ตอน 15

สามเด้ง (2)

สองหนุ่มเดินมาถึงโต๊ะ 

รุ่งทรุดตัวลงนั่งตรงข้ามทอม วิทย์นั่งตรงข้ามยิ้ม
รุ่งหยิบรายการอาหารมาปิดหน้า บังไม่ให้ยิ้มมองเห็น

ยิ้มหัวเราะ เธอเอื้อมมือพยามยามคว้ารายการอาหารที่เขาถือ
“เป็นอะไรคะ รุ่ง ?  ทำไมไม่อยากเห็นหน้ายิ้มเหรอคะ ?”

รุ่งหันมาพูดกับวิทย์
“มึงดูดิ  ยิ้มพูดคำว่าคะทีไร กูจะละลาย”
ยิ้มหัวเราะ
“อ้าว… ก็ยิ้มพูดเพราะแล้ว ทำไมรุ่งยังไม่อยากมองหน้ายิ้มอีกล่ะ ? ”

รุ่งยังเอารายการอาหารบังหน้าอยู่
“เอ่อ… จะบอกยิ้มว่า  ตอนที่ยิ้มรับโทรศัพท์น่ะ ไม่ใช่เสียงเรานะ เราไม่ได้อยู่ด้วยนะ”

ยิ้มหัวเราะร่า “ฮ่า ๆๆๆ  เหรอคะ ?   เนอะ ฟังดูก็ไม่เหมือนรุ่งเลย แล้วใครว่าเป็นรุ่งล่ะคะ ? ”
เขาค่อย ๆ วางรายการอาหารลงบนโต๊ะ
“เหรอ ๆ… ยิ้มรู้เนอะ ว่าไม่ใช่เรา  อิ อิ  งั้นก็ ไม่มีอะไรต้องปิดแระ”
วิทย์ทำคิ้วย่น
“อะไรของมึงวะ ?”

รุ่งไม่ตอบ เขาหยิบรายการอาหารขึ้นอ่าน เลือกรายการอาหารที่ถูกที่สุด  ต่างคนต่างเลือกรายการอาหาร แล้วเรียกพนักงานมารับออร์เดอร์

รุ่งเริ่มเข้าเรื่องสำคัญที่เขาต้องการรู้
“ยิ้ม  วันก่อนที่ยิ้มบอกให้เราหามือถือในตู้เสื้อผ้าอะ  ยิ้มรู้ได้ไง ?”
เธออมยิ้ม
“แล้วรุ่งเจอรึเปล่าล่ะคะ ?”
“เจอครับ ถึงอยากรู้ไงว่า ยิ้มรู้ได้ไง ? ”
“ก็มีคนบอกค่ะ”
“ใครครับ ?”
“ท่านแม่บอกให้ช่วยสงเคราะห์ค่ะ”

ได้เรื่องล่ะสิ  รุ่งพยักหน้า ตรงกับที่เขาคาดการณ์
“ยิ้มเล่าได้มั้ย ว่าท่านเป็นใคร ? ท่านมาบอกยังไง ? คือ ที่ถามนี่ ไม่ใช่เพราะไม่เชื่อ แต่ถามเพราะเชื่อว่าวิธีการติดต่อสื่อสารกับโลกอื่น มีหลายวิธี  อยากรู้ว่ายิ้มใช้วิธีไหน”

เธอนั่งเงียบสักอึดใจ แล้วพยักหน้า
“ท่านแม่บอกว่า ได้ค่ะ”

วิทย์มองหน้ารุ่ง เขาประหลาดใจในเรื่องเหนือธรรมชาติพวกนี้  เพราะตัวเขาไม่เคยสัมผัส และ ไม่เคยสนใจเรื่องเหล่านี้เลย 

รุ่งถามต่อ
“เมื่อกี๊ ยิ้มถามท่านแม่หรือครับ ?”
“เปล่าค่ะ ท่านบอกเองว่าได้ ธรรมดาท่านจะไม่ให้บอกใครสุ่มสี่สุ่มห้า  ใครที่ท่านจะสงเคราะห์ท่านค่อยบอกค่ะ”

ทอมตั้งใจฟัง เธอกำลังสนใจเรื่องเหล่านี้อย่างมาก เธอตั้งคำถามบ้าง
“ยิ้มได้ยินเป็นเสียงหรือเห็นภาพด้วยล่ะ ?”

“ส่วนใหญ่เป็นเสียง น้อยครั้งที่เห็นภาพ บางทีก็ฝันถึงจะเห็นภาพบ้าง มีที่ชัดที่สุดคือตอนยิ้มป่วยหนัก ตอนนั้นนอนฝันเห็นท่าน  ท่านมาบอกว่าไม่ต้องห่วง ท่านจะช่วยยังไง ๆ”

ทอมซักต่อ
“แล้วเริ่มต้นท่านมาติดต่อยิ้มได้ยังไง ?”
วิทย์พยักหน้า “อือ… ถามเหมือนพิธีกรรายการทอล์คโชว์”

ยิ้มเล่าต่อ
“ก็ตอนอายุเจ็ดขวบ ป่วยหนัก เป็นไข้เลือดออก ตอนนอนป่วยก็ฝันเห็นผู้หญิงคนนึง แต่งตัวชุดไทยโบราณ เกล้าผม มีเครื่องประดับสวยมากมาหา แล้วก็บอกว่าท่านเป็นใคร  ท่านมาช่วย ขอให้ยิ้มอย่าฝืน ทำใจยอมรับฟัง แล้วอาการยิ้มจะดีขึ้นเรื่อย ๆ   แต่ในใจตอนนั้นที่ยิ้มเห็นภาพท่าน ในใจยิ้มไม่ได้ฝืนอยู่แล้ว เพราะรู้สึกว่าท่านมีเมตตา รู้สึกอบอุ่น  หลังจากนั้น ก็ได้ยินเสียงท่านอยู่เป็นประจำทุกวัน  ไม่กี่วันยิ้มก็หายจากไข้เลือดออก  ก็ใช้ชีวิตปกติ เวลาท่านจะบอกอะไร ยิ้มก็จะได้ยินเสียงท่าน แต่ไม่เห็นภาพ”

ทอมกับรุ่งพยักหน้า  วิทย์ไม่ได้แสดงปฏิกริยาใด ๆ

รุ่งถามขึ้น
“แล้วท่านเป็นใครครับ ?”

“บอกไม่ได้ค่ะ ท่านบอกว่าไม่ให้บอก ท่านเป็นใครไม่สำคัญกับคนอื่น สำคัญกับยิ้มคนเดียว  แต่สำหรับคนที่ท่านจะสงเคราะห์ ท่านจะบอกเองว่าต้องทำยังไง”

รุ่งพยักหน้ารับรู้
“แล้วที่ท่านสงเคราะห์เราเรื่องมือถือ  เราต้องตอบแทนยังไงเหรอ ?”
“ไม่ต้องค่ะ”
“ฝากขอบคุณท่านด้วย  เออ…นี่ฝนรู้เรื่องนี้หรือเปล่า ?   มีใครรู้เรื่องนี้บ้าง พ่อแม่ยิ้มล่ะ ?”

