![]() |
| ||||||
|
| |||||||
อาคารฟอร์โมซ่าแกรนด์…สุขุมวิท ซีฟ่งนั่งรออยู่ที่ห้องรับแขกชั้นสอง เธออยู่ในชุดกระโปรงสีเทา มีเสื้อคลุม แต่งตัวมิดชิดกว่าปกติ พนักงานสาว เดินมาเชิญ อาฟ่งลุกขึ้นเดินตามไป พนักงานเดินนำไปที่ห้องผู้จัดการ ประตูถูกเปิดออก ผู้จัดการหนุ่มวัยสามสิบกว่าปี ยืนส่งยิ้มให้ “หนีห่าว” อาฟ่งตอบ “คุณคือไคลี่ใช่มั้ย ?” เธอสนทนาด้วยภาษาจีนกลาง เธอพยักหน้าตอบ “อาฟ่ง เธอมาจากปักกิ่งที่เดียวกับแอนดี้เหรอ ?” ไคลี่พยักหน้าแล้วยิ้ม อีกฝ่ายเบิกตาโพลง อาฟ่งยิ้มรับ เธอเปิดกระเป๋าถือ แล้วหยิบซองจดหมายออกมา “นี่ค่ะ พี่ใหญ่ฝากจดหมายนี้ให้” เธอยื่นซองให้ ไคลี่รับซอง แล้วเปิดซองหยิบกระดาษมาอ่านทันที อ่านข้อความจบ รอยยิ้มก็ปรากฏบนใบหน้า “ดี ดี ยังไงฉันก็ไม่รู้จะไปออกงานนี้ได้ยังไง ถ้าไม่ใช่ในนามสาธารณรัฐประชาชนจีน ใช่มั้ย ? ฮ่า ๆ เพราะไต้หวันไม่ใช่ประเทศ” อาฟ่งพยักหน้า ไคลี่พูดต่อทันที อาฟ่งพยักหน้ารับ “อาฟ่ง ฉันมีคำถาม ทำไมแอนดี้ถึงกระตือรือร้นที่จะได้บู๊ธสุดท้ายนี้เข้ามาอยู่ในชื่อประเทศจีน บู๊ธนี้มีประเทศไหนจะแย่งไปหรือ ?” เธอมองหน้าไคลี่ ผู้จัดการหัวเราะร่า แล้วปรบมือ เขาลุกขึ้นยืน แล้วเดินไปที่หน้าต่าง ชี้นิ้วออกไปข้างนอก “ซีฟ่งเห็นตึกนั้นมั้ย เพิ่งสร้างใหม่ เป็นตึกรอยต่อระหว่างแหล่งเที่ยวของญี่ปุ่น กับ ตึกแถวร้านอาหารจีน ตึกนี้มีคนแย่งกันเช่าอยู่สามฝ่าย คนไทย ญี่ปุ่น แล้วก็พวกเรา ฉันหมายถึงฉันกับแอนดี้ ถ้าเราได้ตึกนี้ พวกเราก็จะมาแบ่งกันเองระหว่างแอนดี้กับพวกฉัน” อาฟ่งพยักหน้า สีหน้าเธอมีเพียงรอยยิ้มตามมารยาท ไคลี่เดินกลับมาที่โซฟา แล้วล้วงกระเป๋าเสื้อ หยิบนามบัตรยื่นให้เธอ อาฟ่งอ่านนามบัตร มีชื่อบริษัทห้างร้านอยู่สองสามแห่งในนามบัตร มีแห่งหนึ่งที่สะดุดตาเธอ อาฟ่งพยักหน้า ไคลี่กำลึงนึก คลับคล้ายคลับคลาเมื่อได้ยินชื่อ อาฟ่งพยักหน้า “ซีฟ่ง เธอรู้จักกับพวกเขาหรือ ?” “ค่ะ… ไคลี่ ฉันขอถามหน่อย เพราะฉันเองไม่ได้รู้เรื่องงานจองบู๊ธที่พี่แอนดี้ทำนี้เท่าไหร่ แต่เห็นว่าน่าสนใจดี ฟอร์โมซ่าแกรนด์หวังจะได้รายได้จากงานนี้มากหรือคะ ?” ผู้จัดการยิ้มด้วยความภูมิใจในบริษัท อาฟ่งยิ้มทันที “แน่นอน แอนดี้นับว่าได้ช่วยเหลือพวกเราอย่างมาก ในการแย่งโควต้าบู๊ธนี้มาได้ บอกพี่ใหญ่ของเธอได้ว่า พวกฉันพร้อมให้ความช่วยเหลือ หากพี่ใหญ่ของเธอต้องการความช่วยเหลือใด ๆ เราชาวฮั่นด้วยกัน ถือว่าเป็นคนกันเองนะ” อาฟ่งยิ้มเมื่อได้ยินคำตอบรับจากผู้จัดการหนุ่มไต้หวัน “ได้ ได้ ฉันเดินไปส่ง” “ไม่เป็นไร ไม่ต้องส่งค่ะ ฉันเดินออกไปเอง รักษาสุขภาพนะคะ” “ได้ ได้ แล้วเจอกันใหม่ครับ” ไคลี่ส่งยิ้มให้ แล้วโค้ง หงส์น้อยเดินออกจากห้องผู้จัดการพร้อมใบหน้าที่ครุ่นคิด ********************************************************************************************* โชเฟอร์หันมาทางตุ๊กตาหน้ารถสาว “ค่ะ พี่ก้อง ไม่มีอะไรมาก หงส์แค่เอาเอกสารมาให้” ก้องเอื้อมมือเปิดวิทยุ รายการข่าวกำลังรายงานเหตุการณ์วางระเบิดในภาคใต้ “พี่ก้อง…” “ถ้าภาคใต้ประกาศแยกตัวเป็นอิสระจากประเทศไทย ไม่ขึ้นกับรัฐบาลไทย แล้วรัฐบาลไทยจะยอมมั้ยคะ ?” โชเฟอร์หัวเราะทันที หงส์พยักหน้ารับรู้ โชเฟอร์หันมามองอีกครั้ง ตุ๊กตาหน้ารถยังนั่งเงียบ เธอมองออกไปนอกรถ เสมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น “หงส์ หงส์ถามพี่ทำไมล่ะ ? ถามแล้วก็เงียบ” ก้องหันหน้ากลับไปมองถนน ถอนหายใจยาว ๆ ค่อย ๆ ยกมือขวาขึ้นลูบหน้าผาก หากเขาจะสามารถหยั่งความลึกของจิตใจสาวน้อยที่นั่งข้าง ๆ เขาได้แม้แต่เพียงครึ่ง ก็คงได้เพิ่มความมั่นใจในตัวเขาเองได้มากกว่านี้หลายเท่า ขอเพียงแค่ครึ่งหนึ่งของจิตใจเธอที่เขาหยั่งถึง ก็คงดีกว่านี้มากนัก หงส์สังเกตุเห็น รู้ดีว่านี่เป็นอาการที่ก้องเริ่มอึดอัดเล็ก ๆ ก้องเริ่มยิ้ม เข้าใจในทันทีว่าหงส์พยายามอธิบายเรื่องในใจให้เขารับรู้ “อื้อ..ค่ะ จีนเหมือนกัน ถึงจะพูดแมนดารินแต่สำเนียงพูดไม่เหมือนกัน เวลาคนไทเปได้ยินเราพูดสำเนียงปักกิ่ง เขาจะดูถูกว่าสำเนียงบ้านนอก เหมือนกับว่าพวกเค้าเจริญกว่า สร้างแฟชั่นให้โลกยอมรับได้มากกว่า พี่ก้องคิดยังไง หากคนภาคใต้ซื้อขีปนาวุธตั้งเป้ามาที่กรุงเทพ ฯ” ก้องหัวเราะ “ค่ะ แต่ไต้หวันทำ พวกเค้าซื้อขีปนาวุธจากอเมริกามาวางที่แนวช่องแคบฟอร์โมซ่า