ตอน 26

มาแบบแบน ๆ

รุ่งแต่งกายสุภาพผิดปกติ…

… ไม่ใช่วิสัยของเขาที่จะใส่เสื้อเชิร์ต กางเกงสแล็คขายาวในวันหยุด 

เขายืนมองภาพสะท้อนของตัวเองในกระจกห้องน้ำ  สายล็อกเก็ตที่คล้องคอคงไม่ได้ทำให้ความเรียบร้อยของชุดนี้เปลี่ยนแปลงไป  เมื่อมั่นใจว่าชุดนี้ดูสุภาพพอสมควรแก่เหตุ เขาก็พยักหน้ากับตัวเอง

รุ่งเดินผ่านห้องพระ คุณแม่กำลังนั่งอ่านหนังสือหน้าโต๊ะหมู่บูชา

เขาชะโงกหน้าเข้าไปในห้อง
“แม่  รุ่งไปกินข้าวกับบ้านแฟนนี่”

“สบายใจแล้วนี่” 
คุณแม่พูดโดยไม่ได้หันหน้ากลับมา ยกมือเป็นสัญญาณว่ารับรู้

ลูกชายเอียงคอ หัวเราะหึ ๆ  พูดกับตัวเองเบา ๆ
“ใจเบา กระเป๋าก็เบาด้วย”

**************************************************************************************************

ทันทีที่เขาปิดประตูรถ เสียงของโชเฟอร์สาวก็ดังขึ้น

“รุ่ง  อาทิตย์นี้ ชั้นจะไปเรียนมโนมยิทธิ”

รุ่งพยักหน้า
“อือ… อนุญาต”

ทอมหัวเราะ
“เป็นพ่อชั้นหรือไงวะ ชั้นไม่ได้ขออนุญาตแก แค่จะบอกให้รู้”

เขาหันหน้ามามองการแต่งตัวของโชเฟอร์  เสื้อโปโลคอปกรัดรูปสีเขียว กางเกงยีนส์สีดำ
“ทำไมแกแต่งตัวงี้วะ ทอม ? ”

เพื่อนสาวมองกลับมาที่ร่างของเขา  เสื้อเชิร์ตแขนยาวสีขาว กางเกงขายาวสีดำ
“ฮ่า ๆๆ   แกจะไปสมัครงานเหรอ ไอ้รุ่ง ?”

รุ่งสั่นหัว
“แล้วเสือกบอกให้ชั้นแต่งตัวสุภาพ  ตัวเองใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์”

“เสื้อยืดกางเกงยีนส์มันไม่สุภาพตรงไหน ?  ชั้นแค่บอกแกไว้ กลัวแกจะแต่งบ้า ๆ บอ ๆ ให้เกียรติพี่ชาตรีเค้าหน่อย”

“แหม… ให้เกียรติพี่ชาตรี  ปล่อยผมยาว ทำลุคใหม่ ใส่เสื้อรัดซะนมทะลัก  นึกว่าพี่ชาตรีจะมองแกเหรอ ?”

ทอมทันทีที่จบประโยค ขวดน้ำหอมปรับอากาศก็ลอยมาปะทะหน้าอกเขาทันที
“โอ๊ย ไอ้นี่ มึงเล่นของหนักเหรอ ?”  เขายกมือชี้หน้า พูดไปหัวเราะไป

เสียงทอมโวยวายดังลั่นรถ
“อ้ายเชี่ยหน้าหมา ! ชั้นใส่ตัวนี้มันน่าเกลียดตรงไหน ? หา ? ทำไมแกคิดลามกยังงี้วะ ?  บอกมาว่ามันน่าเกลียดตรงไหน ?”

รุ่งมองดูที่เสื้อของเพื่อน
“เปล่า… ไม่ได้น่าเกลียด  เพียงแต่เสื้อมันรัด ไม่เคยเห็นแกใส่เสื้อรัด ๆ”

“มันก็แค่เสื้อพอดีตัว ไม่ได้รัด แล้วชั้นก็ไม่ได้ตั้งใจโชว์ให้ใครดู  มีแต่คนจิตใจสกปรกอย่างแกเท่านั้นที่คิด”

เพื่อนจิตสกปรกหัวเราะร่า
“ฮ่า ๆๆๆ  เออ  ๆ  ไม่คิดก็ได้”

ทอมถอนหายใจยาวดังฟืด
“ไม่รู้ชั้นยังคบแกเป็นเพื่อนได้ไง  แสนเลว !”

เพื่อนแสนเลว หัวเราะคิกคัก
“เฮอะ ๆ  แสนเลว  ทีวันนั้นแมวที่ไหนไม่รู้ เดินมากอดชั้นข้างถนน แล้วบอกว่าชั้นเป็นเพื่อนที่ดีที่สุด”

โชเฟอร์เข้าเกียร์เหยียบคันเร่ง กระชากรถออกทันที  ทำให้หลังของเขากระแทกเข้ากับเบาะอย่างจัง

“อ๊อก ! … เอ้า ๆ ๆ  เดี๋ยวก็ได้เช็งเม้งตรงนี้”

ฮอนด้าซิตี้สีแดง วิ่งออกจากซอย เข้าถนนรามคำแหง

รุ่งเปิดลิ้นชักข้างหน้า แล้วหยิบซองจดหมายสีเหลืองใส่เข้าไป
“นี่บัตรเชิญไปงานวันเกิดคุณย่า  น้องวิฝากมา ชั้นใส่ไว้ในนี้ละกัน”

โชเฟอร์เหลือบตามอง
“โห… ขนาดต้องมีบัตรเชิญเลยเหรอ  งานใหญ่เลยสิ ?”

