ตอน 14

สามเด้ง (1)

รุ่ง

รุ่งอยู่ในชุดเสื้อเชิร์ทกางเกงลำลอง เดินลงจากสถานีรถไฟฟ้าอโศก 

ฮอนด้าซิตี้สีแดงของทอมจอดเทียบรออยู่แล้ว

เขาเปิดประตูทรุดตัวลงนั่ง แล้วปิดประตู  ทอมออกรถทันที

“รุ่ง แกได้โบนัสเท่าไหร่ ?”  คำถามแรกของวันนี้ ยิงเข้ากลางใจดำของเพื่อน
รุ่งหัวเราะทันที
“เฮอะ ๆ… นี่แกมาเพื่อถามชั้นเรื่องนี้เลยใช่มะ?”
ทอมพยักหน้า
“อือ…  แกจะบอกหรือเปล่า ?”  เธอถามย้ำ แล้วหันหน้ามามอง เพื่อให้เพื่อนแน่ใจว่า เธออยากรู้จริง ๆ
รุ่งเห็นสีหน้าก็รู้อารมณ์ เขาคงต้องเล่าตามจริง
“ไม่ได้เลย  ครึ่งปีนี้ ไม่ได้”
ทอมได้ยิน สวนกลับทันที
“ระยำ ! ทำไมระยำอย่างนี้วะ ?”
รุ่งหัวเราะ “อ้าว… บอกความจริงแล้วกูยังโดนด่าอีก”
“ไม่ได้ด่าแก  ด่าเจ้านายแก  ชั้นฟังเสียงแกทางมือถือเมื่อวานก็พอเดาอะไรออกแล้ว  แกปิดชั้นไม่ได้หรอก  แม่ง… ทำไมแกต้องมาเจอคนเลว ๆ อย่างนี้วะ ?  อยากเห็นหน้ามันจริง ๆ”
เขาหัวเราะคำพูดเพื่อน
“เหอ ๆ… นี่แกอินมากกว่าชั้นอีกนะเนี่ย”
“ก็ชั้นรู้เรื่องแกนี่  แล้วแกเคยคิดหรือเปล่าว่าแกจะเอายังไงกับอนาคต ?   แกจะทำงานสนุกไปวัน ๆ ไปได้อีกนานแค่ไหน ?”

เธอหยุดพูด รู้ดีว่าเพื่อนไม่ได้อับปัญญาถึงขนาดคิดไม่เป็น
“หางานใหม่ดีกว่ามั้ง รุ่ง หรือไม่ก็ฉะกะหัวหน้าแกซักตั้ง ยังไงก็ไม่ได้ดีอยู่แล้ว”
รุ่งหัวเราะหึ ๆ
“ชั้นปิดอะไรแกได้บ้างวะ ?”
“ชั้นมีเซ้นส์ว่ะ สำหรับแกนะ ชาติก่อนแกคงเคยเกิดเป็นลูกชั้น”
“เหอ ๆ…  ชาติก่อนคงเคยดูดนมแก… ฮ่า ๆๆ  แต่จำไม่ได้แระ  ฮ่า ๆๆ”

ทอมหัวเราะหึ ๆ “ทีเรื่องงี้ สมองไวจริง ไอ้ลามก”

ไอ้ลามกพูดสีหน้าจริงจัง
“ชั้นคงจะทำอะไรซักอย่าง  เมื่อคืนก็ลองคิดดู จะลองวิธีนี้ก่อน  แกไม่ต้องห่วงหรอก ชั้นมีสติดีน่า  วันนี้สมองโล่งขึ้นเยอะ  แกเคยรู้เรื่องเอ็นโดรฟีนหรือเปล่า ?”

โชเฟอร์พยักหน้า
“เอ็นโดรฟีน ที่หลั่งเวลามีความสุขเหรอ ?”
“อือ แกรู้แล้วดิ  แล้วแกเคยรู้ป่าวว่า ทำไงให้มันหลั่ง ?”
“อือ รู้ ก็ออกกำลังกาย หรือ เข้าสมาธิก็ได้ หรือ ได้ยินอะไรดี ๆ ทำให้ดีใจมาก ๆ ยังงี้ก็หลั่ง”

คนถามทำหน้างง
“อ้าว…รู้มาจากไหนวะ ?”
“โถ… เรื่องแค่นี้ เสือกไม่รู้  ตอนเรียนมัธยมไม่เคยเรียนหรือไง ?”
“อ้าวเหรอ ? มีสอนด้วยเหรอ ? สงสัยสอนตอนหลับพอดี ตอนตื่นไม่ยักสอน”
“แกนี่ฝึกเข้าฌาณในห้องเรียนตั้งแต่เด็กเลยหรือไง ? ไงล่ะ เมื่อวานไปหลั่งมาหรือไง ?”

รุ่งหัวเราะคิก ๆ
“เฮอะ ๆ  ถามเข้าท่า  ไปถามให้คนอื่นได้ยิน เค้าคงคิดว่าชั้นไปทำไรมา”
“อือ… แกไปทำไรมาล่ะ ?”

“มีหมอคนนึง แนะนำให้ออกกำลังกายให้เกินสิบห้านาที ชั้นก็เปิดเพลงเร็ว ๆ แล้วก็ดิ้นพราด ๆ ไปเรื่อย ๆ  แรก ๆ ก็เหนื่อย  ไปซักพักนึง น่าจะไม่ถึงสิบนาที มันก็สนุก แล้วสมองมันก็โล่งไปเยอะเลย แบบมันเหมือนกับหลุดออกมาจากความเครียดเลย   แต่เหนื่อยโคตร ๆ  หัวใจเต้นเหมือนไปปล้นแบ๊งค์มา”

“เหอ ๆๆ  แกเคยปล้นแบ๊งค์เหรอวะ ?   เอ๊ะ… รุ่ง ถามจริง  แกไปหลั่งโดยวิธีอื่นหรือเปล่า ?”
“ก็เล่าอยู่นี่ไง ว่าดิ้นในห้องคาราโอเกะ”
“โกหกรึเปล่า ?   แล้วคอแกไปโดนใครดูดมา ?”

