ตอน 24

สากลสัญญาณ

อาคารฟอร์โมซ่าแกรนด์…สุขุมวิท

ซีฟ่งนั่งรออยู่ที่ห้องรับแขกชั้นสอง  เธออยู่ในชุดกระโปรงสีเทา มีเสื้อคลุม แต่งตัวมิดชิดกว่าปกติ

พนักงานสาว เดินมาเชิญ
“คุณซีฟ่งคะ เชิญที่ห้องผู้จัดการได้แล้วค่ะ”

อาฟ่งลุกขึ้นเดินตามไป   พนักงานเดินนำไปที่ห้องผู้จัดการ

ประตูถูกเปิดออก ผู้จัดการหนุ่มวัยสามสิบกว่าปี ยืนส่งยิ้มให้
หนีห่าว” เขาทักด้วยภาษาจีนกลาง

หนีห่าว” อาฟ่งตอบ
พนักงานสาวเดินออกจากห้อง ปิดประตู คงเหลือแต่อาฟ่งและผู้จัดการ

คุณคือไคลี่ใช่มั้ย ?” เธอสนทนาด้วยภาษาจีนกลาง
ใช่ ๆ  ผมเอง  เธอคือซีฟ่งเหรอ ?

เธอพยักหน้าตอบ
ไคลี่ผายมือไปที่โซฟารับแขก เชิญให้นั่งสนทนากัน

อาฟ่ง เธอมาจากปักกิ่งที่เดียวกับแอนดี้เหรอ ?
ใช่ค่ะ” อาฟ่งนั่งโซฟาฝั่งตรงข้าม เธอรู้สึกถึงสำเนียงที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

ไคลี่พยักหน้าแล้วยิ้ม
“เธอคงเป็นคนที่แอนดี้ไว้ใจมากนะ ถึงได้ฝากเรื่องนี้มาให้”
“ค่ะ ฉันเป็นน้องสาวแอนดี้”

อีกฝ่ายเบิกตาโพลง
“น้องสาว ?  ไอ๊ย่า… เธอโตขนาดนี้แล้วเหรอ ? ดี  ๆ  ฉันเคยเห็นเธอเพียงแค่ในรูปถ่าย”

อาฟ่งยิ้มรับ เธอเปิดกระเป๋าถือ แล้วหยิบซองจดหมายออกมา

นี่ค่ะ พี่ใหญ่ฝากจดหมายนี้ให้” เธอยื่นซองให้

ไคลี่รับซอง แล้วเปิดซองหยิบกระดาษมาอ่านทันที  อ่านข้อความจบ รอยยิ้มก็ปรากฏบนใบหน้า

“ดี ดี   ยังไงฉันก็ไม่รู้จะไปออกงานนี้ได้ยังไง ถ้าไม่ใช่ในนามสาธารณรัฐประชาชนจีน  ใช่มั้ย ?  ฮ่า ๆ เพราะไต้หวันไม่ใช่ประเทศ”

อาฟ่งพยักหน้า

ไคลี่พูดต่อทันที
“แต่… เรามีเอกราชของเรา  แล้วเราก็ไม่ใช่ของแผ่นดินใหญ่  เราเป็นประเทศ ถึงแม้จะไม่มีใครยอมรับเป็นทางการ  ยังไงก็ตาม ฉันก็ขอขอบคุณแอนดี้ ที่ช่วยให้พวกฉันได้ออกงานในครั้งนี้  ถึงแม้บู๊ธเราจะต้องอยู่ในชื่อประเทศจีน แต่การได้แสดงสินค้าในงานนี้ ก็นับว่าเป็นการเปิดตัวที่ยิ่งใหญ่”

อาฟ่งพยักหน้ารับ

“อาฟ่ง ฉันมีคำถาม ทำไมแอนดี้ถึงกระตือรือร้นที่จะได้บู๊ธสุดท้ายนี้เข้ามาอยู่ในชื่อประเทศจีน  บู๊ธนี้มีประเทศไหนจะแย่งไปหรือ ?”

