ตอน 17

เจ้ากรรม...ท่านผู้ยิ่งใหญ่

รถโตโยต้าไฮลักซ์ จอดหน้าบ้านเดี่ยว

อาฟ่งหันมาถามพี่ชายด้วยภาษาจีนกลาง

พี่ใหญ่ พี่จำได้แน่เหรอว่าใช่บ้านนี้  ?”

แอนดี้พยักหน้า เขามีสีหน้าซีดเซียว ขอบตาเป็นสีเขียวคล้ำ

สิงห์ต้าลู่… ความจำดีมากนะ”เธอพูดแล้วยิ้ม

ทุกครั้งที่อาฟ่งมองหน้าพี่ชาย เธอแทบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่  ในความทรงจำของเธอ ไม่เคยมีภาพพี่ชายที่กำลังอ่อนแอ เหนื่อยหน่าย หรือ ทรุดโทรม ให้เธอได้บันทึกไว้ในสมองแม้แต่เพียงครั้งเดียว… ไม่เคยมี   แต่ขณะนี้ ภาพที่เธอได้เห็นอยู่ตอนนี้ ทำให้จิตใจเธอห่อเหี่ยวเกินอธิบาย

แอนดี้เดินนำเข้าไปในบ้าน  อาฟ่งเดินตาม เธอสังเกตุเห็นรูปร่างของพี่ชายดูซูบผอมไปกว่าเมื่อวานนี้

สาววัยเดียวกับแอนดี้ ผมยาว ผิวคล้ำ ใส่ชุดขาว เดินลงมาจากบันไดชั้นบน

แอนดี้ยกมือขึ้นไหว้
“สวัสดีครับ คุณนง”
อาฟ่งยกมือขึ้นไหว้สาวร่างทรงตามพี่ชาย
นงยกมือรับไหว้
“สวัสดีค่ะ  มาสองคนหรือคะ ?”
“ครับ นี่น้องสาวผม มาเป็นเพื่อน”

นงยิ้มให้ทั้งสองคน
“เมื่อกี๊ได้ยินเสียงรถจอดหน้าบ้าน ก็ยังสงสัยว่าเป็นใคร เพราะวันนี้นงไม่มีนัดใคร ”
แอนดี้ผงกหัว
“ขอโทษครับ ที่ผมไม่ได้นัดล่วงหน้า เพราะผมไม่มีเบอร์ติดต่อ”
“ค่ะ ไม่เป็นไร พอดีวันนี้ว่างพอดี เข้าไปรอในห้องก่อนนะคะ เดี๋ยวนงตามเข้าไป”
พูดจบ สาวร่างทรงก็เดินขึ้นบันไดกลับขึ้นไปชั้นบน

แอนดี้ พูดภาษาจีนกลางกับอาฟ่ง
อาฟ่ง เธอนั่งรอที่ข้างนอกก็ได้นะ

เธอหันไปมองโซฟารับแขก  แล้วพยักหน้า

อาฟ่งทรุดตัวลงนั่งที่โซฟารับแขก แอนดี้ค่อย ๆ เดินเข้าไปในห้อง   เธอสังเกตุพี่ชายก้าวอย่างช้า ๆ มือจับขอบประตูเพื่อประคองกาย  แว่บหนึ่งของภาพนี้ ทำให้กำลงใจของเธอตกวูบ  พี่ชายคือที่พึ่งพิงที่แข็งแกร่งและมั่นคงที่สุดของเธอมาตลอด

นงเดินลงมาจากบันได เธอส่งยิ้มให้อาฟ่ง แล้วเดินเข้าห้อง ปิดประตู

แอนดี้นั่งอยู่บนพื้นห้อง  หายใจดังฟืดฟาด
นงทรุดตัวลงนั่ง หยิบธูปเก้าดอกแล้วยื่นให้แอนดี้
“วันนี้ คุณหลงไม่มาหรือคะ ?”
แอนดี้รับธูป
“ครับ ผมมากันแค่สองคน”
นงพยักหน้า
“จุดธูปอธิษฐานแล้ว เขียนชื่อ นามสกุลในกระดาษนะคะ”
แอนดี้หยิบกลักไม้ขีดมาขีดไฟ
“สงสัยท่านรู้ว่าคุณจะมา คงมีเรื่องสำคัญ คนอื่นที่นัดไว้ตอนนี้กลับโทรมาเลื่อนนัดตั้งแต่เช้า  บ่ายนี้นงเลยว่าง”

