ตอน 22

พาราเซตบอย

สั่งซื้อ หนังสือนิยาย 'หมอเถื่อน' รวมเล่มฉบับแรก ราคา 380 บาท

ทอมกดโทรศัพท์เข้าที่เบอร์บ้าน...

...มั่นใจว่าคุณแม่ต้องเป็นคนรับสาย เหมือนปกติทุกครั้ง

“ฮัลโหล” เสียงคุณแม่รับสาย
“แม่ นี่ญานะคะ  รุ่งไปถึงที่บ้านหรือยัง ?”
“หา..อะไร ?  รุ่งจะมาที่นี่เหรอ ?”
“ค่ะ รุ่งจะไปหาญาที่บ้าน ญาเพิ่งรู้  รุ่งไปถึงหรือยังคะ ?”
“ยัง ยัง”

ทอมถอนหายใจ “แล้วป้าล่ะคะ ?”
“ป้ามาถึงแล้ว นั่งคุยกับพ่ออยู่”
“แม่ช่วยดักรุ่งได้มั้ยคะ ?   ถ้ารุ่งมาถึงหน้าบ้าน แม่บอกให้รุ่งโทรหาญาหน่อย  แต่ไม่ต้องให้เข้าบ้าน”

คุณแม่หัวเราะ “อะไรกัน  ญา ?   นี่มันอะไรกัน ? ทำไมต้องทำขนาดนั้น ? ”

“ทอมรู้จักรุ่งดีค่ะ  แล้วก็รู้จักป้าดีด้วย ถ้าสองคนนี้ได้เจอกัน เรื่องจะแย่ไปกว่านี้แน่  รุ่งเป็นคนไม่กลัวคน ถ้าเขาไม่ศรัทธาเขาไม่ฟัง แล้วป้าก็เป็นคนชอบสั่งสอนอบรมคนอื่น  ถ้าให้ได้เจอกันเดือดร้อนแน่   ถ้าให้รุ่งเข้าบ้านแล้วพ่อมารู้ทีหลังว่าคนที่แนะนำเรื่องลูกดิ่งกับมโนมยิทธิคือรุ่ง  คราวนี้บ้านแตกแน่  เหมือนกับว่าญาโกหก  ญารับปากไปแล้วว่าจะไม่ติดต่อ  แต่รุ่งกลับมาหาถึงที่บ้าน…”

“ญา ญา… ฟังก่อน  เรื่องไม่น่าจะแย่ขนาดนั้น  ก็แค่รุ่งมาหาที่หน้าบ้าน เดี๋ยวแม่จะดักแล้วให้โทรกลับไปหาญา  เอางี้ละกัน  ไม่ต้องกังวลขนาดนั้น แล้วนี่เราอยู่ถึงไหนกัน ?”

“ค่ะ ค่ะ  ถ้าเป็นคนอื่น ญาก็พอจะเดาได้ว่าจะเป็นยังไง แต่ไอ้รุ่งนี่ ญาเดาไม่ได้ บทมันจะเรียบร้อยมันก็นิ่งได้  บทมันจะแหกคอก มันก็แหกไม่กลัวใคร  มาหาวันไหนไม่มา ดันมาวันที่ญาอยู่นอกบ้าน  ไอ้บ้านี่…”

“ญา… เราอยู่ที่ไหนล่ะ ?”
“ญากำลังขับรถจากชลบุรีจะเข้ากรุงเทพ ฯ แล้วค่ะ”

“ใจเย็น ๆ ค่อย ๆ ขับนะ  เดี๋ยวแม่จะดักรุ่งให้ แล้วมีอะไรแม่จะโทรกลับไปหา  แต่ญาขับรถดี ๆ อย่าขับเร็ว  ได้ยินมั้ย ?”

“แล้วนี่มันจะมาหาญาเรื่องอะไร ญายังไม่รู้เลย…” ทอมเริ่มบ่นต่อด้วยความกระวนกระวาย

“ญา เงียบก่อน” คุณแม่ขึ้นเสียงเพื่อเรียกสติลูกสาวกลับมา  

“ญา แม่บอกว่า ให้ขับรถดี ๆ  อย่ารีบร้อน  ตอบแม่มาก่อนว่า เข้าใจมั้ย ?”

สติทอมกลับมาด้วยเสียงเตือน
“ค่ะ  ญาจะค่อย ๆ ขับค่ะ  ไม่รีบร้อน”

“เอ้า…งั้นแค่นี้  แม่วางก่อนล่ะ”
“ค่ะ”

คุณแม่วางสาย

โชเฟอร์ลดความเร็วลงเล็กน้อย  คุณแม่เรียกสติเธอกลับคืนมาได้บ้าง

ทอมจินตนาการถึงบุคลิกหลาย ๆ อย่างของรุ่ง ที่คงไม่เป็นที่ถูกใจของคุณป้า 
….บนข้อมือไม่มีนาฬิกา 
….ไม่พกบัตรประชาชน
….ไม่พกกระเป๋าเงิน
….เก็บธนบัตรพับในกระเป๋ากางเกง

ทำไมเธอถึงนึกไปได้ขนาดนั้น ?   หากทั้งสองได้เจอกันในเวลาเพียงชั่วครู่ ทำไมจะต้องไปกังวลถึงบุคลิกภาพละเอียดขนาดนั้น ?   แต่หากคุณพ่อรู้ความจริงว่ารุ่งคือตัวการทั้งหมด….!!!!

