ตอน 16

ฤทธิ์หงส์

หงส์

บนถนนมอเตอร์เวย์ชลบุรี มุ่งหน้าเข้ากรุงเทพ ฯ

รถฮอนด้าซีวิคสีบรอนซ์เงินพยายามขับไล่แซงนิสสันทีด้าสีดำด้วยความเร็ว 150  กม. ต่อ ชั่วโมง  เพียงไม่กี่วินาที ท้ายรถซีวิคก็ห่างจากหน้ารถทีด้าได้ประมาณสองสามเมตร ซีวิคตบซ้ายกลับตั้งใจปาดหน้าแล้วชะลอความเร็วทันที  ทำให้ทีด้าต้องแตะเบรคกะทันหัน

โชเฟอร์ซีวิคเห็นคันหลังชะงักสมดังหมาย รีบเร่งความเร็วทะยานต่อไป

ซีฟ่งนั่งที่เบาะซ้ายด้านหน้า หันหลังมามองทีด้าข้างหลัง เธอพูดภาษาจีนกลางกับโชเฟอร์หนุ่มหน้าเหี้ยม
ท่าทางมันไม่ยอมหรอก พี่เจิ้น

โชเฟอร์ขยับแว่นตากันแดด เหลือบมองกระจกหลังแล้วแสยะยิ้ม
เหรอ…อย่างกับฉันกลัวนักนี่ เดี๋ยวล่อเบียดให้ตกข้างถนนซะหมดเรื่อง คอยดู

ซีวิคยังเร่งความเร็ว ผ่านบริเวณทางแยกสนามบินสุวรรณภูมิ ทีด้าสีดำยังตามติด  

เลยทางร่วม รถที่มาจากบางนา และ วงแหวนเข้ามาร่วมทาง ทำให้จราจรหนาแน่นขึ้น  อาเจิ้นต้องเบี่ยงแซงคันแล้วคันเล่า  แต่ทีด้าก็ยังตามมาติด ห่างกันเพียงไม่ถึง 10 เมตร

ไม่กี่นาที ซีวิควิ่งมาถึงสี่แยกพระรามเก้าตัดกับรามคำแหง  อาเจิ้นเห็นท้ายแถวรถจอดเพื่อรอไฟแดง เขาพยายามบังคับรถหาท้ายแถวที่สั้นที่สุดซึ่งอยู่เลนกลางของถนน แล้วหยุดรถจ่อท้ายคันหน้า  ทีด้าจอดต่อหลังซีวิค

เสียงเร่งเครื่องทีด้าดังลั่น อาเจิ้นมองกระจกหลัง เห็นชายคนขับทีด้าโบกไม้โบกมือชวนลงจากรถมาฉะกัน

อาฟ่งหันหลังกลับไปมองแล้วหัวเราะเบา ๆ  ท่าทางคนขับคันหลังคงหัวเสียอยากมีเรื่องเต็มที่

พี่เจิ้น เดี๋ยวให้มันแซงไป

หนุ่มหน้าเหี้ยมหันมามองหน้าอาฟ่ง แล้วสั่นหัว
ไม่มีทาง ฉันไม่ยอม
ฉันไม่ได้ให้พี่ยอม  แต่พี่คิดว่าอยู่ข้างหน้าแล้วทำอะไรมันได้ ?”
มันอยากแซง เราอยู่หน้า เราก็ไม่ให้มันแซงได้

อาฟ่งพยักหน้ารับฟัง
“อือ… ถ้ามันแซงแล้วเราจะเสียอะไร ?”

“ก็ถ้ามันแซงเราได้ มันก็ขวางไม่ให้เราไปไหนได้”
“มันจะขวางยังไง ?”
“ก็ถ้ามันเห็นเราจะออกเลนไหน มันก็ไปขวางเลนนั้นไง”
“รถติดกันในเมืองอย่างนี้น่ะเหรอ ? อย่างตอนนี้ถ้ามันอยู่หน้าเราเลย แล้วเราจะตบออกซ้ายหรือขวาทันที มันจะตามไปขวางทันได้เลยเหรอ ?”