รุ่งตกใจ ยกมือกุมที่ซอกคอ
“ชิบหาย  ทอม แกรู้เลยเหรอว่าเป็นรอยดูด ?”

เพื่อนแสนรู้หัวเราะร่า
“ฮ่า ๆๆๆๆๆ  ไอ้รุ่งเอ๊ย… รอยแบบนี้ ใครจะไม่รู้วะ  ชั้นไม่ใช่เด็กอนุบาลนะเว้ย  สมัยพวกไอ้วิทย์ ไอ้เจี๊ยบมันไปเที่ยวมาแล้วมานั่งเล่า ชั้นรู้หมด ผู้ชายไปทำอะไรมา ใครมีรอย ใครเป็นโรคอะไร มันมานั่งเล่ากัน”

รุ่งยกมือยังกุมซอกคอ

“ไรวะรุ่ง  แค่นี้เครียดเลยเหรอ ?”
“ถ้าคนทั่วไปมองกันออกหมด  แย่ละกู  เมื่อเช้าแม่คงเห็น ตายห่า  ไอ้ต้อย…พี่จะไม่มีวันลืมน้องเลย”
“ฮ่า ๆๆ…  เนื้อหอมจังนะแก ไปให้ใครดูดมาวะ นี่เล่นฝากรอยไว้ประจาน ดีนะที่แกไม่มีแฟน ไม่งั้นเลิกกันแน่ ๆ  ฮ่า ๆๆ”

รุ่งนั่งสบถ สลับกับบ่นไปเรื่อย ๆ

“รุ่ง ชั้นจะไปฝึกมโนมยิทธิ  ชั้นตัดสินใจแล้ว”
“เอ้อ… เหรอ ?  หนังสือที่ชั้นให้ไป แกคงอ่านหมดแล้วดิ ?”

ทอมพยักหน้า
“อือ  จะบอกว่าชั้นอ่านจบตั้งแต่วันแรกที่ได้ไปแล้ว แล้วก็สนใจตั้งแต่อ่านจบ  แต่เมื่อวาน ชั้นตัดสินใจได้เลยว่าจะไปฝึกพรุ่งนี้”
“ทำไมต้องเมื่อวาน ?”
“ชั้นโดนสองเด้งจากพ่อ”
“อะไรวะ เสียไพ่เรอะ ?”

โชเฟอร์สั่นหัว

“แกจำป้าชั้น ที่เคยเล่าให้ฟังได้ใช่ปะ ?  ป้าที่เป็นครูสอนวิปัสสนา  สองสามวันก่อน พ่อก็ไปเจอป้า ป้าก็ถามว่าชั้นเป็นยังไง  เมื่อไหร่จะส่งชั้นไปเรียนวิปัสสนากับป้า  พ่อก็เล่าว่าชั้นก็กำลังสนใจธรรมะ อยากเรียนมโนมยิทธิ  เท่านี้เอง เป็นเรื่องเลย”

“เรื่องไร ?”

“ป้าถามซักไซร้ว่าใครสอน ใครเป็นคนชวน ถามจนพ่อชั้นตอบไม่ได้  แล้วป้าก็เล่าว่ามโนมยิทธิเนี่ย เป็นวิชานอกรีต  พระในสายที่ป้านับถือเตือนไว้ว่าห้ามเด็ดขาด แล้วบอกชื่อหลวงพ่อมาด้วยว่า โดยเฉพาะสายหลวงพ่อนี่ถือว่าสอนผิด สอนนอกเหนือไปจากพระไตรปิฎก  ป้าบอกว่า สมัยยี่สิบปีก่อนหลวงพ่อเคยถูกโจมตีมากมายเรื่องสอนคนให้ไปดูสวรรค์ ไปดูนิพพาน สอนตาทิพย์  แล้วพระในสายที่ป้านับถือ ก็เคยสัมภาษณ์หนังสือพิมพ์เพื่อชี้แจงให้คนตาสว่าง”

“อือ เหรอ ไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน”

“สรุปว่า ป้าก็ห้าม บอกให้พ่อกลับมาบอกว่าห้ามเด็ดขาด เพราะฝึกแล้วจะกลายเป็นบ้า เพราะผี เทวดา นรก สวรรค์นั้น ไม่มีจริง มันเป็นการสะกดจิต  สายของท่านถือเรื่องวิปัสสนาเป็นเรื่องสำคัญที่สุด  อะไรที่นอกเหนือวิปัสสนาถือว่าผิด มนุษย์เกิดมาครั้งเดียว ตายแล้วสูญ ไม่เหลือวิญญานใด ๆ ไม่มีชาติก่อน ไม่มีชาติหน้า”

“อือ… เหรอ  แล้วแกเข้าใจตามนั้นเปล่าล่ะ ?”

“เข้าใจอะไรกัน  คำว่าวิปัสสนาแปลว่าอะไร ชั้นยังไม่รู้จักเลย  คนแรกในชีวิตที่คุยเรื่องธรรมะกับชั้นก็คือแก  ชั้นโดนเด้งแรก ชั้นก็เงียบเลย  รู้งี้ไม่เล่าให้พ่อฟังตั้งแต่แรก”

รุ่งพยักหน้ารับรู้ว่า เพื่อนตกอยู่ในฐานะลำบากใจ

“อือ… แย่เลย  แล้วทำไมแกยังตัดสินใจไปเรียนวะ ? ไม่เข้าใจ”

“เพราะโดนเด้งสองนี่ดิ  เด้งสองนี่ เป็นตัวทำให้ตัดสินใจเลย  คือ พ่อก็เล่าเรื่องชั้นมีวิชาลูกดิ่งให้ป้าฟัง  โอ… แกเอ๊ย  แกลองจินตนาการดิ คนที่ไม่เชื่อเรื่องเทวดา ไม่เชื่อเรื่องพลังพวกนี้  พอได้ยินเรื่องนี้  ใส่กลับมาเละเทะเลย  แล้วพ่อก็เชื่อป้ามาก เพราะป้าเป็นครูสอนวิปัสสนา ลูกศิษย์เพียบ  กลับมาสั่งห้ามให้ชั้นใช้ลูกดิ่งอีก”

“หา… อึ๋ย.. ขนาดนั้นเลยเหรอ ?   ทำไมอะ ?”