ทำไมเรื่องนี้ต้องเกิดขึ้นให้เธอจำเป็นต้องเลือกระหว่างคุณพ่อ และ เพื่อนคนนี้ ?   หากเป็นเพื่อนคนอื่นเธอคงตัดสินใจได้ในทันที

ทอมนึกถึงหลวงพ่อ เป็นที่พึ่งที่เธอศรัทธาที่สุดในขณะนี้
“หลวงพ่อ  ช่วยหนูด้วย  ขอให้บารมีของหลวงพ่อช่วยให้เหตุการณ์วันนี้ผ่านไปด้วยดี”

************************************************************************************************

สายเนตรมาถึงบ้านของน้องชายตั้งแต่บ่ายกว่า

เธอชอบมาที่บ้านนี้ เพราะได้ความรู้สึกสบายใจทุกครั้ง    
ฐิติลักษณ์เป็นน้องสะใภ้ที่เธอรู้สึกเอ็นดูตั้งแต่ต้นที่น้องชายเริ่มคบหา  เธอเรียกชื่อเล่นว่า ‘ลักษณ์’   

ลักษณ์เป็นคนเรียบร้อย ใจเย็น ละเอียด  แต่ก็มีความแข็งแกร่งอยู่ภายใน  เธอพอจะดูน้องสะใภ้คนนี้ออก  เหมาะสมที่จะดูแลน้องชาย   น้องชายเธอออกจะหัวอ่อน จิตอ่อน  ด้วยความที่เขามีจิตที่ซื่อบริสุทธิ์ หากได้ผู้หญิงที่มีจิตที่อ่อนกว่ามาดูแล ก็จะขาดความสมดุล  เมื่อยามที่ครอบครัวต้องการความแข็งแกร่งและเด็ดขาด น้องสะใภ้เธอคนนี้สามารถจะเป็นจุดยึดของครอบครัวไว้ได้

ตั้งแต่น้องชายยังเป็นเด็ก  เขาเป็นน้องชายที่เคารพเชื่อฟังเธอตลอด  ค่อนข้างจะติดพี่สาว  ยิ่งบุคลิก แล ะจิตใจของเธอค่อนไปทางผู้ชาย มั่นใจ แข็งแกร่ง จึงเป็นที่ศรัทธาของน้องชายมาตลอด

ด้วยวัยห้าสิบกลาง ๆ  มีผมหงอกแซมเล็กน้อย  แต่งตัวทะมัดทะแมงเหมือนกับผู้หญิงทำงานทำให้บุคลิกของสายเนตรยังดูสาวกว่าวัยมากนัก หรือ บางทีอาจจะดูอ่อนวัยกว่าน้องชายเสียด้วยซ้ำไป   บุคลิกและสภาพจิตใจที่ดี เป็นผลพวงมาจากการศึกษาปฏิบัติธรรมของเธอ

สายเนตรกำลังสนทนากับน้องชาย ถึงพ๊อกเก๊ตบุ๊คเกี่ยวกับธรรมะที่เธอเป็นผู้แต่ง เพิ่งออกวางจำหน่ายไม่กี่วัน 

เสียงออดประตูบ้านดังขึ้น

สายเนตร และ น้องชาย เดินมาชะเง้อดูที่หน้าห้องรับแขก  ไม่ทันที่จะเอ่ยคำ น้องสะใภ้ก็แทรกตัวมาจากด้านหลัง

“ไม่เป็นไรค่ะ พี่สาย  เดี๋ยวลักษณ์ออกไปเอง เขามาหาลักษณ์เองค่ะ”
“อ้อ จ๊ะ ๆ”

คุณแม่ทอมรีบเดินออกมาที่รั้วบ้าน  มองเห็นรุ่งแต่งกายด้วยเสื้อยืดกางเกงยีนส์ขายาว สะพายเป้

รุ่งยกมือไหว้
“หวัดดีครับ คุณแม่  ญาอยู่หรือเปล่าครับ ?”
“หวัดดีจ๊ะ รุ่ง  รุ่งโทรหาญาได้มั้ย ?  ญาเค้าฝากบอกให้โทรกลับ โทรด่วนเลยนะ มีโทรศัพท์มั้ยล่ะ ? ”
“เอ่อ.. อ่อ.. แล้วญาไม่อยู่บ้านเหรอครับ ? เค้ารู้ได้ไงว่าผมจะมา ?”
“เอ่อ… แม่ก็ไม่รู้เหมือนกัน ตอนนี้ญากำลังขับรถกลับมา แต่อยากให้รุ่งโทรคุยกับเค้าก่อน”