“พ่อกับแม่รู้ค่ะ เพราะยิ้มเล่าให้ฟัง  แต่เพื่อน ๆ ไม่มีใครรู้ ฝนก็ไม่รู้ เพราะยิ้มไม่ได้เล่า  มันเป็นเรื่องความเชื่อด้วย  ยิ้มยังอยากใช้ชีวิตแบบคนทั่วไป ท่านแม่ก็บอกว่าไม่ให้บอกคนที่ไม่เกี่ยวข้อง เพราะยิ้มยังต้องใช้ชีวิตแบบคนปกติไปอีกหลายปี”

คราวนี้วิทย์มีคำถามแน่นอน
“แปลว่าอะไรครับ ? ใช้ชีวิตปกติไปอีกหลายปี แสดงว่า ต่อจากนั้น…?”

“ท่านแม่บอกว่า สี่ห้าปีนี้ ยิ้มก็ยังต้องใช้ชีวิตปกติ ทำมาหากินตามปกติ  หลังจากนั้น ต้องแล้วแต่เหตุการณ์ ถึงตอนนั้นแล้วค่อยตัดสินใจอีกที”

รุ่งพูดขึ้น
“คงต้องช่วยสงเคราะห์คนทั่วไป แบบเปิดเผย  อาจจะเป็นงั้นมั้ง”
“ก็ไม่รู้เหมือนกัน ถึงเวลานั้นค่อยว่ากันค่ะ”

รุ่งมองหน้าวิทย์ เขาเดาว่าเพื่อนกำลังมีความคิดสับสนในสมองกับหญิงที่นั่งอยู่ตรงข้ามเขาตอนนี้ 

ทอมถามต่อ
“ยิ้มติดต่อท่านได้ทุกเวลาเลยเหรอ ?”

ยิ้มหัวเราะ
“อือ… ไม่หรอกค่ะ บางครั้งนึกอยากจะสื่อสารกับท่าน แต่ท่านก็ไม่มา มีเรื่องน่าขำจะเล่า เล่าแล้วก็อาย  ตอนเรียนอยู่มอปลาย ยิ้มพยามเชิญท่านในห้องสอบ อยากให้ท่านมาบอกข้อสอบ  แต่ท่านก็ไม่มา  พอสอบเสร็จ ท่านก็มาบอกว่า ถ้าเราตั้งใจเรียนแล้ว ก็ขอให้มั่นใจในตัวเอง ทำได้แค่ไหน ก็ขอให้พอใจแค่นั้น” 
เธอพูดแล้วหัวเราะเบา ๆ

รุ่งถามต่อ
“ถ้างั้น เรื่องมือถือของเรานี่ ก็นับว่าท่านตั้งใจช่วยเลย เพราะท่านมาเอง”
“ใช่ ๆ ค่ะ  วันนั้นยิ้มไม่ได้เชิญท่าน ท่านบอกเองค่ะ”

ทอมถามคำถามที่คาใจตั้งแต่ตอนแรก
“งั้นที่ยิ้มบอกว่า ปีนี้เราจะเจอ  หมายความว่ายังไง ? เราจะเจอแฟนเหรอ ?”

วิทย์ทำท่าสนใจ
“แน่ะ… แกจะมีดวงขายออกแล้วเหรอ ปล่อยไว้ท่าทางจะเน่าคาหิ้ง”

ทอมมองวิทย์ด้วยหางตา
ยิ้มหันไปหาทอม
“ค่ะ ภายในปีนี้ คือ นับตั้งแต่มกราที่ผ่านมา จนถึงธันวา จะได้เจอ คนที่ต้องฉลาดกว่าทอมน่ะ คนนี้ฉลาดกว่าแน่ค่ะ”

วิทย์หัวเราะหึ ๆ
“ไม่ไหว ถ้าฉลาดกว่าอีนี่อีก คบไม่ได้แล้ว แค่นี้มันก็แก่แดดชิบหายอยู่แล้ว เสือกได้ผัวฉลาดกว่านี้อีกเป็นสองคนสองคม ลูกแม่งเกิดมาปัญญาอ่อนแน่ เพราะพ่อแม่เอาสมองไปหมด เหอ ๆๆๆ”

รุ่งหัวเราะร่วน “ฮ่า ๆๆๆๆ”

ทอมจับแก้วน้ำ ยกขึ้น ทำท่าว่าจะสาดใส่เพื่อนปากหมา

วิทย์ยกมือห้าม
“อย่านะ ไอ้ทอม  ชั้นล้อเล่น  แกสาดมานี่ ชิบหายเลย รอสงกรานต์ก่อนจะให้แกสาดเต็ม ๆ”

ทอมหัวเราะแล้ววางแก้วลง  เธอถามยิ้มต่อ
“คนที่เจอนี่ จะเป็นเนื้อคู่หรือเปล่า ?”
“ไม่ทราบค่ะ เรื่องเนื้อคู่นี่พอเจอแล้วก็ต้องสร้างบุญต่อด้วยค่ะ คือไม่ใช่ว่าแค่เจอเนื้อคู่แล้วก็ได้อยู่ด้วยกันเลย  แต่ต้องมีการต่อสัมพันธ์กันไปเรื่อย ๆ ด้วยค่ะ”
“อือ… พอเข้าใจนะ  เอ… แล้วยิ้มล่ะ ยิ้มมีเนื้อคู่มั้ย ?”  เธอถามเผื่อเพื่อน
ยิ้มหัวเราะ
“ยิ้มเองก็ไม่รู้เหมือนกัน  เพราะท่านแม่ก็ไม่ได้บอก แล้วยิ้มก็ไม่ได้อยากรู้เรื่องนี้  ถ้ามีก็มีเอง”

เธอมองเห็นรอยจ้ำที่คอของรุ่ง
“รุ่งคะ ที่คอไปโดนอะไรมาเหรอ ?”
จำเลยสะดุ้ง ยกมือขึ้นปิดคอ
“อ๋า… เห็นจนได้  เอ่อ… แมลงกัดครับ”
ยิ้มชะเง้อคอมากลางโต๊ะ
“โห… ตัวใหญ่สิคะ รอยใหญ่เลยนะนั่น  แมลงอะไรคะ ?”
“แมลงต้อยครับ  เหอ ๆๆ  แมลงนักศึกษา  มันกัดเฉพาะคนน่ารักเท่านั้น”
ยิ้มหัวเราะ เธอไม่เข้าใจคำตอบ
“แล้วมันปวดหรือเปล่า มีพิษหรือเปล่าคะ ?”
รุ่งหัวเราะชอบใจ
“ฮ่า ๆๆๆ  สุดยอด  ชอบยิ้มจังเลย  ยิ้มเป็นผู้หญิงที่น่ารักที่สุด ไม่เหมือนไอ้พวกนี้” เขาชี้หน้าทอม  “… ไอ้พวกนี้ผ่านโลกีย์มาเยอะ  มียิ้มคนเดียวที่ไม่เคยเห็นรอยแบบนี้  ดีใจจัง อย่างน้อยก็มีคนซื่อบริสุทธิ์คนนึงนั่งอยู่ตรงนี้”

ทอมหยิบแก้วน้ำกระแทกกับโต๊ะเบา ๆ
“แกหมายความว่าไง ? จะหลอกด่าชั้นเหรอ ?   ทำยังกะแกซื่อนัก ไอ้กะล่อน เอาคอไปล่อให้ใครเค้าดูดมาแล้วยังไม่อาย  มีหน้าออกจากบ้านมาให้คนอื่นเห็นอีก”

ยิ้มเริ่มเข้าใจว่าทอมหมายถึงอะไร  เธอหัวเราะตาม

รุ่งพูดต่อ
“ก็จริงนิ  ยิ้มนี่สุดยอด ขนาดฝนเห็นยังรู้เลยว่าถูกคนกัดมา สงสัยฝนเคยโดน”

ยิ้มหัวเราะต่อ
“เฮอะ ๆๆ …บ้าสิคะ  ฝนไม่ใช่คนแบบนั้น  ฝนเค้าเรียบร้อยนะ แล้วก็ไม่ค่อยมีเพื่อนผู้ชายหรอก  เอ่อ… จริง ๆ ต้องเรียกว่า ฝนไม่มีเพื่อนผู้ชายเลยก็ได้  เพื่อนผู้ชายที่เคยมีคบ ๆ ไปก็จะจีบหมด”

วิทย์หัวเราะ
“เหอ ๆๆๆ  ช่วยไม่ได้ อยากสวยขนาดนั้น  ไม่เหมือนแก” เขามองหน้าทอม “แกน่ะเพื่อนผู้ชายเยอะ เพราะไม่มีใครอยากจีบแกซักคน”

ทอมเชิดหน้า “ชั้นไม่สวยตรงไหนวะ ?”