เธอมองหน้าไคลี่
“ญี่ปุ่น บู๊ธสุดท้ายมีชื่อประเทศญี่ปุ่นอยู่ในคิวจองอันดับแรก”

ผู้จัดการหัวเราะร่า แล้วปรบมือ
“เยี่ยม เก่งมาก  แอนดี้เก่งมาก เยี่ยม  เลือดชาวฮั่นยังข้นนะ แย่งจากพวกนั้นมาได้”

เขาลุกขึ้นยืน แล้วเดินไปที่หน้าต่าง  ชี้นิ้วออกไปข้างนอก

“ซีฟ่งเห็นตึกนั้นมั้ย ? เพิ่งสร้างใหม่  เป็นตึกรอยต่อระหว่างแหล่งเที่ยวของญี่ปุ่น กับ ตึกแถวร้านอาหารจีน  ตึกนี้มีคนแย่งกันเช่าอยู่สามฝ่าย  คนไทย ญี่ปุ่น แล้วก็พวกเรา ฉันหมายถึงฉันกับแอนดี้  ถ้าเราได้ตึกนี้  พวกเราก็จะมาแบ่งกันเองระหว่างแอนดี้กับพวกฉัน”

อาฟ่งพยักหน้า สีหน้าเธอมีเพียงรอยยิ้มตามมารยาท 

ไคลี่เดินกลับมาที่โซฟา แล้วล้วงกระเป๋าเสื้อ หยิบนามบัตรยื่นให้เธอ
“นี่ นามบัตรของฉัน”

อาฟ่งอ่านนามบัตร มีชื่อบริษัทห้างร้านอยู่สองสามแห่งในนามบัตร  มีแห่งหนึ่งที่สะดุดตาเธอ
“ขอโทษที  เอฟจีบางละมุงนี่เป็นของบริษัทคุณด้วยหรือคะ ?”
อีกฝ่ายพยักหน้า
“ใช่แล้ว  ที่นั่นเป็นบริษัทในเครือของเรา ถึงแม้ไม่ใช่บริษัทใหญ่นะ แต่ธุรกิจกำลังไปได้ดี  เราไปหุ้นกับคนไทยท้องถิ่นที่นั่น”

อาฟ่งพยักหน้า
“ใช่สมพิศหรือเปล่าคะ ?”

ไคลี่กำลึงนึก คลับคล้ายคลับคลาเมื่อได้ยินชื่อ
“เอ่อ… น่าจะใช่นะ ฉันเองจำชื่อหุ้นส่วนไม่ได้ เพราะคุณฉีที่เป็นประธานบริษัทเป็นคนไปรู้จัก  แต่คุ้น ๆ ว่าน่าจะใช้ชื่อสมพิศเป็นหุ้นส่วนเพราะเชื้อสายไทย”

อาฟ่งพยักหน้า

“ซีฟ่ง  เธอรู้จักกับพวกเขาหรือ ?”

“ค่ะ…  ไคลี่ ฉันขอถามหน่อย เพราะฉันเองไม่ได้รู้เรื่องงานจองบู๊ธที่พี่แอนดี้ทำนี้เท่าไหร่ แต่เห็นว่าน่าสนใจดี   ฟอร์โมซ่าแกรนด์หวังจะได้รายได้จากงานนี้มากหรือคะ ?”

ผู้จัดการยิ้มด้วยความภูมิใจในบริษัท
“ใช่ ๆ  ฉันมั่นใจว่าเทคโนโลยีของเราไม่แพ้ญี่ปุ่นแน่นอน เป็นรองก็แค่อิตาลี่ แต่ราคาของเราถูกกว่าญี่ปุ่น  งานนี้เชื่อว่าเราจะได้รับออร์เดอร์จองสินค้าในงาน อาจจะเท่ากับห้าสิบเปอร์เซนต์ของยอดขายที่ตั้งไว้ในปีนี้”

อาฟ่งยิ้มทันที
“ถ้ายังงั้น  ฉันขอแสดงความยินดีด้วย  พี่ใหญ่คงยินดีมากที่ได้ช่วยให้บริษัทของคุณได้มีรายได้”
เธอย้ำเพื่อให้แน่ใจ

“แน่นอน  แอนดี้นับว่าได้ช่วยเหลือพวกเราอย่างมาก ในการแย่งโควต้าบู๊ธนี้มาได้  บอกพี่ใหญ่ของเธอได้ว่า  พวกฉันพร้อมให้ความช่วยเหลือ หากพี่ใหญ่ของเธอต้องการความช่วยเหลือใด ๆ  เราชาวฮั่นด้วยกัน ถือว่าเป็นคนกันเองนะ”