รุ่งพยักหน้าซ้ำ ๆ ทำหน้างง ๆ  เขาค่อย ๆ ถอดเป้ที่สะพายอยู่ออกมา
“ครับ เดี๋ยวผมโทรหาญา โทรศัพท์ผมไว้ในเป้”
“จะไปไหนหรือ รุ่ง ? ของเต็มเป้เลย”
“ผมจะไปหัวหินครับ  วิทย์เค้าได้ห้องพักฟรีที่นั่น นี่มาหาญาก่อน แล้วผมค่อยนั่งรถตามไป  ตอนนี้วิทย์อยู่ที่หัวหินแล้ว”
เขาวางเป้ลงที่พื้น แล้วค่อย ๆ ก้มลงควานหาโทรศัพท์

สองพี่น้องยังชะเง้อมองอยู่ที่ในห้องรับแขก  แปลกใจว่าทำไมถึงไม่เชิญแขกเข้ามาในบ้านก่อน

รุ่งควานหาโทรศัพท์จนเจอ เขาหยิบโทรศัพท์แล้วลุกขึ้นยืน

เสียงในบ้านดังลอดออกมา
“รุ่ง ! … พาราเซตบอย… รุ่ง ใช่รุ่งหรือเปล่า ?” 

รุ่งชะโงกหน้าหาต้นเสียง 

‘พาราเซตบอย’… ชื่อนี้ไม่มีใครเรียกเขามาตั้งหลายปีแล้ว  ต้นเสียงอยู่ในบ้าน  เขาชะเง้อมองเข้าไป  เห็นหญิงวัยกลางคนยืนโบกมืออยู่หน้าประตูบ้าน

รุ่งจำได้ทันที เขาโบกมือกลับ
“อ้าว…น้าเนตร  นั่นน้าเนตรเหรอ ?   ไปอยู่ในบ้านได้ยังไง ?”
รุ่งประหลาดใจที่ได้เจอกับสหายเก่าต่างวัย

น้าเนตรของรุ่ง ยกมือชี้หน้า
“เธอนั่นแหละ ที่ชั้นต้องถามว่า มาทำอะไรที่นี่ ?” พูดจบก็รีบเดินออกมาที่ประตูรั้ว

น้องสะใภ้ยืนงงอยู่หน้าประตู  สายเนตรเดินมาถึงประตูรั้ว
“ลักษณ์เปิดประตูจ้ะ !”

ประตูถูกเปิดออก

รุ่งยืนชี้มือมาที่สหายเก่า
“น้าเนตร มาทำอะไรที่นี่กัน หา ? …”  แล้วเดินเข้ามาหา

สหายวัยห้าสิบกว่าปี หัวเราะร่า อ้าแขนรับ เธอจับแขนสองข้างของรุ่ง กึ่ง ๆ กอดหลวม ๆ

“ตาย  ๆ  พาราเซตบอย  นี่ตัวหนาขึ้นหรือเปล่านี่ ? ”

รุ่งยกมือขึ้นไหว้
“น้าก็ดูไม่เปลี่ยนไปเลย เซ็กซี่เหมือนแต่ก่อน”

สาวเซ็กซี่หัวเราะ ยกมือตีแขนหนุ่มปากหวาน
“นี่ เธอมาเรียกชั้นอย่างนั้นที่นี่ไม่ได้นะ  นี่ ครอบครัวชั้นจะได้เข้าใจผิดว่าชั้นไปทำอะไรมา”

รุ่งจับข้อมือของอีกฝ่ายไว้แน่น แล้วเขย่า
“น้าเนตร… น้ามาอยู่ที่นี่ได้ไง ?  ผมเคยไปถามหาที่โฮสเตล ไม่มีใครติดต่อน้าได้เลย”
คุณแม่ทอมยืนอมยิ้ม แม้ไม่เข้าใจต้นสายปลายเหตุ  แต่เธอมั่นใจว่า เหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นนี้ ผิดคาดในทางที่ดี

“เอ้า… งั้นเชิญสองคนเข้าไปคุยในบ้านดีกว่าค่ะ  จะได้แนะนำกันว่าใครเป็นใคร มาทำอะไรกัน  ไปค่ะ พี่สาย รุ่ง เข้าไปในบ้านก่อน”

คุณพ่อทอมยืนหัวเราะอยู่หน้าประตูบ้าน รีบจัดแจงเปิดประตูไว้รอ
รุ่งยกมือไหว้คุณพ่อ
“หวัดดีครับ คุณพ่อจำผมได้นะครับ ?”

คุณพ่อรับไหว้
“จำได้ครับ รุ่งใช่มั้ย ?   มา ๆ เข้ามานั่งข้างในบ้านก่อน  เอ้อ… โลกมันกลมเนอะ”

รุ่งถูกสหายต่างวัยจูงแขนเข้ามาในบ้าน  ดูออกชัดแจ้งว่าทั้งคู่คงเคยสนิทสนมกันอย่างดีมาก่อนแล้ว

ถึงกลางห้องรับแขก  สายเนตรจับข้อมือรุ่งขึ้นมาดู
“เอ๊ะ นี่เรายังไม่ใส่นาฬิกาหรือ ?”

