าทะลึ่ง”

แฟนนี่ยิ้มงง ๆ หันไปถามคุณพ่อ
“ทะลึ่งยังไงอะ ?”

ชาตรียิ้ม
“ไม่รู้เหมือนกัน ถามพี่ทอมเค้าสิ”

ทอมสั่นหัว
“พวกผู้ชายน่ะ เวลาเค้าจะนินทาผู้หญิงที่หน้าอกใหญ่ เค้าจะเรียกว่า ปอดบวม  พี่รุ่งนี่ชอบนัก”

เสียงหัวเราะดังขึ้นอีก

แฟนนี่หัวเราะชอบใจ
“พี่รุ่งชอบคนหน้าอกใหญ่เหรอคะ ?  อิ อิ”

“เปล่านิ” เขาเหลือบไปมองเพื่อน “แบบพี่ทอมนี่กำลังดีแระ” เขาพูดแล้วยักคิ้ว

ทอมลุกขึ้นยืน มือท้าวสะเอว
“วันนี้แกเป็นอะไรของแกนะ ? ชอบแขวะชั้นเรื่องนี้อยู่เรื่อย หา ?”

อาจารย์เก่งเสริมขึ้น
นี่แหละ ท่าบริหารมีหลายท่านะ ที่ทำให้หน้าอกใหญ่ขึ้น ไม่ต้องไปทำศัลยกรรม เช่น เราเอาขวดน้ำพลาสติค แบบขวดลิตรกว่านี่แหละ  แล้วก็ยกน้ำหนัก ยกไปข้าง ๆ แบบนี้ แล้วก็ยกเบี่ยงไปข้างหลังแบบนี้”  อาจารย์ทำท่าให้ดู
“ทำทุกวัน วันละสิบนาทีพอ  หน้าอกจะแข็งแรง กระชับ ใหญ่ขึ้น  แต่ที่สำคัญคือ ระบบปอดจะดีขึ้น ระบบหายใจจะดีขึ้น”

“ขอบคุณค่ะ” ทอมขอบคุณอีกครั้ง

อาจารย์เก่งเดินกลับไปนั่งที่เดิม

พนักงานสองคน ช่วยกันเข็นโต๊ะเข้ามาเสิร์ฟขาหมูหมั่นโถว

ท่านเลขา ฯ เริ่มเล่าเรื่องอาจารย์
“เป็นไง เห็นวิชาอาจารย์แล้วน่าทึ่งมั้ย  นี่แหละน้า  อะไรที่มันแปลกมาก ๆ คนไม่เข้าใจก็จะเป็นภัยกับตัวเอง  อาจารย์รักษาคนเป็นพัน ๆ คนแล้ว ไม่มีปัญหานะ  พอไปรักษาคนรวยเข้าเท่านั้น เป็นปัญหาทันที”

รุ่งถามขึ้น
“ทำไมเหรอครับ ?”

“ก็พวกคนมีเงินน่ะ เงินเค้าสำคัญ  เราไปรักษาเค้าหาย เค้าก็ไม่ต้องจ่ายเงินให้คนอื่น ก็เท่ากับทำให้คนอื่นเสียผลประโยชน์  สุดท้าย เราก็โดนเค้าเล่นงาน  นี่โดนแค่รายการทีวีรายการเดียวก็แย่แล้ว”

อาจารย์เก่งหัวเราะคำพูดท่านเลขา ฯ
“ดี ๆ  ผมจะได้พักซะบ้าง  ไม่งั้นรับคนไข้ไม่เว้นเสาร์อาทิตย์  พอทีวีออกเท่านั้น ได้พักเลย”
เขาพูดเหมือนกับไม่ได้ยินดียินร้ายอะไรกับเหตุการณ์นี้มากนัก

รุ่งถามต่อ
“ใครเล่นงานอาจารย์เหรอครับ ?”

ท่านเลขา ฯ ชิงตอบแทนอาจารย์
“พวกคุณหมอบัญญัติน่ะสิ  รู้จักมั้ย ศูนย์ธรรมชาติบำบัดบ้านธรรมชาติ ที่พวกดาราเข้าไปทำสปา ทำดีท๊อกซ์”

รุ่งพยักหน้า
“เคยได้ยินครับ ดังมาก เห็นใคร ๆ ก็พูดถึง  ผมยังเคยดูหมอบัญญัติออกทีวีพูดถึงเรื่องวิธีการดูแลสุขภาพตัวเอง  น่าสนใจดี”

“นั่นแหละ คุณหมอก็ดังจากรายการโทรทัศน์ด้วย แล้วก็ดังจากพวกดารา ศิลปิน ไปใช้บริการแล้วก็มาออกข่าวด้วย  ตอนนี้ต้องถือว่าหมอบัญญัตินี่กำลังรุ่งเลยนะ”

ทอมถามบ้าง
“แล้วอาจารย์เก่งไปทำอะไรเหรอคะ ถึงมีเรื่องกับคุณหมอบัญญัติได้ ?”