“ไม่ทำไมหรอก  ป้าบอกวิชานี้เป็นวิชามาร ไม่ใช่แก่นแท้ของศาสนา เรียนไปแล้วก็ทำให้จิตเราสกปรก  ป้ารู้จักวิชานี้ด้วย เพราะเคยเห็นในทีวี  ถือว่าคนที่หลงไปเรียนก็เป็นพวกอวิชชา   ชั้นจำคำนี้ได้  แล้วอวิชชาแปลว่าอะไร ?”

“อวิชชา ก็แปลว่า พวกที่โง่ ไม่มีความรู้อะ”

ทอมพยักน้า “อือ… โง่เหรอ ?   พวกเรานี่ดูโง่มากเลยเนอะ”

“แกโดนขนาดนี้เลยเหรอ ? แล้วแกจะทำไงล่ะ ?”

“ยังไม่หมด  ป้าให้หนังสือธรรมะเล่มนึงมาอ่าน เรื่องลมหายใจอะไรก็ไม่รู้  อ่านไปครึ่งเล่มแล้ว วนไปวนมา ไม่บอกอะไรที่ตรงซักอย่าง  ปล่อยให้ตีความตามคำศัพท์ที่แปลไม่ออกเลย  แล้วปรัชญาก็สวยงาม แต่ไม่รู้จะตีความยังไง  คือ อ่านแล้วมันรู้สึกเลยว่า นี่กูต้องจบปริญญาเอกหรือเปล่า  คือ เค้าเขียนให้คนที่เป็นปัญญาชนเท่านั้น  ไอ้เรามันด้อยการศึกษา  ภาษามันหยดย้อยอะ แต่มันจับอะไรไม่ได้”

รุ่งหัวเราะ “เหอ ๆๆ… ทอม แกอินมากเลยเนี่ย  ไม่เคยเห็นแกอินขนาดนี้มาก่อน ถ้าสป๊าร์คไฟนิดนึง แกระเบิดได้เลยนะเนี่ย เหอ ๆๆๆ”

“ชั้นไม่ชอบ  ชั้นไม่ชอบที่ต้องมาบังคับกัน  ชั้นไม่ศรัทธาแบบนั้น ก็บังคับกันไม่ได้  คงไม่ต้องอธิบายแกมาก พวกเราคนใช้ลูกดิ่งด้วยกันคงรู้  บอกแค่นี้ คงเข้าใจ โดนคนอื่นห้ามใช้ลูกดิ่งเพราะไม่เชื่อในศาสตร์นี้  รู้สึกไง ?”

“อือ ๆ  เข้าใจ  แกก็เลยจะผ่าไปเรียนมโนมยิทธิเลย  เอาซะงั้น ? ”
“อือ…  เรียนแม่งให้รู้กันไปเลยว่า กูจะบ้าเพราะเรียนวิชานี้  ก็มีวิชาลูกดิ่งก็ถือว่าบ้าไปแล้วนี่  จะบ้าเพิ่มอีกเป็นไรไปล่ะ”

“อือ ๆ …  แกใจเย็น ๆ ก่อน  สงสัยต้องชวนแกไปหลั่งด้วยกันละ เหอ ๆ”

เพื่อนสาวถอนหายใจ

“เฮ้อ...เมื่อคืน แม่ทะเลาะกับพ่อเรื่องนี้  แม่ไม่เห็นด้วยกับพ่อ  ชั้นแม่ง…ปวดหัวว่ะ ทำไมพ่อชั้นหูเบาขนาดนั้นวะ ?   เป็นผู้ชายแท้ ๆ ป้าพูดทีก็เขวไปที”

เพื่อนพยักหน้ารับฟัง
“แกไม่ค่อยถูกกับป้าเหรอไง ?”
“ชั้นว่าป้าจุกจิก แล้วยิ่งเป็นครูสอนวิปัสสนาด้วยแล้ว ไม่ฟังใครหรอก  พ่อชั้นก็นับถือป้ามาก ซักวันนึงคงตัดลูกเมียได้ ถ้าเชื่อป้านะ  ไอ้วิปัสสนานี่มันคืออะไร ? แกอธิบายให้ชั้นฟังหน่อย  เป็นครูสอนวิปัสสนาแล้วเนี่ย ก้าวก่ายเรื่องชีวิตคนอื่นได้หรือไง ?”

รุ่งหัวเราะ
“ไอ้นี่ ท่าทางจะมีเรื่องจนได้  เหอ ๆ…”
“ถ้าจะมี ก็คงต้องมี  พูดแล้วคิดถึงพี่ชาตรี…”
“หือ ?”
“พี่ชาตรีเป็นพ่อที่น่ารักมาก มาเรียนลูกดิ่งพร้อมกับแฟนนี่  ครอบครัวนี้น่ารักมาก  พี่ชาตรีคิดยังไงนะ ถึงอุตส่าห์มาเรียนด้วยกันกับลูก ? …”
“แกไม่ต้องคิดต่อ  อย่าคิดอะไรแบบนั้น ชั้นรู้กำลังคิดอะไร”

ทอมหันมามองหน้า  เขารู้หรือ ว่าเธอกำลังคิดอะไร ?   ถึงเธอจะคิด แต่เธอก็คงไม่พูดประโยคนั้นออกมา  เธอคิดว่าอยากมีพ่อแบบพี่ชาตรี  ก็เท่านั้น

“จริง ๆ นะรุ่ง  แกคิดมั้ยว่าทำไมพี่ชาตรี พี่รุ้ง ถึงมาเรียนลูกดิ่งพร้อมกับแฟนนี่  คือมันไม่ใช่แค่ความเป็นห่วงนะ แต่มันเป็นความเข้าใจ  แล้วก็ให้เกียรติลูกว่าถ้าลูกเลือกอะไรแล้ว พ่อแม่จะสนับสนุนอยู่ใกล้ ๆ  แกเข้าใจป่าว ?”