รุ่งสั่นหัว
“เปล่าครับ ไม่ได้ใส่มาตั้งแต่นั้น”

เธอมองตาของสหายหนุ่ม
“อือ… น่าเชื่อนะ เราจะฝังใจขนาดนั้น  นี่มันกี่ปีแล้ว ?”
รุ่งยิ้มแหย ๆ “ก็น่าจะห้า หกปีมั้ง”

คุณพ่อทอมเดินไปเปิดพัดลม
“เอ้า… นั่งกันก่อน  เชิญ ๆ  ยืนคุยกันทำไม ?   แหม… วันนี้วันอะไรเนี่ย ถือเป็นวันดีนะ คนที่ไม่ได้นัดกันแต่มาเจอกัน  คนโบราณเค้าถือว่าเป็นวันดี  เอ้าแล้วนี่ญาไปไหนล่ะ ? เมื่อไหร่จะกลับ ?   เค้ารู้หรือยังว่ารุ่งมาหา ?”

เขาหันหน้าไปถามภรรยา

“สักพักคงกลับมาค่ะ” เธอตอบพร้อมรอยยิ้ม

สองสหายเก่า …รุ่ง กับ คุณน้าสายเนตร… นั่งลงที่ห้องรับแขก  ไต่ถามทุกข์สุขประสาคนสนิทที่ห่างหายกันไปนาน โดยมีคุณพ่อของทอมนั่งเป็นผู้สัมภาษณ์เรื่องราวต่าง ๆ

คุณแม่ทอมเดินอมยิ้มเข้ามาในห้องครัว เพื่อเตรียมน้ำสมุนไพรต้อนรับแขกที่ไม่คาดคิด

************************************************************************************************

ฮอนด้าซิตี้เริ่มแล่นเข้ามาในเขตกรุงเทพ ฯ

ทอมพยายามโทรหารุ่งอีกหลายครั้ง แต่ไม่เป็นผล  เธอจึงตัดสินใจโทรเข้าบ้านอีกครั้ง
คุณแม่เป็นคนรับสาย
“ฮัลโหล”
“โหล แม่… รุ่งไปถึงหรือยังคะ ?”
“ญาเหรอ ?… ถึงแล้ว  นี่นั่งอยู่ที่ห้องรับแขกกับป้า กับพ่อ”

ทอมถลึงตาโต
“หา… รุ่งเข้ามาในบ้านด้วยเหรอคะ ?”
“ใช่ ๆ   นี่พ่อกำลังสัมภาษณ์อยู่  รุ่งกำลังนั่งเล่าความเป็นมา”
“โอย…” ทอมถอนหายใจ  รู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมา
“ญา  ไม่ต้องห่วง ทุกอย่างราบรื่น  ญาอยู่ที่ไหนแล้ว ?”
“อีกสิบกว่านาทีคงถึงบ้านแล้วค่ะ”
“จ้ะ ! ค่อย ๆ ขับนะ ไม่ต้องรีบ”
“ค่ะ”
เธอตอบเสียงอ่อย

อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด…  เธอพยายามตั้งสติ รวบรวมสมาธิ สูดหายใจช้า ๆ 

“หลวงพ่อ  อยู่กับหนูนะคะ หนูขออาราธนาบารมีหลวงพ่อ อย่าให้หนูต้องมีเรื่องขัดใจกับที่บ้านเลยนะคะ”

************************************************************************************************

ทอมจอดรถที่หน้าบ้าน เปิดประตูรั้วเดินเข้ามาในบ้าน

คุณแม่เดินมารอที่หน้าห้องรับแขก
“แม่  รุ่งอยู่ไหน ? กลับไปหรือยัง ?”

“ยัง ยัง  พวกเค้าอยู่ในครัว ทำของกินกัน” แม่พูดด้วยรอยยิ้ม

ลูกสาวขมวดคิ้ว
“ทำของกินกัน ?  รุ่งกับพ่อเหรอคะ ?”
“ทั้งพ่อ ทั้งป้าด้วยแหละ  เข้าไปเถอะ เค้ารอญากันอยู่”

ทอมเดินตรงไปที่ห้องกินข้าว มองเข้าไปในห้องครัว

รุ่งกำลังยืนอยู่หน้าเตากับคุณป้า  มีคุณพ่อเป็นลูกมือคอยส่งเครื่องให้

เธอค่อย ๆ เดินเข้าไปช้า ๆ  ในใจเกิดความประหลาดใจกับภาพที่เห็น

รุ่งกำลังทำกับข้าว มีคุณป้ายืนข้าง ๆ จับแขนข้างหนึ่งของรุ่งไว้ พูดคุยกันอย่างสนิทสนม  กลิ่นกระเทียมในกระทะโชยออกมาจากห้องครัว

“เหลืองพอแล้วหรือยัง ?” ผู้ช่วยกุ๊ก ถามพ่อครัว

“ยัง ๆ  อย่าใจร้อน ถ้าอยากกินแบบที่ผมเคยทำให้  อย่าทำตัววัยรุ่นนัก”
รุ่งกระเซ้าผู้ช่วยอย่างเป็นกันเอง

คุณพ่อยืนเท้าเอวมองอยู่ ถามขึ้นบ้าง
“แล้วเร่งไฟไม่ได้เหรอ เชฟ ? ”

“ไม่ได้ครับ ไฟแรงกว่านี้กระเทียมจะไหม้ครับ  แหม ใจร้อนกันทั้งพี่ทั้งน้อง  วัยรุ่นกว่าลูกสาวซะอีก เหอ ๆๆๆ”

คุณพ่อหัวเราะ
“นี่เขาใช้กระเทียมมากขนาดนี้จริง ๆ เหรอ ?” 