อาฟ่งยิ้มเมื่อได้ยินคำตอบรับจากผู้จัดการหนุ่มไต้หวัน
“ถ้าอย่างนั้น ฉันไม่รบกวนเวลาของคุณแล้ว  ฉันยังมีธุระอื่นต้องไปทำต่อ คงต้องขอตัว”

“ได้ ได้ ฉันเดินไปส่ง”

“ไม่เป็นไร ไม่ต้องส่งค่ะ ฉันเดินออกไปเอง  รักษาสุขภาพนะคะ”

“ได้ ได้  แล้วเจอกันใหม่ครับ”  ไคลี่ส่งยิ้มให้ แล้วโค้ง

หงส์น้อยเดินออกจากห้องผู้จัดการพร้อมใบหน้าที่ครุ่นคิด
“เอฟจีบางละมุง” เธอพึมพำเบา ๆ แล้วพยักหน้า

*********************************************************************************************

ฮอนด้าซีวิคสีดำแล่นออกจากซอย เข้าสู่ถนนสุขุมวิท

โชเฟอร์หันมาทางตุ๊กตาหน้ารถสาว
“เป็นไง เรียบร้อยมั้ย หงส์ ?”

“ค่ะ พี่ก้อง ไม่มีอะไรมาก หงส์แค่เอาเอกสารมาให้”

ก้องเอื้อมมือเปิดวิทยุ  รายการข่าวกำลังรายงานเหตุการณ์วางระเบิดในภาคใต้

“พี่ก้อง…”
“หือ ?” เขาหันหน้ามาหาหงส์น้อย

“ถ้าภาคใต้ประกาศแยกตัวเป็นอิสระจากประเทศไทย ไม่ขึ้นกับรัฐบาลไทย  แล้วรัฐบาลไทยจะยอมมั้ยคะ ?”

โชเฟอร์หัวเราะทันที
“ฮ่า ๆ ๆ  จะยอมได้ไงน้องหงส์  ภาคใต้ก็คือประเทศไทย จู่ ๆ จะมาแยกออกไปเพราะเรื่องอะไร ? คนในภาคใต้ก็คนไทย ทรัพยากรทั้งหมดก็ของประเทศไทย  ยังงี้คนอิสาน คนเหนือก็ขอแยกประเทศบ้าง เราก็แตกเป็นเสี่ยง ๆ น่ะสิ  รัฐบาลจะปกครองแค่ภาคกลางหรือยังไง ?   ไม่ได้หรอก  ใครคิดแบบนั้นก็บ้าแล้ว”

หงส์พยักหน้ารับรู้

โชเฟอร์หันมามองอีกครั้ง

ตุ๊กตาหน้ารถยังนั่งเงียบ  เธอมองออกไปนอกรถ เสมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“หงส์  หงส์ถามพี่ทำไมล่ะ ?  ถามแล้วก็เงียบ”
“คะ ?  อื่อ… ไม่มีอะไรหรอกค่ะ”

ก้องหันหน้ากลับไปมองถนน ถอนหายใจยาว ๆ   ค่อย ๆ ยกมือขวาขึ้นลูบหน้าผาก  หากเขาจะสามารถหยั่งความลึกของจิตใจสาวน้อยที่นั่งข้าง ๆ เขาได้แม้แต่เพียงครึ่ง ก็คงได้เพิ่มความมั่นใจในตัวเขาเองได้มากกว่านี้หลายเท่า  ขอเพียงแค่ครึ่งหนึ่งของจิตใจเธอที่เขาหยั่งถึง  ก็คงดีกว่านี้มากนัก