“อือมั้ง  แขกตั้งเกือบสามร้อย”

“สามร้อย !  ชั้นไม่เคยไปงานวันเกิดมีคนเกินห้าสิบเลย”
ทอมหันมาถาม
“ถ้ามีบัตรเชิญแจกมาถึงชั้นได้ แสดงว่าปีนี้แกต้องไป ใช่มั้ย ?”

เขานิ่งไปสักพัก
“อือ..มั้ง  อยากเจอคุณย่าก่อนงาน  ไม่รู้ว่าชั้นจะทำตัวยังไงในงาน  แกดูวันในบัตรเชิญ ถ้าแกไม่ว่างก็บอกด้วย  จะได้ชวนไอ้วิทย์ไปเป็นเพื่อน”

ทอมหัวเราะ
“ชวนคนอื่นไปเป็นเพื่อน ?  นั่นมันครอบครัวแกนะเว้ย !  ทำอย่างกะแกกำลังไปงานคนแปลกหน้า  แกน่ะถือว่าเป็นเจ้าภาพ ส่วนชั้นน่ะเป็นแขก  ชั้นสิต้องมีไอ้วิทย์เป็นเพื่อน”

“สรุปว่าก็ชวนไอ้วิทย์ไปด้วยเลยแล้วกัน  มันก็รู้จักคุณย่า เดี๋ยวขอบัตรเชิญน้องวิเพิ่มอีกใบ  ในงาน  แกก็คงรู้จักคนพอ ๆ กับชั้นล่ะวะ  ชั้นจะไปรู้จักใคร  ชั้นจะคุยกับใครได้บ้างก็ไม่รู้  นอกจากอาจิต กับ น้องวิ”

ทอมหัวเราะเบา ๆ   เธอเรียนรู้แล้วว่า ทุกครอบครัว ไม่ว่ายากดีมีจน ก็มีปัญหาประจำครอบครัว

“รุ่ง  เวลาแกไม่สบายใจ แกคิดถึงใคร ?”

เขาหันมามองหน้าโชเฟอร์
“คิดถึงใคร ?  คิดถึงแล้วไม่สบายใจจะคิดทำไม ?”

“ม่ายช่าย   ชั้นถามว่า เวลาแกไม่สบายใจ แกนึกถึงใครเป็นคนแรก  อย่างเวลาแกผิดหวัง หรือ แกป่วยยังงี้อะ  แกนึกถึงใคร ?”

เขาพยักหน้า  แล้วนิ่งไปสักพัก
“อือ… คงไม่ใช่แก”

ทอมหัวเราะหึ ๆ
“อ้ายนี่  มันจะคุยกันรู้เรื่องมั้ย ตอบกวนตีนอยู่ได้”

“แกก็เล่ามาเลยเหอะ  จะมาถามทำปลาดุกทำไม ?  เวลาแกไม่สบายใจ แกคิดถึงใครก็เล่ามา” รุ่งมีน้ำเสียงรำคาญนิด ๆ

“ชั้นคิดถึงหลวงพ่อทั้ง ๆ ที่ไม่มีโอกาสเจอตัวท่านจริง ๆ  แต่เดี๋ยวนี้ ชั้นรู้สึกเหมือนท่านอยู่กับชั้นตลอดเวลา  เวลาไม่สบายใจ นึกถึงหลวงพ่อแล้วก็สบายใจทันที  แต่บางครั้ง ก็ไม่ได้ทันนึก  แต่พอนึกได้ ก็สบายใจ”

รุ่งพยักหน้ารับฟัง
“อือ… ท่านก็นั่งอยู่เบาะหลังนี่ไง”

โชเฟอร์เหลือบมองกระจกส่องหลัง
“อ้ายบ้า  พูดซะขนลุก”

“จะสลับให้ท่านมานั่งข้างหน้าหรือเปล่าล่ะ ?  เดี๋ยวชั้นไปนั่งหลังเอง”

ทอมหัวเราะคำพูดเพื่อน
“ไม่ต้อง พระจะมานั่งหน้าคู่สีกาได้ไง”

“อือ ๆ  งั้นให้ท่านขับละกัน  แล้วแกไปนั่งข้างหลัง”

ทอมหัวเราะลั่น
“ฮ่า ๆๆๆ   แกนี่เอาทุกเรื่องมาพูดเล่นได้หมดเลย  ระวังนรกจะแดกแก”

เขาหัวเราะหึ ๆ

ทอมถามขึ้น
“หลวงพ่อเป็นคนที่ปราบแกได้ใช่มั้ย ?

“หา ?”  รุ่งตามไม่ทันว่าเพื่อนหมายถึงอะไร

“คนที่ปราบแกได้ไง  แกเคยบอกว่า มีคนที่ปราบแกได้ ทำให้แกเลิกพยศ  ทั้งชีวิตทั้งวิญญาณแกให้ได้หมด  เป็นหลวงพ่อใช่มั้ย ?”

“ชั้นเคยบอกแกเหรอ เมื่อไหร่วะ ?”

“อ้ายชั่วนี่  แกไปโกหกคนไว้เยอะแยะใช่มั้ย  ถึงจำไม่ได้ว่าเล่าอะไรให้ใครฟังบ้าง หา ?”

รุ่งหัวเราะ
“เออ ๆ  จำได้แล้ว  ทำไมแกถึงคิดว่าเป็นหลวงพ่อ  ?”