รุ่งหันมาหาตอบ
“ครับ ใช่ครับ  ยิ่งใส่มากก็ยิ่งอร่อย  แต่จริง ๆ ถ้าจะให้หอมที่สุดคือกระเทียมกลีบเล็ก ที่เปลือกสีม่วงหน่อย ๆ  คุณพ่อเคยเห็นใช่มั้ยครับ ?”

คุณพ่อพยักหน้า
“อือ ๆ  แต่แกะยาก ถ้าต้องมานั่งแกะ นี่ที่บ้านซื้อกลีบใหญ่ จะได้แกะน้อยหน่อย”

“แกะไม่อยากหรอกครับ  กระเทียมกลีบเล็กน่ะ อยากใช้เท่าไหร่ก็มาวางบนเขียง แล้วตบ พอมันแตกแล้วค่อยแกะเปลือกทีหลังครับ ง่ายกว่า  แต่ส่วนใหญ่ถ้าผมทำข้าวผัดกระเทียมกินเองที่บ้าน ผมไม่แกะเปลือก ก็ใส่ ๆ ลงไปเจียวเลย”

คุณพ่อหัวเราะ “เหรอ  เออ ๆ  คนที่เค้าทำกับข้าวเป็นเค้าก็รู้วิธี เราเองก็เป็นแต่ซื้อ คนลงมือก็โน่น… แม่บ้าน  อือ.. กลิ่นหอมจัง”

ทอมยืนอยู่ห่าง ๆ  สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในบ้านเธอ  สร้างความอัศจรรย์ใจเป็นล้นพ้น

กระเทียมในกระทะมีสีเหลืองเข้มขึ้น  รุ่งหรี่ไฟในเตา
“ตอนนี้ข้าวสวยลงได้แล้วครับ”
ทอมเห็นคุณป้ายื่นชามข้าวให้  ส่วนคุณพ่อในมือกำลังถือหอมซอยจานใหญ่

คุณแม่เดินเข้ามาข้างหลังเธอ
“อ้าว ญา ทำไมไม่เข้าไปล่ะ ?”

คณะพรรคในครัวทั้งหมด หันหลังมา

คุณพ่อวางจานหอมซอย กวักมือเรียกลูกสาว
“อ้าว มาเลย  มา ๆ  หัดดูวิธีทำข้าวผัดกระเทียม”

คุณป้ายิ้มให้ แล้วกวักมือ
“มาทันกินเลยเลยเรา แหม วันนี้มีเรื่องเซอร์ไพร๊ส์กว่าสึนามิ งงล่ะสิ ว่ารุ่งมาทำอะไรในนี้”

ทอมยกมือขึ้นไหว้คุณป้า
“หวัดดีค่ะ ป้า”

คุณป้าหันกลับไปช่วยพ่อครัว

พ่อครัวหันหน้ามามองเพื่อน ยักคิ้วให้ แล้วหันกลับไปผัดข้าวต่อ

ทอมทำหน้างง ๆ  เหมือนกับนี่ไม่ใช่บ้านตัวเอง
“เอ่อ… เดี๋ยวญาขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน เดี๋ยวลงมานะคะ”

เธอค่อย ๆ เดินขึ้นไปบนห้อง ในใจยังฉงนกับเหตุการณ์ที่ได้พบเห็นข้างล่าง  แต่อย่างน้อยก็ทำให้โล่งใจได้ว่า  ไม่ได้เป็นเรื่องร้าย  เธอคงจะได้รู้เหตุผลเมื่อกลับลงไปข้างล่างอีกครั้ง

************************************************************************************************

ทอมเดินลงบันไดมาในชุดเสื้อยืดลำลอง กางเกงขาสั้น

ห้องอาหาร และ ห้องรับแขกว่างเปล่า

ได้ยินเสียงหัวเราะดังมาจากนอกบ้าน  เธอเดินไปตามเสียงที่ได้ยิน

โต๊ะกลมพลาสติคที่เคยตั้งไว้ในโรงรถ ถูกกางที่สนามหญ้า  มีเก้าอี้ตั้งอยู่ล้อมรอบ  คุณพ่อ คุณแม่ คุณป้า  รุ่ง นั่งล้อมโต๊ะ  เหลือเก้าอี้ว่างไว้หนึ่งที่  บนโต๊ะมีข้าวผัดกระเทียมจานใหญ่  น้ำแกงสาหร่ายหนึ่งโถ และ สลัดจานใหญ่อีกหนึ่งจาน

วงสนทนากำลังคุยกันอย่างออกรส  ทุกคนเห็นทอม ก็กวักมือเรียก

“มา ญา… มานั่งกับรุ่งตรงนี้มา” คุณพ่อกวักมือ

รอยยิ้มเริ่มปรากฏบนสีหน้าของทอม   เธอทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ รุ่ง  อีกข้างคือคุณพ่อ

คุณป้าพูดขึ้น
“เอ้า… เดี๋ยวป้าเล่าเอง  หลานจะไม่ได้งงว่าป้ารู้จักกับเจ้าพาราเซตบอยนี่ได้ยังไง”