แอนดี้ยิ้ม รับฟัง  เขาจรดธูปที่หน้าผาก ครั้งนี้เขาอธิษฐาน

ครั้งสุดท้ายที่เขาเคยอธิษฐานขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มองไม่เห็นตัวตน ให้ช่วยเหลือเกื้อกูล… นั่นเป็นเวลาสิบกว่าปีได้แล้ว หลังจากนั้น เขาไม่เคยพึ่งพา ไม่เคยศรัทธาในสิ่งอื่นใดนอกจากตัวเอง

แอนดี้คลานนำธูปไปปักไว้นอกประตูหลัง แล้วคลานกลับมา

สาวร่างทรง เริ่มพนมมือ นั่งหลับตา

สักพัก จึงเริ่มเจรจา
“ท่านมีเรื่องใด ให้เราช่วยรึ ?”  น้ำเสียงร่างทรงเปลี่ยนไปเป็นเสียงทุ้ม สำเนียงไทยโบราณ

“ผมอยากรู้เรื่องคนที่ตายไปแล้ว ท่านช่วยได้หรือไม่ครับ ?”
แอนดี้ตอบอย่างชัดเจน สายตาจ้องไปที่ใบหน้าของร่างที่กำลังหลับตา

“เหตุใดท่านจึงต้องการรู้เรื่องคนที่อยู่คนละภพกับท่าน ?   การรู้เรื่องของเขา จะช่วยท่านได้อย่างไร ?”

แอนดี้นิ่งเงียบ ไม่ตอบคำถาม

ร่างก็เงียบไป รอฟังคำตอบ

ความเงียบงัน ทำให้แอนดี้เริ่มเปลี่ยนความคิด  หากเขาไม่พูดในสิ่งที่ต้องการ เท่ากับเสียเวลาการเดินทางมาที่นี่

“ผมมีเรื่องติดในใจ แต่คิดว่าท่านน่าจะรู้ดีที่สุด เพราะ คนที่ตายไปแล้วเป็นลูกศิษย์ท่าน  ผมอยากจะรู้ว่า ทำไมเขาต้องตายแทนผม”

ร่างพยักหน้าช้า ๆ
“ท่านอยากทดสอบเราเรื่องใดอีกบ้าง ?”

แอนดี้ขมวดคิ้ว
“ไม่เข้าใจคำถามครับ”

ร่างยิ้ม
“นี่เป็นวิถีของท่านมิใช่รึ ?  หากผู้แปลกหน้า ต้องการปัจจัยจากท่าน มาหยิบยืมปัจจัยของท่าน ท่านยังจะให้เขาหยิบยืมได้ง่ายกว่าให้ศรัทธากับเรา เพราะนี่เป็นวิถีของท่าน”

แอนดี้พอเข้าใจในความหมาย  เขาไม่ได้ตอบอะไร

ร่างพูดต่อ
“การสนทนาระหว่างเรากับท่านนั้น จะมีประโยชน์ หากท่านมีศรัทธาในเรา  มิใช่ว่า เราต้องการเป็นที่เคารพบูชา แต่หากท่านมิมีศรัทธาแล้ว คำแนะนำของเราที่มีให้กับท่าน ก็เท่ากับว่าไร้ประโยชน์ เพราะเมื่อศรัทธาไม่มี ท่านจะมีความระแวงในคำแนะนำ  แล้วมิได้ทำตาม  เท่ากับว่า การมาหาเราในครั้งนี้ ท่านสูญเสียทั้งเวลาและปัจจัย  ท่านเข้าใจหรือไม่ ?”

แอนดี้พยักหน้า
“เข้าใจครับ”

“แต่การที่ท่านได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง และมาถึงได้ด้วยหนทางใดก็ตาม ก็นับว่าท่านมีความตั้งใจอยู่  เช่นนั้น ให้ท่านถามคำถามที่ท่านต้องการถามอีกครั้ง”

แอนดี้พยักหน้า
“อาหลง ตายแทนผมใช่หรือไม่ครับ ?”