อาเจิ้น คิดตาม
“อือ… ก็ยากเหมือนกัน เพราะถ้าเราจ่อติดมาก แล้วตบออกเลย มันก็จะขวางเราไม่ทัน”

“อือ… ก็นั่นไง  ถ้าขับในเมืองอย่างนี้ เป็นคันหลังมันแซงคันหน้าได้ตลอดเวลา แต่คันหน้าจะกันคันหลังไม่ได้ เพราะความเร็วของรถเราจะช้ากว่าคันหลัง  มันต่างกับวิ่งบนถนนโล่ง ๆ ที่คันหน้าจะเร่งเท่าไหร่ก็ได้ เพราะไม่มีรถอื่นขวาง”
อาเจิ้นพยักหน้า
“อือ… ก็ใช่”

ไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีเขียว

“พี่เจิ้น พี่ให้มันแซงไป”

รถคันหน้าเริ่มออกตัว ซีวิคออกตัวตาม  ทีด้าไม่จ่อติด พอมีระยะห่าง ทีด้าตบเข้าเลนขวา แล้วเร่งแซง พอรถเริ่มพ้น ก็พยายามปาดเข้าซ้าย แถเข้าขวางหน้าซีวิค

อาฟ่งย้ำอีกครั้ง
“ให้มันแซง ชะลอไว้ ให้มันเข้ามาอยู่หน้าเราเลย”

อาเจิ้นหยุดรถ ทีด้าค่อย ๆ ปาดเข้ามาจนเต็มเลน

ขณะนี้ ซีวิคจ่อท้ายทีด้าสีดำ  รถยังแล่นไปช้า ๆ จนมาหยุดติดไฟแดงที่แยกพระรามเก้าตัดถนนเอกมัยรามอินทรา

อาฟ่งชี้ไปข้างหน้า
“ตอนนี้มันคงกำลังสะใจ ที่แซงเราได้สำเร็จ”

อาเจิ้นพยักหน้า ท่าทางหงุดหงิด
“อือ… ถ้ายิงมันได้ ฉันจะยิงกบาลมัน”
“ใช่ ตอนนี้ถ้าเรามีปืน เราก็ยิงมันได้ เพราะเราอยู่ข้างหลัง  ใช่มั้ยล่ะ ?”
“ใช่”เขาตอบทันที  แล้วค่อยนึก  “อือ อยู่ข้างหลังก็ดีเหมือนกัน”
“ถ้าเราอยู่ข้างหน้า อย่างมากที่สุดก็คือได้แค่กัน  ถ้ามีปืนทั้งคู่ คันหน้าจะไม่มีทางยิงคันหลังได้  แต่ตอนนี้ถ้าเรามีปืน พี่ว่าเราเล็งหัวมันได้เลยมั้ย ?”

อาเจิ้นพยักหน้า
“แค่นี้ ไม่มีพลาด”

“แต่วันนี้เราไม่มีปืน แต่เรามีอย่างอื่น”

หนุ่มหน้าเหี้ยมสงสัย หันมามองหน้า
“เรามีอะไร ?”

“เรามีเวลาไง”

อาเจิ้นยังขมวดคิ้ว  อาฟ่งอธิบาย
“วันนี้เราไม่ได้รีบไปไหน เรามีเวลา  แต่คันหน้า พี่ว่ามันกำลังจะไปไหน ?”
“ไม่รู้เหมือนกัน คงไปธุระ หรือ กลับที่ทำงาน หรือ กลับบ้าน”
“อือ… แสดงว่ามันคงมีที่จะไปซักที่หนึ่ง  แล้วมันอยู่หน้าเรา”

อาเจิ้นพยักหน้า เริ่มคิดตามว่าอาฟ่งหมายถึงอะไร แล้วเขาก็ยิ้มออกมา

ไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีเขียว  รถทีด้าเร่งความเร็วเบี่ยงออกเลนขวา  อาเจิ้นขับตาม
“พี่เจิ้น ไม่ต้องจี้ติดก็ได้ แต่ตามไปเรื่อย ๆให้อยู่ที่ระยะที่มันมองกระจกหลังแล้วเห็นรถเรา”