หงส์สังเกตุเห็น รู้ดีว่านี่เป็นอาการที่ก้องเริ่มอึดอัดเล็ก ๆ
“ค่ะ หงส์ก็เห็นด้วยเหมือนกัน  แล้วคนไต้หวันคิดอะไร ทำไมถึงคิดว่าจะแยกตัวเป็นอิสระจากจีนแผ่นดินใหญ่ได้  ? พวกเค้าใหญ่มาจากไหน หรือ แค่มีเศรษฐกิจที่ก้าวหน้าไปกว่าแผ่นดินใหญ่ ก็จะลืมไปว่าเขาคือชนชาติจีน  ? เขารู้มั้ยว่าคนแผ่นดินใหญ่ไม่เคยเห็นว่าพวกเค้าเป็นประเทศเลย แค่เป็นจังหวัดเล็ก ๆ ที่พวกตะวันตกให้ท้าย”

ก้องเริ่มยิ้ม เข้าใจในทันทีว่าหงส์พยายามอธิบายเรื่องในใจให้เขารับรู้
“น้องหงส์ไม่ชอบคนไต้หวันเหรอ ?   ก็จีนเหมือนกันไม่ใช่เหรอ ?”

“อื้อ..ค่ะ  จีนเหมือนกัน  ถึงจะพูดแมนดารินแต่สำเนียงพูดไม่เหมือนกัน เวลาคนไทเปได้ยินเราพูดสำเนียงปักกิ่ง เขาจะดูถูกว่าสำเนียงบ้านนอก เหมือนกับว่าพวกเค้าเจริญกว่า สร้างแฟชั่นให้โลกยอมรับได้มากกว่า  พี่ก้องคิดยังไง หากคนภาคใต้ซื้อขีปนาวุธตั้งเป้ามาที่กรุงเทพ ฯ ? ”

ก้องหัวเราะ
“ใครจะไปทำขนาดนั้น ?   คนไทยคงไม่ทำยังงั้นกันหรอก”

“ค่ะ  แต่ไต้หวันทำ พวกเค้าซื้อขีปนาวุธจากอเมริกามาวางที่แนวช่องแคบฟอร์โมซ่า ตั้งเป้ามาที่ปักกิ่ง แล้วให้ทัพเรืออเมริกามาช่วย  คลินตั้นเป็นคนสั่งให้ปกป้องไต้หวัน  สันดานอเมริกา  เลวมาก”

ก้องพยักหน้ารับฟัง
“อือ… เหรอ  พี่ไม่ค่อยรู้เรื่องไต้หวันกับจีนซักเท่าไหร่  แต่แค่รู้ว่ารัฐบาลไทยยึดถือนโยบายจีนเดียว คือ รัฐบาลปักกิ่ง  หงส์ติดใจกับเรื่องนี้มากเลยเหรอ ?”

“ค่ะ   บ้านเกิดหงส์คือปักกิ่ง  ถ้าใครจะทำลายปักกิ่ง หงส์คงไม่เก็บไว้หรอก”

ก้องพยักหน้าอีกครั้ง  เป็นวันแรกที่เขาได้รับรู้มุมมองที่เขานึกไม่ถึงว่าจะมีอยู่ในตัวเธอ

“น้องหงส์ ยังอยากไปดูกล้องมั้ย ?เค้ามีโปรโมชั่นลดราคา”

เธอสั่นหัว
“ไม่ดีกว่า หงส์ใช้กล้องตัวเก่าไปก่อนได้”

“ตกลงจะไม่ทำเป็นงานประจำเหรอ ?”  ก้องถามถึงบริษัทที่เขาเป็นคนแนะนำให้ไปสัมภาษณ์

“หงส์บอกเค้าไปแล้วว่า หากหงส์ทำเป็นฟรีแล๊นซ์ได้ จะดีกว่า  ถ้าไม่ได้ หงส์ก็ไม่สะดวกจะทำงานประจำค่ะ”

โชเฟอร์เอื้อมมือไปหลังเบาะ แล้วหยิบกล่องของขวัญชิ้นเล็ก ยื่นให้หงส์น้อย

หงส์ทำหน้าสงสัย
“อะไรคะ ?”

“คองเกรตูเลชั่น  สำหรับงานฟรีแล๊นซ์จ๊ะ  พี่เอ๊ะโทรมาบอกพี่แล้วว่า ตกลงจ้างเป็นฟรีแลนซ์  เจ้านายพี่เอ๊ะชอบบทความกับรูปภาพที่หงส์ส่งไปให้ดู”

เธอยิ้มเมื่อได้ยิน
“จริงเหรอคะ ? ดีจัง” เธอรับของขวัญมาถือไว้ในมือ  “แล้วทำไมพี่เอ๊ะไม่โทรบอกหงส์เองล่ะคะ ?”