ร่างทรงยิ้ม
“ท่านคิดว่ามนุษย์นี่ ตายแทนกันได้ด้วยรึ ?”
“ผมไม่รู้ครับ แต่เหตุการณ์ เหมือนว่าจะเป็นแบบนั้น”

“ท่านรู้จักเรื่อง อุปฆาตกรรมมาตัดรอนหรือไม่ ?”
“ไม่รู้ครับ”

“ที่เพื่อนของท่านได้จากไปนั้น มีอะไรที่ติดอยู่ในใจท่านรึ ?”
“เขาชดใช้อะไรบางอย่าง แทนผม ใช่หรือไม่ครับ ?”

“ถ้าเพื่อนท่าน ชดใช้ชีวิตของเขาแทนท่านไปแล้ว เหตุใดท่านยังต้องเจ็บป่วยด้วยโรคภัยหนักหนาขนาดนี้อีกเล่า ?”
“ถ้าอย่างนั้น อาหลงตายเพราะอะไรครับ ?”

“เรื่องนี้ สำคัญต่อชีวิตท่านขณะนี้รึ ?”

เขาหายใจฟืด อาการอ่อนเพลียเริ่มเล่นงานหนักขึ้น
“ครับ เขาเป็นน้องชายที่ผมรักมาก เรื่องนี้สำคัญต่อชีวิตผม  ผมอยากรู้ว่าเหตุใดเขาถึงตาย ? ใครฆ่าเขา ?”

สายตาของสิงห์ต้าลู่ ยังจ้องเขม็งมาที่ร่าง ต้องการฟังคำตอบ

ร่างผงกหัวรับรู้คำถาม
“เราเข้าใจความรู้สึกของท่าน ที่ได้สูญเสียเพื่อนไป แต่ที่นี่ ให้คำตอบนี้กับท่านไม่ได้  ที่นี่รับเยียวยาผู้เจ็บป่วยด้วยโรคภัยเท่านั้น  มิมีธุระใดเกี่ยวข้องกับคนที่ตายไปแล้ว เสียใจที่ตอบท่านไม่ได้”

เขารับฟัง ความร้อนวิ่งขึ้นที่ใบหน้า อาการอิดโรยเริ่มทวีความรุนแรง  แอนดี้ต้องเอามือทั้งสองยันพื้นไว้เพื่อประคองกาย

ร่างทรงยกนิ้วชี้ขึ้น
“ท่านฟังเราให้ดีก่อน แล้วลองคิดตาม  สภาพร่างกายท่านตอนนี้ เป็นภาระอันหนักหน่วงที่ท่านต้องลุล่วงฝ่าฟันไปให้ได้  มิใช่การรื้อฟื้นถึงสาเหตุที่เพื่อนท่านจากไป  ท่านคิดให้ดี  สุขภาพของท่านทรุดโทรมลงก่อนหน้าที่ท่านมาหาเราเมื่อครั้งกระนั้น  จนบัดนี้ หาได้มีการเยียวยาแก้ไขสาเหตุไม่  ด้วยสภาพร่างกายแบบนี้ ทำให้ปัจจัยของท่านร่อยหรอไปเรื่อย ๆ  หมดความแกร่งในจิต ที่จะไปทำการงานอื่นใด  เหตุการณ์ที่จะเข้ามาถึงท่านในวันข้างหน้า จะหนักหน่วงมากนัก หากท่านยังไม่แก้ไขเรื่องสุขภาพ  ท่านและบริวารทั้งหลาย จะได้รับความลำบากยิ่งขึ้น”

ความเหนื่อยล้าอ่อนแรง ทำให้แอนดี้ไม่มีจิตใจที่จะโต้เถียง  เพียงแค่คำว่า ‘บริวาร’ คำเดียว ใบหน้าของอาฟ่ง ก็ปรากฏในจิตทันที 

เขาหันหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง สูดหายใจช้า ๆ เสียงลมหายใจผ่านเข้าออกรูจมูกดังฟืดฟาด

“มีคำถามอื่น ขอถามครับ”
“เชิญ”

“วันนั้นที่อาหลงพาผมมาหาท่านที่นี่  วันนั้น ท่านทราบหรือไม่ว่า อาหลงจะต้องตายคืนนั้น ?”

“คำตอบนี้ จำเป็นสำหรับท่านมากนักรึ ?”