ทีด้าเลี้ยวขวาเข้าถนนประดิษฐ์มนูญธรรม  ซีวิคขับตามไปเรื่อย ๆ ไม่ได้จี้ติด

อาเจิ้นเริ่มสนุก เขาเข้าใจความได้เปรียบของการขับตาม  เขาหัวเราะออกมา
“ฮ่า ๆๆๆ  ไอ้นี่มันประสาทกินแน่  มึงจะไปไหน กูก็ค่อย ๆ ตามมึงไปเรื่อย ๆ”
“ถ้าพี่เป็นมัน พี่จะขับพาเราไปไหนล่ะ ? ไปที่ทำงานก็ไม่ได้ พากลับบ้านไปเลยยิ่งแล้วใหญ่”

ทีด้าวิ่งตรงเลยแยกตัดถนนลาดพร้าว  แล้วค่อย ๆ เลียบข้างทางจอดสนิท
“พี่เจิ้น จอดห่าง ๆ มัน”

ซีวิคจอดตาม ห่างจากทีด้าประมาณ 30 เมตร

อาเจิ้นหัวเราะ
“มันประสาทกินแน่ ๆ  ฮ่า ๆๆๆๆ”
“ใช่ เพราะมันไม่รู้ว่าเราจะเล่นอะไร เพราะเรามีเวลา  มันจะจอดรถทิ้งไว้ก็ไม่ได้  มันจะลงไปทำธุระอะไรก็ไม่ได้ เพราะถ้าทิ้งรถไว้ มันก็กลัวว่าเราจะทำอะไรรถมัน  แสดงว่ามันต้องอยู่ในรถตลอดเวลา  เสียเวลาไปเรื่อย ๆ”

สักพัก ทีด้าเริ่มออกรถต่อ  ซีวิคขับตามไปอีก  ทีด้าเลี้ยวซ้ายออกถนนรามอินทรา  ซีวิคก็ตามไป

โชเฟอร์ทีด้ารู้ตัวแน่นอนแล้วว่ากำลังถูกตามป่วน  เขาจอดข้างทางอีกครั้งริมถนนรามอินทรา  ซีวิคจอดห่างจากเขาประมาณ 20 เมตร

คราวนี้คนขับทีด้าทนไม่ไหว เปิดประตูลงมา  ชายหนุ่มรูปร่างท้วม ๆ อายุประมาณสามสิบกว่าใส่เสื้อเชิร์ทผูกไท ยืนท้าวเอว กวักมือเรียก

อาเจิ้นนั่งหัวเราะเสียงดัง “ฮ่า ๆๆๆ  ดูมัน
“ปล่อยมันยืนตากแดดอย่างนั้นแหละ”

เจ้าของรถทีด้า เริ่มเดินเข้ามา
อาฟ่งหันไปมองข้างหลังรถ  ยังมีที่ว่างอีกเยอะ
“พี่เจิ้น เดี๋ยวมันเดินเข้ามาใกล้ ๆ แล้วเราถอยรถเราไปเรื่อย ๆ”

หนุ่มโชคร้าย เดินตากแดดเข้ามาใกล้รถซีวิค  อาเจิ้นใส่เกียร์ถอยหลังแล้วถอยรถ  เจ้าของรถทีด้าเห็นรถเริ่มถอย เขารีบวิ่งให้เร็วขึ้น  ยิ่งวิ่งยิ่งห่างจากรถตัวเองมากขึ้น

“เดี๋ยวพี่ถอยถึงป้ายรถเมล์แล้ว หยุด แล้วขับสวนกลับไปที่รถมัน”

รถซีวิคถอยหลังไปถึงป้ายรถเมล์  อีกฝ่ายวิ่งตามมาจนใกล้ถึง ชี้มือโวยวาย เหงื่อตก

อาเจิ้นเข้าเกียร์เดินหน้า แล้วเร่งรถพรวดออก ผ่านหน้าชายคนนั้นไปอย่างรวดเร็ว  รถวิ่งไปจอดหน้าทีด้า ห่างจากป้ายรถเมล์เกือบห้าสิบเมตร

อีกฝ่ายรีบวิ่งอ้าวตามกลับมา

อาเจิ้นเปิดประตูลงจากรถ เดินไปที่ท้ายรถ เปิดประโปรงรถ หยิบเหล็กไขแม่แรงออกมา ปิดกระโปรงท้าย  แล้วมายืนหน้ากระจกรถทีด้า  เขาเงื้อเหล็กทำท่าว่าจะทุบกระจกหน้า

หนุ่มโชคร้าย รีบใส่แรงสุดชีวิต วิ่งเข้ามา

อาเจิ้นชี้นิ้วไปที่เขา แล้วตะโกนภาษาไทย
“หยุดตรงนั้น ถ้าเข้ามาอีก กูจะทุบกระจก”

ชายโชคร้ายลังเล เขาค่อย ๆ เดิน ยกมือขึ้นห้าม

อาเจิ้นตะโกนซ้ำ “หยุด อย่าเดินมาอีก ไม่งั้นกระจกแตก”

ชายหนุ่มหยุดทันที เสื้อเชิร์ทเขาเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ ยืนหายใจหอบตัวโยน

เสียงตะโกนภาษาจีนกลาง ดังมาจากรถซีวิค
“พี่เจิ้น พอเถอะ แค่นี้พอแล้ว ไปกันเถอะ”

อาเจิ้นมองดูเจ้าของรถทีด้า ยืนตากแดด เหงื่อโทรมกาย เขาสะใจที่ได้เห็นภาพนี้  
เขาหันหลังกลับ รีบเดินกลับไปที่รถ

อาเจิ้นปิดประตู แล้วรีบออกรถ เสียงหัวเราะของเขาดังลั่น

อาฟ่งนั่งหายใจแผ่ว ๆ  มือกุมท้อง  โชเฟอร์หันมาถาม
“อาฟ่ง เธอเป็นอะไร ?”
“ปวดท้องนิดหน่อย”
“จะแวะเข้าห้องน้ำมั้ย ?”
เธอสั่นหัว

อาเจิ้นนึกถึงรถทีด้าคันเมื่อครู่นี้แล้ว เขาก็หัวเราะต่อ
“เฮ่อ ๆๆๆ  อาฟ่ง เธอนี่มันร้าย ใครสอนเธอให้จัดการเรื่องพวกนี้แบบนี้ ?”
“พี่เจิ้นติดตามพี่ใหญ่มานาน ไม่ได้เรียนรู้อะไรเลยเหรอ ?”

โชเฟอร์หัวเราะ
“อือ… ฉันก็รู้อะไรมาจากพี่ใหญ่ยอะมาก แต่คงไม่เท่าเธอหรอก เธอกับพี่ใหญ่สายเลือดเดียวกัน คงได้สืบทอดกันมาเยอะกว่า”

อาฟ่งหัวเราะหึ ๆ  อาการปวดเกร็งเป็นระยะ ๆ ที่ท้องน้อย เริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น  เธอกดฝ่ามือลงไปที่หน้าท้องตัวเอง  เธอนึกถึงครั้งล่าสุดที่คุณหมอเล่าให้เธอฟังถึงอาการ PMDD (Premenstrual Dysphoric Disorder) ซึ่งปัจจุบันผู้หญิงจำนวนมากเกิดอาการนี้ในช่วงมีรอบเดือน ดูเหมือนว่าอาการนี้จะกลายเป็นเพื่อนแท้ของเธอมาตลอด  เพื่อนที่น่ารำคาญซึ่งไม่เคยทอดทิ้งเธอเลยแม้กระทั่งเดือนเดียว

อาฟ่งหันไปเบาะด้านหลังคว้ากระเป๋าถือ ค้นหายาแก้ปวด  เธอแกะแผงยา หยิบใส่ปาก แล้วหยิบขวดน้ำดื่มตาม
“อาฟ่ง ปวดท้องอีกแล้วเหรอ ?”
เธอพยักหน้า
“ทนไหวมั้ย ? ต้องไปโรงพยาบาลหรือเปล่า ?”
เธอพยักหน้าอีกครั้ง
“ไหว ทนจนชินแล้ว”

อาเจิ้นขับรถมุ่งหน้าไปจุดหมายปลายทาง…. เอ็มบีเคเซนเตอร์
“อาฟ่ง ทำไมเงินแค่สองหมื่น ถึงต้องขับรถไปทวงเองถึงชลบุรี ?”