อาจารย์เก่งเริ่มเล่าด้วยตนเอง
“ทำเขาไว้เยอะ” เขาหัวเราะตัวเอง แล้วเล่าต่อ
“ผมก็มีลูกศิษย์มาให้ตรวจมาเป็นสิบปีแล้ว นับไม่ถ้วน ใครเป็นใครบ้างผมก็จำไม่ได้  ก็มีอยู่กลุ่มหนึ่ง มาให้ตรวจ ผมก็ตรวจแล้วก็เจอว่า คนกลุ่มนี้มีอาการเหมือน ๆ กัน คือ เย็นเกินไป หัวใจมีปัญหา  ระบบปราณไม่สมดุล  ธรรมดาคนที่มากันเป็นกลุ่ม ต่างคนก็มีปัญหาต่างกันไป  แต่กลุ่มนี้ ปัญหาเหมือนกันหมดเลย  ตอนนั้นมากันประมาณสี่ห้าคน”

ทอมถามต่อ
“อาการเป็นยังไงบ้างคะ ?”

“อาการเหรอ … ก็ อ่อนเพลีย หมดแรง บางคนก็แขนขาชา  เหนื่อยหอบ  พอพบว่าข้างในเย็น ขาดสมดุล  ผมก็ซักถามเรื่องการใช้ชีวิต อาหารการกิน  พบว่า คนกลุ่มนี้กินอาหารเหมือนกันหมดเลย  ส่วนที่เหมือนกันคือ กินน้ำปั่นผักทุกวัน วันละสองแก้วอย่างต่ำ  แล้วก็มีสูตรอาหารที่กินล้างพิษ  ผมก็บอกว่า ใช่เลย  ถ้าขนาดกินทุกวันนี่ ไม่ต้องสงสัย  เลยให้พวกเขางดน้ำผักปั่น งดอาหารล้างพิษที่มีคนบอกให้กิน  แล้วก็กินข้าวเหนียวเพื่อเพิ่มความร้อน  ผมให้กลับไปกินอาหารตามปกติ  พวกเขาก็กลับไป  สิบกว่าวัน ก็ยกโขยงมากันเกือบสิบคน  บอกว่าพวกที่มากันวันก่อน อาการอ่อนเพลียหายหมดเลย  จากคนที่เดินขึ้นบันไดยังเหนื่อย กลับมีแรงเหมือนปกติ   ไอ้ที่ยกคนมานี่ คือมีอาการเดียวกัน จะให้มาช่วยดูให้อีก  ปรากฏว่า เป็นเหมือนกัน คือ กินแต่น้ำผักปั่น แล้ว ก็สูตรอาหารล้างพิษ”

“อือ… ค่ะ ใครไปบอกให้พวกเค้ากินสูตรนั้นล่ะคะ ?” ทอมถามต่อ

อาจารย์เก่งหัวเราะ
“ใครที่ไหนล่ะ  คนพวกนี้มีเงิน ก็ไปเข้าศูนย์ธรรมชาติบำบัดบ้านธรรมชาตินี่แหละ  เขาก็มีคอร์สของเขา  เริ่มต้นเข้าไป ต่างคนก็มีอาการอื่น ๆ  พอเริ่มบำบัดไปเรื่อย ๆ อาการกลับแย่ลง ยิ่งเหนื่อยมากขึ้น  พวกเขาก็เลยสงสัยว่ารักษาผิดทางหรือเปล่า  พอดีเพื่อนเขาเป็นลูกศิษย์ผม  ก็พามาหาผม   ก็กลุ่มนี้ที่มาจากศูนย์บ้านธรรมชาติก็สส.นครปฐมของพรรคนี่แหละ”

“เหรอคะ ? แล้วไปมีเรื่องกับหมอบัญญัติได้ยังไงคะ ?”