“ชั้นอ่านหนังสือของหลวงพ่อมากกว่าสิบเล่มแล้ว  ชั้นเชื่อว่านี่แหละ คนที่ปราบแกได้  ต้องแบบท่านเท่านั้น   ตอนไปบ้านแกครั้งแรก ชั้นนึกว่าแกเป็นคริสเตียน เห็นแปะรูปพระเยซูในห้องนอน   แปลกนะ แต่ก่อนแกไม่เคยคุยเรื่องธรรมะเลย  ถ้าชั้นไม่ได้ขึ้นไปห้องนอนแกวันนั้น ก็คงไม่ได้คุยกันเรื่องนี้”

“อือ แค่ได้ขึ้นห้องยังขนาดนี้  นี่ถ้าได้ขึ้นเตียงนะ  เฮอะ ๆ”

ทอมสั่นหัว
“เฮ่ยนี่  ถามหน่อย  ผู้ชายนี่เค้าคิดเป็นแต่เรื่องบนเตียงใช่มั้ยวะ ?  คุยเรื่องไหนก็จะวกมาเรื่องบนเตียงจนได้”

อีกฝ่ายหัวเราะ
“ใครบอกว่าแค่บนเตียง  ใต้เตียงก็ได้  แต่มันแคบหน่อย”

“กูละเชื่อ !” 

รุ่งหันมาหาเพื่อน
“ทอม ชั้นถามแกบ้าง  เวลาแกป่วยหนัก แกนึกถึงใคร ?”
“ไม่เคยป่วยหนัก  แต่ถ้าป่วยหนัก ชั้นว่าคงต้องนึกถึงหลวงพ่อแน่นอน”

รุ่งพยักหน้า
“อือ… แล้วแกเคยเจอคนป่วยหนัก แล้วนึกถึงคนเยอะแยะเลยหรือเปล่า ?  ทั้งญาติ ทั้งเพื่อน นึกถึงคนอื่นหมด ยกเว้นตัวเอง เคยเจอมะ ?”

เพื่อนสั่นหัว
“ไม่รู้ดิ  ไม่ค่อยได้เจอใครป่วยหนัก  ป่วยแล้วกลัวตายล่ะสิ ถึงนึกถึงคนอื่นให้มาอยู่เป็นเพื่อน ?”

“ไม่ใช่หรอก  นึกถึงเพราะห่วงน่ะ  คงกลัวว่าตายไปแล้วคนที่เหลือจะลำบาก”

“แกกำลังพูดถึงพระพุทธเจ้า หรือ พระโพธิสัตว์ใช่ปะ ?”

รุ่งหัวเราะ
“ฮ่า ๆๆๆ  ไม่ใช่  แกนี่คงอ่านหนังสือหลวงพ่อเยอะจริง ๆ  ถึงอินขนาดนี้  พูดอะไรหน่อยก็วกเข้าเรื่องธรรมะ”

“อ้าว… ก็ชั้นอ่านมา  หลวงพ่อบอกว่า คนที่เป็นพระโพธิสัตว์ เกิดมาบำเพ็ญ เขาจะห่วงคนอื่นก่อนตัวเอง  แม้จะตายแล้ว ยังห่วงคนอื่น  น่านับถือนะ รุ่ง   ชั้นยังไม่เคยเจอกับคนอย่างนี้ซักคน  ถ้าเจอ ชั้นคงต้องนับถือมาก ๆ”

รุ่งพยักหน้า
“อือ… ใช่ น่านับถือมาก”

“ชั้นนึกออกละ คนนึง  แต่ไม่เคยได้พบท่านจริง ๆ นะ  แต่มั่นใจว่าท่านเป็นพระโพธิสัตว์…”

 “ในหลวงอ่ะดิ” รุ่งพูดแซงขึ้นมา

“อือ”  ทอมหันมายักคิ้ว

**************************************************************************************************
 
หมิงคิทเช่น…

... ร้านอาหารจีนระดับสี่ดาวตั้งอยู่ใจกลางสุขุมวิท แหล่งพักอาศัยของผู้มีอันจะกินของกรุงเทพ ฯ

ทอมกับรุ่ง เดินตามพนักงานหญิงที่อยู่ในชุดกี่เพ้าสีแดง เพื่อไปยังห้องวีไอพี

เพื่อนสาวยื่นมือมาถลกปลายแขนเสื้อเชิร์ตของรุ่งให้พ้นข้อมือ  แล้วเธอก็หัวเราะ
“ชั้นว่าแล้ว แต่งตัวซะเรียบร้อย นาฬิกาไม่ใส่”

พนักงานสาวหันมาเหลือบมองแล้วยิ้ม

“ใส่ทำไม มีปากก็ถามชาวบ้านเอา  ถามได้ใช่มั้ยครับ ?” เขาหันหน้าไปหาสาวกี่เพ้า

เธอยิ้มให้
“ได้ค่ะ”  แล้วยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู “ตอนนี้สิบเอ็ดโมงครึ่งค่ะ”

รุ่งยิ้มให้ แล้วโค้งหัวเล็กน้อย
“ขอบคุณครับ  ผมไม่ใส่นาฬิกานี่ เข้ามาทานในร้านได้มั้ยครับ ?”

เธอหัวเราะ
“ได้สิคะ !”

เขาหันมายักคิ้วให้ทอมเป็นการเย้ย

ประตูห้องวีไอพีสาม ถูกเปิด

โต๊ะกลมอยู่กลางห้อง

รุ้ง ชาตรี และ แฟนนี่ กำลังยืนคุยกัน  เมื่อหันมาเห็นสมาชิกใหม่ทั้งสอง ก็เริ่มทักทาย

ทอมกับรุ่งยกมือไหว้พี่ทั้งสอง

แฟนนี่อยู่ในกระโปรงชุดสีฟ้าอ่อน วิ่งเข้ามาหาทอม  เธออ้าแขนรับ
“โอ แฟนนี่ ตัวสูงขึ้นอีกแล้วหรือเนี่ย ?”

แม่มดน้อยโอบมือรอบเอวของทอม
“คิดถึงพี่ทอมจัง”

รุ้งสังเกตห็นการแต่งกายของรุ่ง ก็เอ่ยปากทัก
“แต่งตัวมาพรีเซ้นท์งานเหรอจ๊ะ ?”