รุ่งหัวเราะหึ ๆ
“เวลาน้าเรียกตัวเองว่าป้าแล้วตลกอะ”

หลานสาวมีสีหน้างง ๆ เล็กน้อย แต่ปนด้วยรอยยิ้ม
“นี่พี่สายเล่าซ้ำ เสียอารมณ์ ให้รุ่งเค้าเล่าบ้างเถอะ” คุณพ่อกระเซ้าพี่สาว
พี่สาวยกมือตีแขนน้องชาย

“ไม่ต้อง ชั้นเล่าเอง เธอไม่อยากฟังไม่ต้องฟัง จะเล่าให้หลานฟัง” น้ำเสียงเหมือนสาววัยรุ่น

ทอมรู้สึกแปลกใจ เธอไม่เคยเห็นอารมณ์มุมนี้ของคุณป้ามาก่อน

“สมัยที่ป้าบริหารเอเคโฮสเทลแอนด์เทนนิสคอร์ท  ตอนนั้นน่าจะซักห้าหกปีก่อน  เราได้ส้มหล่นจากกรุ๊ปโค้ชและนักกีฬาเทนนิสที่มาแข่ง ที่ไปมีเรื่องกับโรงแรมที่เคยจอง  ก็เลยเปลี่ยนมาพักที่โฮสเทลของป้า เพราะมีสนามเทนนิสพร้อมอยู่แล้ว  ได้มาสี่กรุ๊ป รวม ๆ แล้วก็น่าจะสามสิบกว่าคน รวมทั้งโค้ชทั้งนักกีฬา  ก็เป็นต่างชาติทั้งนั้น  ก็เลยต้องหาเด็กที่พูดภาษาอังกฤษได้มาช่วยประสานงาน”

“แล้วรุ่งสมัครไปหรือคะ ?” ทอมเดา

“เปล่า ไม่ได้สมัคร น้าของรุ่งพาฝรั่งมาพักที่โฮสเทลเป็นประจำ  พอรู้ว่าที่นั่นรับพนักงานชั่วคราวที่ได้ภาษาอังกฤษ ก็แนะนำรุ่งให้มาทำ”

“อ้าว แล้วไม่ต้องเรียนหนังสือหรือไงตอนนั้น ?” เธอหันหน้าไปถามเพื่อน

“ก็ตอนปีหนึ่ง แกเคยเห็นชั้นไปมหาลัยเหรอ ?   น่าเบื่อจะตาย คุยกะใครก็ไม่รู้เรื่อง ไปทำงานหาเงินดีกว่า”

ทอมหัวเราะหึ ๆ “อ้อ ตอนปีหนึ่งนี่เอง  ใช่ ๆ ตอนนั้นแกไม่น่าคุยกับใครได้  แล้วแกต้องทำอะไรบ้างล่ะ พนักงานชั่วคราว ?”

“ทำมันทุกอย่างเลย  ทั้งวางแผนการเดินทาง  พาไปช็อปปิ้ง แล้วบางวันต้องไปช่วยโค้ช เป็นเด็กเก็บลูก  ฝรั่งมันใช้คุ้มจริง ๆ นะ  แต่ก็จ่ายดี”

ทอมหัวเราะ
“ไปเป็นเด็กเก็บลูกจริง ๆ เหรอ ?   เหอ ๆๆๆ  นึกภาพออกเลย”

คุณป้าหัวเราะตาม
“แต่เจ้าพาราเซตบอยนี่ โชคดี ที่ได้กรุ๊ปนั้น  ไน๊ซ์ทุกคน ถือว่านิสัยคล้ายคนไทยที่สุด ไม่เรื่องมาก”

“ทำไมเรียกพาราเซตบอยคะ ?” ทอมถาม

คุณป้าเล่า
“กรุ๊ปนั้นมาจากคอนเนคทิคัท  นักกีฬาป่วย ปวดประจำเดือน ต้องให้รุ่งวิ่งไปซื้อยาให้เป็นประจำ  กว่าจะตกลงกันว่าเป็นพาราเซตามอลนี่ก็ยุ่ง แต่สุดท้าย ก็ได้รุ่งนี่แหละ สรุปว่าเป็นพาราเซต  เค้าก็ยอมรับ ทั้งนักกีฬาทั้งโค้ช”

ทอมทำหน้าไม่เข้าใจ

รุ่งอธิบาย
“คือ ไอ้กันน่ะ มันจะถามหาแต่ไทลีนอล แต่ร้านขายยาแถว ๆ โฮสเทลน่ะ ไม่มีขายไทลีนอล สมัยนั้นยังไม่ดัง  มีแต่พาราเซตามอล  ชั้นก็ต้องอธิบายว่าถ้าแก้ปวดมันแทนกันได้  เพราะมันคือตัวยาเดียวกัน คือ อะเซตามิโนเฟน  ก็เลยกลายเป็นฮีโร่เลยมั้ง  ซื้อพาราได้เนี่ย  เค้าก็เลยเรียกพาราเซตบอย”

ทอมหัวเราะ
“ฮ่า ๆๆ  ใครเป็นคนตั้งให้ล่ะ ?”