“เขาบอกว่า เขาเสียเงินให้ที่ศูนย์นี้คนละหลายหมื่นแล้ว  ยิ่งบำบัดยิ่งแย่ลง  แต่พอแค่เลิกกินสูตรล้างพิษที่เขาให้มา  ก็กลับมาเป็นปกติเลย  เรี่ยวแรงกลับมาดีเหมือนเดิม  แสดงว่าศูนย์บำบัดนี่ ทำให้สุขภาพเขาแย่ลง  มีอยู่รายนึง แทบจะเดินไม่ได้แล้ว ปวดเข้าไปถึงกระดูก ที่บ้านกำลังจะพาไปรักษาเมืองนอก  พอเพื่อน ๆ ไปบอกให้แค่งดสูตรอาหารเท่านั้น เจ็ดวัน เริ่มดีขึ้น จนกลับมาเดินได้ปกติ  ทางครอบครัวเขาก็โกรธแค้นเลย เพราะเสียเงินกับศูนย์นี้ไปมาก  เขาก็เลยไปเอาเรื่อง คือจะไปฟ้อง ทำนองนั้น
คราวนี้ ไอ้ผมก็ไม่รู้เรื่องหรอก ว่าพวกเขาจะไปฟ้องอะไรกัน ผมตรวจยังไง ก็ว่าไปยังงั้น  ผมก็ให้พวกเขาฝึกพลังกันตามประสาวิชาของผม  ไม่ได้เคยบอกให้ไปฟ้องใคร  ผมแค่ให้ปรับการกินให้สมดุล  เขาก็ไปรวมพรรคพวกมา เรียนกับผมเกือบสามสิบคน  คือ คุณชัยน่ะ สส.นครปฐมน่ะ พวกแกเยอะ  แกก็ชวนมา แล้วหลายคน ก็เป็นคนไข้ของหมอบัญญัติมาก่อน  พอมารวมกันที่นี่  เงินผมก็ไม่ได้เรียก  อยากจะให้เท่าไหร่ ก็ตามศรัทธา  ส่วนพวกที่โกรธแค้นที่ศูนย์นั่นน่ะ ก็ไปต่อว่าหมอบัญญัติ แล้วขู่ว่าจะฟ้อง  หมอบัญญัติก็สวนมาเลยว่า เขาทำถูกต้องตามกฎหมาย  มีใบประกอบโรคศิลป์  แล้วทุกคนที่เข้าคอร์สของเขาก็เข้าไปโดยสมัครใจ  เทคโนโลยีของเขาก็ทันสมัย ใคร ๆ ก็ยอมรับ  ถ้าทำให้เขาเสียชื่อเสียงเขาจะฟ้องกลับ”

ทุกคนรับฟัง พยักหน้า

รุ่งพูดขึ้น
“อือครับ… ผมก็ว่าเค้าก็ไม่ได้ผิดนะ คือ เค้าไม่ได้ตั้งใจทำร้ายคนไข้ เพียงแต่ร่างกายคนไข้อาจจะไม่ถูกกับสูตรของเค้า”

ทอมสั่นหัว
“ไม่หรอก  ชั้นว่าผิด  เค้าไม่รอบคอบ  ให้กินน้ำผักปั่นทุกวัน โปตัสเซียมเกิน หัวใจโตกันง่าย ๆ  ยังงี้เรียกว่าพลาดอย่างมากแล้วนะ”

รุ่งสั่นหัวไม่เห็นด้วย
“น้ำผักปั่นสูตรของเค้า คงต้องผสมอะไรให้เป็นกลางแล้ว  เค้าเป็นถึงหมอธรรมชาติบำบัด เค้าจะไม่รู้เรื่องง่าย ๆ กะอีแค่ลืมสมดุลโปตัสเซียมโซเดียมเหรอ  ในสูตรผักปั่นอาจจะมีถั่ว หรือ อะไรไปลดโปตัสเซียมแล้วก็ได้   ศูนย์นี้ไม่ใช่มีหมอบัญญัติคนเดียว มีหมออีกกี่คนก็ไม่รู้ที่ทำงานที่นี่   เคยเห็นโทรทัศน์ออกว่า มีนักโภชนาการประจำศูนย์ด้วย เรียนจบโภชนาการโดยเฉพาะ  เค้าคงไม่คิดสูตรมั่ว ๆ มาให้คนกินเดือดร้อนหรอก  เค้าต้องนึกถึงชื่อเสียงของเค้าอยู่แล้ว”

ชาตรีพูดขึ้นบ้าง
“รุ่งพูดถูกเหมือนกัน  เค้าไม่ใช่ไม่คิด  เค้าคิดแล้ว แล้วเค้าก็ได้ตรวจสอบ  แต่เครื่องมือตรวจสอบของเค้าก็มีแค่นั้น  เค้าใช้เทคโนโลยีของเค้าตรวจ  ถ้าเทคโนโลยีเค้าบอกว่าโอเค  เค้าก็ต้องโอเค  ตำราเค้าบอกว่าผ่าน เค้าก็ผ่าน  เค้าไม่ได้มีวิชาลูกดิ่ง หรือ วิชาพลังจักรวาล หรือ วิชาแบบอาจารย์เก่งที่จะตรวจแบบคัสต้อมเม้ด   แต่เค้าอาศัยหลักสถิติไง  อย่างที่พี่แอ๊ดพูดคือ  ถ้าประชากรส่วนใหญ่เป็นแบบนี้ เค้าก็คิดสูตรมาสำหรับคนกลุ่มนี้ แล้วก็หวังว่าจะใช้ได้กับทุกคน  แต่มันไม่ใช่ทุกคนที่มีอาการแบบนี้ ต้องมาจากสาเหตุเดียวกันใช่มั้ย ?”