“ถ้าหากไม่เป็นการเกินไปนัก ผมอยากรู้ว่า จะมีอะไรเป็นสัญญาณบอกกับเราได้บ้างว่า ใครกำลังจะจากเราไป… เพราะ… ผมไม่อยากให้ใครที่ผมรักจากผมไปอย่างกะทันหันแบบนี้  เพราะ ผมยังมี…”

“เข้าใจ… เราจะตอบ ท่านไม่จำเป็นต้องอธิบายต่อ…  ใช่ เรารู้ว่าเพื่อนของท่าน จำเป็นต้องจากไป  แต่เราไม่สามารถตักเตือนสิ่งใดได้ เพราะเจ้ากรรมนายเวรของเขา มายืนอยู่ตรงนี้ ในห้องนี้  เราได้ทำการต่อรองกับเหล่าเจ้ากรรมนายเวรแล้ว  ท่านคงได้ยินว่า เราได้บอกว่า ใครที่อยู่ในห้องนี้ มีคำถามใด ขอให้ถามด้วยตัวของเขาเอง หากมิถามด้วยตัวเอง เราจะเข้าไปยุ่งมิได้ ใช่รึไม่ ?”

แอนดี้พยักหน้า เขาจำคำนี้ได้
“ครับ ใช่ครับ”

“คำกล่าวนั่น เรามิได้มีเจตนากล่าวกับท่าน แต่เรากล่าวกับเจ้ากรรมนายเวรของเพื่อนท่าน เพื่อให้เขาเปิดโอกาสให้เพื่อนท่าน ถามคำถาม  แต่เจ้ากรรมนายเวรเหล่านั้น ไม่ยอมเปิดทาง ปิดความนึกคิดของเพื่อนท่านไว้หมด  เขาจึงมิได้นึกถึงคำถามใด ๆ ที่ถามเพื่อตัวเขาเองเลย  หากเจ้ากรรมนายเวร เปิดโอกาสให้เขาถาม เราก็จะช่วยแก้ไข เจรจากับเจ้ากรรมนายเวร เพื่อต่อรองหาวิธีอื่นชดใช้ เพื่อรักษาชีวิต”

แอนดี้ได้รับคำตอบ ถึงแม้เขาจะไม่เข้าใจถ่องแท้ในเรื่องเจ้ากรรมนายเวร แต่คำตอบนี้ ก็เป็นที่สิ้นสุดข้อสงสัยว่า อาหลงต้องตายเพราะเขาใช่หรือไม่
ภาพของอาหลงในวันนั้น ยังติดอยู่ในใจ  วันนั้นน้องชายที่รัก ไม่ได้มีจิตใจนึกถึงเรื่องตัวเอง แต่ทุ่มเทจิตใจทั้งหมด เพื่อพาเขามารักษาที่นี่

น้ำตาเริ่มไหลออกมาล้นขอบตา  แอนดี้ขยับตัวหยิบผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋ากางเกง ออกมาซับน้ำตา

ถึงแม้ร่างกาย และ จิตใจจะอ่อนแอกว่าปกติมากนัก แต่ปัญญาก็ยังหลงเหลืออยู่พอที่จะตั้งคำถามที่สำคัญที่สุด

“เจ้ากรรมนายเวร ใหญ่มากนักหรือ  ใหญ่กว่าท่านหรือครับ ?”

ร่างทรงยิ้ม
“ถูกต้อง เขาคือเจ้าหนี้ที่เพื่อนท่านเคยก่อไว้ เมื่อเขาทวง  จะต้องให้เขาก่อน ไม่ว่าเพื่อนท่านจะเต็มใจหรือไม่ เขาจะต้องได้จากเพื่อนท่านจนได้  ไม่มีใครขวางได้  แม้แต่พระพุทธเจ้า ก็ไม่สามารถขัดขวางเจ้ากรรมนายเวรของใครได้ทั้งนั้น”

“ผมอยากรู้เรื่องเจ้ากรรมนายเวร หากเขาใหญ่ขนาดนั้นจริง ผมจำเป็นต้องรู้เรื่องพวกนี้”

“เป็นการดี ที่ท่านจะเริ่มศึกษาเรื่องนี้  แต่ ณ ตอนนี้ ปัญหาที่รอท่านอยู่ตอนนี้ คือ สุขภาพของท่าน ท่านแก้ไขเรื่องนี้ก่อน มิดีกว่ารึ ?”