ทอมหัวเราะก๊าก

รุ่งมองชุดตัวเอง
“ยังสุภาพไม่พอเหรอพี่รุ้ง  เดี๋ยวไปเอาไทกับสูทมาใส่ ดีมะ ?”

เขาเหลือบไปเห็นรอยสีแดงเป็นแนวยาวที่แขนแฟนนี่ เหมือนกับรอยถูกเฆี่ยน
“โอ้ย… แฟนนี่ ไปสักแขนที่ร้านไหนมา ? สวยจัง”

แฟนนี่ทอมจับแขนแฟนนี่ขึ้นมาดู

แม่มดน้อยยิ้ม แล้วน้ำตาเธอก็คลอเบ้าทันที
“คุณแม่ตีค่ะ”

คุณแม่เดินเข้ามา
“อือ… แล้วบอกพี่เค้าไปด้วยว่า แม่ตีเพราะอะไร พี่เค้าจะได้รู้”

ลูกสาวพูดเสียงอ่อย
“แม่ตีเพราะแฟนนี่ลืมเก็บเตียงค่ะ”

รุ่งพูดขึ้น
“ไม่มีที่เก็บ เอามาเก็บบ้านพี่ก็ได้”

รุ้งหัวเราะ เธอเอื้อมมือมาลูบหัวลูกสาว
“อ้าว… แล้วบอกพี่เค้าด้วยว่า ทำไมแม่ตีที่แขน”

“เพราะจะได้มีรอย ให้คนอื่นเห็นด้วย แฟนนี่จะได้จำ”

รุ่งพยักหน้า  เขารู้สึกว่ารุ้งเป็นคนที่มีระเบียบ และเข้มงวดในการรอบรมลูกสาว คงเพราะเหตุนี้ จึงทำให้แฟนนี่เป็นเด็กที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตน มีสัมมาคารวะมากกว่าเด็กผู้หญิงในวัยเดียวกัน

รุ้งหันมาทางรุ่ง
“สมัยนี้ เค้าไม่ตีเด็กกันแล้วใช่มั้ย รุ่ง ?  แต่พี่ไม่ จะตีจนกว่าจะเข้ามหาลัย  เวลาที่เราอบรมสั่งสอนเค้าก็มีได้แค่นี้ ถ้าไม่ตีตอนนี้ แล้วจะเก็บไว้ไปช้ำใจตอนแก่ มันก็สายไป”
เธอหันไปทางลูกสาว
“ใช่มั้ยแฟนนี่  เราสัญญากันว่าไง ?  ถ้าโตจนเข้ามหาลัยได้เมื่อไหร่ แม่จะหยุดตี ใช่มั้ย ?”

ลูกสาวพยักหน้า
“ค่ะ”

ชาตรีหัวเราะ
“พ่อบอกให้ใส่แขนยาวมาก็ไม่เอา  ใส่แขนสั้นมาให้คนถามจนได้”

แฟนนี่สั่นหัว
“แฟนนี่ไม่อายพี่ทอมกะพี่รุ่งหรอก”

ทอมกอดแฟนนี่ไว้แน่น
“อีกไม่กี่ปีก็จบมัธยมแล้วนะ  พอเข้ามหาลัยแล้ว ไม่มีใครตีก็จะนึกถึงคุณแม่นะ”

รุ่งพูดขึ้น
“นี่แฟนนี่  วันไหนแม่จะตีแฟนนี่ก็รีบวิ่งเข้ามหาลัยเลย  เข้าไปแล้ว แม่ตีไม่ได้”

รุ้งหัวเราะ
“ได้สิ วิ่งเข้าไป แม่ก็วิ่งเข้าไปตีในมหาลัยได้”

แฟนนี่พยักหน้า
“ได้ค่ะ แม่ทำได้”
แล้วเธอก็หัวเราะ

ชาตรีขยับเก้าอี้ให้ทั้งสองคน
“เอ้า… นั่งคุยกันก่อน  พี่ชายผมยังไม่มา  วันนี้มีเฉพาะพวกเรา แล้วก็มีอาจารย์เก่งอีกคนนึง พี่ชายผมเขาจะพามารู้จักกับพวกเราด้วย  อาจารย์เก่งคนนี้เป็นอีกคนที่ช่วยรักษาพี่ผมให้หายเร็วขึ้น  เค้าเป็นอาจารย์สอนพลังจักรวาลด้วย  รู้จักมั้ย ?”

รุ่งกับทอมทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้  ทั้งสองคนพยักหน้า

“เคยได้ยินครับ แต่ไม่เคยเรียน” รุ่งตอบ

ทอมพยักหน้า “พี่ประเสริฐไง รุ่ง  พี่ประเสริฐเคยเรียนพลังจักรวาล แต่เค้าบอกเรียนกับคุณย่าเยาวเรศ”

ชาตรีทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอิ้ติดกับรุ่ง
“อาจารย์ท่านนี้ เรียนกับมูลนิธิพลังจักรวาล คนสอนเป็นอาจารย์ใหญ่ รู้สึกจะเป็นทหาร หรือ ตำรวจนี่แหละ แต่เพิ่งเสียไปไม่นานมานี้  เดี๋ยวไว้ให้ท่านมาก่อน แล้วลองคุยกับท่านดู  ตอนนี้ท่านเก็บตัวอยู่ เพราะมีเรื่องมีราวกับหมอบัญญัติ เลยงดรักษาคนทั่วไป แต่คนในพรรคเขาเป็นลูกศิษย์ท่าน เลยเชิญท่านมาช่วยพี่ชายผม”

ทอมรู้สึกสนใจ
“ แล้วพี่ชายพี่ชาตรีดีขึ้นหรือเปล่าคะ ?”