โชเฟอร์อมยิ้ม
“ไปหาอะไรกินกันดีกว่า พี่เลี้ยงเอง สำหรับหมวยฟรีแล๊นซ์ที่น่ารักที่สุด หงส์อยากกินอะไร ?”

“พี่ก้องไม่ต้องเลี้ยงหรอก หงส์น่าจะเป็นฝ่ายเลี้ยงมากกว่า เพราะงานนี้พี่ก้องเป็นคนแนะนำหงส์นะ”

“ได้ หงส์เลี้ยงก็ได้  อยากกินอะไรล่ะ ?   ที่เราจะไป มีพิซซ่า อาหารญี่ปุ่น สุกี้ อาหารไทย  หงส์เลือกมา”

“อะไรก็ได้ค่ะ”

ก้องหัวเราะ
“อะไรก็ได้อีกแล้วรึเรา  ไม่เคยเลือกเองซักทีนะ”

“อะไรก็ได้ ที่ไม่ใช่สุกี้” เธอตอบ

*********************************************************************************************


พักเที่ยง…

รุ่งกำลังนั่งมองข้าวราดแกงเขียวหวานหมูใส่ฟักที่วางอยู่บนโต๊ะข้างหน้าเขา   โอกาสน้อยที่จะหาแกงเขียวหวานที่ใส่ฟักแทนมะเขือ  ความทรงจำตั้งแต่เด็ก…เขาเคยถูกป้อนด้วยข้าวราดแกงเขียวหวานฟัก เหยาะน้ำปลา จนกลายเป็นอาหารประจำชาตินี้  ซึ่งไม่รู้ว่าชาติหน้า จะได้ทานอาหารแบบนี้อีกหรือเปล่า

มือนิ่ม ๆ เอื้อมมาแตะบ่าเขาเบา ๆ  รุ่งหันมา
“อ้าวพี่ติ่ง…  วันนี้กินร้านนี้เหรอ ?”

ผู้จัดการแผนกบุคคลส่งยิ้มให้
“เปล่า… เห็นเธอนั่งอยู่คนเดียว เลยเดินเข้ามาทัก  เป็นไง ทำไมนั่งกินคนเดียว ?”

“ผมมากินกับพี่ปีเตอร์กับพวกไอ้เม่นครับ  เค้าไปยืนรออาหารกันอยู่  ผมเลือกข้าวราดแกง เร็วหน่อย”

“อ้าวเหรอ นึกว่ากินคนเดียว  แต่ท่าทางวันนี้อารมณ์ดี  ไงล่ะ พี่ชายเราเค้าทำอีกไม่กี่วันก็ไปแล้ว แต่วันนี้คงทำใจได้แล้วสิ ถึงหน้าตาแจ่มใสแบบนี้ ?”
เธอทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ข้าง ๆ

“ครับ หัวผมโล่งมาสองสามวันแล้ว  พอมันคิดได้ มันก็หมดกังวล”

“อยากรู้จังว่าไอ้ที่คิดได้น่ะ เธอคิดยังไง ? อย่ามาปิดชั้นนะ ”

เขาอมยิ้ม ไม่ได้พูดอะไร

ปีเตอร์ถือจานข้าวผัดเดินมาวางที่โต๊ะ เห็นผู้จัดการแผนกบุคคลก็ทักทาย
“พี่ติ่ง วันนี้ทานด้วยกันหรือเปล่า ?”

อีกฝ่ายสั่นหัว
“ไม่หรอก ทานไปเถอะ พี่แค่แวะมาคุยกับน้องชายเธอ เห็นหน้าเป็นตูดมานาน  วันนี้หน้าตาสดชื่น เลยมาถามดู”     

ปีเตอร์ทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ รุ่ง  แล้วพยักหน้า
“ใช่สิ เค้าท์ดาวน์เหมือนกันแล้วหนิ  ทำตัวชิว ๆ ได้”

เธอขมวดคิ้ว สงสัยในคำพูดของปีเตอร์
“เค้าท์ดาวน์ ?”