แอนดี้ยังนิ่งเงียบ  ถ้าเขาอยากรู้เรื่องอะไร เขาต้องรู้ให้ได้ในเวลาเร็วที่สุด  ยิ่งคิดอาการเจ็บแปล๊บก็วิ่งขึ้นมาที่หน้าอก

“หากท่านยังมิได้รับการเยียวยา ณ ตอนนี้  ท่านจะทรุดหนักลงอีก  ขอให้ท่านตัดสินใจเลือกเองว่าจะทำการอย่างไร  แต่ด้วยพลังของท่าน ณ ตอนนี้ ไม่เหมาะที่ท่านจะสนทนากับเราต่อไป เพราะหัวใจท่านกำลังจะขาดเลือด หากท่านสนทนาต่อ ก็เป็นอันตรายกับชีวิตท่าน”

แอนดี้รู้สึกว่าอากาศในห้องร้อนอบอ้าว เขารู้สึกเหมือนกำลังจะเป็นลม
“ครับ ผมอยากให้ช่วยรักษาผมด้วย”

ร่างพยักหน้า
“เช่นนั้น ท่านค่อย ๆ นอนลง  นอนราบไปกับพื้น”
แอนดี้ค่อย ๆ นอนราบบนพื้น
“หายใจช้า ๆ ลึก ๆ ยาว ๆ  หลับตา  กางแขนสองข้างออกไป ไม่ต้องคิดอะไรทั้งนั้น”

เขาทำตามทุกอย่าง ลมหายใจของเขาร้อนที่ปลายจมูก  ร่างทรงยังนั่งหลับตาอยู่กับที่ 
สักพักแอนดี้รู้สึกถึงความเย็นค่อย ๆ ทาบเข้ามาที่หน้าอก คล้าย ๆ กับมีใครนำมือที่เย็นเฉียบมาวางไว้ที่หน้าอก  ความเย็นนั้นค่อย ๆ วิ่งจากหน้าอก ขึ้นมาที่ลำคอ แล้ววิ่งขึ้นขมับ

“ขอให้ท่านกางขาทั้งสองข้างออกจากกัน”
แอนดี้ทำตาม ทันทีที่กางขาออกจากกัน เขารู้สึกผ่อนคลายไปทั่วตัว

“ท่านรู้สึกอย่างไรบ้าง ตอนนี้ ?”
“ดีขึ้นมากครับ อาการอึดอัดหายไป”

“เช่นนั้น ขอให้ท่านนึกถึงอดีต  ณ สถานที่แดนไกล ท่านเคยละเมิดสัตว์ชนิดหนึ่ง ขอให้ท่านนึกว่าเป็นสัตว์ชนิดใด ขอให้ท่านหลับตา มิต้องลืมตา”

แอนดี้จำคำถามนี้ได้ เขานึกถึงเหตุการณ์นั้นได้ก่อนหน้านี้หลายวันแล้ว
“หนูครับ”
“ท่านทำสิ่งใดกับหนู ?”
“ผมวางยาพิษล่อไว้ แล้วมีหนูตัวหนึ่งมากิน แล้วผมเจอมันนอนกำลังจะตาย”
“แล้วอย่างไรอีก ?”
“หนูตัวนี้พยามหายใจ แต่ดูเหมือนหายใจลำบาก  ผมจึงเอามันไปทิ้งในถังขยะ”
“แล้วอย่างไรอีก ?”
“วันต่อมา ผมเปิดถังขยะดู หนูตัวนี้ยังไม่ตาย ยังพยามหายใจช้า ๆ  ไม่น่าเชื่อว่าหนูตัวนั้นจะทนยาพิษได้นานขนาดนั้น”

เมื่อแอนดี้ระลึกถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นได้ ภาพนั้นกลับติดตาเหมือนกับเพิ่งเกิดขึ้นไม่นานมานี้

“ตอนนี้ ท่านคงรู้แล้วว่า การหายใจขัดนั้น มีอาการเป็นอย่างไร ?”

เขาเพิ่งเข้าใจว่านี่คือผลที่ตอบสนองจากที่เขาได้ทำกับหนูตัวนั้น  มันคือความจริงหรือ ที่เหตุการณ์นั้นเป็นต้นเหตุให้เขาต้องรับสภาพแบบนี้ ?

ร่างพูดต่อ
“ลำไส้กับไตของท่านมีปัญหา ใช่หรือไม่ ?”

