![]() |
| ||||||
|
| |||||||
เจ็ดโมงเช้า… จ๊อดแต่งตัวในชุดทำงานในมือถือซองจดหมาย เดินข้ามสนามหญ้ามาที่หน้าตึกกลาง ชะเง้อมองหาลูกพี่ลูกน้อง เสียงเพลงฝรั่งย้อนยุคดังมาจากหน้าต่างชั้นบน ทุกเช้า ใครก็ตามที่เดินอยู่ใกล้ตึกกลางจะได้ยินเสียงเพลงประเภทนี้ในเวลาก่อนเจ็ดโมงเช้า เป็นที่รู้กันดีว่าต้นได้ตื่นนอนแล้ว จ๊อดเงยหน้ามองขึ้นไปที่หน้าต่างห้องของต้น ป้องปากตะโกน “ครับ… พี่จ๊อด” ต้นโผล่หน้ามาที่หน้าต่าง “ตื่นแล้ว พี่จ๊อดมีอะไร ?” จ๊อดชูจดหมายที่ถือไว้เหนือหัว “ได้ ๆ พี่จ๊อดขึ้นมาเลย” จ๊อดเดินเข้าโถง แล้วขึ้นบันไดไปชั้นสอง ประตูห้องถูกเปิด จ๊อดเดินเข้ามาในห้องของลูกพี่ลูกน้อง ในห้องไม่มีการตกแต่งใด ๆ ที่เด่นชัด ดูเรียบ ๆ และ โล่ง ฝั่งติดกำแพงมีคีย์บอร์ดยามาฮ่าตั้งอยู่ บนแป้นคีย์บอร์ดมีโน๊ตเพลงวางระเกะระกะ ต้นเดินออกมาจากห้องน้ำในชุดนักศึกษา เขามองหน้าลูกพี่ แล้วหัวเราะเบา ๆ จ๊อดหัวเราะ “พ่อไปมาเลย์ แม่ไปค้างบ้านเพื่อน” จ๊อดพยักหน้ารับรู้ เขาโยนจดหมายที่ถูกฉีกซองแล้วลงบนเตียงของต้น ต้นหยิบซองจดหมาย แล้วล้วงจดหมายข้างในออกมาอ่าน หัวกระดาษเป็นชื่อสถาบัน International Society for Neurofeedback and Research (ISNR) เขาอมยิ้มทันที “จดหมายอะไรอะต้น ? พี่อ่านแล้วไม่รู้เรื่อง เกี่ยวกับหมอเหรอ ?” “ต้นรอจดหมายนี้อยู่ พี่จ๊อด เป็นสถาบันไอเอสเอ็นอาร์ เกี่ยวกับเรื่องไบโอฟี๊ดแบ็ค คือการใช้จิตควบคุมพลังต่าง ๆ ของร่างกาย” จ๊อดสั่นหัว “ขอบคุณพี่จ๊อด ดีที่พี่จ๊อดไม่โยนทิ้ง ไม่งั้นต้นคงรอเก้อ” จ๊อดทรุดตัวลงนั่งบนเตียง ต้นพับจดหมายสอดเก็บเข้าไปในซอง แล้วพับซองใส่กระเป๋ากางเกง เขายังแปลกใจที่ลูกพี่ยังนั่งรอ เหมือนมีเรื่องอื่นจะสนทนาต่อ “เดี๋ยวไป มีเรื่องถามหน่อยต้น ต้นยังติดต่อกับมิ้นท์อยู่หรือเปล่า ?” ต้นขมวดคิ้ว “อือ” ต้นคงไม่ถามเหตุผล เพราะเป็นเรื่องส่วนตัวของพี่ชายกับอดีตแฟน จ๊อดพยักหน้า “พี่จ๊อดมีอะไรหรือเปล่า ?” “หือ… เปล่า” ต้นเดินไปที่เครื่องเสียงเพื่อปิดเพลง เขานึกถึงเวลาสามสี่ปีก่อนที่จ๊อดคบหากับมิ้นท์ ดูท่าทางพี่ชายคนนี้มีความสุขกว่าขณะนี้ แต่ความสัมพันธ์ก็ต้องจบลงก่อนที่จ๊อดจะไปเรียนต่อ ต้นไม่รู้รายละเอียดว่าเพราะเหตุผลใด ปัจจัยหนึ่ง อาจจะมาจากการที่อาจิ๋ม … แม่ของจ๊อด ไม่ชอบผู้หญิงคนนี้ ต้นหยิบโทรศัพท์มือถือที่โต๊ะขึ้นมา กดแป้นค้นหาเบอร์โทรศัพท์ จ๊อดลุกขึ้นจากเตียง จ๊อดเดินออกไปจากห้อง ต้นกดปุ่มโทรออก ไม่นานเสียงปลายทางรับสาย ฮอนด้าซีอาร์วีสีดำจอดรออยู่ที่หน้าตึกใหญ่