ปีเตอร์ชะงัก หันมามองหน้ารุ่ง
“อ้าว… รุ่ง  นี่บอกพี่ติ่งหรือยัง ?”

เขาสั่นหัว
“เปล่าครับ…  ยังไม่ได้บอก”

พี่ติ่งเขย่าเก้าอี้รุ่ง
“ทำงานอึดอัดมานาน จู่ ๆ ก็มาอารมณ์ดี นั่งเค้าท์ดาวน์ อย่างนี้มันเป็นสัญญาณอะไรบางอย่าง ชั้นไม่ได้โง่หรอกนะ มีอะไรมาคุยกันก่อน”

รุ่งมองหน้าพี่ติ่ง แล้วยิ้ม
“ได้ครับ เดี๋ยวตอนบ่ายผมไปหาที่ห้อง แล้วจะเล่าให้ฟัง”

“ไม่ต้อง  ไม่ต้องคุยที่ห้อง  เดี๋ยวพี่กินข้าวเสร็จแล้วโทรหาเธอ หาร้านกาแฟแถวนี้นั่งคุยกัน”
เธอยกนิ้วชี้หน้า “จะทำอะไรไม่มาคุยกันก่อน เดี๋ยวเหอะ”

ปีเตอร์อมยิ้ม

พี่ติ่งมองหน้าทั้งคู่
“เราสองคนนี่  เฮ้อ… ไม่ต้องมายิ้ม ปีเตอร์  เธอน่ะทิ้งน้องชายได้ยังไง ?”

ปีเตอร์หัวเราะ

พี่ติ่งสั่นหัว แล้วเดินผละออกไป

ปีเตอร์ชะโงกหน้ามาที่จานข้าวของรุ่ง
“แกงฟักเหรอ อือ น่ากิน  เปลี่ยนจานกันเหอะ”

รุ่งหัวเราะ สองมือจับขอบจานไว้แน่น
“ฝันไปเหอะ  พี่อยากกินพี่ไปสั่งใหม่เอง”

“ไม่น่าสั่งข้าวผัดเลยว่ะ รอตั้งนาน  โน่น ไอ้เม่นยังยืนรอราดหน้าอยู่  ตกลงบ่ายนี้จะติดรถไปด้วยกันหรือเปล่า ?”

อีกฝ่ายสั่นหัว
“วันนี้ไม่ครับ  ผมไปหาพาร์ทเนอร์แถวสุขุมวิท แล้วจะเลยไปทำธุระ  นัดกับน้องสาวไว้ครับ”

“น้องบ้านโน้นเหรอ ?”

“ครับ”

ปีเตอร์ตักข้าวผัดใส่ปาก  รสชาติไม่เป็นที่ถูกใจ เขาชะโงกหน้ามามองจานของรุ่งอีกครั้ง

รุ่งรีบถ่มน้ำลายลงในจานข้าวตัวเอง

ปีเตอร์ยกมือขึ้นตบหัวรุ่งเบา ๆ
“อุบาทว์จริง ๆ”

จอมอุบาทว์อมยิ้ม แล้วรีบตักข้าวราดแกงฟักใส่ปาก

*********************************************************************************************
หกโมงเย็น…

โทรศัพท์มือถือของซีฟ่งดังขึ้นในร้านหนังสือ

หน้าจอขึ้นชื่อแอนดี้
เธอกดปุ่มรับสาย
เหวย… ต้าเกอ !

เสียงพี่ชายพูดภาษาจีนกลางดังมาแผ่ว ๆ
อาฟ่ง… อาหลงมาหา

“หา… พี่ใหญ่ พี่ว่าไงนะ ?”  เธอถามเสียงดังขึ้น

น้ำเสียงของเธอทำให้ก้องที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ หันมาจ้องหน้า

เสียงพี่ใหญ่พูดคำเดิม น้ำเสียงแผ่วลง
“อาฟ่ง อาหลงมาหาฉัน”

เธอได้ยินชัดเจน จิตเธอตกวูบในทันที

“พี่ใหญ่ … พี่หลงจะมาหาพี่ได้ยังไง ? พี่ใหญ่ยังมีไข้อยู่  ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวฉันจะรีบกลับไป แล้วพาพี่กลับบ้าน”

“ได้”