ตั้งเป้ามาที่ปักกิ่ง แล้วให้ทัพเรืออเมริกามาช่วย คลินตั้นเป็นคนสั่งให้ปกป้องไต้หวัน สันดานอเมริกา เลวมาก” ก้องพยักหน้ารับฟัง “ค่ะ บ้านเกิดหงส์คือปักกิ่ง ถ้าใครจะทำลายปักกิ่ง หงส์คงไม่เก็บไว้หรอก” ก้องพยักหน้าอีกครั้ง เป็นวันแรกที่เขาได้รับรู้มุมมองที่เขานึกไม่ถึงว่าจะมีอยู่ในตัวเธอ “น้องหงส์ ยังอยากไปดูกล้องมั้ย เค้ามีโปรโมชั่นลดราคา” เธอสั่นหัว “ตกลงจะไม่ทำเป็นงานประจำเหรอ ?” ก้องถามถึงบริษัทที่เขาเป็นคนแนะนำให้ไปสัมภาษณ์ “หงส์บอกเค้าไปแล้วว่า หากหงส์ทำเป็นฟรีแล๊นซ์ได้ จะดีกว่า ถ้าไม่ได้ หงส์ก็ไม่สะดวกจะทำงานประจำค่ะ” โชเฟอร์เอื้อมมือไปหลังเบาะ แล้วหยิบกล่องของขวัญชิ้นเล็ก ยื่นให้หงส์น้อย หงส์ทำหน้าสงสัย “คองเกรตูเลชั่น สำหรับงานฟรีแล๊นซ์จ๊ะ พี่เอ๊ะโทรมาบอกพี่แล้วว่า ตกลงจ้างเป็นฟรีแลนซ์ เจ้านายพี่เอ๊ะชอบบทความกับรูปภาพที่หงส์ส่งไปให้ดู” เธอยิ้มเมื่อได้ยิน โชเฟอร์อมยิ้ม “พี่ก้องไม่ต้องเลี้ยงหรอก หงส์น่าจะเป็นฝ่ายเลี้ยงมากกว่า เพราะงานนี้พี่ก้องเป็นคนแนะนำหงส์นะ” “ได้ หงส์เลี้ยงก็ได้ อยากกินอะไรล่ะ ที่เราจะไป มีพิซซ่า อาหารญี่ปุ่น สุกี้ อาหารไทย หงส์เลือกมา” “อะไรก็ได้ค่ะ” ก้องหัวเราะ “อะไรก็ได้ ที่ไม่ใช่สุกี้” เธอตอบ ********************************************************************************************* มือนิ่ม ๆ เอื้อมมาแตะบ่าเขาเบา ๆ รุ่งหันมา ผู้จัดการแผนกบุคคลส่งยิ้มให้ “ผมมากินกับพี่ปีเตอร์กับพวกไอ้เม่นครับ เค้าไปยืนรออาหารกันอยู่ ผมเลือกข้าวราดแกง เร็วหน่อย” “อ้าวเหรอ นึกว่ากินคนเดียว แต่ท่าทางวันนี้อารมณ์ดี ไงล่ะ พี่ชายเราเค้าทำอีกไม่กี่วันก็ไปแล้ว แต่วันนี้คงทำใจได้แล้วสิ ถึงหน้าตาแจ่มใสแบบนี้” “ครับ หัวผมโล่งมาสองสามวันแล้ว พอมันคิดได้ มันก็หมดกังวล” “อยากรู้จังว่าไอ้ที่คิดได้น่ะ เธอคิดยังไง อย่ามาปิดชั้นนะ ” เขาอมยิ้ม ไม่ได้พูดอะไร “เออ…นี่ เธอเป็นลูกศิษย์อาจารย์สุทธิวัสส์ใช่มั้ย ? เพื่อนพี่เค้าไปได้สูตรนี้มา เธอรู้จักหรือเปล่า ?” “ครับ สูตรอะไรครับ ?” รุ่งพยักหน้า พี่ติ่งยกนิ้วชี้ “อือ เหรอครับ ผมก็ไม่เคยเป็นสะเก็ดเลือด แต่เคยแนะนำให้คนอื่นกิน” “เหรอ ๆ จะถามเธอว่า แล้วอย่างพี่นี่ ไม่เคยไปตรวจ แล้วพี่จะกินสูตรนี้โดยไม่ต้องตรวจ ได้มั้ย เผื่อว่ามันจะมี ?” “ได้ครับ โยเกิร์ตรสธรรมดาถ้วยนึง แล้วพี่ก็ใส่น้ำมันงาหนึ่งช้อนโต๊ะ คน ๆ แล้วก็ซดให้เรียบ เลียด้วยนะพี่ ตรงขอบ ๆ เสียดาย” พี่ติ่งหัวเราะ “ได้ครับ ใส่อะไรก็ใส่ไปเถอะ ใส่น้ำหวาน น้ำเขียวอะไรก็ได้ที่ทำให้กินง่ายขึ้น แต่ขอให้มีโยเกิร์ตน้ำมันงาตามสัดส่วนนั้น ก็กินสักสามวันห้าวันก็ได้” พี่ติ่งพยักหน้ารับรู้ “ครับ ผมเองรู้เท่าที่อาจารย์สอน คือ สะเก็ดเลือดเกิดจากการกระทบกระแทก เลือดจะจับตัวเป็นก้อน หากมันไม่สลายเอง ยังแข็งอยู่ มันจะวิ่งตามหลอดเลือด แล้ววันดีคืนดี ก็ไปติดคาที่อวัยวะส่วนไหนก็ได้ แล้วทำให้เลือดไม่ไปเลี้ยงจุดนั้น อีกสาเหตุนึงคือ อากาศเปลี่ยน สะเก็ดเลือดเกิดขึ้นได้เองโดยไม่ต้องกระทบกระแทก อันนี้ผมไม่ค่อยรู้รายละเอียดเยอะ” พี่ติ่งพยักหน้า ปีเตอร์ถือจานข้าวผัดเดินมาวางที่โต๊ะ เห็นผู้จัดการแผนกบุคคลก็ทักทาย อีกฝ่ายสั่นหัว ปีเตอร์ทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ รุ่ง แล้วพยักหน้า เธอขมวดคิ้ว สงสัยในคำพูดของปีเตอร์ ปีเตอร์ชะงัก หันมามองหน้ารุ่ง เขาสั่นหัว พี่ติ่งเขย่าเก้าอี้รุ่ง รุ่งมองหน้าพี่ติ่ง แล้วยิ้ม “ไม่ต้อง ไม่ต้องคุยที่ห้อง เดี๋ยวพี่กินข้าวเสร็จแล้วโทรหาเธอ หาร้านกาแฟแถวนี้นั่งคุยกัน” ปีเตอร์อมยิ้ม พี่ติ่งมองหน้าทั้งคู่ ปีเตอร์หัวเราะ พี่ติ่งสั่นหัว แล้วเดินผละออกไป ปีเตอร์ชะโงกหน้ามาที่จานข้าวของรุ่ง รุ่งหัวเราะ สองมือจับขอบจานไว้แน่น “ไม่น่าสั่งข้าวผัดเลยว่ะ รอตั้งนาน โน่น ไอ้เม่นยังยืนรอราดหน้าอยู่ ตกลงบ่ายนี้จะติดรถไปด้วยกันหรือเปล่า ?” อีกฝ่ายสั่นหัว “น้องบ้านโน้นเหรอ ?” “ครับ” ปีเตอร์ตักข้าวผัดใส่ปาก รสชาติไม่เป็นที่ถูกใจ เขาชะโงกหน้ามามองจานของรุ่งอีกครั้ง รุ่งรีบถ่มน้ำลายลงในจานข้าวตัวเอง ปีเตอร์ยกมือขึ้นตบหัวรุ่งเบา ๆ จอมอุบาทว์อมยิ้ม แล้วรีบตักข้าวราดแกงฟักใส่ปาก ********************************************************************************************* โทรศัพท์มือถือของซีฟ่งดังขึ้นในร้านหนังสือ หน้าจอขึ้นชื่อแอนดี้ เสียงพี่ชายพูดภาษาจีนกลางดังมาแผ่ว ๆ “หา… พี่ใหญ่ พี่ว่าไงนะ ?” เธอถามเสียงดังขึ้น น้ำเสียงของเธอทำให้ก้องที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ หันมาจ้องหน้า เสียงพี่ใหญ่พูดคำเดิม น้ำเสียงแผ่วลง เธอได้ยินชัดเจน จิตเธอตกวูบในทันที “พี่ใหญ่ … พี่หลงจะมาหาพี่ได้ยังไง พี่ใหญ่ยังมีไข้อยู่ ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวฉันจะรีบกลับไป แล้วพาพี่กลับบ้าน” “ได้” เธอกดตัดสาย สีหน้าเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด “น้องหงส์ มีเรื่องอะไรเหรอ ?” ก้องถามขึ้น “พี่แอนดี้เห็นภาพหลอน” เธอถอนหายใจ แล้วกดเบอร์โทรเข้าที่สถาบันสอนภาษา “เมื่อกี๊พี่แอนดี้เพ้อค่ะ โทรมาหาฟ่ง พี่เล็กช่วยเข้าไปดูให้อีกทีได้มั้ยคะ วันนี้ฟ้าครึ้ม ๆ แอร์คงเย็นมากขึ้น ผ้าห่มคงต้องห่มให้มิด” “พี่แอนดี้โทรหาน้องฟ่งเหรอ ?” “ค่ะ” “เมื่อกี๊พี่แอนดี้ก็เล่าให้พี่ฟังว่า ตอนบ่ายอาหลงมาสะกิดให้ตื่น แล้วก็มารักษาให้หายใจได้โล่งขึ้น แล้วยังทำน้ำมะนาวมาให้กิน” “เหรอคะ ? คิดว่าไข้ยังสูงอยู่ เดี๋ยวฟ่งจะกลับเข้าไปนะคะ ฝากพี่เล็กเข้าไปดูอีกครั้งนะคะ” “ได้จ๊ะ ไม่ต้องห่วง” ก้องจับแขนหงส์น้อย เธอส่งยิ้มให้ก้อง แต่ไม่พยักหน้า เป็นเพียงแค่รับรู้ในความหวังดี เธอรู้จักพี่ชายคนนี้ดี หากพี่ใหญ่ตัดสินใจว่าจะเดินทางไหน แม้ตาย ก็เปลี่ยนไม่ได้ เธอไม่มั่นใจว่าครั้งนี้พี่ใหญ่เลือกหนทางการรักษาได้ถูกต้องหรือไม่ “พี่ก้องไปส่งหงส์ที่ที่ทำงานพี่แอนดี้นะคะ” “ได้ครับ” การเห็นภาพคนที่ตายไปแล้วมาเยี่ยมเยียนในขณะที่ตัวเองป่วยหนัก นั่นเป็นสัญญาณสากล ไม่ว่าชนชาติใดก็แปลความหมายนี้ออก ซีฟ่งสูดหายใจช้า ๆ ลึก ๆ เพื่อเรียกสติ และ กำลังใจที่มีอยู่น้อยนิดให้เพิ่มขึ้น (โดย วีรยาติ ) 1. สมัครสมาชิก เว๊บบอร์ดที่นี่ (หากไม่สมัครสมาชิก จะโหวต หรือ แสดงความคิดเห็นไม่ได้) และ 2. แสดงความคิดเห็น หรือ โหวต - ชอบตัวละคร ขอเชิญโหวตได้ที่นี่ - อ่าน หรือ แสดงความคิดเห็นที่นี่
|
|||||||
|
|
|||||||