โชเฟอร์หนุ่มอิสานหันมาตอบ ไม่ทันไร ต้นก็วิ่งสะพายกระเป๋าตรงมาที่รถ สมานเริ่มออกรถ เขามองหน้าวิ “ยัง ๆ แต่ถ้าเป็นวันจันทร์ต้องออกเช้ากว่านี้ ทำไมต้นไม่ติดรถพี่ต่อไปล่ะ ? พี่ต่อออกสายกว่านี้นิดนึง ก็พอดีส่งต้นได้” “ไม่อะ วันนี้ต้นไปที่อื่นก่อน ค่อยเข้ามหาลัยก่อนเที่ยง’” “อ้าว… แล้วต้นจะไปไหน ?” “จะไปบ้านอาจารย์ ที่สอนวิชาพลังรักษาแขนให้ ต้นกับอาจารย์จะทำวิจัยเรื่องนี้กับต่างประเทศ” ญาติสาวเบิกตาโพลง ต้นควักซองจดหมายออกมาจากกระเป๋ากางเกง วิหยิบจดหมายไปอ่าน “ใช่ ๆ นิวโรฟี๊ดแบ็คกับไบโอฟี๊ดแบ็คเป็นเรื่องเดียวกัน” “ไม่มีชื่อภาษาไทยเหรอ ?” ต้นหัวเราะ วิหัวเราะตาม “ใครคิดไม่รู้เหมือนกัน แต่ต้นเรียนมาจากอาจารย์ที่เกษตร ฯ อาจารย์เค้าเป็นลูกศิษย์คุณย่าเยาวเรศ คนไทยนี่แหละ” “อือ ๆ แล้วต้นเรียนแล้วมาสอนวิได้ป่าว ?” ต้นเหล่ตามองญาติ แล้วหัวเราะหึ ๆ “พอ ๆ ทุกทีเลย จะให้สอนอะไรก็จะอ้างเรื่องเรียนคีย์บอร์ด แล้วต้นเอาเพลงอะไรมาสอนวิ ? เพลงบ้าอะไร ใครจะไปฟังเพลงพวกนั้น ? ” ต้นหัวเราะชอบใจ วิยอมจำนน ไม่ต่อล้อต่อเถียงกับจอมเล่นตัว ต้นเก็บจดหมายใส่ในกระเป๋ากางเกง วิหันมาด้วยความประหลาดใจ เธอเค้นหัวเราะ “พี่จ๊อดเป็นคนเลิกกับพี่มิ้นท์เหรอ ?” “วิไม่รู้หรอกว่าใครเลิกใครก่อน แต่พี่มิ้นท์ก็สมควรจะมีแฟนที่ดีกว่าพี่จ๊อด” ต้นสั่นหัว หันหน้ากลับไปแล้วพูดพึมพำ “ว่าได้สิ เพราะวิรู้จักพี่จ๊อด พี่จ๊อดเป็นเด็กไม่รู้จักโต พี่จ๊อดน่ะเก็บเอาความคับแค้นบ้าอะไรก็ไม่รู้ที่มีต่อคน ๆ เดียว ทำให้นิสัยพี่จ๊อดเปลี่ยนไปหมด จนวันนี้ วิไม่รู้ว่าพี่จ๊อดยังเหลือสภาพของคน ๆ เดิมอยู่หรือเปล่า ถ้าวิเป็นพี่มิ้นท์ วิก็ต้องเลิก” ต้นไม่ต่อล้อต่อเถียง เขาไม่ชอบคุยกับผู้หญิงที่กำลังใช้อารมณ์ วิระบายต่อ ไม่มีเสียงโต้ตอบจากต้น วิเริ่มรู้ตัวว่าระบายมากเกินไป เธอหันไปหา “แล้วพี่มิ้นท์เป็นไงบ้างล่ะต้น ? ตอนนี้อยู่ที่ไหน ?” “พี่มิ้นท์ทำงานอยู่ขอนแก่น วิจำน้องสาวพี่มิ้นท์ได้ใช่หรือเปล่า ?” วิหัวเราะเบา ๆ “เปล่าติดใจ แต่ต้นว่าน้องสาวพี่มิ้นท์น่าจะเกี่ยวข้องด้วยกับที่เค้าเลิกกัน” “หา… อื๋อ… เกี่ยวยังไงอะ ? หรือว่า พี่จ๊อดไปจีบน้องสาวพี่มิ้นท์ แต่ไม่น่าใช่นะ พี่จ๊อดไม่ได้เป็นคนแบบนั้น ต้นรู้มาได้ไง ?” “ต้นคุยกับพี่มิ้นท์เมื่อเช้า คุยนานเหมือนกัน พี่มิ้นท์พูดเหมือนกับใครมีปัญหากับน้องสาว หรือ น้องสาวไปมีปัญหากับพี่จ๊อด อะไรทำนองนี้ แต่ต้นไม่ได้ถามรายละเอียด พี่มิ้นท์ก็ยังคุยสนุก น่ารักเหมือนเดิม” วิขมวดคิ้ว เธอนึกถึงเมื่อหลายปีก่อน ตอนที่เจอกับมิ้นท์แล้วก็น้องสาวที่มีหน้าตาสวยคมที่ร้านอาหาร ดูท่าทางทั้งสามคน …จ๊อด มิ้นท์ และ น้องสาว ก็สนิทสนมกันดี ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร “ต้น… น้องสาวพี่มิ้นท์ชื่ออะไร ? วิลืมไปแล้ว” “ชื่อ พี่ม้วน” วิหัวเราะ “งั้น ชื่อ พี่ม้าน” “ฮ่า ๆๆๆ ไม่ใช่ ไม่ใช่ ต้นบอกมาดิ อย่าแกล้ง เอ..ทำไมมันนึกไม่ออกนะ ? รู้แต่ว่ามีมอม้าเหมือนกัน” “งั้น ก็ พี่ม่อย” วิไม่หัวเราะแล้ว เธอกำลังนั่งนึกถึงชื่อของน้องสาวแสนสวยของมิ้นท์ ต้นเริ่มพักสายตา แล้วเริ่มเดินปราณรับพลังคอสมิคตามที่ได้เรียนมา ต้นได้ใช้วิชาเท่าที่ได้เรียนรู้ต่อมาจากอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย เพื่อรักษากระดูกแขน ในสองสามวันแรกที่เขาเริ่มฝึก เขารู้สึกถึงพลังที่สัมผัสได้อย่างมหัศจรรย์ราวกับว่า พลังเหล่านั้นแทบจะเป็นรูปธรรม และ จับต้องได้สำหรับตัวเขา ซึ่งไม่ใช่เรื่องธรรมดาที่คนทั่วไปจะรับสัมผัสเหล่านี้ได้รวดเร็ว และ ง่ายดายปานนั้น ความปิติที่ได้จากการสัมผัสพลัง ทำให้ต้นมีแรงบันดาลใจที่จะเป็นผู้ช่วยอาจารย์ที่สอนเขาเพื่อศึกษาค้นคว้าต่อ จนทั้งสองได้มาเจอสถาบัน ISNR ซึ่งเป็นสถาบันที่วิจัยค้นคว้าในเรื่องเดียวกัน จากวันที่เขาใช้พลังเริ่มรักษาอาการบาดเจ็บที่แขน กระดูกประสานเชื่อมกันได้เร็วมากขึ้นโดยไม่ต้องใช้ยาใด ๆ ช่วย เปลือกตาที่ปิดพอแน่นของเขา เริ่มรู้สึกความอุ่นของดวงตา ปลายนิ้วทั้งสิบประกบเข้าหากัน จิตเริ่มจับจักระที่แกนกลางของร่างกาย เขาทำทุกอย่างเท่าที่เรียนมาได้อย่างรวดเร็ว รวดเร็วจนผู้ที่สอนเองยังประหลาดใจ ทันใดนั้น… เสียงตะโกนของน้องวิ ก็ดังลั่นรถ “เยส เยส นึกออกแล้ว !!!” ทำให้ต้นสะดุ้งสุดตัว วิหันมากำมือชูขึ้น เหมือนกับนักฟุตบอลศูนย์หน้าที่เพิ่งทำประตูได้ “น้องพี่มิ้นท์ ชื่อ พี่เหมี่ยว” ****************************************************************************************************