รุ่งพยักหน้า  เพื่อนคนนี้มองครอบครัวแฟนนี่ได้ละเอียด

เธอพูดต่อ
“พี่ชาตรีเป็นคนฉลาด แล้วก็อบอุ่น ใจเย็น  ตัดสินใจได้เด็ดขาด ดูแล้วมั่นคง”
“อือ.. ใช่  แกน่าจะเจอเค้าเร็วกว่านี้  อิ อิ”
“อ้ายชั่ว  ชั้นไม่ได้คิดแบบนั้น ชั้นแค่คิดว่าพี่ชาตรีเป็นพ่อที่ดีมาก น่าจะเป็นที่ปรึกษาให้กับลูกได้ดี”

รุ่งถอนหายใจยาว ๆ
“เฮ้อ… ชั้นว่านะ ทอม  แกหยุดคิดเรื่องนี้ก่อนเหอะ  ยิ่งคิดแกจะยิ่งเปรียบเทียบคนอื่นกับพ่อตัวเอง ยิ่งไปกันใหญ่”

ทอมหัวเราะ
“เหอ ๆๆ  ครั้งหน้าเจอพี่ชาตรี เรียกแกว่าป๊าดีกว่า  เหอ ๆๆ  เวลาเห็นแฟนนี่เรียกพี่ชาตรีว่าคุณพ่อ  น่ารักเนอะแก”
“แฟนนี่เรียกอะ น่ารัก  ถ้าแกเรียก…”  เขาทิ้งคำพูดไว้แค่นี้
ทอมหัวเราะหึ ๆ  เธอขับรถไปเรื่อย ๆ ไม่ได้เร่งความเร็ว เพราะมีเวลาเหลือเฟือกว่าจะถึงเวลานัด

รุ่งค่อย ๆ เล่าเหตุการณ์เมื่อวานที่เจอกับน้องวิ และ ฝนให้ทอมฟัง 

“…แล้วแกเข้าไปส่งน้องวิในบ้านหรือเปล่า ?”
“เปล่า ตีหนึ่งแล้ว ขืนพาไปส่งในสภาพนั้นคงโดนกระทืบ  น้องวิเข้าทางประตูหลัง ไม่ได้เข้าหน้าบ้าน”
“มีหลายประตูเหรอ ?   บ้านยังกะวัง มีห้องใต้ดินด้วยหรือเปล่าวะ ?”
รุ่งหัวเราะ “เหอ ๆๆๆ  ไว้เก็บศพแกเหรอไง ห้องใต้ดินอะ ?”
“น้องวิเล่าให้ฟังเรื่องวันที่ชั้นไปหาที่โรงเรียนจีนหรือเปล่า ?”
“เปล่า… เมาขนาดนั้น จะกินแต่ไอติม  ทำไมเหรอ ?”

ทอมนึกถึงหน้าของอาจารย์หนุ่ม เธอลังเลว่าจะเล่าให้เพื่อนฟังดี หรือ ไม่
“อือ ก็ เปล่า”
รุ่งมองหน้าเพื่อน
“อือ…ขอให้แกท้องผูก”
“ไอ้เลว…  ไม่รู้ซักเรื่องก็ไม่ตายหรอก”
“อ้าว… แล้วใครเสือกเป็นคนพูดก่อน ? …” เขาเหลือบไปมองข้างทาง “…ทอม ๆ  เดี๋ยวเลี้ยวซ้ายซอยหน้านี้ก่อน  ชั้นแวะไปร้านเขียนรูปแป๊บนึง”

ทอมรีบชะลอรถ
“ซอยหน้านี้ป่าว ?”

“อือ ๆ  เข้าไปแล้วขวามือมีที่จอดรถ  แกจอดรถแป๊บนึง ไม่เกินห้านาที”

รถเลี้ยวเข้าซอย ผ่านร้านแกลอรี่ เลยมาเป็นที่จอดรถ  ทอมขับเข้าไปจอด  รุ่งเปิดประตูลงจากรถ  ควักแบ๊งยู่ยี่ออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วนับ  สักอึดใจเขาก็เดินออกไปจากลานจอดรถ

ห้านาทีถัดมา รุ่งกลับมา เปิดประตูเข้ามานั่ง  ทอมออกรถต่อ

“รุ่ง… ป่านนี้แกยังไม่พกกระเป๋าเงินเหรอ ? ”
รุ่งหัวเราะคิก ๆ เขินน้อย ๆ
“อือ…แฮะ ๆ มันไม่ถนัดอะ มันเหมือนมีอะไรถ่วง ๆ ยิ่งใส่ยีนส์ด้วยนะ โอ ควักยากอะ”
“แล้ววันนี้แกใส่ยีนส์เหรอ ?  แกนี่ประสาท  แล้วแกหยิบเงินแต่ละที แบ๊งออกมาเป็นก้อน น่าเกลียด  แล้วพวกบัตรเบิดแกจะใส่อะไร ถ้าไม่มีกระเป๋าเงิน ?”
“บัตรอะไร ? ไม่เห็นมีบัตรอะไรจะให้พก”
“อ้าว..บัตรประชาชนแกก็ไม่พกเหรอ ?”
รุ่งสั่นหัว “เปล่า พกทำไม ? ชั้นร้องเพลงชาติไทยได้นิ”