รุ่งคิดตามแล้ว พยักหน้า

ชาตรีพูดต่อ
อย่าง สมมุติ ผมบอกว่าผมปวดหัวข้างเดียว  หมอก็จะจับตรวจชีพจร วัดปรอท ดูไข้  ถ้าผลปกติ หมอก็จะจ่ายยาแก้ไมเกรนมาให้   ทุกที่ก็เหมือนกัน ใช่มั้ย ? แต่ถ้าผมถามรุ่ง ว่าผมปวดหัวข้างเดียว รุ่งจะตอบว่ายังไง ?   ปวดหัวข้างเดียว มีสาเหตุตั้งเยอะแยะใช่มั้ย ?  พยาธิเอย  น้ำมันพืชค้างในล้ำไส้เอย  กระดูกคอเคลื่อนเอย  ถ้าไม่มีวิชาลูกดิ่ง มันก็ยากที่จะเจาะจงไปว่าเป็นอะไร  แล้วก็ซี้ซั้วแนะนำอาหารการกินไม่ได้ ใช่มั้ย ?”

รุ่งพยักหน้า  คำพูดของพี่ชาตรีถือว่ามีตรรกะในตัวเสร็จสรรพ

หยินหยางอาจารย์เก่งเสริม
“ที่ผมรู้คือ เค้าดูเรื่องสมดุลไม่เหมือนกับทางผม  ใช้คนละหลัก  ของผมนี่จะอิงมาทางจีน  เท่าที่ตรวจคนที่ผ่านการไปทำดีท๊อกซ์ หรือ ล้างพิษมาจากแผนตะวันตก ผมจะเจอว่าพวกนี้คะเลี้ยงเป็นส่วนใหญ่  มันเย็นเกินไป  แล้วมันไปสะสมความเย็นในไขกระดูก  ล้างไปนาน ๆ  ตอนแก่แล้วหนักแน่ ๆ  โรคต่าง ๆ จะถามหาตอนแก่  ภูมิคุ้มกันหายหมด  ทางจีนนี่บอกว่า คนเราน่ะ ต้องการความร้อนในร่างกายเพื่อเป็นภูมิในยามแก่  ถ้าไปกินอะไรเย็น ๆ ล้าง ๆ บ่อย ๆ มันไม่เหลือภูมิ มันจะเหี่ยว ๆ  ยิ้มแห้ง ๆ  พออากาศหนาวก็ปวดกระดูก”

รุ่งฟังแล้ว เข้าใจเหตุผล
“อือ… ก็จริงครับ  เคยรู้มาก่อน  แล้วทางหมอบัญญัติเค้ามาเอาเรื่องอาจารย์กลับเหรอครับ ?”

ท่านเลขา ฯ ช่วยตอบ
“เค้าก็ต้องป้องกันตัวเอง ถ้ายังถูกคนกลุ่มนี้ ที่มาเป็นลูกศิษย์อาจารย์เก่งไปต่อว่าทำให้เค้าเสียชื่อเสียงได้เรื่อย ๆ  เค้าก็เจ๊งพอดี  เค้าก็ต้องหาทางปิดปากอาจารย์เก่งไว้ก่อน แล้วต้นทุนเดิมนี่ เราเสียเปรียบ เพราะอาจารย์เก่งไม่ใช่หมอ  ไม่มีใบประกอบโรคศิลป์ ไม่ใช่หมอแล้วมารักษาคนนี่ มันก็ถูกกล่าวหาได้ง่าย ๆ แล้ว  แค่เค้ามาถ่ายแบบนี้ ไม่ต้องกล่าวหาเราด้วยซ้ำ คนดูทีวีก็เข้าใจแล้วว่าเราหลอกลวง  คำพูดของเราก็ไม่น่าเชื่อถือต่อไป”

ทอมรู้สึกเห็นใจ
“แล้วทำไงล่ะคะ ? แต่ลูกศิษย์อาจารย์ก็เข้าใจใช่มั้ยคะ ?”

อาจารย์เก่งพยักหน้า
“เข้าใจครับ พวกเค้าก็รู้กันว่า หมอบัญญัติเป็นคนจัดการเรื่องนี้  ลูกศิษย์ผมก็มีเท่าเดิม ไม่ได้ลดลงไป เพียงแต่ คนใหม่ ๆ ไม่มีเพิ่ม  ซึ่งผมก็ไม่ต้องการ  ก็อยู่เงียบ ๆ อย่างนี้ก็ดีอยู่แล้ว”

คุณแป้นพูดขึ้นบ้าง
“อาจารย์ยอมเงียบ  แต่คุณชัยไม่ยอมง่าย ๆ  เดี๋ยวลองดูคุณชัยแผลงฤทธิ์ คุณแม่ของคุณชัยน่ะไปบำบัดที่ศูนย์จากเดินได้จนเดินเกือบไม่ได้  ถึงต้องย้ายมาเจออาจารย์เก่ง  แค่สองอาทิตย์หาย  คุณชัยถึงพาอาจารย์เก่งมาหาช่วยรักษาคุณแอ๊ดให้  พอคุณชัยเห็นรายการทีวีออก  ตกใจก็รีบโทรมาหา  งานนี้มีการชำระแน่นอน  แต่อาจารย์เก่งไม่ต้องรับรู้หรอกนะคะ คุณชัยเค้ากว้างขวางมาก  เดี๋ยวคงได้เห็นอะไรสนุก ๆ”