รุ่งทำสีหน้าเจื่อน ๆ  เหลือบมองที่ข้อมือตัวเอง
“อือ  ก้อ.. นักกีฬาที่ป่วยนั่นแหละ”

คุณป้าจับต้นแขนรุ่ง
“อะไร แค่พูดถึงแค่นี้ หน้าจ๋อยเลยเหรอ ?”

รุ่งทำหน้าไม่ถูก กลอกตาไปมา แล้วพักสายตาที่หน้าของคุณแม่ทอม
คุณแม่ทอมกลับพยักหน้าเล็กน้อย หรี่ตา แล้วยิ้ม  เหมือนกับว่าเข้าใจในอะไรบางอย่างที่ไม่ได้พูด

สีหน้าของรุ่งเปลี่ยนไปจริง ๆ  

คุณพ่อพอจะจับอารมณ์ได้ ชวนเปลี่ยนบรรยากาศ
“เดี๋ยวเราไปทำน้ำอะไรเย็น ๆ มาเสิร์ฟแขกดีกว่า  ญา  แล้วจะได้เริ่มทานข้าวกัน”

คุณพ่อ คุณแม่ลุกจากเก้าอี้  ทอมลุกตามไป

เหลือสองสหายต่างวัย นั่งอยู่ที่โต๊ะ
“ตอนนี้ล่ะ ชีวิตเป็นไงบ้าง รุ่ง ?”

เขายิ้มเจื่อน ๆ
“ต่างจากสมัยนั้นมากเลยครับ  สมัยก่อนผมมีความมั่นใจในตัวเองทุกเรื่อง  ผมใช้ชีวิตได้สนุกกับทุกวัน  แต่พอเรียนจบ แล้วมาทำงาน  รู้สึกเลยว่าความเป็นตัวของตัวเองลดลง”

“มีอะไรเปลี่ยนเธอได้ด้วยเหรอ ? เธอเป็นคนมีความสามารถหลายอย่าง สนุกสนาน มั่นใจในตัวเอง  ไปอยู่ที่ไหนใคร ๆ ก็รัก”

รุ่งหัวเราะเบา ๆ
“ถ้าใคร ๆ ก็รักแบบแต่ก่อนนั้นก็ดี  ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมีคนไม่ชอบหน้าผม ชีวิตการทำงานนี่มันไม่ง่ายเลยนะครับ”

“ใช่ มันไม่ง่ายหรอก  ใครน่ะที่มีปัญหากับเธอ ?   เจ้านายเหรอ ?”

เขาพยักหน้า
“ครับ”

“ดี”
คำตอบห้วน ๆ พร้อมกับรอยยิ้ม

รุ่งหรี่ตา แล้วมองสหายอาวุโสด้วยหางตา  เขาหัวเราะหึ ๆ
“ดี ?”

“ดีสิ มันต้องเจอบทเรียนชีวิตแบบนี้  ต้องเจอความไม่ชอบใจ ไม่พอใจ ถูกกดขี่ ข่มเหง  เจอความไม่ยุติธรรม  กำลังเจออยู่ใช่มั้ยล่ะ ?”

แค่ขึ้นต้น รุ่งก็รู้ทันทีว่า สหายอาวุโสกำลังให้คำแนะนำที่มีค่าอีกแล้ว  เขาพยักหน้ารับฟัง

เธอแนะนำต่อ
“หลังจากปีนั้นที่เธอมาทำงานที่โฮสเทล  ปีต่อมากิจการก็ถูกเทคโอเวอร์โดยบริษัทสิงคโปร์  ผู้บริหารเปลี่ยนใหม่หมด  ชั้นก็มีเจ้านายใหม่ เป็นวีพี ผู้หญิง อายุน้อยกว่าชั้นสิบปี  เขาต้องการไดเร็คเตอร์ที่มีอายุไม่เกินสี่สิบห้ามาคุมที่โฮสเทล  ก็พยายามบีบชั้นทุกอย่าง”

รุ่งขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
“ทำงานอย่างน้าเนตร ยังมีคนมาบีบได้ด้วยเหรอ ?”

เธอหัวเราะ
“มีสิ เราไม่ใช่เจ้าของกิจการ เป็นแค่พนักงาน  ถ้าเขาอยากได้อะไร เราก็ต้องยอม  เริ่มต้นก็เปลี่ยนผู้จัดการ ย้ายคุณวิสุทธิ์ไปดูแลคอนโดเล็ก ๆ แถวบางนา  แล้วก็บีบคุณแป้นฝ่ายการเงินออก”

รุ่งทำตาโต
“พี่แป้นน่ะเหรอ ถูกบีบออก ?   มีเหตุผลอะไร ?  พี่แป้นเป็นคนดีมาก ไปทำอะไรเค้าถึงบีบออกได้ ?”