“ไม่ทราบเหมือนกันครับ รู้แต่ว่า ไม่อยากอาหาร พอทานเข้าไปอาหารก็ไม่ย่อย เจ็บหน้าอกมาก แล้วก็หายใจไม่ออก”
“ท่านกำลังได้รับผลเหมือนกับที่หนูตัวนั้นได้รับจากการวางยาพิษ  กระเพาะ ลำไส้ ไต และ กระเพาะปัสสาวะเมื่อถูกพิษ เนื้อเยื่อจะเริ่มสลาย ต่อมาพิษจะเริ่มเข้าไปที่หัวใจ หนูตัวนั้นจึงหายใจไม่ได้ ทุรนทุราย  พิษที่ท่านวางนั้น แทรกเข้าไปในทุกอวัยวะของหนูตัวนั้น”

แอนดี้เห็นภาพตามที่ร่างทรงบอก ภาพหนูที่หายใจรวยรินในถังขยะ มันไม่ต่างกับอาการที่เขาเป็นอยู่ ณ ขณะนี้

“ท่านมีสิ่งใด จะกล่าวกับหนูตัวนั้นหรือไม่ ?”

ความสำนึกผิด แล่นเข้ามาในจิตอย่างฉับพลันโดยไม่มีแรงต้าน  จิตใจของเขาอ่อน และไร้พลังเกินกว่าจะคิดถึงเหตุผล และ ความเป็นไปได้  ไม่มีความคิดอื่นใดในจิตอีก นอกจากการสำนึกผิดที่ได้ทำลงไป

“ผมขอโทษ ผมผิดไปแล้ว”

เสียงนี้ออกมาจากปากของแอนดี้ ในขณะที่เขาหลับตา นอนแผ่ร่างที่แทบจะไร้กำลัง

“หนูตัวนั้นพยามหายใจเพื่อเอาชีวิตรอดต่อไป เหมือนกับที่ท่านพยามมีชีวิตอยู่ต่อ  ท่านคงเข้าใจดีแล้วว่า ความทุกข์ทรมานนั้นเป็นอย่างไร  ท่านยินดีชดใช้สิ่งที่ท่านได้ทำไปหรือไม่ ?”

“ยินดีครับ”

“เช่นนั้น จงตั้งใจฟัง  ขอให้ท่านใส่บาตรพระด้วยข้าวสาร อาหาร ตามแต่ท่านเห็นสมควร ใส่เป็นจำนวนกี่องค์ก็ได้ แต่ภายในหนึ่งสัปดาห์ ท่านต้องใส่บาตรไม่น้อยกว่าห้าวัน  เมื่อใส่บาตรแล้ว ตั้งจิตอุทิศส่วนกุศลให้เฉพาะหนูตัวนั้น  เมื่อครบหนึ่งสัปดาห์ ขอให้ท่านกลับมารับสูตรยารักษาที่นี่ ท่านทำได้หรือไม่ ?”

“ได้ครับ”

“ขณะนี้ อาการของท่าน เบาขึ้นรึยัง ?”

“เบาขึ้นบ้างครับ เริ่มหายใจได้ดีขึ้น”
“เช่นนั้น ท่านลืมตา แล้วลุกขึ้นมานั่งได้”
แอนดี้ค่อย ๆ พยุงกายลุกขึ้นมานั่ง  ความอ่อนเพลียยังคงอยู่เหมือนเดิม แต่การหายใจเริ่มคล่องตัวขึ้นเล็กน้อย

“ท่านจำเป็นต้องอดทน ระหว่างกำลังเยียวยาแก้ไข เราต้องการให้ท่านมีกำลังใจเป็นสำคัญ สิ่งที่ท่านกำลังประสบนี้ มิใช่เล็กน้อย  แต่ขอให้มั่นใจว่า ท่านจะผ่านพ้นมันไปได้  ขอให้ท่านนึกถึงบริวารของท่าน ที่กำลังรอท่านอยู่  ในอนาคต หากท่านลุล่วงเคราะห์ครั้งนี้ไป ท่านจะเป็นคนใหม่ กลับไปเป็นที่พึ่งของบริวารที่แข็งแกร่งกว่าเดิม  และ มีบริวารเพิ่มอีกนับไม่ถ้วน  แต่ขอให้ท่านตั้งจิต มีสมาธิ มีกำลังใจในการเยียวยาตัวเอง  ท่านเข้าใจหรือไม่ ?”