ยิ้มพยักหน้า
“ยิ้มว่าทอมสวยนะ น่ารักมากเลยตั้งแต่เห็นครั้งแรกแล้ว ปีแรกที่ไว้ผมสั้นน่ะค่ะ”

รุ่งหัวเราะคิก ๆ

ทอมมองหน้ารุ่ง ทำจมูกหึ่ง
“พูดถึงผมสั้นแล้วเสียอารมณ์ว่ะ  นึกแล้วเกลียดแกจริง ๆ แกทำให้ชั้นเสียเซ้ลฟ์หมด  ตั้งแต่นั้นมา ชั้นไม่กล้าตัดสั้นเลย”
วิทย์พูดต่อ
“คนไม่จีบแก ไม่ใช่เพราะคิดว่าแกเป็นทอมหรอก แต่พอคุยกับแกแล้ว แกแม่งใช้สมองเยอะไป  แล้วนี่ถ้าแกจบโทนะ ยิ่งหาผัวยากใหญ่  ผู้ชายเค้าจีบผู้หญิงคนอื่นง่ายกว่าแกเยอะ  สวยกว่าเซ็กซี่กว่ามีตั้งเยอะ  แต่ผู้ชายน่ะชอบคบแกเป็นเพื่อน เพราะแกฉลาด”
ทอมสวนกลับ
“แกเป็นผู้ชายแบบนั้นเหรอ ?  หาง่าย ๆ เซ็กซี่ แล้วก็โง่ ๆ”  เธอพูดออกไป ลืมคิดไปว่ามียิ้มนั่งอยู่ด้วย 

คำถามนี้กลายเป็นหอกพุ่งกลับไปที่เพื่อน

วิทย์ทำสีหน้าจริงจัง
พูดตรง ๆ  ผู้ชายน่ะอยากได้แฟนที่คุยรู้เรื่อง  ถ้าแกฉลาดมาก แกก็ต้องรู้จักใช้ภาษาที่จะคุยกับเค้าให้ถูก มันก็คุยรู้เรื่อง  แกก็มีแฟนได้นะ  แต่แกเองน่ะแหละจะลำบากใจเพราะแกต้องเป็นฝ่ายปรับ คือ คนที่ฉลาดจริง ๆ มันต้องสามารถปรับภาษาให้คุยกับคนอื่นได้  อยู่กับใครแล้วเค้าก็สบายใจ  แต่แกจะให้คนที่ฉลาดน้อยกว่า มาปรับให้ฉลาดเท่าแก มันไม่ได้  แกว่าจริงปะ ?...”

รุ่งพยักหน้า เข้าใจเหตุผลเพื่อน

วิทย์พูดต่อ
“…แต่การที่แกต้องปรับบ่อย ๆ กับคนที่ต้องเจอกันบ่อย ๆ  มันแปลว่า แกต้องรักเค้ามากจริง ๆ แกถึงทำได้โดยเป็นธรรมชาติ  ใช่ปะ ?  คือทำแล้วแกก็ไม่ฝืน เพราะแกรักเค้าจริง ๆ  ใช่มะ ?    ปัญหาก็คือ ไอ้ตอนเริ่มต้นจะรักเค้าน่ะ ถ้าเค้าไม่ได้คุยกับแกรู้เรื่องตั้งแต่ต้น แกจะรักเค้าอีท่าไหนวะ ?   ที่พูดมาแกเข้าใจปะ ?”

รุ่งปรบมือ
“อือ… เด็ดว่ะ ใช่  มันก็กลายเป็นไข่กับไก่ อะไรเกิดก่อนกัน  จะรักเค้าก่อนก็ไม่ได้เพราะยังคุยไม่รู้เรื่อง  จะให้คุยรู้เรื่องก่อนก็ไม่ได้ เพราะยังไม่ได้รัก  เหอ ๆๆๆ  น่าคิดว่ะ”

ทอมคิดตาม  วิทย์พูดแทงได้ตรงใจ 

วิทย์พูดต่อ
“ชั้นมันก็โชคดี ฉลาดหน่อย ๆ โง่หน่อย ๆ  ปริญญาโทก็ไม่อยากเรียน ชั้นคุยกับคนได้มากกว่าแก  พอชั้นคุยกับคนฉลาดกว่า ชั้นก็ได้ความรู้จากเค้า ก็สนุกดี  ส่วนใหญ่ ชั้นก็เจอกับคนที่คุยเรื่องคล้าย ๆ กัน ชั้นไม่ต้องปรับอะไรมาก”
ทอมบ่นพึมพำ
“อย่างแกน่ะเหรอ ฉลาดหน่อย ๆ  โคตรฉลาดเลยไม่ว่า”

ยิ้มเสริมขึ้น
“ถ้าเคยผูกพันกันมา ชาตินี้เป็นเนื้อคู่ มันก็จะง่ายหน่อย ไม่ต้องหาเหตุผลเยอะ แต่เนื้อคู่ในชาตินึง ก็มีได้หลายคน เป็นอันดับ ๆ ไป”

ทอมสงสัย
“ไม่เข้าใจ มีหลายคนคือยังไง ?”

“คือ คนเราเกิดมาเป็นแสน ๆ ชาติ เคยเป็นคู่ครองกับคนมาเป็นแสน ๆ คน  บังเอิญว่าเกิดมาชาตินี้ บางคนเค้าก็เกิดมาทันกับเรา ได้มาเจอกัน  ยังงี้ก็ต้องถือว่ามีเนื้อคู่หลายคน  แต่จะมีอันดับ คือ ถ้าเนื้อคู่อันดับหนึ่ง ก็หมายถึงคนที่เหมาะสมที่สุด  อันดับรอง ๆ กันไป ก็สร้างสมบุญด้วยกันน้อยลงไป  เราอาจจะเจอเนื้อคู่มากกว่าหนึ่งคนในชีวิตเดียว  แต่สุดท้าย ก็แล้วแต่เราจะเลือกอีกว่าจะเลือกคนไหน  คนที่เลือกแต่งงานกับเนื้อคู่อันดับหนึ่ง ก็จะอยู่ด้วยกันได้ตลอดไป  ส่วนคนที่เลือกแต่งงานกับเนื้อคู่อันดับรอง ๆ  พอแต่งไปแล้ว ค่อยมาเจอเนื้อคู่อันดับหนึ่ง ก็จะลำบาก  อาจจะมีปัญหาหย่าร้าง”

รุ่งพยักหน้า
“อือ…  ใช่  เคยอ่านหนังสือบอกว่า ถ้าเจอเนื้อคู่อันดับหนึ่งนี่มันทนไม่ได้ ขนาดอยู่ในผ้าเหลืองยังแทบต้องดิ้นรนสลัดผ้าเหลืองออกไปหาเลย”

ทอมพยักหน้า
“เหมือนกับพระพุทธเจ้า เจอกับพระนางพิมพา  อือ… ไอ้รุ่งเคยเล่าให้ฟัง แค่ได้ยินชื่อก็หลงรักเลย”

รุ่งถามต่อ
“แล้วเรื่องเนื้อคู่แบบนี้ ท่านแม่ช่วยสงเคราะห์ได้หรือเปล่า ?”
“แล้วแต่กรณีค่ะ แต่ยิ้มยังไม่เคยได้ช่วยใครเป็นเรื่องเป็นราวเรื่องเนื้อคู่ มีแต่สงเคราะห์บอกว่าคนนี้เป็นคนลักษณะไหน  แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นเนื้อคู่หรือไม่ ไม่เคยค่ะ”

รุ่งยิงคำถามต่อ
“งั้น ท่านแม่บอกยิ้มหรือเปล่า ว่าเพื่อนคนไหนควรคบ หรือ ไม่ควร  อย่างมาเจอเราสามคนนี้ ท่านแม่อนุญาตมั้ย ?”
ยิ้มหัวเราะเบา ๆ
“แหม… ยิ้มยังเป็นคนธรรมดานะ  ยิ้มไม่เคยถามท่านเวลาจะคบเพื่อน ยิ้มจะใช้สติพิจารณาเองค่ะ  แต่ถ้าจะต้องไปทำอะไรกับคนแปลกหน้า อันนี้จะถามท่าน  ท่านก็จะบอกบางครั้ง  บางครั้งท่านก็ไม่บอก ต้องเป็นไปตามกฏของกรรมค่ะ”

ทอมชี้หน้ารุ่ง
“งั้นที่ท่านสงเคราะห์แก ก็ไม่ได้หมายความว่าแกเป็นคนดี แกมันก็อาจจะชั่วอยู่ แต่ท่านสงสาร”

วิทย์หัวเราะหึ ๆ

ยิ้มตอบโพล่งทันที
“ไม่ใช่ค่ะ เพราะรุ่งเคยเป็นคู่ครองยิ้มในอดีต”

ทั้งสามคนทำตาโต  รุ่งอ้าปากค้าง

ยิ้มหัวเราะ
“ใจเย็น ๆ  ในอดีตนะคะ แต่ไม่ใช่เนื้อคู่ในชาตินี้  ครั้งแรกที่เห็นรุ่งที่ป้ายรถเมล์ ยิ้มก็รู้สึกเลยว่าเราเคยรู้จักกัน  พอตอนวันที่ไปทานอาหารเหนือกัน ท่านแม่ค่อยบอกว่าเคยเป็นคู่ครองกันมาก่อน”

รุ่งพูด
“อือ  มิน่าตอนเห็นยิ้มครั้งแรกก็รู้สึกถูกชะตา  เคยเป็นชายาของเรามาก่อนน่ะเอง  เหอ ๆ”  เขายกมือขึ้นลูบหัววิทย์ 

“ถามท่านแม่ว่าไอ้นี่เป็นโอรสของเราหรือเปล่า ถ้าไม่ใช่จะได้เลิกคบมันซะที”

ยิ้มหัวเราะคิกคัก
“รุ่งต้องมีบริวารอีกเยอะมาก  เยอะจนรุ่งคิดไม่ถึงหรอกค่ะ เพราะรุ่งต้องช่วยคนอีกเยอะ คนเหล่านั้นเป็นบริวารในอดีตที่มาเจอกันในชาตินี้  รุ่งช่วยพวกเค้าได้  แต่ตอนนี้ ลำบากหน่อยก็ต้องสู้นะคะ  คนที่ต้องช่วยคนเยอะ ๆ ก็ต้องเจออุปสรรคเยอะหน่อย เพราะว่าอนาคตเราต้องเป็นที่พึ่งของคนอื่น เราจึงต้องผ่านด่านเยอะกว่าคนทั่วไป”

เจ้าตัวทำหน้าฉงน
“เป็นที่พึ่งของคนอื่น ?  เราน่ะเหรอ ? ตัวเองยังเอาตัวไม่รอด”
“ค่ะ รอดสิคะ  ที่ผ่านมาก็รอดมาตลอด  เจอหนักกว่าคนอื่น ป่วยก็หนักกว่าคนอื่น งานก็ทำหนักกว่าคนอื่น  แต่ก็มีเทวดาช่วยตลอด ขอให้อดทน”
รุ่งพึมพำกับตัวเอง
“อดทนแปลว่าอะไร ?”

พนักงานเริ่มเสิร์ฟอาหาร  หน้าตาของอาหารแต่ละอย่างน่าทาน

อาหารญี่ปุ่น

เมื่ออาหารเสิร์ฟครบ  ทุกคนตั้งหน้าตั้งตาทาน  ไม่มีคำสนทนาใด ๆ เป็นระยะเวลาเกือบสิบนาที

ทอมทานอย่างเงียบ ๆ ใจก็นึกถึงคนที่ฉลาดกว่าเธอ แล้วทำให้เธอหวั่นไหวได้ตั้งแต่แรกสนทนา จะใช่คนคนนั้นหรือเปล่า ?

รุ่งคิดถึงคำพูดของยิ้ม  นี่หรือคือคำตอบสำหรับการที่เขาเจออุปสรรคต่าง ๆ ในชีวิต  เพราะแค่การที่ต่อไปจะต้องเป็นที่พึ่งของคนอื่น  ใครก็ไม่รู้ที่วันนี้ไม่เห็นตัวตน  ใครจะมาพึ่งเขา ?   เขาเองจะเอาตัวรอดอย่างไรในวันพรุ่งนี้ ยังไม่รู้เลย
นิยามของคำว่า ‘อดทน’ คืออะไร ?

วิทย์กำลังไม่แน่ใจในตัวเองว่าเขากำลังจีบใคร  เรื่องการติดต่อกับสิ่งเหนือธรรมชาติของยิ้มเป็นเรื่องที่เขาไม่คุ้นเคย  เขาจินตนาการไม่ออกว่าคนที่มีความสามารถทางด้านนี้มีบุคลิกลักษณะอย่างไร จะเป็นเหมือนตัวละครในหนังภาพยนต์ ? เป็นซูเปอร์ฮีโร่ ?  หรือ เป็นโรคจิต ?

ยิ้มเริ่มเป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อน
“เป็นไงคะวิทย์  ? อาหารคงอร่อยมาก ไม่พูดไม่จาเลย”

วิทย์กำลังเคี้ยวข้าวห่อสาหร่ายแก้มตุ่ย  พูดทั้งอาหารเต็มปาก
“ครับ  อร่อย หิวด้วย”

ข้าวห่อสาหร่าย

รุ่งหยิบตะเกียบคีบข้าวห่อส่าหร่ายในจานเพื่อน
“เริ่มอ้วนแล้วมึง ให้กูแดกเหอะ”
วิทย์พยักหน้าอนุญาต
ทอมยื่นตะเกียบมาคีบบ้าง  รุ่งงับคำเมื่อกี๊เสร็จก็คีบชิ้นต่อไปในจานของวิทย์
วิทย์หัวเราะหึ ๆ
“อือ ทำไมพวกมึงไม่สั่งกันเองเลยวะ ?”
ยิ้มหัวเราะ เธอนึกสนุกบ้าง เธอหยิบตะเกียบแล้วคีบข้าวห่อสาหร่ายชิ้นสุดท้ายในจานวิทย์  แล้วเธอก็มองหน้าอมยิ้ม
วิทย์วางตะเกียบลงบนโต๊ะ  ยกมือเรียกพนักงานเสริฟ
“น้อง ๆ มานี่ พี่สั่งใหม่ดีกว่า”

ทั้งสามคนหัวเราะพร้อมกัน

ทอมเสร็จภารกิจกับอาหารในจานเธอแล้ว  เริ่มถามปัญหาต่อ
“ยิ้ม แล้วถ้าเรามีปัญหาจะถามท่านแม่ เราถามเลยได้หรือเปล่า ? ต้องทำพิธีอะไร ?”
“ถ้าท่านช่วยได้ท่านก็จะช่วย  ถ้าต้องไปทำอะไรเพิ่มเติมท่านจะบอก  ทอมมีปัญหาอะไรจะถามเหรอคะ ?”