เธอกดตัดสาย  สีหน้าเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด

“น้องหงส์  มีเรื่องอะไรเหรอ ? ก้องถามขึ้น

“พี่แอนดี้เห็นภาพหลอน” เธอถอนหายใจ  แล้วกดเบอร์โทรเข้าที่สถาบันสอนภาษา
“พี่เล็ก  ฟ่งนะคะ”
“จ๊ะ”
“พี่แอนดี้ยังอยู่ในห้องหรือเปล่า ?”
“อยู่จ๊ะ  พี่เล็กเพิ่งชงน้ำชาไปให้  ยังนอนอยู่”

“เมื่อกี๊พี่แอนดี้เพ้อค่ะ โทรมาหาฟ่ง พี่เล็กช่วยเข้าไปดูให้อีกทีได้มั้ยคะ ?   วันนี้ฟ้าครึ้ม ๆ แอร์คงเย็นมากขึ้น  ผ้าห่มคงต้องห่มให้มิด”

“พี่แอนดี้โทรหาน้องฟ่งเหรอ ?”
“ค่ะ”
“เรื่องอาหลงหรือเปล่า ?”

“ค่ะ”

“เมื่อกี๊พี่แอนดี้ก็เล่าให้พี่ฟังว่า ตอนบ่ายอาหลงมาสะกิดให้ตื่น แล้วก็มารักษาให้หายใจได้โล่งขึ้น แล้วยังทำน้ำมะนาวมาให้กิน”

“เหรอคะ ? คิดว่าไข้ยังสูงอยู่  เดี๋ยวฟ่งจะกลับเข้าไปนะคะ  ฝากพี่เล็กเข้าไปดูอีกครั้งนะคะ”

“ได้จ๊ะ ไม่ต้องห่วง”
*********************************************************************************************
 
ซีฟ่งกับก้อง เดินออกจากร้านหนังสือ

“พี่แอนดี้ไม่เคยป่วย  ไม่เคยนอนละเมอ  ครั้งนี้หนักมาก  น้ำหนักก็ยังลดลงไปเรื่อย ๆ”

ก้องจับแขนหงส์น้อย
“พี่ช่วยอะไรได้บ้างมั้ย ?  พาไปโรงพยาบาลเถอะ”

เธอส่งยิ้มให้ก้อง แต่ไม่พยักหน้า  เป็นเพียงแค่รับรู้ในความหวังดี  เธอรู้จักพี่ชายคนนี้ดี  หากพี่ใหญ่ตัดสินใจว่าจะเดินทางไหน  แม้ตาย ก็เปลี่ยนไม่ได้  เธอไม่มั่นใจว่าครั้งนี้พี่ใหญ่เลือกหนทางการรักษาได้ถูกต้องหรือไม่  

“พี่ก้องไปส่งหงส์ที่ที่ทำงานพี่แอนดี้นะคะ”

“ได้ครับ”

การเห็นภาพคนที่ตายไปแล้วมาเยี่ยมเยียนในขณะที่ตัวเองป่วยหนัก นั่นเป็นสัญญาณสากล ไม่ว่าชนชาติใดก็แปลความหมายนี้ออก

ซีฟ่งสูดหายใจช้า ๆ ลึก ๆ เพื่อเรียกสติ และ กำลังใจที่มีอยู่น้อยนิดให้เพิ่มขึ้น

__________________________________________________________________________________________

โดย วีรยาติ

กลับขึ้นด้านบน

นิยาย 'หมอเถื่อน' รวมเล่มฉบับแรก เปิดให้จองแล้ว กดที่นี่

 

อ่านตอนต่อไป
อ่านตอนอื่น

1. สมัครสมาชิก เว๊บบอร์ดที่นี่ (หากไม่สมัครสมาชิก จะโหวต หรือ แสดงความคิดเห็นไม่ได้) และ

2. แสดงความคิดเห็น หรือ โหวต

- ชอบตัวละคร ขอเชิญโหวตได้ที่นี่

- อ่าน หรือ แสดงความคิดเห็นที่นี่

เชิญเยี่ยม Facebook หมอเถื่อน

(ให้กำลังใจโดยเข้าไป แล้วกด Like หรือ เขียนคำวิจารณ์)

Free counters