ทอมยกมือขึ้นเกาหัว
“อ้ายรุ่งเอ๊ย…  แกมันไร้สาระจริง ๆ  แกออกไปนอกบ้านไม่พกบัตรนี่มันผิดกฏหมายนะ เดี๋ยวเกิดมีอะไรตำรวจขอดูบัตร แกไม่มี เค้าจับแกได้นะ แกก็ไปร้องเพลงชาติในคุกละกัน”

“ไรวะ ไม่พกบัตรถูกจับด้วยเหรอ ?”
“โทษอาญานะเว้ย  ทำเป็นเล่น แถมนาฬิกาก็ไม่เคยใส่”

รุ่งเลิกคิ้วถาม
“ไม่พกนาฬิกานี่คดีอาญาด้วยเหรอ ?”

โชเฟอร์ถอนหายใจ
“นี่กูมาเป็นเพื่อนกับไอ้เวรนี่ได้ไงวะ ? ”  เธอบ่นพึมพำ “ไม่สงสัยเลยว่าทำไมเจ้านายไม่ชอบหน้าแก”
รุ่งหัวเราะ “อือ… ใครไม่ชอบก็ช่วยไม่ได้ เกิดมาหน้าตาเป็นงี้ ให้ทำไง”

ทอมนึกถึงเรื่องวันพรุ่งนี้
“พรุ่งนี้ชั้นจะตั้งใจฝึก  ในหนังสือบอกว่าคนที่อยากไปฝึก แปลว่าในอดีตเคยฝึกมาก่อนแล้ว เป็นร้อย ๆ ชาติ เลยทำให้ชาตินี้พอได้ยินเรื่องนี้แล้วก็ศรัทธาทันที  ส่วนคนที่ไม่เคยฝึกมาในอดีต ฟังแล้วก็จะไม่สนใจ  แล้วส่วนใหญ่คนที่ไปฝึก ไปครั้งแรกก็ได้เลย  ที่เหลือก็ไม่เกินสามครั้ง  แกว่าชั้นจะได้ในวันแรกเลยมั้ย ?”

รุ่งยักไหล่ ไม่มีคำตอบ

“แกไปฝึกด้วยกันมั้ย ?”

รุ่งสั่นหัว  “ตามสบายเหอะ  ทอมกดหาวิทย์หน่อยดิ ถามมันว่ามันจะไปถึงกี่โมง”
“แกโทรดิ ชั้นขับรถ”
“มือถือชั้นมันต่างเครือข่าย โทรต้องเสียเงิน”

ทอมไม่ถามเหตุผล เธอเข้าใจ รีบหยิบมือถือของเธอกดเบอร์ของวิทย์ แล้วยื่นให้เพื่อน

สัญญานสายติดแล้ว  รุ่งกดปุ่มให้เสียงออกลำโพง
เสียงปลายทาง

“ฮัลโหล…”
รุ่งสวนกลับไป
“ไอ้ซ่งติงหน้าหมี มึงไปรับแม่มึงมารึยัง ?   เดี๋ยวนี้ลูกพ่อเก่งเหลือเกิน ดูดตูดกันทุกอาทิตย์ขนาดนี้ คงได้แต่งกันเร็วสมอยากแน่  พ่อจะได้มีสะใภ้ซะที เหอ ๆๆๆ..”

เสียงปลายทางหัวเราะมาเบา ๆ

รุ่งพูดต่อ
“… แน่ะ พูดไม่ออก มึงอยู่กะเค้าล่ะสิ ?   ไอ้ห่า ต่อหน้าทำเป็นสุภาพ บอก ๆ เค้าไปเลยว่ารักจริงหวังแต่งแน่ แต่ขอรักษาโรคให้หายก่อน เหอ ๆๆๆ…  มีงอยู่ไหนแล้ววะ ?”

ทอมหัวเราะ

เสียงปลายทางตอบมา
“ยังเติมน้ำมันอยู่ในปั๊มค่ะ” เป็นเสียงผู้หญิง

รุ่งตกใจ หันมามองหน้าทอม  
“ชิบหาย ! ใครรับวะ ?” 

เขาพูดกลับไป
“เอ่อ…  ใช่โทรศัพท์วิทย์หรือเปล่าครับ ?”

“ใช่ค่ะ วิทย์ลงไปซื้อของในร้าน แต่ไม่ได้เอามือถือลงไปด้วยค่ะ”

“เอ่อ… ตกลง ใช่โทรศัพท์วิทย์จริง ๆ ใช่มั้ยครับ ?”
“ใช่ค่ะ”
“งั้น… ขอโทษครับ ผมโทรผิด”

แล้วเขาก็กดวางสาย

ทอมหัวเราะก๊าก

รุ่งทำหน้าบูดเบี้ยว
“ตายห่า… สงสัยยิ้มรับสายอะ  เสียงคุ้น ๆ ไอ้วิทย์แม่งฆ่ากูแน่”
“ท่าทางวิทย์เอาจริงเหรอ ยิ้มนี่น่ะ ?” ทอมถาม
“ไม่รู้มัน แต่ว่ายิ้มก็น่ารักนะ เหมาะสมกับมัน แต่ไม่นึกว่ามันชอบผู้หญิงเรียบร้อย”

เสียงโทรศัพท์ทอมดังขึ้น  หน้าจอแสดงชื่อวิทย์
ทอมเห็นแล้วหัวเราะทันที เธอกดรับสาย แล้วเปิดลำโพง
“โหล ว่าไง ไอ้ซ่ง ? ” ทอมทักเพื่อน
น้ำเสียงปลายทางร่าเริง
“อ้า…อีลักเพศ ว่าไง ? เมื่อกี๊โทรมาเหรอ ? วันนี้มาแรดด้วยกันหรือเปล่า ?”
รุ่งยกมือห้ามทอม อย่าบอกวิทย์ว่าเขาอยู่ด้วย 