เธอยังเงียบ… 
โชเฟอร์หันมามองหน้าอีกครั้ง เพื่อหาคำตอบ
“ก็…  ฉันอยากเห็นว่าธุรกิจของไมเคิลเป็นยังไง”
“อือ…เห็นแล้ว เธอดีใจด้วยล่ะสิ กิจการเขาไปได้ดี”
“เปล่า… เห็นแล้วฉันก็ยิ่งรับไม่ได้กับสิ่งที่เขาทำ”

อาเจิ้นขมวดคิ้ว

อาฟ่งค่อย ๆ เล่า
“เรื่องเงินของพี่ใหญ่ จะให้ใครฟรี ๆ ฉันไม่เคยเกี่ยวข้องด้วยเลย  แต่ตอนนั้น วันที่ไมเคิลมายืมเงินพี่ใหญ่ ฉันอยู่ด้วย ไมเคิลยืมเงินไปทำธุรกิจเพราะหมุนเงินไม่ทัน  พี่ใหญ่รีบเอาเงินสดที่อยู่ที่บ้านให้ไป”
“นั่นมันนานเท่าไหร่แล้ว ?  คงไม่น่าจะใช่สองปีนี้ เพราะไมเคิลมีเงินเหลือพอที่ขยายกิจการได้ตั้งแต่สองปีที่แล้ว”
“สี่ปีแล้ว”

อาเจิ้นผงกหัว
“สี่ปี ?  ทำไมเธอจำขนาดนั้น อาฟ่ง เงินแค่สองหมื่น เธอต้องมานั่งจำแทนพี่ใหญ่แล้วทวงคืนขนาดนี้เลยเหรอ ?”
“มันอยู่ในไดอารี่ของฉัน”
“อ้าว… แล้วพี่ใหญ่ให้เงินคนอื่นตั้งเยอะแยะ ที่เธอไม่รู้ เธอจะทำไง ?”

อาฟ่งเงียบ… ไม่ใช่เพราะไม่มีคำตอบ  แต่เธอกำลังนึกถึงกรณีของไมเคิล นึกแล้วเธอยิ่งยอมรับมันไม่ได้

“พี่เจิ้น เงินให้กับเงินยืมนี่มันต่างกันนะ  ถ้าพี่ใหญ่จะให้เงินคนอื่นเป็นล้าน ฉันก็ไม่สนใจ แต่ถ้าให้ยืม ก็ต้องคืน….”

อาเจิ้นพยักหน้ารับฟัง

เธอพูดต่อ
“… วันนั้น หลังจากพี่ใหญ่ให้เงินสดไมเคิลไปสองหมื่น ตอนกลางคืนปุ้ยซึ่งเป็นพนักงานในร้านขายเสื้อของพี่ใหญ่ มาขอยืมเงินห้าพันไปจ่ายค่าเทอมลูก  พอสิ้นเดือนปุ้ยขอให้พี่ใหญ่หักเงินยืมจากเงินเดือนเดือนละสองพันห้า”

“อือ  แล้วไง ?”