ทอมสั่นหัว “ตอนนี้ไม่มีหรอก ถามเผื่อไว้ อีกหน่อยถ้ามี จะได้รู้ไว้ก่อน”
ยิ้มพยักหน้า “ค่ะ ถ้าทอมมีปัญหา ให้นึกถึงพระที่ทอมนับถือ องค์ที่ใส่แว่น ถือไม้เท้า”

ทอมมองหน้ารุ่งทันที 

“หลวงพ่อ ! ” เธออุทานเบา ๆ
“…. ท่านแม่รู้ด้วยเหรอ ยิ้ม ?”
“พระของทอมท่านมาด้วย เพราะทอมนึกถึงท่านตลอด ใช่มั้ยคะ ?”
ทอมพยักหน้า  “ใช่ ๆ  แค่นึกถึงท่านก็มาด้วยเหรอ ?”
ยิ้มหัวเราะ “สิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่านรู้ แค่นึกถึงท่านก็มาอยู่กับเราแล้ว”

ทอมฟังแล้วขนลุก เธอลูบแขนทั้งสองข้าง ยกมือขึ้นไหว้

ยิ้มสำทับอีกครั้ง  “ถ้ามีปัญหา นึกถึงท่านนะคะ”

ทอมพยักหน้า นิ่งเงียบ   จู่ ๆ น้ำตาก็พลันมาเอ่อรอบดวงตา  เป็นแรงของปีติจากการที่ได้รับรู้ว่า สิ่งที่เธอกำลังศรัทธานั้นมีตัวตน และ ได้รับการตอบสนอง

ทอมก้มหน้า ไม่อยากให้เพื่อนเห็นในดวงตา  เธอเหลือบมองรุ่งที่นั่งตรงข้าม แล้วยิ้มให้   

รุ่งยักคิ้ว เขาเข้าใจทันทีว่า สายตาเธอคือคำขอบคุณ เพราะรุ่ง เธอจึงรู้จักหลวงพ่อ

ทอมหันมาชวนยิ้ม
“ไปห้องน้ำมั้ยยิ้ม ?”
ยิ้มพยักหน้า “ไปสิ ไปด้วย”
สองสาวค่อย  ๆ ลุกจากเก้าอี้ เดินออกไป

วิทย์หันมาคุยกับเพื่อน
“แปลกดีว่ะ”
“แปลกอะไร ? มึงไม่เคยดูในทีวีเหรอ ? รายการที่สัมภาษณ์คนที่ติดต่อโลกอื่นได้ มีเยอะแยะ”
“อือ ก็เคย แต่กูไม่สนใจ พอมาเจอแบบนี้แล้ว แปลก” เขาทำหน้าเจื่อน ๆ  รุ่งพอจะจับอารมณ์ได้จากสีหน้า
“กลัวอะไรวะ ? เค้าไม่แดกมึงหรอก  เค้าก็คนปกติธรรมดา เหมือนกู มึงกลัวเค้า มึงน่าจะกลัวกูมากกว่า”
วิทย์หัวเราะหึ ๆ  “มึงไม่น่ากลัว เพราะมึงไม่มีอะไรแบบยิ้ม”
“มึงรู้ได้ไง ?”  รุ่งเชิดหน้าถาม
เพื่อนยิ้ม “มึงมีอะไร หา…?”
“อ้าว… มึงรู้ได้ไงว่าคนทั่วไปที่มึงรู้จักนี่ ไม่มีอะไรแบบนั้น ?   มึงแค่ไม่รู้ มึงก็นึกว่าไม่มี  สมมุตินะ ว่าถ้าไอ้ทอม มันเกิดมีความสามารถแบบนั้นขึ้นมา มึงจะกลัวหรือเปล่า ?”
วิทย์คิดตาม “อือ… ก็…ไม่รู้เหมือนกัน อาจจะไม่กลัว”
“ทำไมไม่กลัว ?”
“ก็กูรู้จักมันมาก่อน”

“อ้าว… แล้วยิ้มแตกต่างกันยังไง ? แค่ไม่รู้จักมาก่อน นี่ไง ก็ได้รู้จักแล้วไง ไอ้ความสามารถที่เพิ่มขึ้นมา มันก็ไม่ได้เปลี่ยนคนคนนั้นให้กลายเป็นหมอผี  มึงคิดง่าย ๆ ดิ ก็แค่คนที่รู้อะไรมากกว่ามึง ทำไมต้องกลัวเค้าด้วย  ? สมมุติกูได้เห็นอะไรที่มึงไม่เห็น เช่น กูมองทะลุกระโปรงผู้หญิงได้เนี่ย  มึงจะกลัวกูหรือเปล่า ?”

“ฮ่า ๆๆ…  กูอยากเป็นแบบนี้บ้าง ดี จะกลัวทำห่าอะไร ชอบเลย”
“ก็นั่นไง ถ้ากูมองเห็นสิ่งอื่น ๆ ที่มึงไม่เห็น มันน่ากลัวตรงไหน ยกเว้นว่า มึงคิดจะทำอะไรเลว ๆ  แล้วกลัวเค้าจับได้ ยังงี้ก็น่ากลัว  กูกะไอ้ทอมใช้วิชาลูกดิ่ง ได้มึงก็รู้  กูสามารถรู้อะไรที่มึงไม่รู้ได้ รู้กระทั่งตับไตไส้พุงมึงมีอะไรผิดปกติ  แล้วมึงกลัวกูหรือเปล่า ?”

วิทย์พยักหน้า “อือ… ก็ใช่”
เขาแค่รู้สึกสับสนในใจว่า เขากลัวอะไรกันแน่

************************************************************************************************
เอกมัย
ฝนเริ่มปรอยลงยามหัวค่ำ ทอมขับรถออกมาทางถนนคลองตัน 

รุ่งนั่งเงียบอยู่  เขากำลังแปลความหมายของคำว่า ‘เป็นที่พึ่งของคนอื่น’  อนาคตเขาจะเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไง ?   การอดทนนี่มันต้องมีพฤติกรรมอย่างไรกันแน่ ?

“รุ่ง” เสียงโชเฟอร์หยุดความคิดของเขาไว้เพียงแค่นั้น
“ชั้นขนลุกจริง ๆ นะ ตอนที่ยิ้มบอกว่าหลวงพ่อมาด้วย เพราะชั้นนึกถึงหลวงพ่อตลอดทั้งวันเลย”
เขายิ้ม
“อือ  ดีแล้วล่ะ  ได้รู้จะได้มีกำลังใจปฏิบัติ”
“ปฎิบัติ ?”  เธอไม่เข้าใจความหมายคำนี้
“ชั้นหมายถึง ปฏิบัติธรรมน่ะ”
“ชั้นไม่เคยปฏิบัติธรรมนี่”
รุ่งหัวเราะ
“เอ๋า… แล้วไอ้ที่ทำอยู่น่ะคืออะไร ?  เธอคิดว่าความหมายของการปฏิบัติธรรมนี่มันคืออะไร ?”
ทอมสั่นหัว “ไม่รู้ อธิบายมาเหอะ”
“ก็ที่เธอศรัทธานี่ เพราะเธออ่านหนังสือธรรมะ  การอ่านหนังสือธรรมะนี่ ถือว่าเป็นการปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่ง เธอรู้รึเปล่า ?”
“อ่ะเหรอ ? แค่อ่านนะ แต่ยังไม่ได้ปฏิบัติอะไรเลย”

“เข้าใจกันผิดน่ะ ว่าปฏิบัตนี่ต้องใส่ชุดขาว นั่งหลับตา  ไม่จำเป็นเลย  ถ้าแยกให้ละเอียด การปฏิบัติธรรมน่ะ แยกเป็น ทาน ศีล สมาธิ วิปัสสนา  การอ่านหนังสือธรรมะถือว่าเป็นได้ทั้งสมาธิ และ วิปัสสนา ขึ้นอยู่กับหัวข้อที่อ่าน บางหัวข้อเป็นสมาธิ บางหัวข้อเป็นวิปัสสนา  เอ่อ.. เธอยังไม่รู้ความหมายของทั้งสองคำ  เอาเป็นว่า ถ้าเธออ่านหนังสือธรรมะ แล้วรู้สึกติดใจ อ่านต่อเนื่อง  นั่นคือเธอกำลังปฎิบัติธรรมในหมวดภาวนาอยู่ คือ การอบรมจิต  ถ้าอ่านจบแล้ว จิตยังคิดติดอยู่ในหัวข้อนั้น ๆ อย่างนี้เรียกว่าเป็นธัมมนานุสติกรรมฐาน คือ จิตติดในหัวข้อธรรมะ  แล้วถ้าอ่านจบแล้ว จิตยังคิดถึงหลวงพ่อ อย่างนี้เรียกว่า สังฆานุสสติกรรมฐาน คือ ติดในความดีของพระสงฆ์  ถือว่าเป็นการปฏิบัติธรรมทั้งนั้น  ไม่เว้น”

ทอมพยักหน้ารับรู้
“แกเรียนรู้เรื่องพวกนี้มาจากหนังสือเท่านั้นเองเหรอ ?”
“อือ ใช่  ทั้งหมดได้มาเพราะอ่านหนังสือหลวงพ่อ”
“ชั้นอ่านแล้วรู้สึกเหมือนกับ ได้รู้จักท่านมานานมาก ๆ”
“แกกำลังถูกตามตัวน่ะ”
“แกพูดคำนี้สองครั้งแล้วนะ  อธิบายความหมายหน่อยดิ”

“ถูกตามตัวเป็นศัพท์ที่หลวงพ่อท่านใช้  หมายถึง ใครที่ในอดีตเคยเป็นบริวารท่านมาก่อน หรือ ในอดีตเคยอธิษฐานไว้ว่าจะให้ท่านเป็นคนนำทางให้บรรลุธรรม พอเกิดมาชาตินี้ ท่านก็จะตามตัว เมื่อถึงเวลา   วิธีตามตัวมีหลายวิธี แต่วิธีที่แกเจอน่ะ เป็นวิธีที่คอมม่อนที่สุด คือ ใคร ๆ ก็เจอแบบนี้ คือ อยู่ ๆ ก็ได้หนังสือท่านมาอ่าน  อ่านแล้วก็ตรงใจ ดักทางได้หมด   แล้วก็อยากไปฝึกมโนมยิทธิ  ยิ่งอ่านยิ่งทนไม่ไหว ต้องไปฝึกให้ได้  อย่างนี้เรียกว่าถูกตามตัว”

“เออ… ใช่เลย  ตั้งแต่อ่านหนังสือเล่มนั้นที่บ้านแก  แล้วไปเจออีกทีที่โรงพยาบาล ชั้นเล่าให้ใครฟังไม่ได้ว่ามันเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ขนาดไหน”
“แต่เรื่องมโนมยิทธิ ถ้าจะเปลี่ยนเรียกเป็นชื่ออื่นน่าจะดีกว่า เวลาแกพูดแล้วจะได้เป็นกลางหน่อย”
“เปลี่ยนเป็นชื่ออะไรล่ะ ?”
“ก็พูดกลาง ๆ ว่า การพิสูจน์สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน  ยังงี้กลาง ๆ กว่า  ถ้าแกพูดว่าจะไปฝึกมโนมยิทธิ คนที่เค้าเคยได้ยินชื่อนี้ในทางลบ เค้าก็ไม่เห็นด้วย  แต่ถ้าแกพูดว่าแกจะพิสูจน์สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน  ยังงี้คนรับได้  เพราะมโนมยิทธิ เป็นแค่วิธีหนึ่งที่พระพุทธเจ้าสอนให้ไว้ใช้พิสูจน์โลกทิพย์  ความจริงยังมีวิธีอื่นอีก เช่น การเพ่งกสิณ”

“อือ เหรอ…  แต่ทางที่ดีที่สุดคือ ไม่ต้องพูดกับใครเลยดีกว่า  ไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องพูดกับใครว่าจะไปฝึกอะไร  ชั้นไม่น่าเล่าให้พ่อฟังเลย คนในครอบครัวแท้ ๆ กลับไม่เข้าใจ”

“คนในครอบครัวนั่นแหละที่ต้องระวัง เพราะใครจะไปห่วงแกเท่ากับคนในครอบครัววะ  เค้าห่วงมาก เค้าก็ต้องอยากรู้ว่าแกกำลังเดินถูกทางหรือเปล่า”

ทอมพยักหน้า  ทำไมเธอจะไม่รู้ว่าคุณพ่อรักและเป็นห่วงเธอ  เธอเป็นลูกสาวคนเดียวของท่าน  ท่านรักเธอเป็นหนึ่งไม่มีสองมาตลอด  ขาดเพียงแค่ความเข้าใจอีกสักนิด ที่เธอต้องพยายามเป็นฝ่ายปรับเข้าหาท่าน

“ทอม ชั้นว่าแกอย่าเพิ่งไปฝึกมโนมยิทธิเลย  ถ้าพ่อแกไม่ชอบ แกหยุดความคิดนี้ไปก่อนเหอะ ไม่ฝึกตอนนี้ก็ไม่ตายหรอก”
เธอพยักหน้ารับฟัง ไม่ได้โต้ตอบใด ๆ เขาพูดมีเหตุผล 

“แล้วก็… ที่คุณลุงแฟนนี่อยากจะเลี้ยงเราน่ะ  ชั้นเพิ่งโทรบอกแฟนนี่แล้วนะว่าเราจะไป เดี๋ยวนัดวันกับแกอีกที  บางทีแกจะได้ลองคุยกับพี่ชาตรีดู”

“ทำไมชั้นต้องคุยกับพี่เค้าด้วย ? ไม่เห็นจำเป็นเลย  แกโทรหาแฟนนี่ตอนไหน ?”
“ตอนอยู่หน้าร้านอาหาร แล้วแกเข้าไปก่อนน่ะ”

ทอมรับฟังแล้วยิ้ม  เธอรู้ว่าเพื่อนคนนี้ทำเพื่อเธอ
“ไม่เห็นจะต้องไปคุยกับพี่ชาตรีเลย เรื่องในครอบครัว” เธอพูดเสียงอ่อย ๆ แก้ขวย
“นัดแล้ว นัดแล้ว ไม่ต้องมากระแดะตอนนี้”
ทอมหันมาค้อนแล้วให้พร “อ้ายเชี่ยนี่...”