อาจารย์ถอดแว่นตาออกมาเช็ด
“ครับ ๆ  เขาก็มาหาผม  เขามีทนายมาช่วยให้คำแนะนำผมไว้ก่อน  แต่ผมไม่ต้องการมีเรื่องราวกับใคร  ต่อไปนี้ เรื่องนี้เป็นเรื่องของคุณชัยกับหมอบัญญัติ เพราะคุณแม่เขาก็ต้องการให้เอาเรื่องกับหมอบัญญัติให้ได้  คุณชัยน่ะฉลาด รู้ว่าจะเล่นทางไหน  ผมเองขออยู่เงียบ ๆ ไม่รับรู้ดีกว่า แค่นี้ก็ดังพอแล้ว”  เขาหัวเราะ

ทุกคนพยักหน้า เห็นด้วยว่าอาจารย์เก่งไม่ควรโต้ตอบกลับ

รุ่งนั่งจ้องขาหมูไม่ละสายตา  จนแฟนนี่สังเกตเห็น  เธอหยิบส้อมมาเคาะโต๊ะเบา ๆ แล้วมองหน้ารุ่ง
“พี่รุ่ง ๆ  เดี๋ยวมันจุกอก”

คุณแป้น ผายมือ เชิญทุกคนให้เริ่มทานอาหารคาวรายการแรก

อาจารย์เก่งมีบุคลิกสุภาพ  ยิ้มง่าย  สำเนียงถิ่นของเขาทำให้สัมผัสถึงความซื่อ ตรงไปตรงมาได้มากยิ่งขึ้น

ทอมรู้สึกประทับใจในความเป็นกันเองของท่านเลขา ฯ  ที่ไม่ได้วางมาดเหมือนนักการเมืองที่เธอเคยจินตนาการมาก่อน

ท่านเลขา ฯ ชวนอาจารย์เก่งให้เล่าเรื่องการใช้อาหารบำบัดร่วมกับการฝึกพลังให้ทอม และ รุ่งฟัง

หนูทอม ช่วงนี้ฝึกท่าที่ผมให้ แล้วก็ดื่มชาด้วยนะ” อาจารย์ยกถ้วยน้ำชาขึ้น แล้วเล่าต่อ

“การดื่มน้ำชาที่ถูกต้อง ในหนึ่งวัน ไม่ควรดื่มน้ำชาเกินสองแก้ว ควรดื่มตอนบ่าย  ตอนบ่ายเลือดจะทำงานช้าลง ชาจะช่วยให้เลือดสูบฉีด  แล้วควรกินกับลูกอินทผาลัม ชาจะไปดันกลูโคสในอินทผาลัมเพื่อไปสลายลิ่มเลือดหนูน่ะ ”

ทอมพยักหน้าสนใจ
“เหรอคะ ดีจัง  จะได้จำไว้”

ขาหมูติดมันเป็นที่ถูกใจของหนุ่มปากหมาอย่างยิ่ง  เขานั่งทานเงียบ ๆ ไม่สนทนากับใคร

ขาหมูหมั่นโถว

**************************************************************************************************
อาหารคาว

รายการอาหารคาวผ่านไปห้ารายการ ทุกจานมีรสชาติถูกปากรุ่ง และ ทอมเป็นอย่างมาก 

ระหว่างนั่งรอของหวาน  ทอมหันมาคุยกับเพื่อนเบา ๆ
“รุ่ง  อาจารย์เก่ง เก่งสมชื่อเลยว่ะ”

“เหรอ เค้าถ่ายพลังแล้ว แกรู้สึกไงล่ะ ?”

“มีอะไรจะเล่าให้ฟัง  เมื่อเช้าชั้นตรวจสุขภาพตัวเอง ว่าทำไมตื่นเช้ามาแล้วมึน ๆ งง ๆ  ก็เจอสะเก็ดเลือดในปอด”

รุ่งเลิกคิ้ว
“หือ… เรอะ  งั้นอาจารย์เก่งก็ทักได้ตรงเลย  เจ๋งว่ะ”

“ใช่ ๆ  แล้วตอนถ่ายพลัง แกสังเกตหรือเปล่าว่า ใช้เวลาแค่แป๊บเดียว  แต่เมื่อกี๊ ฉันเช็คลูกดิ่งดู ปรากฏว่าสะเก็ดเลือดชั้นหายไปแล้ว  นี่สิ น่าทึ่ง  อาจารย์ใช้เวลาแค่นิดเดียวเอง  ไม่ใช่ธรรมดาแล้ว รุ่ง”

รุ่งพยักหน้า เห็นด้วย
“อือ ใช่  ท่าทางแกเหมือนง่าย ๆ เลย  เหมือนกับไม่ได้ทำอะไรเลย  มาแบบแบน ๆ อีกแล้ว”