ทอมพยักหน้า
“ได้… เฮ้ย วิทย์  รุ่งบอกว่ามันไม่ได้อยู่กับชั้น มันอยากให้แกรู้ รู้ไว้ด้วย”
“ทำไมวะ ? มันไม่อยากให้ชั้นรู้ว่ามันอยู่กินกับแกเรอะ  อย่าเสือกท้องละกัน เหอ ๆๆๆ”  วิทย์หัวเราะร่า

“อ้ายปากหมา เดี๋ยวเจอกันมึงซวยแน่ คิดผิดแล้วมึงชวนกูไปด้วยเนี่ย” ทอมตวาดกลับ

“โอ๊ะ ๆๆๆ อย่านะ วันนี้ยอมเรียกแม่เลย ขอร้อง ทอม วันนี้แกทำตัวดี ๆ หน่อย หรือถ้าแกเมนส์มาวันนี้ ก็ไม่ต้องมาจะดีกว่า กลับไปพักเหอะ”

ทอมหัวเราะมองหน้ารุ่ง
“อือ ท่าทางมันเอาจริง”  แล้วพูดโทรศัพท์ต่อ  “ตกลงแกไปถึงร้านกี่โมง ?”
“ห้าโมง”
“เออ เจอกัน” แล้วเธอกดวางสาย  หันมาทางรุ่ง “มันคงไม่รู้หรอกว่าเมื่อกี๊แกพูดอะไรไป ยิ้มคงไม่ได้เล่าหรอก  ไม่งั้นมันคงด่าออนแอร์มาแล้ว”

********************************************************************************************

ร้านอาหารญี่ปุ่นโกเบ บนถนนเอกมัยคือที่นัดหมาย 

วิทย์บอกรุ่งว่ายิ้มชอบทานอาหารญี่ปุ่น  รุ่งจึงตกลงเลือกร้านนี้ ซึ่งราคาไม่แพงนัก

ทอมจอดรถที่หน้าร้านอาหาร  วิทย์เดินออกมาจากร้านเพื่อต้อนรับเพื่อนรัก
รุ่งลงจากรถ ร้องทักเพื่อน
“ว่าไงลูกพ่อ ? ”

วิทย์ขยับแว่น แล้วจ้องมาที่คอของเขา
“เฮ่ย… มึงไปให้เหี้ยที่ไหนกัดคอมาวะ ?”
เขาสั่นหัว ขี้เกียจยกมือปิดคอให้เมื่อย
“ไม่ใช่เหี้ย สาว ๆ ทนกูไม่ได้ โดดจูบว่ะ”  พูดแล้วยักคิ้วให้เพื่อน
“ไอ้ห่า ถามจริง มึงไปนอนกะผู้หญิงมาเหรอ ?”
“เปล่า  เด็กฝึกงานที่บริษัท  เลี้ยงส่งกูเมื่อวาน เลยฝากรอยไว้ แสบชิบหาย”

ทอมล็อกประตูรถ เธออยู่ในชุดเสื้อยืดคอกลมลำลอง กางเกงยีนส์ซีดขาบาน  เดินอย่างทะมัดทะแมงมาหาเพื่อนทั้งสอง

ทอม

วิทย์ทักเพื่อนสาว
“ทอม  แกไปกัดคอไอ้รุ่งเหรอวะ ? หิวอยากแดกผู้ชายเหรอ เหอ ๆๆๆ”
ทอมหัวเราะหึ ๆ  “หมาพันธ์อะไรวะอยู่ในปากแก ?   ไหน ยิ้มอยู่ไหน ? มึงตายคาที่แน่”
วิทย์ยกมือห้าม
“เฮ่ย ๆ  เดี๋ยวก่อน อีนี่ ไม่เอาน่า  เพื่อนจะมีแฟนทั้งที เห็นใจกันหน่อย”
ทอมหัวเราะ
“เดี๋ยวชั้นไปเข้าห้องน้ำก่อน  ยิ้มอยู่ข้างในแล้วเหรอ ?”

วิทย์พยักหน้า ชี้มือเข้าไปในร้าน  ทอมรีบเดินผละไป

วิทย์หันมาถามรุ่ง
“ว่าไงวะ โบนัสกี่เดือน ?”

รุ่งหัวเราะ  เขาคิดไม่ถึงว่าเพื่อนทั้งสองคนเป็นห่วงเรื่องงานของเขาถึงขนาดนี้  รุ่งยืนเล่าเรื่องราวให้วิทย์ฟังหน้าร้านอาหาร  วิทย์ฟังไปสบถคำหยาบต่าง ๆ นา ๆ ตามประสา

********************************************************************************************

ร้านอาหารโกเบ
ทอมเดินออกจากห้องน้ำ เดินเข้าทางเดินร้านอาหาร

ร้านอาหารตบแต่งแบบโมเดิร์นตะวันตก เรียบง่าย ไม่มีของประดับใดที่แสดงให้เห็นว่าเป็นห้องอาหารญี่ปุ่น ยกเว้นชุดวางตะเกียบบนโต๊ะ

ยิ้มอยู่ในชุดเสื้อยืดลำลอง กางเกงสามส่วน  เธอจำทอมได้อย่างดี ลุกขึ้นยืนกวักมือ

“ทอม ๆ  นี่  ทางนี้”

ทอมยิ้มให้ โบกมือ

สองสาวทักทายกันในฐานะเพื่อนร่วมรุ่น  ถึงแม้จะเรียนกันคนละห้อง แต่ก็เคยทำกิจกรรมหลาย ๆ อย่างร่วมกัน  ต่างฝ่ายต่างถามทุกข์สุข  นิสัยง่าย ๆ ของทั้งคู่ทำให้การสนทนาเป็นไปได้ราวกับเพื่อนสนิท