************************************************************************************************

สี่ทุ่ม….

ทอมอาบน้ำเสร็จ แต่งตัวในชุดนอน เธอชโลมผิวหน้า ผิวกายด้วยโลชั่นน้ำมันมะพร้าว กลิ่นของมะพร้าวอ่อน ๆ โชยมากระทบจมูกเธอ…หอมละมุน

เธอออกจากห้องนอน เดินลงมาชั้นล่าง
ที่ห้องรับแขก คุณพ่ออยู่ในชุดนอน นั่งอยู่ที่โซฟา
“ญา อาบน้ำแล้วเหรอ ?   มานี่ก่อนซิ ลูก”
ทอมเดินลงบันได ตรงมาที่ห้องรับแขก
“ค่ะ พ่อ ว่าไงคะ ?”

บนโต๊ะรับแขก เธอเห็นหนังสือวิธีใช้ลูกดิ่งเพนดูลั่ม และ หนังสือวิธีการฝึกมโนมยิทธิ วางอยู่
คุณพ่อกวักมือให้เธอนั่ง แล้วชี้มือไปที่หนังสือบนโต๊ะ

ทอมทรุดตัวลงนั่ง
“ญา.. วันนี้พ่อหยิบหนังสือนี่จากชั้นหนังสือของญามาอ่าน  วิชาลูกดิ่ง กับ วิชามโนมยิทธิ”
ทอมมองหนังสือบนโต๊ะ เธอขมวดคิ้ว แล้วถอนหายใจ  นี่เรื่องคงจะไปกันใหญ่แล้วแน่ ๆ
“ค่ะ”
“นี่มันอะไรกันน่ะ ? แต่ละวิชาที่ญาสนใจ เกี่ยวกับผีกับเทวดาทั้งนั้น เรากำลังจะทำอะไร ?   เรียนมาถึงปริญญาโท สุดท้ายมาเสียคนเพราะเรื่องพวกนี้”
เธอกำลังนับเลขอยู่ในใจ  เวลานี้ไม่เหมาะกับการโต้เถียงใด ๆ ทั้งสิ้น
“นี่ถ้าไม่ได้อ่าน พ่อก็ไม่รู้ว่าเราเรียนลูกดิ่งยังไง  นี่พออ่านแล้วตกใจ นี่มันวิชาสะกดจิตกัน  เราน่ะจิตอ่อน ถูกเค้าหลอกมาแล้วยังไม่รู้ตัว…”

ความคิดโต้แย้งผุดขึ้นในหัวทันที  เธอน่ะหรือจิตอ่อน…ใครกันแน่ที่จิตอ่อนไปฟังคนนอกบ้านมายุแหย่ ? ใครกันแน่ ?
“… คนที่แนะนำให้ญาไปเรียนลูกดิ่งนี่ใคร ? เพื่อนที่นิด้า หรือ เพื่อนที่หอการค้า ?”
เธอพยายามข่มอาการ พูดด้วยน้ำเสียงปกติ
“เพื่อนที่หอการค้าค่ะ”
“แล้วคนที่แนะนำให้รู้จักมโนมยิทธินี่ เพื่อนที่ไหน ?”
“ที่หอการค้าค่ะ”
“คนเดียวกันหรือเปล่า ?”
เธอมองหน้าคุณพ่อ… 
“คนเดียวกันหรือเปล่า ญา ?”
ทอมพยักหน้า “ค่ะ คนเดียวกัน”
คุณพ่อหัวเราะหึ ๆ
“ดี คบเพื่อนดี ๆ อย่างนี้นี่เอง  จิตอ่อนก็จะเสียเพราะเพื่อน  พ่อขอร้องว่า ต่อไปนี้ อย่าติดต่อกับเพื่อนคนนี้อีก  เพื่อนชื่ออะไร หญิงหรือชาย ?”
ตาเธอเบิกโพลง คำพูดของคุณพ่อได้ยินเต็มโสตประสาท ‘อย่าติดต่อกับเพื่อนคนนี้อีก’  นี่เธอกำลังเจอกับอะไรหรือนี่ ?
“เพื่อนชื่ออะไร  หญิง หรือ ชาย ?”

เหงื่อเริ่มผุดออกมาจากซอกคอของเธอ 

“อาไรกันน่ะ ดึกป่านนี้แล้ว จะหาเรื่องอะไรกันอีก ?” เสียงคุณแม่ดังขึ้น

ทอมเงยหน้าขึ้นมอง  คุณแม่เดินเข้ามาที่ห้องรับแขก
“คุณจะอบรมอะไรลูกก็อบรมไป แต่ทำไมต้องไปซักถามชื่อเพื่อนเค้า ? กลัวลูกจะคบโจรหรือไง ?”
“ได้ พ่อไม่ถามชื่อ แต่ขอให้ญารับปากพ่อว่า จะไม่ติดต่อเพื่อนคนนี้อีก”

เธอตะลึงงันกับคำขอร้องนี้จากคุณพ่อบังเกิดเกล้า  เธอมองหน้าคุณแม่
คุณแม่พยักเพยิดหน้าเป็นสัญญาณว่า ให้รับปากไปก่อน

“ว่าไง ญา เรามีเรื่องอะไรต้องพึ่งพาเพื่อนคนนี้เหรอ ?  เรียนจบกันไปแล้วก็ควรแยกย้ายกันไป  เราไปติดเงินเค้าหรือเปล่า ?  ถ้าไม่มีอะไรต้องพึ่งพาเค้า ก็เลิกติดต่อกับเค้าซะ  คบคนพาล พาลพาไปหาผิด”

เธอยังจ้องมองที่หน้าคุณแม่  คุณแม่เท่านั้นที่เข้าใจเรื่องของเธอ  คุณแม่เข้าใจในตัวรุ่ง  แต่ใบหน้าของคุณแม่ก็เป็นกังวล และ ยังพยักเพยิดให้เธอรับปากคุณพ่อไปก่อน

วันนี้มันเป็นวันอะไรกันเนี่ย  ?