แล้วไมเคิล รอถึงสี่ปีก็ยังไม่ใช้คืน เพื่ออะไร ?  เงินที่ปุ้ยยืมไป เป็นเงินที่ยืมเพราะความจำเป็น แล้วปุ้ยก็ใช้คืนด้วยความลำบาก เพราะรายได้ปุ้ยก็ได้เท่าเดิม  แต่ปุ้ยก็ใช้คืน  แต่เงินที่ไมเคิลยืม ยืมไปเพราะการลงทุน เมื่อเงินไม่ขาดมือแล้ว ทำไมไม่คืน ?  ถ้าไปกู้คนอื่นก็ต้องเสียดอกเบี้ย นั่นถือว่าถ้าคิดแล้วว่าเสี่ยงแล้วคุ้ม จึงกู้ธนาคาร แต่กับพี่ใหญ่ ไม่ต้องมีเอกสาร ไม่มีดอกเบี้ย นี่ถือว่าเป็นการลงทุนด้วยเลือดของพี่ใหญ่  มาคืนก็ต้องมีดอกเบี้ยให้  แต่ไมเคิลไม่คืน  แล้ววันนี้ ฉันถามไมเคิลว่าจำได้หรือไม่  เขาบอกว่าจำได้  แต่จะให้คืนมาแค่สองหมื่น…. มันหมายความว่ายังไง ?  จำได้แต่ไม่คืน ถ้าทวงถึงให้”

อาเจิ้นพยักหน้า
“เข้าใจแล้ว  ฟังแล้วมันน่ากระทืบ มันมีรถสองคัน กิจการก็ขยายใหญ่โต แต่เงินที่ยืมไปกลับไม่คืน  เห็นแก่ตัว แล้วทำไมเธอไม่รับเงินคืนล่ะ ?”

“คนพวกนี้ มักง่าย เห็นว่าพี่ใหญ่ใจนักเลง ขออะไรง่าย ๆ ก็นึกว่าพี่ใหญ่คงได้เงินมาง่าย ๆ เหมือนกัน แต่มันยังให้ไม่ครบ ส่วนที่เหลือ มันคงนึกไม่ถึงว่ามันต้องชดใช้  ฉันคงไม่ไปชลบุรีเพียงแค่ต้องการเงินสองหมื่นหรอก”

“มีอะไรมากกว่าเงินสองหมื่นอีกเหรอ ?”

“มีสิ เลือดพี่ใหญ่ไง  มันเอาเงินพี่ใหญ่ไปลงทุนในกิจการ นั่นถือว่าเลือดพี่ใหญ่อยู่ในกิจการของมัน  เงินสองหมื่นที่มันไม่ยอมคืน ฉันถือว่าเป็นเงินที่ร่วมลงทุนเป็นหุ้นในกิจการมัน  ฉะนั้น มาถึงตอนนี้แล้วฉันไม่รับเงินต้นคืน ถ้ามันจะคืนเงินต้น มันควรคืนได้ตั้งแต่นานแล้ว”

อาเจิ้นหันมามองหน้า
“อาฟ่ง จริงเหรอ ? เธอไปพูดกับไมเคิลอย่างนั้นเหรอ ? ทำไมเธอไม่บอกฉันก่อน ? เธอให้ฉันรอข้างนอก ฉันก็ไม่รู้ว่าเธอจะไปพูดกับเขาแบบนี้ ถ้าบอกฉัน ฉันจะได้เข้าไปเป็นเพื่อนด้วย”

“ไม่สำคัญหรอกพี่เจิ้น เรื่องนี้ฉันมั่นใจว่าฉันจัดการเองได้เพราะมีเรื่องอื่นบางเรื่องที่ไมเคิลคงไม่อยากให้พี่เจิ้นรู้ ถ้าพี่เข้าไปด้วย เรื่องมันก็คงไม่จบง่าย ๆ ตอนนี้ฉันก็ได้ตามที่ฉันต้องการ พี่ใหญ่จะได้หุ้นในกิจการของมันยี่สิบเปอร์เซนต์”

อาเจิ้นผงกหัวช้า ๆ  แล้วยิ้ม  เด็กน้อยที่เขาเห็นเมื่อหลายปีที่แล้ว บัดนี้ได้เริ่มวัดรอยความเฉลียวฉลาดทันคนตามพี่ชาย  แสดงความเป็นสายเลือดเดียวกันให้เห็นว่าความข้นไม่แพ้พี่

“เธอนี่มันมีแววพญาหงส์จริง ๆ”