พนักงาน นำรายการอาหารมาวาง  ทั้งคู่ตกลงว่าจะรออีกสองหนุ่มเข้ามาถึงจะเริ่มสั่ง
“ทอม เรียนต่อหรือเปล่าคะ ?” ยิ้มถาม
“อือ… นิด้า อาร์เอ็มบีเอน่ะ จะจบแล้ว ก็รอแค่สอบเท่านั้น”
ยิ้มปรบมือ
“เก่งจังค่ะ  ยิ้มคงไม่เรียนหรอก อยากจะทำอะไรของตัวเองง่าย ๆ ไม่อยากเป็นพนักงานบริษัทไปตลอด”

ทอมพยักหน้า
“อือ ๆ  ดีจังเลย  เราก็ไม่อยากเป็นพนักงานบริษัทเหมือนกัน แต่ยังไม่รู้จะทำอะไร  ตอนนี้ก็ไปเรียนภาษาจีนเพิ่มอีก  แต่เร็ว ๆ นี้ก็คงต้องหางานแล้วแหละ  แล้วยิ้มล่ะ มาเจอสองคนนี้ได้ยังไง ?”

“เจอวิทย์ที่สระว่ายน้ำน่ะ  แล้ววิทย์ก็พารุ่งมา  ก็เคยไปทานข้าวกัน  สนุกมากเลยวันนั้น  แล้วทอมยังติดต่อกับสองคนนี้ตลอดเลยเหรอคะ ?”

ทอมพยักหน้า
“อือ… ก็พอคบสองคนนี้แล้วก็ คบคนอื่นยาก  เฮอะ ๆ” เธอหัวเราะคำพูดตัวเอง
“ทำไมเหรอ ?”
“หา… ก็ อือ บอกไม่ถูกเหมือนกัน  ไม่ถึงขนาดคบคนอื่นไม่ได้หรอก แต่มันจะแตกต่างแล้วก็ไม่คุ้นน่ะ  เอ… หรือว่าเราน่ะแปลกไปเองแฮะ”

ยิ้มหัวเราะ
“ก็ดีนะ ยังเกาะกลุ่มกัน  แล้วพี่คนนั้นน่ะ ยังติดต่อกันอยู่หรือเปล่าคะ ?”
ทอมขมวดคิ้ว  แล้วเธอก็นึกขึ้นได้
“พี่โก้น่ะเหรอ ?   อ๋อ…เปล่าน่ะ ตั้งแต่เค้าจบไปแล้วก็ไม่ได้ติดต่อเลย  โห… นี่เรื่องพี่โก้นี่รู้กันไปทั่วเลยเหรอ ?”
“แหม… ถ้าพวกที่ไประยองน่ะ ก็คงรู้หมดแหละ  เค้าติดทอมยังกะกาวตราช้างยังงั้น  แล้วเกิดอะไรขึ้นล่ะ ? ไม่คลิ๊กเหรอคะ ?”

ทอมนึกถึงอดีต แล้วยิ้ม  ความทรงจำนั้นมันจางจนกลายเป็นแค่รู้สึกคุ้น ๆ ว่าเคยรู้จักใครสักคน ที่ไม่ค่อยสำคัญ
“ก้อ…  เล่าให้ยิ้มฟังแล้วยิ้มจะว่าตลกนะ…”

ยิ้มพยักหน้า ตั้งใจฟัง
“…ปีแรก ตอนเข้ามหาลัย แล้วไปงานรับน้อง รู้จักพี่โก้ครั้งแรกก็งานนั้น  เราก็ชอบพี่โก้มาก เราว่าพี่เค้าแมนดี แล้วก็สุภาพ แต่งตัวดีด้วย พูดจาก็ใช้ได้  แต่ตอนนั้นก็ไม่ได้คุยกันมากเท่าไหร่  พี่โก้ก็ไม่ได้จะจีบอะไรเรา แต่เราก็แอบชอบ   ตอนปีหนึ่งก็เคยทำกิจกรรมด้วยกันบ้าง แต่พี่โก้ก็ไม่ได้จีบ  เราก็ชอบมาเรื่อย ๆ…”

ยิ้มพยักหน้าเป็นระยะ ๆ
“… ก็ตอนเทอมสอง ปีหนึ่งอะ ก็สนิทกับวิทย์กับที่กลุ่มมากขึ้น ปลายปีหนึ่งก็สนิทกับรุ่ง  ตอนนั้นก็กลายเป็นกลุ่มเล็กในกลุ่มใหญ่ คือ เรา วิทย์ รุ่ง เป็นกลุ่มนึง แต่รุ่งไม่ค่อยมามหาลัย  แล้วเรากะวิทย์ก็สนิทกับที่กลุ่มใหญ่ด้วย  พอขึ้นปีสอง ก็เรียนมากขึ้น สนิทกับคนในห้องมากขึ้นใช่ปะ  จนจัดกิจกรรมที่ไประยอง  งานนั้น พี่โก้ก็เริ่มจีบเรา แต่มันแปลกอะยิ้ม  แทนที่เราจะดีใจว่าคนที่เราชอบมาจีบเรานะ  เรากลับเฉย ๆ  คือ เหมือนกับเราลืมไปแล้วว่าเราเคยชอบพี่โก้”

ยิ้มพยักหน้าช้า “อือ… เหรอคะ ? อะไรทำให้ทอมเปลี่ยนไปเหรอ ?”