“ค่ะ”  เธอพยักหน้า ในที่สุด
“อื้อ… รับปากพ่อแล้วนะ อย่าให้พ่อเสียใจทีหลัง มันบาปนะ ญา”

เธอพยักหน้าช้า ๆ อีกครั้ง

คุณพ่อเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแย้มทันที
“เอ้า… แล้วนี่ ลงมาข้างล่างจะทำอะไร ? หิวมั้ยล่ะ ? มีข้าวเหนียวมะม่วงอยู่ในตู้เย็นน่ะ  บ่ายนี้พ่อไปซื้อมา อร่อยนะ  ไปเอาข้าวเหนียวออกมาอุ่นกินสิ”

ทอมลุกขึ้นยืน สั่นหัว
“ขอบคุณค่ะ ญากินอิ่มมาจากข้างนอกแล้ว  เดี๋ยวญาไปกินน้ำผลไม้ในครัวดีกว่า”
คุณพ่อพยักหน้าหงึก ๆ  “เอา เอา … ตามใจ”

************************************************************************************************

สี่ทุ่มสี่สิบห้า

แสงไฟสีเหลืองบนหัวเตียงยังส่องสว่าง  ในมือทอมมีโทรศัพท์มือถือ หน้าจอขึ้นชื่อรุ่งในหน่วยความจำที่บันทึกไว้  เธอกำลังตัดสินใจว่าจะกดโทรออกดี หรือ ไม่

เสียงฝนตกเปาะแปะดังมาจากนอกหน้าต่าง  วันนี้อากาศไม่ร้อนนัก เธอจึงไม่ได้เปิดแอร์ แต่อุณหภูมิในจิตของเธอ พุ่งสูงราวกับน้ำเดือด

การรับปากคุณพ่อเป็นเรื่องที่สำคัญมาก  ตั้งแต่เด็ก เธอถูกอบรมมาเสมอเรื่องการให้สัญญา การรับปากกับผู้ใหญ่  วินัยในเรื่องนี้ถือเป็นสิ่งที่คุณพ่อยึดถือในการเลี้ยงดูเธอมาตลอด

เธอกดโทรปุ่มโทรออก  สักพักเสียงปลายทางดังขึ้น
“ฮัลเหล … ว่าไง ? ถึงบ้านนานแล้วใช่ปะ อีหนู ?”
 “รุ่งเหรอ ?”
“อ้าว… แล้วแกโทรมาหาใครวะ ? ดันมาถามชื่ออีก โทรผิดก็โทรใหม่ซะ”

คำพูดของเขาทำให้เธอหัวเราะได้อีกเช่นเคย เธอเงียบไปสักพัก ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไร

“เฮ้ย…ทอม เป็นอะไร ? โทรมาแล้วเงียบทำไม ? มีอะไรหรือเปล่า ?”

“รุ่ง แกรู้สึกยังไงกับคนแรกที่แนะนำเรื่องธรรมะให้กับแก ?”

“อะไรคาใจเหรอวะ ?”  เขาถาม แล้วก็เงียบไปสักอึดใจ  “ก็…รู้สึกว่าเค้าให้สิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตของเค้าด้วย แล้วชั้นก็คิดว่าเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตชั้นเหมือนกัน  ดีกว่ามรดกที่เป็นทรัพย์สิน ที่อยากไปเจอกับยิ้มวันนี้เพราะชั้นอยากรู้เรื่องคนที่ทิ้งหนังสือธรรมะให้นี่แหละ ชั้นอยากรู้ว่ายิ้มจะช่วยบอกเรื่องของเค้าได้มั้ย ”

"แต่ไม่เห็นแกถามยิ้มเลยนี่ ?"

"ก็วันนี้ยังไม่ถาม ไว้มีโอกาสอื่นที่เป็นส่วนตัวมากกว่านี้"

“อือ… สมมุติว่าคืนนี้ชั้นตายไป หรือ คืนนี้แกตายไป  ธรรมะที่แกให้ชั้น ก็เป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดที่ชั้นได้จากแก”

เสียงปลายทางหัวเราะ
“อารมณ์ไหนวะเนี่ย แกอ่านพวกคำพยากรณ์น้ำจะท่วมโลกใช่ปะ ?  วันโลกวิบัติคือคืนนี้แล้วเหรอ ?”

เธอหัวเราะ “เหอ ๆ ๆ  นั่นสิ  โลกมันคงไม่แตกภายในคืนนี้  แต่ความไม่แน่นอนก็เกิดขึ้นได้ทุกเวลาไม่ใช่เหรอ ?  แกเคยบอกชั้นไง”

“อือ… แล้วคืนนี้มีอะไร ?  อารมณ์ติ๊สท์ขึ้นหรือไง ?”
“แล้วชั้นเคยให้อะไรดี ๆ กับแกบ้าง ?”
“เหอ ๆๆ แกช่วยชั้นตั้งแต่ตอนเรียน ไม่ได้แก ชั้นก็คงได้เอฟอีกหลายวิชา แล้วก็   แกตรวจสุขภาพให้ชั้นไง  แกเป็นคนเดียวที่ตรวจสุขภาพชั้นได้แม่นกว่าชั้นตรวจเองอีก”

เธอหัวเราะเบา ๆ
“อือ ใช่  แกติดพยาธิบ่อยมาก แล้วแกตรวจเองก็ไม่ค่อยเจอ ต่อไปนี้แกก็ต้องตรวจเองบ่อย ๆ  ไม่ใช่ว่าพอตาโหล ง่วงนอนทีไร ก็ต้องให้ชั้นทัก”
“อือ”
“แกจะจำคนที่แนะนำธรรมะให้กับแกไปตลอดชีวิตเลยหรือเปล่า รุ่ง ?”

“อือดิ ก็ถ้าใช้ธรรมะในชีวิตประจำวันทุกวัน แปลว่าชาตินี้ ก็คงไม่ลืม”

เธอฟังแล้วยิ้ม 

"ใครทิ้งหนังสือธรรมะให้แก รุ่ง ?"

"พ่อชั้น"

เขาพูดแล้วก็เงียบไปสักอึดใจ

"... แกโชคดีนะ ที่แกยังมีพ่ออยู่ด้วย พ่อแกก็ดูรักแกมาก แกอย่าเพิ่งเลือกทำอะไรตามใจตัวเอง แล้วทำให้พ่อเสียใจ ไม่ใช่สอนแกนะทอม ชั้นพูดในฐานะที่ชั้นไม่ได้มีพ่ออยู่ด้วยเหมือนกับแก เลยรู้สึกว่า ถ้ามีเวลาได้อยู่กับพ่ออีกครั้ง ก็จะทำทุกอย่างให้ดีที่สุด"

เธอฟัง เขาพูดตามสามัญสำนึกของลูก ซึ่งก็ควรเป็นเช่นนั้น แต่เธอเองจะปฏิบัติได้มากแค่ไหน นี่เป็นช่วงเวลาแห่งการทดสอบ

“อือ… งั้นแกนอนเหอะ รุ่ง”
“นอนบ้าอะไร น้ำยังไม่ได้อาบ เดี๋ยวรอห้าทุ่มค่อยอาบ ไม่งั้นซานเจียวกำเริบ  เออ… งั้นแค่นี้ก่อน”

เธอกดตัดสาย

ข้างเตียงมีรูปถ่ายสมัยที่หักหลังเพื่อน หนีไปเที่ยวเชียงใหม่กันสามคน เธอ วิทย์ และ รุ่ง
ถนนคนเดิน เชียงใหม่

เธอหยิบมาดูเพื่อระลึกความหลัง

__________________________________________________________________________________________

โดย วีรยาติ

<อ่านหน้าแรก

กลับขึ้นด้านบน

นิยาย 'หมอเถื่อน' รวมเล่มฉบับแรก เปิดให้จองแล้ว กดที่นี่

 

อ่านตอนต่อไป
อ่านตอนอื่น

1. สมัครสมาชิก เว๊บบอร์ดที่นี่ (หากไม่สมัครสมาชิก จะโหวต หรือ แสดงความคิดเห็นไม่ได้) และ

2. แสดงความคิดเห็น หรือ โหวต

- ชอบตัวละคร ขอเชิญโหวตได้ที่นี่

- อ่าน หรือ แสดงความคิดเห็นที่นี่

เชิญเยี่ยม Facebook หมอเถื่อน

(ให้กำลังใจโดยเข้าไป แล้วกด Like หรือ เขียนคำวิจารณ์)

Blog counter