หงส์น้อยเหม่อมองข้างถนน  ความไม่พอใจทั้งหลายที่มีต่อไมเคิลสะสมมานานมาก ทุกอย่างอยู่ในไดอารี่ของเธอ  ครั้งหนึ่ง อาหลงเคยไปขอให้ไมเคิลช่วยเรื่องงานที่ชลบุรี แต่ไมเคิลไม่ได้ให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ กลับบ่ายเบี่ยง นำเรื่องที่อาหลงยังไม่ได้สัญชาติไทยมาเป็นข้ออ้าง   ตั้งแต่วันนั้น เธอจึงคิดหาวิธีเอาคืนจากไมเคิลมาตลอด  วันนี้ เธอมั่นใจแล้วว่าเธอถือไพ่เหนือกว่าไมเคิล  ไม่เช่นนั้น เธอคงไม่ตัดสินใจเดินทางไปชลบุรีวันนี้

“แต่เมียของไมเคิล ดูท่าทางเก่งนะ ไมเคิลโชคดีที่ได้เมียดี”
โชเฟอร์นึกถึงสาวไทยหน้าตาดีที่เป็นภรรยาของไมเคิล
อาฟ่งพยักหน้ารับรู้  ภรรยาของไมเคิลนี่แหละ คือไพ่ที่เหนือกว่าในมือของอาฟ่ง

อาเจิ้นพูดต่อ “…แต่เสียดาย เป็นคนไทย
อาฟ่งหัวเราะเบา ๆ “เป็นคนไทยแล้วทำไม ?”
เขาเริ่มบ่น “แน่ะ… ไม่ได้เลยนะ แค่ฉันพูดถึงคนไทยนิด ๆ หน่อย ๆ เธอน่ะเลือดไทยมันชักจะเข้มกว่าเลือดจีนซะแล้ว
เธอยิ้มมุมปาก แล้วเปลี่ยนมาพูดภาษาไทย

“ก็ชั้นเป็นคนไทย ชั้นภูมิใจที่ชั้นเป็นคนไทย”

อาการที่ท้องน้อยยังไม่ลดความรุนแรง อาการปวดขมับก็เริ่มขึ้น เป็นวงจรที่เธอคุ้นเคย  ก็เพียงแค่คอยลุ้นต่อไปว่า ครั้งนี้จะมีไข้ หรือ ไม่มีไข้  เดือนไหนโชคดีก็จะไม่ต้องนอนฟุบ เดือนไหนโชคร้าย จะมีไข้นอนฟุบเป็นวัน

เสียงโทรศัพท์มือถือของอาฟ่งดังขึ้น  เธอรับสาย

เสียงปลายทางเป็นหญิง พูดภาษาไทย
“น้องฟ่งหรือเปล่า ?  พี่เล็กนะ”
“ค่ะ พี่เล็ก”
“พี่แอนดี้ออกไปจากที่ทำงาน  เพิ่งออกไปได้สิบกว่านาที”
“หา… ไปไหนหรือคะ ? พี่แอนดี้บอกหรือเปล่า ?”
“ไม่ได้บอก แค่บอกว่าจะไม่กลับเข้ามาแล้ว”
“ค่ะ ขอบคุณที่โทรมาค่ะ”

เธอตัดสาย แล้วขมวดคิ้ว  พี่ใหญ่กำลังจะไปไหน ?  ก็พี่ใหญ่รับปากเธอแล้วว่าจะพักผ่อนให้มากที่สุด ไม่เดินทางไปไหนคนเดียว  สภาพร่างกายที่โทรมขนาดนั้นไม่เหมาะกับการต้องขับรถเอง  เธออุตส่าห์ให้เล็กช่วยดูแลเป็นพิเศษ

อาฟ่งกดมือถือเข้าเครื่องแอนดี้ทันที

พี่ชายรับสาย
เหวย อาฟ่ง
เธอพูดด้วยภาษาจีนกลาง
พี่ใหญ่ พี่กำลังจะไปไหน ?
จะไปหาท่านปู่ที่อาหลงเคยพาไป”
“ไปทำไม ?”