ชาตรีพยักหน้า
“ครับ  ดีขึ้นมากเลย  ท่านก็สอนให้พี่ชายผมฝึกวิชานี้บางส่วนไว้รักษาตัวเองด้วย ไม่ยากเลยนะ”

“อือ ดีจัง เดี๋ยวจะให้ท่านสอนด้วย  ดีมั้ยรุ่ง” เธอหันมาหาเพื่อน

ปรากฏว่าเพื่อนนั่งหลับ

เธอยกปลายศอกกระทุ้งแขนรุ่ง

“เฮ่ย… รุ่ง  อาไรกัน อยู่ที่ไหนก็หลับได้”

เพื่อนลืมตาขึ้น

แฟนนี่หัวเราะ เธอนั่งอยู่อีกฝั่งของโต๊ะ หยิบลูกดิ่งในกระเป๋าขึ้นมา แล้วจ้องมาที่หน้าของรุ่ง  กระตุกลูกดิ่งเพียงครั้งเดียว
“แหยะ พี่รุ่ง มีพยาธิไส้เดือนอะ  ทำไมไม่ตรวจตัวเอง ?”

รุ่งจ้องหน้าแฟนนี่
“โห… อะไร ถามคำถามเดียวรู้ได้เลยเหรอ ?”

แม่มดน้อยอมยิ้ม

ทอมควักกระเป๋าหยิบลูกดิ่งขึ้นมาบ้าง แล้วจับมือซ้ายของรุ่งหงายขึ้น  เธอดิ่งลูกดิ่งบนฝ่ามือเพื่อน  กระตุกลูกดิ่งสี่ห้าครั้ง
“อือ ใช่  แกมีพยาธิไส้เดือนอีกแล้ว  แฟนนี่ตรวจแม่นมากเลย”

รุ่งพยักหน้า
“เหรอ ๆ  ญาติมาอีกแล้ว  แต่ แกเห็นแฟนนี่ปะ ? แค่ควักลูกดิ่งมามองหน้าชั้น แค่นี้ตอบได้เลยอะ  เทพว่ะ ! อย่างนี้ต้องเน้าซ์”

เขาทึ่งในพัฒนาการการใช้ลูกดิ่งของเด็กสาวคนนี้
“แฟนนี่  ถามอย่างอื่นได้ปะ ?  แฟนนี่ยืนอยู่ตรงนั้น จะตอบได้มั้ย ?”

แม่มดน้อยพยักหน้า
“ได้ค่ะ”

“เทพจริง ๆ เอางี้  ถามว่า พี่ใส่กางเกงในสีอะไร ?”

ทุกคนหัวเราะครืน  ทอมสั่นหัว
“ไอ้โรคจิต ! ไม่รู้มันจะอยากโชว์กางเกงในมากหรือไงวะ”

แฟนนี่ยิ้ม
“แล้วมีสีอะไรให้เ ลือกอะ ? เอางี้ แฟนนี่ถามตามแม่สีก่อน  กางเกงในพี่รุ่งเป็นแม่สีเปล่าล่ะ ?”

รุ่งก้มลงปลดตะขอกางเกงเพื่อดู

ทอมตะโกนขึ้น
“ไอ้บ้า !  แกจะทำอะไรตอนนี้ ? แกจำไม่ได้หรือไงว่าใส่สีอะไรมา ?”

“โอเค ไม่ดูก็ได้ จำได้แระ  ไม่ใช่แม่สี”

ชาตรีหัวเราะเบา ๆ
“ไม่ใช่แม่สีก็ยากหน่อยแฟนนี่ เราต้องใช้จินตนาการเพิ่มไปอีก”

แฟนนี่ตอบข้ามมา
“สีเทา”

รุ้งหัวเราะ
“อะไรกัน ! เรายังไม่ทันถามลูกดิ่งเลย ถามก่อนสิ”

สาวน้อยยืนยิ้ม เธอมั่นใจในตัวเอง  มองไปที่หน้ารุ่ง

ทุกคนหันมามองหน้าจำเลย

จำเลยนิ่งอึ้ง ทำตาโต ไม่พูดอะไรซักคำ  เขาจ้องไปที่หน้าแม่มดน้อย

ทอมเขย่าแขนเขา
“เฮ่ย… พยาธิขึ้นสมองหรือไง ?  สีเทาใช่หรือเปล่า ?”

รุ่งไม่ตอบ เขาค่อย ๆ ลุกขึ้นจากเก้าอี้ แล้วเดินอ้อมไปยังอีกฝั่งของโต๊ะอาหาร ทรุดตัวลงนั่งติดกับแฟนนี่
“บอกพี่หน่อย แฟนนี่ทำยังไง ถึงได้คำตอบเร็วขนาดนี้ ?  แฟนนี่ไม่ได้ถามลูกดิ่งเลยหนิ”

ชาตรี กับ รุ้ง ยืนอมยิ้ม  ทั้งสองคนรู้แล้วว่าคำตอบของลูกสาวถูกต้องแน่นอน

สาวน้อยพยักหน้า
“ถามสิคะ”

“ถามตอนไหนอะ ? พี่ไม่เห็นเราขยับลูกดิ่งเลย  อยู่ดี ๆ ก็มาแบบแบน ๆ”

“แฟนนี่ก็ถามตั้งแต่ต้นแล้ว  ว่าเป็นสีเทา หรือ สีดำ ใช่หรือไม่  ลูกดิ่งก็บอกว่าใช่  แฟนนี่ก็เลยถามพี่รุ่งว่าเป็นแม่สีหรือเปล่า  ถ้าเป็นแม่สี คำตอบคือ สีดำ  ถ้าไม่ใช่แม่สี คำตอบคือเป็นสีเทา”

ทอมถามข้ามมา
“แล้วทำไมแฟนนี่ถึงเลือกถามแค่สองสีนี้ล่ะ ? แม่สีก็มีตั้งเยอะ ทำไมถึงเลือกถามแค่สีดำกับสีเทาเท่านั้นเป็นคำถามแรก ?”