“คุณแป้นน่ะเป็นคนน่ารักจริง แต่ภาษาอังกฤษอ่อน เรื่องนี้ชั้นก็รู้อยู่  คุณแป้นเก่งเรื่องบัญชี แต่อ่อนการเงิน  ซึ่งความจริงโฮสเทลของเราไม่จำเป็นต้องการคนที่เก่งการเงินขนาดนั้น  เพราะยังไงชั้นก็เป็นคนดูแลเรื่องการลงทุน ต้องผ่านชั้นอยู่ดี  แต่วีพีเขาต้องการคนที่เก่งการเงินเข้ามาดูแล  ก็เลยเล่นงานเรื่องนี้  เรียกคุณแป้นไปเตือนเรื่องภาษาอังกฤษ  แล้วก็เรียกไปต่อว่าเรื่องงบการเงินหลายครั้ง  สุดท้ายทนไม่ไหวก็ลาออกเอง”

รุ่งพยักหน้าช้า ๆ
“โห… ลำบากเลย เล่นกันยังงี้”

“ต่อมา วีพีก็เอาคนของเค้า เข้ามาทำแทนคุณแป้น แต่ให้ตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน  คือตำแหน่งเท่ากับชั้น  เพราะชั้นตำแหน่งผู้อำนวยการ เดิมทีคุณแป้นตำแหน่งผู้จัดการ  อย่างนี้ชั้นก็รู้ความหมายแล้วว่าคืออะไร”

“จะบีบน้าแน่นอน ตำแหน่งเท่ากัน แล้วยังคุมการเงิน”

“ใช่  ตำแหน่งนั้นเป็นคนสุดท้ายที่เซ็นอนุมัติเกือบทุกอย่าง  ชั้นจะทำอะไรก็ต้องผ่านให้การเงินเซ็น ก็แปลว่าตำแหน่งเท่ากัน แต่มีอำนาจมากกว่าชั้น”

รุ่งพยักหน้าเข้าใจ
“แล้วน้าเนตรทำไงครับ ?”

“ตอนแรก ๆ ก็เครียดมาก  คิดอยู่นานว่าจะสู้ยังไง จะยอมปรับตัว หรือจะเอาชนะ  คิดอยู่แค่สองอย่าง  แต่วันนึงได้ไปทำบุญที่วัดกับเพื่อน ได้หนังสือธรรมะกลับมาอ่าน  มันก็รือฟื้นความรู้ธรรมะเก่า ๆ  เดิมทีชั้นชอบอ่านหนังสือธรรมะมาก ๆ  สมัยก่อนก็เคยนั่งวิปัสสนา แต่พองานหนัก ก็หยุดไป  แต่วันนั้น เหมือนกับตาสว่างอีกครั้ง  กลับไปค้นหนังสือธรรมะเก่า ๆ ออกมาอ่าน  แล้วใช้วันหยุดเสาร์อาทิตย์ปฏิบัติกรรมฐานเองที่บ้าน”
สายตาเธอมีแววความปิติฉายออกมา

“แล้วยังไงครับ ?  น้าค้นพบวิธีเอาชนะใจวีพีได้ ?”

เธอหัวเราะ
“เปล่า  สิ่งที่ค้นพบคือ ตัวเองต้องการอะไร กำลังไปทางไหน  กำลังต่อสู้กับอะไร  คิดออกได้หมดจด ภายในสองวัน  นอนหลับสบาย จิตใจแจ่มใส  วันจันทร์ถัดมา ตัดสินใจได้เลย  ไปทำงานอย่างอารมณ์ดี…”

“ยอมเค้าได้หมดเลยหรือครับ หลังจากค้นพบตัวเอง ?”

เสียงหัวเราะดังขึ้น
“ฮ่า ๆๆๆ  เปล่า  ชั้นเข้าไปที่สำนักงานใหญ่ ยื่นใบลาออกเลย”

รุ่งอ้าปากค้าง
“อ้าว  ไหงงั้น ?”

“ก็มันคิดออกแล้ว ว่าเราต่อสู้กับอะไร  ชั้นต่อสู้กับความยึดมั่น ยึดว่างานคือสิ่งที่ทำให้ตัวเองมีค่า  ยึดจนปล่อยไม่ได้ จึงทุกข์ไปเป็นปี  ปีกว่าที่เสียไปคือสุขภาพ ทั้งกายทั้งจิต  พอปฏิบัติกรรมฐานแล้ว มันเห็นชัดเลยว่า ก็แค่ปล่อย  หากไม่ได้ทำงานที่นี่ ตัวชั้นเองหมดค่าลงไปเลยหรือยังไง ?   เพื่อนฝูง ญาติมิตรจะดูถูกเหยียดหยามว่าไร้ค่าหรือยังไง ถ้าไม่ได้ทำงานที่นี่  ? ชั้นไปยึดกับอะไรนี่  ? ยึดกับสิ่งที่มันไม่คงทนถาวร  มีใครบ้างที่ทำงานไม่เคยเปลี่ยน ?   ชั้นเองก็เปลี่ยนงานมาหลายที่  ตอนเข้าไปทำงานที่ไหน ชั้นก็พยามเปลี่ยนที่นั่นให้เป็นแบบอย่างที่ถูกต้อง   นี่ก็เป็นปกติ  ฉะนั้น วีพีใหม่ เขาก็ต้องมาเปลี่ยนให้ที่นี่ถูกต้องตามที่เขาคิด  แล้วชั้นยึดมั่นกับอะไรอยู่  ถึงไม่ยอมปล่อยวางซักอย่าง ? ”

อ่านหน้าต่อไป >