“เมื่อกี๊แกได้ยินคุณป้าพูดหรือเปล่า  อาจารย์เก่งถูกถอน ไม่ให้เป็นวิทยากรตั้งหลายที่”

รุ่งทำท่าตกใจ
“หือ… เมื่อไหร่ ? ไม่เห็นได้ยิน”

“ก็แกเอาแต่แดก  เมื่อกี๊ชั้นได้ยินคุณป้าพูดกับอาจารย์เบา ๆ  เรื่องที่ปกติมีคนเชิญอาจารย์ไปเป็นวิทยากร  พอทีวีออกรายการ พวกเค้าเลยงดหมด  อาจารย์ขาดรายได้ไปมากเลยนะ”

รุ่งพยักหน้า แล้วส่ายหัว
“เฮ้อ… น่าเห็นใจแกว่ะ  ไม่ใช่หมอก็ยังงี้  ทำอะไรก็ต้องปิด ๆ บัง ๆ  พอรักษาคนหาย เค้าก็ยกย่องว่าเราเป็นเทวดา  พอดวงตก ก็โดนคนโจมตี หาว่าเป็นหมอเถื่อน  เฮ้อ… เอ๊ฟรี่ ธิง น๊อท นูน”

Everything Not Noon“หือ… อะไรวะ เอ๊ฟรี่ ธิง น๊อท นูน ?”

 

“ทุกอย่างไม่เที่ยง !”

ทอมหัวเราะหึ ๆ
“มาอีกแระ  ศัพท์ใหม่  ไอ้บ้า”

รุ่งถอนหายใจ  รู้สึกเห็นใจ และ เข้าใจในสถานการณ์ของอาจารย์เก่งเป็นอย่างยิ่ง  แต่อีกใจหนึ่งก็เข้าใจสภาพการทำธุรกิจของนักธุรกิจในปัจจุบัน  เมื่อผลประโยชน์ขัดกัน  คนที่มีอำนาจมากกว่าก็จะชนะได้ง่ายกว่า  มันเป็นเช่นนี้ตลอดมา

แฟนนี่เดินอ้อมมาหารุ่งกับทอม  เธอลากเก้าอี้มานั่งใกล้ ๆ
“พี่รุ่ง อร่อยมั้ย ?”

รุ่งทำหน้าเหรอหรา
“อะไร ?  ยังไม่ได้กินอะไรเลย หิวจะตายแล้วเนี่ย”

แฟนนี่หัวเราะ

ทอมจับข้อมือแฟนนี่
“พี่ทอมถามหน่อย แฟนนี่ฝึกลูกดิ่งทุกวันเลยเหรอ ทำไมถึงพัฒนาไปได้เยอะขนาดนี้ ?”

แม่มดน้อยพยักหน้า
“ค่ะ  เวลากลับบ้าน แฟนนี่ก็จะคุยกับลูกดิ่งตลอด  โดยเฉพาะวันไหนที่โดนคุณแม่ว่า  แฟนนี่ก็จะคุยกับลูกดิ่ง  ถามว่าจะทำยังไงดี ทำไมแม่อารมณ์ไม่ดีอีกแล้ว แฟนนี่ทำอะไรผิดไปเหรอ”

รุ่งหัวเราะ
“เหรอ ?  เราถามยังไงถึงเป็นเรื่องเป็นราวขนาดนั้น ?”

แฟนนี่เล่า
“ก็ถามว่า ทำไมวันนี้คุณแม่ดุแฟนนี่เรื่องนี้  เป็นเพราะอารมณ์ไม่ดีใช่มั้ย  คุณแม่ไม่สบายใช่มั้ย  หรือ แฟนนี่ผิด ต้องเปลี่ยนนิสัย  บางวันแฟนนี่ก็เสียใจ ไม่รู้จะถามใคร แต่พี่จำปาช่วยปลอบใจตลอด  แฟนนี่ถามว่าถ้าแฟนนี่ทำตามลูกดิ่งแล้ว ขอให้ลูกดิ่งเป็นกำลังใจนะ  ลูกดิ่งก็หมุน  อ้อ… เทวดาประจำลูกดิ่งของแฟนนี่ ชื่อ จำปาค่ะ  เคยเป็นพี่สาวแฟนนี่มาหลายชาติ”

ทอมส่งยิ้มให้เป็นการชื่นชมความสามารถของหนูน้อย
“คุณลุงท่าทางจะศรัทธาแฟนนี่เลยนะ เรานี่เก่งนะ ช่วยลุงของตัวเองได้”

แฟนนี่ชะโงกหัวเข้ามาพูดเบา ๆ
“คุณลุงกำลังจะตั้งกองทุนเพื่อช่วยอาจารย์เก่งค่ะ  แต่คุณลุงจะไม่ออกหน้า แล้วอยากจะให้คนที่ใช้ลูกดิ่งเป็นมาช่วยด้วย แต่คุณลุงยังไม่อยากประกาศ  รอให้เรื่องทางพรรคเรียบร้อยก่อน”

รุ่งก้มหัวเข้าไปฟังด้วย
“ทางพรรคมีอะไรเหรอ ?”