เธอจำเป็นต้องรวบรวมสติ จัดการกับสถานการณ์เฉพาะหน้าในระหว่างที่พี่ชายป่วยหนักอยู่ขณะนี้ สิ่งที่เธอเป็นกังวลอย่างมากคือ เธอได้รับรู้เรื่องราวธุรกิจต่าง ๆ จากพี่ชายเพียงแค่สิบเปอร์เซนต์ ที่เหลือ เธอจินตนาการไม่ได้เลยว่า พี่ชายไปลงทุน หรือ เกี่ยวข้องกับธุรกิจอื่นใดที่ไหนอีก แต่มั่นใจว่า คงต้องมีธุรกิจอื่น ๆ อีกหลายอย่างที่เธอไม่ได้รับรู้ เดิมที อาหลงเป็นคนที่พอจะรู้เกี่ยวกับธุรกิจของพี่ใหญ่บ้าง แต่ก็ไม่ทั้งหมด อาหลงเคยเล่าให้ฟังว่าพี่ใหญ่มีคนไว้ใจที่ใช้งานได้อยู่หลายคน แต่เธอไม่เคยซักไซร้ว่าคนเหล่านั้นเป็นใครบ้าง สิ่งที่น่าเครียดมากกว่าเรื่องธุรกิจของพี่ชาย คือ สุขภาพ พี่ใหญ่เริ่มมีอาการที่ทรุดลงไปเรื่อย ๆ บางครั้งเขาพูดกับเธอเหมือนกับครองสติไม่อยู่ บางครั้งก็เพ้อ ความเหนื่อยของจิตที่คิดวน ๆ อยู่กับเรื่องไม่กี่เรื่อง สุขภาพของพี่ชาย… ธุรกิจของพี่ชาย… ทำให้เธอรู้สึกอ่อนล้าทั้งกายและใจ อยากจะหลับพักจิตจากโลกแห่งความเป็นจริง สำเนียงปักกิ่งของผู้ชายที่คุ้นเคย ดังขึ้นข้าง ๆ หู เธอลืมตา… ใบหน้าที่สะอาดสะอ้านของพี่ชายตัวเตี้ย ปรากฏต่อหน้าเธอ มีแต่รอยยิ้มจากอาหลงที่ส่งให้เธอ แต่ไม่มีคำพูดใด ๆ ตอบมาอีก ลมเย็นจากสายฝนกรรโชกเข้ามากระทบโซฟา ทำให้เธอรู้สึกตัวตื่นขึ้น … ไม่มีภาพอาหลงปรากฏให้เห็นในโลกแห่งความเป็นจริง… เป็นเพียงแค่ฝันไปชั่วครู่เท่านั้น **************************************************************************************************** ซีฟ่งเปิดประตูห้องนอนพี่ชาย พี่ชายนอนอยู่บนเตียง หน้าตาเป็นสีคล้ำ ขอบตาเป็นสีเขียว เขากลอกตามองน้องสาว “พี่ใหญ่… นอนไม่หลับเหรอ ?ร้อนมั้ย ? ฉันปิดแอร์ไป เพราะเห็นว่าฝนตก อากาศข้างนอกเย็น” เธอพูดด้วยภาษาจีนกลาง แอนดี้สั่นหัว น้องสาวแตะมือที่ซอกคอของพี่ชาย ความรู้สึกที่หลังมือบอกว่าความร้อนของร่างกายพี่ชายได้ลดลงไปกว่าเมื่อวานนี้อย่างเห็นได้ชัด “พี่ใหญ่… เมื่อวานที่พี่เล่าว่าพี่หลงมาหา พี่หลงพูดว่ายังไงบ้าง ?” พี่ชายหายใจฟืดฟาด ค่อย ๆ เล่า เขาหยุดพัก เพื่อหายใจ แล้วพยายามเล่าต่อ น้องสาวฟังด้วยความประหลาดใจ ถ้าไม่นับเสียงที่แผ่วเบากับลมหายใจที่ติดขัดแล้ว เธอคิดว่าสติของพี่ชายในขณะนั้นยังมีครบเกือบสมบูรณ์ ถึงได้จดจำคำพูดได้ดีถึงขนาดนี้ “อาฟ่ง… ฉันจะไม่ยอมแพ้นะ อาหลงมาเป็นกำลังใจให้ฉัน” พี่ชายจับมือน้องสาวขึ้นมากุม พูดด้วยเสียงที่แผ่วเบาจนแทบจับใจความไม่ได้ อาฟ่งเงี่ยหูเข้าใกล้ เพื่อฟังให้ชัดขึ้น “อ่าฟ่ง… อาหลงสูงขึ้นแล้วนะ” เธอได้ยินชัดเจน น้ำตาที่คลออยู่ไหลออกมาจากเบ้าตาทันที เธอซบหน้าลงที่หน้าอกของพี่ชาย ขณะนี้ เธออยากให้เวลาเดินให้เร็วกว่านี้ เพื่อที่พี่ชายจะได้ผ่านพ้นความทุกข์ครั้งนี้ได้อย่างรวดเร็ว **************************************************************************************************** “พี่เล็ก เมื่อวานช่วงบ่ายต้น ๆ พี่เล็กอยู่ออฟฟิศหรือเปล่าคะ ?” “เปล่าจ๊ะ พี่ไปแจกใบปลิวที่พระโขนง กลับมาบ่ายสี่โมง” “อ๋อ ค่ะ แล้วตอนที่พี่เล็กกลับมาดูพี่แอนดี้ พี่แอนดี้ก็เล่าเรื่องพี่หลงให้ฟังใช่มั้ยคะ ?” “ใช่จ๊ะ” “จ๊ะ มีน้องบุ๋มเฝ้าเคาน์เตอร์ ทำไมหรือน้องฟ่ง ?” “คือ… ฟ่งฟังเรื่องที่พี่แอนดี้เล่าว่าพี่หลงมาหา ฟ่งชักไม่แน่ใจแล้วว่าพี่แอนดี้เพ้อ หรือว่า ไม่ได้เพ้อ เพราะสิ่งที่พี่หลงพูดกับพี่แอนดี้ มันเหมือนไม่ใช่ฝันเพ้อเจ้อ มันฟังแล้วมีสาระเกินกว่าเป็นความฝัน” “เหรอ… ถ้าไม่ได้เพ้อ แล้วจะเป็นอะไรล่ะ ? หรือเป็นวิญญานจริง ๆ ?” “ไม่รู้เหมือนกันค่ะ แต่มีอีกอย่างนึง ไม่รู้ว่าจะเกี่ยวกันมั้ย เมื่อวานตอนที่พี่เล็กกลับไปแล้ว ฟ่งเดินเข้าห้องครัวชงกาแฟ ฟ่งเห็นว่ามีเปลือกมะนาวสี่ซีกทิ้งอยู่ในถังขยะ” “หา… จริงเหรอ ? แปลว่ามีคนมาชงน้ำมะนาวให้พี่แอนดี้จริง ๆ เหรอ ? อือ… ขนลุกเลย” อาฟ่งหัวเราะ “อือ… ช่วงนั้นมีนักเรียนมาเรียนคลาสนึง เฉินเหล่าซือก็คงสอนอยู่ ก็อาจมีน้องบุ๋ม เดี๋ยวพี่รอน้องบุ๋มมาเวรบ่าย แล้วพี่จะลองถามให้” “ค่ะ ๆ ขอบคุณค่ะ พี่เล็ก” หงส์น้อยตัดสาย แล้วเดินไปริมผนังกระจก มองออกไปนอกห้องรับแขก ดูสายฝนที่ตกพรำยามสาย __________________________________________________________________________________________ โดย วีรยาติ นิยาย 'หมอเถื่อน' รวมเล่มฉบับแรก เปิดให้จองแล้ว กดที่นี่ 1. สมัครสมาชิก เว๊บบอร์ดที่นี่ (หากไม่สมัครสมาชิก จะโหวต หรือ แสดงความคิดเห็นไม่ได้) และ 2. แสดงความคิดเห็น หรือ โหวต - ชอบตัวละคร ขอเชิญโหวตได้ที่นี่ - อ่าน หรือ แสดงความคิดเห็นที่นี่ เชิญเยี่ยม Facebook หมอเถื่อน (ให้กำลังใจโดยเข้าไป แล้วกด Like หรือ เขียนคำวิจารณ์)
|
|||||||