รุ่งพยักหน้า
“ใช่ ๆ  เข้าใจคำถามพี่ทอมหรือเปล่า ?”

แฟนนี่พยักหน้า
“ค่ะ  เพราะเป็นคำถามแรกที่แฟนนี่นึกได้”

รุ่งหันมามองหน้าทอม  เพื่อนสาวก็จ้องหน้ากลับด้วยสายตาเบิกโพลง

ทั้งสองพูดขึ้นพร้อมกัน

“มโนมยิทธิ !”

ชาตรี กับ รุ้ง ทำหน้าเป็นเครื่องหมายคำถาม

รุ่งเป็นคนอธิบาย
“มโนมยิทธิเป็นวิชาพิเศษที่ทำให้เราติดต่อกับโลกทิพย์ได้  แต่  บางคนมีความสามารถนี้ติดตัวมาตั้งแต่อดีต  อาการจะเป็นเหมือนมีอะไรมาดลใจให้นึกอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ผลออกมากลับถูกต้อง  ทั้ง ๆ ที่ไม่มีเหตุผลมารองรับเลย  นึกมาแบน ๆ เลย”

รุ้งหัวเราะ
“อะไรกันรุ่ง  นึกแบน ๆ”

“แบน ๆ ก็คือ แบบไม่มีเหตุผลอะครับ”

รุ้งทำหน้าซื่อ
“แล้วทำไมเรียกว่าแบนล่ะ ? ”

รุ่งหัวเราะคิกคัก
“พี่รุ้งไม่เคยได้ยินเหรอ แบน ๆ”

ทอมหัวเราะ
“ใครจะไปเคยได้ยินวะ ?  พวกเราพูดกันเฉพาะกลุ่ม ดันเอามาพูดกับคนอื่น”

แฟนนี่หัวเราะตาม
“แบน ๆ  น่ารักดีค่ะ”

“อือ ตั้งแต่จบจากมหาลัยก็ไม่ค่อยได้พูดคำนี้แล้วเนอะ  แต่ก่อนอยู่ในกลุ่ม พูดทุกวัน  เจออะไรก็แบน ๆ  สงสัยต้องรื้อฟื้นกลับมาอีก  รื้อมันมาแบบแบน ๆ นี่แหละ”

แฟนนี่หัวเราะชอบใจคำนี้

ชาตรีพูดขึ้นมา
“ผมเองก็สังเกตอะไรหลาย ๆ อย่างของแฟนนี่ สองสามเดือนมานี้  เวลาใช้ลูกดิ่ง เค้าจะตอบได้เร็ว เหมือนกับว่า ถามไม่กี่ประโยคก็ได้คำตอบแล้ว  ยังสงสัยอยู่ว่าคิดคำถามได้ยังไง  อย่างนี้ถือว่ามีอะไรมาดลใจ ใช่มั้ย ?”

รุ้งพยักหน้า เธอพูดเบา ๆ กับสามี
“อย่างเรื่องเกี่ยวกับคนในพรรคก็เหมือนกัน  คุณจำได้มั้ย ? แฟนนี่ทำนายล่วงหน้าได้ตรงเป๊ะเลย” เธอหันมาทางรุ่ง  “แฟนนี่ตอบแบน ๆ เลย”

รุ่งกับทอม หัวเราะที่รุ้งพยายามใช้ศัพท์ของพวกเขา

“ใช่ครับ มันเป็นของที่ติดตัวมา เรียกว่าอภิญญา คือ ความสามารถทางจิตที่เคยสั่งสมมาในอดีต  วันที่ทอมสอนให้แฟนนี่นั่งสมาธิเพื่อง้อลูกดิ่งที่โรงพยาบาล  พี่รุ้งกับพี่ชาตรีจำได้ใช่มั้ย  ?  ไอ้ที่ทอมสอนนั่นแหละ มโนมยิทธิ  แล้วแฟนนี่ก็ทำได้เลย  มีของเก่ามาแน่ ๆ  นี่ถ้าได้เรียนมโนมยิทธิต่อนะ จะไปได้เร็วกว่านี้อีก”

สาวน้อยลุกขึ้นยืน
“แฟนนี่อยากเรียน พี่รุ่งสอนแฟนนี่ได้มั้ยคะ ?”

รุ่งสั่นหัว
“โอ้ย… พี่สอนไม่ได้หรอก  โน่น พี่ทอมจะไปเรียนวันพรุ่งนี้ ไปกับพี่ทอมสิ”

แฟนนี่เดินเข้ามาจับข้อมือทอม
“พี่ทอมไปเรียนแล้วมาสอนแฟนนี่นะ”

ทอมไม่ตอบ เธอยิ้มให้แม่มดน้อย แล้วมองหน้ารุ้ง

รุ้งถามขึ้น
“วิชานี้เรียนเพื่ออะไร ?  เรียนแล้วจะทำอะไรได้บ้างล่ะ ทอม ?”

รุ่งหันมาพยักเพยิด ให้เพื่อนอธิบาย

ทอมตอบ
“มโนมยิทธิทำให้ติดต่อกับโลกทิพย์ได้ เป็นวิชาที่ง่ายกว่านั่งทางในแบบอื่น ซึ่งมันยาก เพราะใช้กำลังสมาธิสูง  แต่มโนมยิทธินี่ใช้สมาธิเล็กน้อย เพียงแค่จิตนิ่งในระดับที่พอนึกคิดได้ แต่สายตา และ หู ยังได้ยินเสียงภายนอกพร้อมกันไปด้วย  จิตก็เป็นทิพย์ได้  สามารถรับรู้โลกทิพย์ได้ไปพร้อมกัน   ถ้าแฟนนี่เรียนแล้ว จะรู้จักวิธีการจับอารมณ์ทิพย์  คือแค่วินาทีเดียว จิตก็เปิดรับได้เลย โดยไม่ต้องหลับตาปี๋  เวลาใครถามอะไร ก็ตอบแบน ๆ มาเลย”

แฟนนี่หัวเราะคำว่า ‘แบน’ อีกแล้ว

รุ่งปรบมือให้
“อธิบายได้ดีมาก  ปีหน้าขึ้นปอหนึ่งได้แระ”

ชาตรีแสดงสีหน้าว่าสนใจ
“แล้วเราจะรู้ได้ไงว่า ไม่ใช่การคิดไปเอง ?”