แอนดี้พยักหน้า
“เข้าใจครับ”

“เพลาเช่นนี้ เหมาะสมแล้วสำหรับท่าน ที่จะศึกษาเรื่องที่ท่านสงสัย”

“เรื่องอะไรครับ ?”

“เรื่องเจ้ากรรมนายเวร….

…  เนื่องด้วยจิตใจท่านอ่อนลงแล้ว เริ่มต้นด้วยการสำนึกผิด จิตของท่านกลับมาจดจ่อกับความเจ็บป่วยของร่างกาย แทนที่จะไปสนใจเรื่องราวของเพื่อนที่จากไป  เราเรียกภาวะของท่านนี้ว่า มีสมาธิ  หากแต่เดิมนั้น ท่านเป็นคนที่เชื่อถือตัวเองเป็นหลัก  เมื่อมีร่างกายสมบูรณ์ ยากนักที่ท่านจะคิดเสาะหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้  เพราะความสำเร็จที่มีอยู่ต่อหน้าสะสมเป็นเหมือนต้อบังตา  มิอาจมีใครสอนสั่งท่านได้  เพลานี้ เมื่อท่านกำลังจะหมดสิ้นทุกอย่าง เพื่อนที่รักที่สุดจากท่านไป  บัดนี้ ร่างกายอันเป็นที่รักของท่าน ก็หาพึ่งพาได้ไม่   หากท่านใช้เวลาที่ไร้ที่พึ่งอื่นใดนี้ มองหาความจริงของชีวิต ศึกษาเพื่อเป็นบทเรียน อย่าปล่อยให้เวลานี้สูญเปล่า  ท่านจะพบสัจธรรมบางอย่าง ที่ทำให้ท่านพบความสุขได้”

*********************************************************************************

รถโตโยต้าไฮลักซ์มุ่งหน้าจากชานเมือง ขึ้นทางด่วนพิเศษ

 

เบาะนั่งของแอนดี้ถูกปรับเอนเล็กน้อย  เขานั่งหายใจอย่างแผ่วเบา เพราะความอ่อนเพลียอิดโรย
 
อาฟ่งหันมามองพี่ชาย เธอพูดด้วยภาษาจีนกลาง

พี่ใหญ่ พี่สบายใจขึ้นบ้างหรือเปล่า ? พี่เล่าอะไรให้ฉันฟังบ้างสิ
“ฉันสบายใจ ถึงแม้ตอนนี้ถ้าฉันจะต้องตาย ฉันก็สบายใจแล้ว”
“พี่บอกฉันได้มั้ย พี่ไม่สบายใจเรื่องอะไร ? แล้วอะไรทำให้พี่สบายใจในวันนี้ ?”

แอนดี้เปลี่ยนมาพูดภาษาไทย
“อาฟ่ง เธอรู้จักคำว่า เจ้ากรรมนายเวร หรือเปล่า ?”
น้องสาวพยักหน้า
“คิดว่ารู้นะ พี่แอนดี้ คนที่นับถือศาสนาพุทธ จะเชื่อเรื่องนี้”
“หือ… ศาสนาพุทธเหรอ ?”
“ทำไมพี่สนใจเรื่องนี้ ?”

“แถวบ้านเรา สะดวกที่จะใส่บาตรตอนเช้ามั้ย ?”

น้องสาวนึก  แล้วพยักหน้า
“ก็น่าจะได้นะ  ตอนเช้าชั้นเห็นพระมาบิณฑบาตรที่หน้าหมู่บ้าน”

แอนดี้พยักหน้ารับรู้ แล้วหลับตา เขาพูดต่อด้วยภาษาจีนกลาง
อาฟ่ง เธอไปทำงานประจำที่บริษัทก็ได้นะ”
“ทำไมล่ะ ? แล้วใครจะดูแลพี่ใหญ่ ? เอาไว้พี่ใหญ่หายดีก่อนแล้วค่อยว่ากัน”

โชเฟอร์สาวรู้ดีว่าพี่ชายเป็นคนที่มีความทะนงเพราะความแข็งแกร่งที่มีมาตลอด  เธอรู้สึกเป็นกังวลว่าพี่ชายจะดื้อรั้น ไม่ยอมรับว่าตัวเองป่วย  ไม่ยอมให้เธอช่วยเหลืองาน