ไม่มีคำตอบจากปลายทาง   เธอรู้ว่าพี่ชายคงไม่ตอบแน่นอน เธอเปลี่ยนคำถาม

“พี่ขับรถเองเหรอ ?”
“ใช่”
“จะไปแถวไหน ?”


ไม่มีคำตอบ

“พี่ใหญ่ ฉันไม่ได้จะห้ามพี่  แต่ขอเพียงแค่ ฉันขอเป็นคนขับรถให้ได้มั้ย ?  พี่จะไปแถวไหน ฉันจะไปเจอพี่ระหว่างทางแล้วขับรถให้ ฉันขอแค่นี้ พี่ให้ฉันได้มั้ย ?”

สักอึดใจ แอนดี้ตอบ
“ได้  เธออยู่แถวไหนล่ะ อาฟ่ง ?”

อาฟ่งนัดแนะกับพี่ชายเสร็จ ก็วางสาย

“พี่เจิ้น วันนี้งดไปเอ็มบีเคก่อน  พี่ช่วยวกกลับไปที่ถนนพระรามเก้า ฉันนัดพี่ใหญ่ไว้แถวนั้น”

โชเฟอร์พยักหน้าตามคำสั่งของหงส์น้อย
อาฟ่งมีสีหน้าเป็นกังวลเพิ่มมากขึ้น บัดนี้เหลือเพียงแค่สองพี่น้องที่ต้องช่วยกันประคับประคองกันและกัน เธอมองผ่านกระจกรถออกไปข้างถนน มือข้างหนึ่งยังกดอยู่ที่หน้าท้อง

รถแล่นผ่านป้ายประกาศกิจกรรม ‘สามัคคีทำดีเพื่อพ่อ’ ในป้ายมีรูปพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงเด่นเป็นสง่า  เธอเหลือบมองป้าย
 
ประเทศนี้จะเป็นประเทศสุดท้ายที่เธอจะฝากชีวิตไว้ 

ประเทศนี้สร้างความหวังที่จับต้องได้ให้กับครอบครัวของเธอ  ตั้งแต่มาอยู่ในประเทศไทย ความฝันตั้งแต่เด็กเริ่มเป็นจริงทีละอย่าง  อาหลงควรจะเป็นเพื่อนร่วมเดินทางไปหาฝันด้วยกันเป็นสามคนพี่น้องไปตลอด  แต่…ความเป็นจริง ทุกสิ่งไม่แน่นอน 

วันนี้ ไม่มีอาหลงเป็นเพื่อนร่วมทางแล้ว แต่ภาพใบหน้าที่สะอาดสะอ้าน ภาพรอยยิ้มที่อาหลงเคยมีให้เธอตลอดยังคงประทับอยู่ในใจเธออย่างนั้น ไม่เลือน

…. ถ้าพี่หลงยังมีชีวิตอยู่ พี่หลงจะต้องได้สัญชาติไทยแน่ ๆ ถึงแม้พี่หลงจะไม่ได้มีสายเลือดเดียวกัน

แต่ถ้าพี่หลงได้สัญชาติไทย เราก็จะมีพ่อคนเดียวกัน….

__________________________________________________________________________________________

โดย วีรยาติ

กลับขึ้นด้านบน

นิยาย 'หมอเถื่อน' รวมเล่มฉบับแรก เปิดให้จองแล้ว กดที่นี่

 

อ่านตอนต่อไป
อ่านตอนอื่น

1. สมัครสมาชิก เว๊บบอร์ดที่นี่ (หากไม่สมัครสมาชิก จะโหวต หรือ แสดงความคิดเห็นไม่ได้) และ

2. แสดงความคิดเห็น หรือ โหวต

- ชอบตัวละคร ขอเชิญโหวตได้ที่นี่

- อ่าน หรือ แสดงความคิดเห็นที่นี่

เชิญเยี่ยม Facebook หมอเถื่อน

(ให้กำลังใจโดยเข้าไป แล้วกด Like หรือ เขียนคำวิจารณ์)

Free site counter