ทอมหันมาพยักหน้ากลับ ให้เพื่อนช่วยตอบ

รุ่งตอบ
“ถ้ายังไม่ได้ไหว้ครู และ ฝึกอย่างถูกต้อง เราก็จะไม่รู้เลยว่า เป็นอุปาทาน หรือ เป็นทิพย์จริง  จึงจำเป็นต้องไปฝึกอย่างถูกต้อง มีการไหว้ครู  บริกรรมภาวนาด้วยคำที่ถูกต้อง แล้วรู้จักตัดนิวรณ์ก่อนเข้าสมาธิ  คุณครูที่นั่น เค้าจะสอนวิธีตัดนิวรณ์ตัดอุปาทานเองครับ”

ชาตรีพยักหน้า
“แล้วเราพิสูจน์ได้ยังไงว่าอุปาทานหมดแล้ว  ที่ได้รู้คือเรื่องจริง ?”

“ก็พิสูจน์แบบที่แฟนนี่ทำนี่ไงครับ  ถามในสิ่งที่เค้าไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า ถ้าเค้าตอบได้ถูก แสดงว่าจริง”

ชาตรีถามต่อ
“วิชานี้มีเพื่ออะไร ?”

“เพื่อพิสูจน์ว่า กฏแห่งกรรมมีจริงหรือไม่  คนเราตายแล้วสูญหรือไม่  ตายแล้วไปไหน  ทำกรรมอะไรไว้ ถึงไปที่แห่งนั้น”

ชาตรีพยักหน้า
“อือ… วิชานี้เป็นของศาสนาพุทธเหรอ ?”

“ครับ พุทธครับ ก่อนเรียนต้องสมาทานพระกรรมฐาน อาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าทุกพระองค์มาด้วย  พุทธเท่านั้นครับที่สอนมโนมยิทธิ  ไม่ใช่มาแบบแบน ๆ”

แฟนนี่หัวเราะอีก
“พี่ทอม คำว่า แบน ๆ นี่มาจากไหนอะ ?  ไม่เห็นใครเค้าพูดกันเลย”

ทอมหัวเราะเบา ๆ
“สมัยที่พี่ทอมเรียนมหาลัย  ตอนนั้นเล่นถามปัญหากัน  ปัญหาถามว่า หนูตัวหนึ่ง กำลังข้ามถนนจากฝั่งหนึ่ง ไปอีกฝั่งหนึ่ง  แต่พอข้ามไปได้แค่กลางถนน ก็ถูกรถทับแบน  ถามว่า หนูตัวนี้จะข้ามถนนไปถึงอีกฝั่งได้ยังไง ?”

แฟนนี่อมยิ้ม
“ถูกทับแบนไปแล้ว ก็ข้ามไม่ได้นิ  แล้วพี่ทอมตอบว่ายังไงล่ะคะ ?”

“แฟนนี่ตอบก่อนสิ”

“ก้อ… ให้รถทุกคันจอดก่อน แล้วมันก็ข้าม  เอ๊ะ.. แต่มันถูกทับตายแล้วนี่  มันจะข้ามได้ไง ฮ่า ๆ” สาวน้อยพูดแล้วก็หัวเราะตัวเอง

รุ้งลองทายบ้าง
“มันกลายเป็นวิญญาณ แล้วข้ามไปได้”

ทอมสั่นหัว
“ไม่ถูกค่ะ”

แฟนนี่ตอบ
“ให้หมอมาทำให้ฟื้น แล้วพาข้ามไป”

ทอมหัวเราะ
“ไม่ถูกค่ะ”

แฟนนี่ใช้สมองคิด
“ถ้ามันแบน มันก็ข้ามไม่ได้ ต้องทำให้มันไม่แบนก่อน”

ชาตรีตอบบ้าง
“เอาลมมาเป่าให้ตัวพอง แล้วลอยข้ามไป”

แฟนนี่หัวเราะคำตอบของคุณพ่อ

ทอมตอบ
“ไม่ถูกค่ะ”

แฟนนี่เกาหัว
“โห… ยอมแล้วดีกว่า”

ทอมหัวเราะ
“ให้คนที่ตอบได้เป็นคนเฉลยดีกว่า  มีแต่คนวิกลจริตเท่านั้นที่ตอบคำถามแบบนี้ได้ โดยไม่ต้องคิด”

“ใครอะคะ ?” แฟนนี่ถาม

ทอมชี้มาที่เพื่อน
“ไอ้ตัวนี่ไง  เค้าถามกันทั้งกลุ่ม ไม่มีใครตอบได้ พอเฉลยทุกคนก็บอกว่า มีแต่คนบ้าเท่านั้น ที่ตอบแบบนี้ได้  พอดีพี่รุ่งเค้าเดินมา  เราก็เรียกเค้ามาถาม  หนูวิ่งข้ามถนน วิ่งไปถึงกลางถนนถูกรถทับแบนแต๊ดแต๋  ถามว่า มันจะข้ามไปถึงอีกฝั่งได้ยังไง  ไอ้นี่ มันตอบสวนมาเลยว่า…”  เธอหันมาที่เพื่อน

รุ่งตอบ

“ก็ข้ามไปแบบแบน ๆ น่ะแหละ”