“เราว่า เพราะประสบการณ์  ที่มีผลมากที่สุดนะ เราว่าเพื่อน ๆ  คือ ก่อนเข้ามหาลัยเราไม่เคยสนิทกับเพื่อนผู้ชายเลย  เราไม่เคยรู้จักผู้ชายว่ามีนิสัยยังไง ต้องการอะไร  ตอนเจอพี่โก้ในงานรับน้อง เหมือนกับเจอเจ้าชายเลย   แต่พอได้สนิทกับเพื่อนในกลุ่ม มันรู้มากขึ้นแล้วอะ”

ยิ้มพยักหน้าเห็นด้วย

ทอมเล่าต่อ
“เราได้รู้จักเพื่อนผู้ชายหลายคน หลายสไตล์  แล้วพอเป็นเพื่อนกัน มันก็เล่าอะไร ๆ ที่เราไม่เคยได้รู้มาก่อน  คบกันไปนาน ๆ มันเหมือนกับเราเห็นผู้ชายมากขึ้น มุมมองเราเปลี่ยนไป  โดยเฉพาะ สองคนนี้  วิทย์ กับ รุ่ง”

ยิ้มเอียงคอ สงสัย
“ทำไมต้องสองคนนี้ด้วยเหรอ ?”

“ใช่นะ… ยิ้มเคยคุยกับวิทย์ รู้สึกหรือเปล่าว่า วิทย์เป็นคนฉลาด หัวไว ทันคน แล้วพูดรู้เรื่อง พูดเก่งน่ะ ?  เวลาทำกิจกรรมจะรู้เลยว่า วิทย์มีความเป็นผู้นำสูงมาก”

ยิ้มพยักหน้า  “อือ … ค่ะ ใช่”

“ส่วนรุ่ง ฉลาดเหมือนกัน มีความคิดแปลก ๆ  แล้วเวลาพูดเค้าจะอธิบายอะไร ๆ ยาก ๆ ให้เราเข้าใจ  คือ ธรรมดาเรื่องบางอย่างผู้หญิงจะไม่เข้าใจ แต่ถ้าให้รุ่งอธิบาย เค้าอธิบายได้เก่ง”

“เหรอ ? .. อือ”

“คราวนี้ พออยู่กับสองคนนี้ไปเรื่อย  ๆ  มันกลายเป็นว่า เราต้องตามทั้งสองคนให้ทัน  อยู่กับสองคนนี้แล้ว เราไม่เคยเจอเค้าซื่อบื้อ คิดอะไรที่เชย ๆ โง่ ๆ พูดไม่รู้เรื่องอะไรแบบนี้… ไม่มี  สองคนนี้หัวไวพอกัน เวลาคุยกันมันเหมือนกับว่าเค้าคิดอะไรมากกว่าเราแล้วค่อยพูด  พอพูดแล้วเหมือนกับว่าเค้านำหน้าความคิดเราไปขั้นนึงตลอด  แรก ๆ นะ เราก็หงุดหงิดตัวเองว่ามันพูดอะไรวะ ตามไม่ทัน  แต่พอสนิทกันจนชิน แล้วเราไปพูดกับเพื่อนที่อื่น มันรู้สึกเลยว่า ทำไมมันพูดจาวกไปวนมา คือ เหมือนกับพูดไม่รู้เรื่องอะ…”

ยิ้มหัวเราะ “เหอ ๆๆๆ  อือ ๆ  พอนึกออกค่ะ  พูดไม่เข้าประเด็น”

“อือ ใช่ ๆๆ  เวลาสองคนนี้คุยกันนะ มันเหมือนกับโช๊ะ ๆ ฟันตรงจุดก่อนเลย แล้วค่อยไปโม้รายละเอียดทีหลัง”

“อือ.. พอเจอพี่โก้อีกที ก็แตกต่างเลยสิคะ ?   แล้วพี่โก้เป็นคนยังไงเหรอ ?”

“พี่โก้ก็เป็นคนดี  ไน๊ซ์  แต่พอคุย ๆ แล้ว รู้สึกว่าตื้น มีหลายเรื่องเวลาคุยแล้วเราถามกลับ พี่โก้ตอบไม่ได้  เหมือนกับว่า เราคิดนำหน้าพี่โก้ได้หนึ่งขั้น  พี่โก้มองอะไรง่าย ๆ เลย ง่ายเกินไป…”

ทอมถอนหายใจ
“… เฮ้อ  จริง ๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องดีเนอะ ยิ้ม  เรารู้สึกว่าเรากลายเป็นคนที่คิดเยอะขึ้น คิดเร็วขึ้น แล้ว นี่เราจะหาแฟนได้มั้ยนี่ ?   เฮอะ ๆๆ  เราว่าเราก็ไม่ชอบคนที่ฉลาดมาก ๆ นะ พวกนี้น่ากลัว แต่ตอนนี้ ถ้าให้คบกับคนที่ตื้น ๆ เราก็คงไม่สนใจ คือ อย่างน้อยต้องฉลาดกว่าเราแหละ เราถึงสนใจ”

ยิ้มส่งรอยยิ้มให้ แล้วเอื้อมมือมาแตะที่แขนทอม

“ภายในปีนี้ได้เจอแน่ค่ะ”

คำพูดนี้ ทำให้ทอมฉงน  เธอมองหน้ายิ้มเพื่อถามความหมาย

__________________________________________________________________________________________

โดย วีรยาติ

กลับขึ้นด้านบน

นิยาย 'หมอเถื่อน' รวมเล่มฉบับแรก เปิดให้จองแล้ว กดที่นี่

 

อ่านตอนต่อไป
อ่านตอนอื่น

1. สมัครสมาชิก เว๊บบอร์ดที่นี่ (หากไม่สมัครสมาชิก จะโหวต หรือ แสดงความคิดเห็นไม่ได้) และ

2. แสดงความคิดเห็น หรือ โหวต

- ชอบตัวละคร ขอเชิญโหวตได้ที่นี่

- อ่าน หรือ แสดงความคิดเห็นที่นี่

เชิญเยี่ยม Facebook หมอเถื่อน

(ให้กำลังใจโดยเข้าไป แล้วกด Like หรือ เขียนคำวิจารณ์)

Free counter