พี่ใหญ่ ไปรักษาที่โรงพยาบาลเถอะ

พี่ชายนิ่งเงียบ

วันนี้ไปเอ็มบีเคมาหรือยัง ?”
ยัง ฉันเลื่อนเป็นวันพรุ่งนี้
“อาฟ่ง ถ้าเธอเจอคุณหญิง เธอต้องเรียกว่าคุณป้านะ คุณหญิงชอบให้เธอเรียกว่าว่าคุณป้า เธอยังจำได้หรือเปล่า ?”
“จำได้  คุณหญิงเป็นคนตั้งชื่อสกุล‘จงมีทรัพย์’ ให้เรา ทำไมฉันจะจำไม่ได้ แต่ท่านอาจจะจำฉันไม่ได้นะพี่ใหญ่ เพราะฉันคงโตขึ้นเยอะ”

“อีกเรื่องคือ นักเรียนชื่อวิภวา คนของบ้านไตรสรณ์ เขาจะเชิญเราไปงานเลี้ยงวันเกิดคุณย่าที่บ้าน  ทีแรกฉันคิดว่าจะไปรับบัตรเชิญที่บ้านด้วยตัวเอง เพื่อเป็นการให้เกียรติ…”

“พี่ใหญ่วางใจ ฉันจัดการเอง นี่เป็นลูกค้ารายใหญ่ ฉันไม่ให้หลุดมือ”

“เหนื่อยหน่อยนะ อาฟ่ง”

น้องสาวสั่นหัว
พี่ใหญ่พูดคำนี้ได้ยังไงนะ ? ฉันเป็นน้องแท้ ๆ ของพี่นะ…”

เธอขึ้นเสียงดังกว่าปกติ
คนเราเมื่อถึงเวลาต้องพึ่งคนอื่น ก็ต้องพึ่ง แล้วฉันก็โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ไว้ใจฉันเถอะ

เสียงโทรศัพท์มือถืออาฟ่งดังขึ้น  เธอหยิบหูฟังขึ้นเสียบ แล้วกดรับ

“สวัสดีค่ะ หงส์ค่ะ”
“หงส์ พี่ก้องนะ  พี่ซื้อที่ชั่งน้ำหนักได้แล้ว  เป็นดิจิตอล โอเคป่าว ?”
“โอเคสิคะ ขอบคุณค่ะ หงส์จะได้ไม่ต้องไปหาซื้อที่อื่น”
“อือ… ไม่ต้องซื้อแล้ว พี่ซื้อมาแล้ว  เดี๋ยวเจอกันแล้วเอาไปให้นะ”
“ค่ะ ขอบคุณค่ะ”

เธอกดวางสาย  หันมาหาพี่ชาย

พี่ใหญ่  เดี๋ยวฉันจะซื้ออาหารอร่อย ๆ ไปกิน  พี่จะได้กินเยอะ ๆ น้ำหนักจะได้เพิ่มขึ้นนะ พี่ใหญ่กินอาหารอร่อย ๆ สักสองสามวัน น้ำหนักพี่ก็กลับมาเท่าเดิมแล้วล่ะ  เชื่อฉันสิ

แอนดี้ พยักหน้า  เขารู้อยู่ว่าความอยากอาหารได้หายไปจากตัวเขามานานเป็นเดือนแล้ว  อาหารทุกมื้อที่พยามกล้ำกลืนฝืนกิน ก็เพื่อความอยู่รอดเท่านั้น  ไม่มีแม้แต่ความอร่อยแม้สักคำเดียว  อาหารมื้อสุดท้าย ที่มีรสชาติของความสุข คือ สุกี้ในคืนวันนั้น

__________________________________________________________________________________________

โดย วีรยาติ

กลับขึ้นด้านบน

นิยาย 'หมอเถื่อน' รวมเล่มฉบับแรก เปิดให้จองแล้ว กดที่นี่

 

อ่านตอนต่อไป
อ่านตอนอื่น

1. สมัครสมาชิก เว๊บบอร์ดที่นี่ (หากไม่สมัครสมาชิก จะโหวต หรือ แสดงความคิดเห็นไม่ได้) และ

2. แสดงความคิดเห็น หรือ โหวต

- ชอบตัวละคร ขอเชิญโหวตได้ที่นี่

- อ่าน หรือ แสดงความคิดเห็นที่นี่

เชิญเยี่ยม Facebook หมอเถื่อน

(ให้กำลังใจโดยเข้าไป แล้วกด Like หรือ เขียนคำวิจารณ์)

Free hit counters