“หา !”    รุ้งกับแฟนนี่ร้องขึ้นพร้อมกัน

“ แล้วถูกด้วยเหรอคะ ?” แฟนนี่หัวเราะชอบใจ

“ค่ะ มันเป็นคำถามกวน ๆ  คำตอบก็คือ ข้ามไปแบบแบน ๆ นั่นแหละ  ไม่ควรจะมีใครตอบคำถามนี้ได้เลย  เพราะมันไม่มีเหตุผลเลย  ตอบแบบบ้าบอที่สุด ไม่มีการใช้สมองส่วนไหนคิดเลย  เค้าคิดคำถามเพื่อให้คนตอบไม่ได้  พอเฉลยแล้วคนก็จะรู้ว่าคนถามตั้งใจกวน  แต่ ปาฏิหารย์มีจริง  ดันมีไอ้นี่ ซึ่งตอบได้”

ทั้งครอบครัวหัวเราะกันลั่น

“ฮ่า ๆๆๆ ข้ามไปแบบแบน ๆ  พี่รุ่งคิดได้ไงอะ ? ไม่ใช้สมองเลย !” แฟนนี่ชอบใจ

รุ้งชี้หน้าลูกสาว
“นี่ ๆ  ว่าพี่เค้าอย่างนั้นไม่ได้นะ”

ประตูห้องถูกเปิดออก

ชลธี… เลขาธิการพรรคสามัคคีไทย วัยห้าสิบปี เดินเข้าห้องมาพร้อมกับคุณแป้น…ภรรยา และ ชายวัยเดียวกัน ใส่แว่น รูปร่างผอมสูง ท่านคืออาจารย์เก่ง

ทันทีที่สองสหายเห็นหน้าอาจารย์เก่ง  ก็จำได้ทันที

ทั้งหมดลุกขึ้นยืน เพื่อต้อนรับฝ่ายอาวุโสที่เพิ่งมาถึง

สองสหายยกมือขึ้นไหว้

เลขาธิการพรรครูปร่างสันทัด ใส่เสื้อยืดโปโลสีขาว กางเกงยีนส์ หน้าตาแจ่มใส เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
คุณแป้นอยู่ในชุดเสื้อยืดโปโลสีชมพู กางเกงลำลองสีดำ
อาจารย์เก่งอยู่ในชุดผ้าฝ้ายสีเทา กางเกงลำลองสีน้ำตาล

…มีรุ่งคนเดียวเท่านั้น ที่ใส่เสื้อเชิร์ตแขนยาว….

“เอ้า ไหน ๆ  นี่รุ่งใช่มั้ย  นี่ทอมใช่มั้ย ?”
ท่านเลขา ฯ ชี้มือมาที่สองสหายทีละคน

ทั้งสองคนพยักหน้า

ทอมรู้สึกว่าตัวจริงของท่านยังดูหนุ่มกว่าที่เคยเห็นในโทรทัศน์ หรือ ในหน้าหนังสือพิมพ์

ชาตรีให้สัญญานกับพนักงานชุดกี่เพ้า เพื่อเริ่มเสริ์ฟอาหาร
“พี่แอ๊ด พี่แป้นนั่งก่อน  อาจารย์ครับ เชิญนั่งก่อนครับ”

รุ่งนั่งด้านซ้ายของทอม เขาสะกิดแขนเพื่อน แล้วก้มลงกระซิบเบา ๆ
“ทอม  แกจำหน้าอาจารย์เก่งได้หรือเปล่า ?  ใช่คนที่ออกรายการทีวีที่ถูกคนร้องเรียนว่าเป็นหมอเถื่อน ใช่ป่าววะ ?”

ทอมพยักหน้า เธอก้มลงกระซิบตอบ
“อือ ใช่ แกดูรายการนี้ด้วยเหรอ  ใช่เป้ง ๆ เลย”

รุ่งพยักหน้ารับรู้ แล้วกระซิบต่อ
“โห… นี่แกมาสนิทกับท่านเลขาแบบแบน ๆ เลยนะเนี่ย ชั้นว่า…”

ท่านเลขา ฯ มองมาที่รุ่ง เริ่มชวนสนทนา
“น้องสองคนนี่ มายังไงกันละครับ ?”

ทอมใช้ศอกกระทุ้งแขนรุ่งที่กำลังก้มหัวกระซิบอยู่  เขาตกใจเงยหน้าขึ้นมา
อารามรีบร้อน ตอบแบบละล่ำละลัก

“หา คะ คับ…  ผมเอ่อ… มากันแบบแบน ๆ เลยครับ”

เสียงหัวเราะลั่น ดังจากครอบครัวพ่อแม่ลูก

ผู้อาวุโสทั้งสาม นั่งยิ้ม ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุว่าหัวเราะอะไรกัน

ส่วนทอมเบือนหน้าไปอีกทาง แล้วบ่นกับตัวเองเบา ๆ
“กูไม่น่าคบมันเป็นเพื่อนเล้ย !”

__________________________________________________________________________________________

โดย วีรยาติ

 

กลับขึ้นด้านบน

นิยาย 'หมอเถื่อน' รวมเล่มฉบับแรก เปิดให้จองแล้ว กดที่นี่

 

อ่านตอนต่อไป
อ่านตอนอื่น

1. สมัครสมาชิก เว๊บบอร์ดที่นี่ (หากไม่สมัครสมาชิก จะโหวต หรือ แสดงความคิดเห็นไม่ได้) และ

2. แสดงความคิดเห็น หรือ โหวต

- ชอบตัวละคร ขอเชิญโหวตได้ที่นี่

- อ่าน หรือ แสดงความคิดเห็นที่นี่

เชิญเยี่ยม Facebook หมอเถื่อน

(ให้กำลังใจโดยเข้าไป แล้วกด Like หรือ เขียนคำวิจารณ์)

Blog counters