“คุณลุงจะเปลี่ยนแปลงอะไรภายในพรรคค่ะ ให้แฟนนี่ช่วยถามลูกดิ่งให้ด้วยนะ ลูกดิ่งบอกว่าต้องใช้เวลามากกว่าหนึ่งปี  คุณลุงบอกว่ารอนานขนาดนั้นไม่ไหว”

รุ่งถามต่อ
“ท่าทางคุณลุงก็ใจร้อน ทำอะไรเร็วใช่มั้ย ?”

แฟนนี่พยักหน้า
“ค่ะ ๆ  คุณลุงไม่เหมือนคุณพ่อ  แม่ก็เคยเล่าให้ฟังว่าคุณลุงคิดแล้วต้องรีบทำ แต่คุณพ่อจะค่อย ๆ คิดหลาย ๆ ครั้ง  คุณแม่บอกว่าคุณพ่อมีความสุขุม แต่คุณลุงก็เก่งเพราะมีความกล้า ไม่กลัวอุปสรรค”

รุ่งพยักหน้าช้า ๆ
“อือ…  แต่ท่านเลขา ฯ นี่ ดูแล้วยังไงก็ยังสุขุมกว่านักการเมืองคนอื่น ๆ นะ ดูเหมือนนักวิชาการมากกว่านักการเมือง”

ขนมยัดไส้พุทราทอดถูกเสิร์ฟบนโต๊ะ  รุ่งยกนิ้วชี้ไว้ใต้โต๊ะ ทำปากนับจำนวนชิ้น

ทอมตีมือเพื่อน
“ไอ้นี่ ! ทำไมวันนี้แกตะกละจัง ? กินไม่อิ่มหรือไง ?”

“ก็กินเผื่อเวลาไม่มีกินไง อุตส่าห์แต่งตัวเว่อขนาดนี้แล้ว ต้องกินให้คุ้ม” เขาพูดแล้วหัวเราะตัวเอง

คุณแป้นถามแขกทั้งสาม
“เป็นไงคะ ? อาจารย์เก่ง น้องรุ่ง น้องทอม อาหารใช้ได้มั้ย ?”

ทุกคนพยักหน้า

คุณแป้นยิ้ม
“น้องสองคนนี่เก่งนะ คุณหมอที่รามา ฯ ยังถามถึงเลยว่า ใครเป็นคนส่งเคส หมอใหญ่ที่ไหนถึงวินิจฉัยเรื่องเชื้อราได้ ถือว่าได้บุญนะ ได้ช่วยคนอีกหลายคน เพราะถ้าคุณแอ๊ดเป็นอะไรไป ทางพรรคก็คงแย่”

คุณแอ๊ดสั่นหัว
“ไม่แย่หรอก ผมไม่อยู่ก็มีคนมาแทนได้”

“แล้วทำไมตอนป่วยไม่พูดแบบนี้ ? ชั้นเห็นคุณเป็นห่วงแต่คนอื่น  ป่วยอยู่ในไอซียู แล้วก็ยังถามถึงคนในพรรคคนโน้นคนนี้  ห่วงใครต่อใครไม่รู้เยอะแยะ ไม่เห็นห่วงลูกสาวกับลูกชาย” เธอประชดสามีเล็กน้อย

“แหม คนในพรรคกลุ่มนี้เค้าตามผมมาทั้งนั้น  ถ้าไม่ช่วยดึงกันไว้ ป่านนี้คงแยกย้ายไปอยู่กับสองพรรคใหญ่หมดแล้ว  ผมไม่อยากให้เล่นการเมืองตามกระแส  เราต้องให้ประชาชนในสิ่งที่คิดว่าดีสำหรับเค้า ไม่ใช่ให้ทุกสิ่งที่เค้าต้องการ  ใคร ๆ ก็ต้องการความสะดวก ง่าย ๆ สบาย ๆ  ยิ่งสบาย ความอดทนก็ไม่มี  ถ้าจะให้ก็ต้องให้ความรู้ที่เค้าพึ่งพาตนเองได้  คนที่มีความรู้ จะรู้จักว่าควรอดทนกับเรื่องไหน เพื่อให้ได้อนาคตที่ดีกว่าในระยะยาว  อินเด็กซ์ที่ผมให้ความสำคัญไม่เหมือนกับที่นักเศรษฐศาสตร์วางไว้เลย เพราะผมไม่ใช้เศรษฐกิจมหภาคนำหน้า  เศรษฐกิจมหภาคไม่ได้มีผลกับชีวิตคนไทยส่วนใหญ่เลย ประเทศเราไปยึดหลักเศรษฐศาสตร์แบบฝรั่งไม่ได้  เพราะเค้าเป็นคนคิดทฤษฎีเศรษฐศาสตร์แบบนี้ แล้วเราก็เรียนตามเค้า ก็เลยมาตั้งอินเด็กซ์เพื่อเกาะให้ติดเค้า  เพราะคิดอยู่เสมอว่า ถ้าเราไม่อยู่ในมาตรฐานเค้า เค้าจะไม่คบหากับเรา   คิดได้แค่นี้ก็ต้องตามก้นเค้าไปตลอด  ทำไมไม่คิดว่า เอเชียรวมกันก็มีมาตรฐานของพวกเราได้ แล้วฝรั่งต้องตามเรา  จีน ญี่ปุ่น อินเดีย แค่สามประเทศนี้รวมกัน ตลาดใหญ่ขนาดไหนแล้ว  แต่สามประเทศนี้โดนวัฒนธรรมที่รับเข้ามาโดยการสื่อสารโทรคมนาคม ทำให้ควบคุมความต้องการประชาชนในประเทศไม่ได้  ถูกทีวีอินเตอร์เน็ตปลูกฝังให้ใช้ชีวิตแบบฝรั่ง  ประเทศเราต้องปฏิวัติเรื่องระบบโทรคมนาคม  ไม่ใช่ปฏิวัติให้ทันสมัยขึ้นนะ  แต่ต้องปฏิวัติเรื่องการเข้าถึงให้มีขอบเขตจำกัด  ไม่ใช่เสรีแบบนี้”

ทุกคนเงียบ ตั้งใจฟัง จนท่านเลขา ฯ รู้ตัวว่าพูดมากเกินไป
“ถ้าเค้าไม่ต้องการแบบของผม อย่างมาก เค้าก็ไม่ต้องเลือกผม  ผมจะได้อยู่อย่างเงียบ ๆ แบบอาจารย์เก่ง”  ท่านเลขา ฯ กระเซ้าอาจารย์ แล้วก็หัวเราะ

รุ่งหันหน้ามาหาเพื่อน
“อีกคนแล้วนี่ไง ป่วยหนักแล้วยังห่วงคนอื่น”

ทอมพยักหน้า
“อือ ๆ  มีความเป็นผู้นำจริง ๆ”

“คิดถึงคนที่ชั้นรู้จัก”

“ใคร ?”

“พี่ปีเตอร์คนนึง  กะอีกคนนึง แกไม่รู้จักหรอก”

ทอมมองไปยังท่านเลขา ฯ ด้วยความชื่นชม  เธอพูดกับรุ่งเบา ๆ
“คนที่มีความคิดแบบนี้ จะอยู่ในสังคมแบบนี้ได้นานแค่ไหนนะ ?”

รุ่งพยักหน้า
“ถ้าชอบ ก็ต้องสนับสนุน  คนแบบนี้ อยู่ได้ด้วยกำลังใจ”

ทอมพยักหน้า
“คนแบบนี้ก็ทำให้คนอื่นมีกำลังใจเหมือนกัน  แล้วคนแบบนี้ เวลาหายไป ก็ทำให้คนอื่นหมดกำลังใจได้เหมือนกัน  ว่ามะ ? เหมือนพี่ปีเตอร์ของแกไง”

รุ่งอมยิ้ม หันมาทำตาค้อนให้เพื่อน โทษฐานที่พูดจาเข้าเค้า
“ถ้าวันไหนชั้นได้เป็นผู้นำคนอื่นบ้าง ชั้นก็จะทำให้ได้แบบพี่ปีเตอร์  แกเชื่อมั้ย ว่าชั้นทำได้ ?”

ทอมอมยิ้ม  ไม่ตอบคำถาม

สิ่งที่รุ่งเป็นมาตลอดนั้น ไม่มีข้อสงสัยใด ๆ ติดค้างในใจเธอเลย 

เพื่อนคนนี้มีความเป็นผู้นำที่พิเศษกว่าใคร ๆ อยู่ในตัวมาตลอด  เพียงแต่เขาไม่แน่ใจว่า คนรอบข้างมองเห็นเขาแบบนั้นหรือไม่

__________________________________________________________________________________________

โดย วีรยาติ

กลับขึ้นด้านบน

นิยาย 'หมอเถื่อน' รวมเล่มฉบับแรก เปิดให้จองแล้ว กดที่นี่

 

อ่านตอนต่อไป
อ่านตอนอื่น

1. สมัครสมาชิก เว๊บบอร์ดที่นี่ (หากไม่สมัครสมาชิก จะโหวต หรือ แสดงความคิดเห็นไม่ได้) และ

2. แสดงความคิดเห็น หรือ โหวต

- ชอบตัวละคร ขอเชิญโหวตได้ที่นี่

- อ่าน หรือ แสดงความคิดเห็นที่นี่

เชิญเยี่ยม Facebook หมอเถื่อน

(ให้กำลังใจโดยเข้าไป แล้วกด Like หรือ เขียนคำวิจารณ์)

Blog counter