หมอเถื่อน
(more than A doctor)
ตอน 13

ราตรีนี้ยาวนาน (3)


“พี่ฝน มีนามบัตรมั้ยคะ ? น้องวิจะขอที่อยู่กะเบอร์โทรศัพท์”

ฝนพยักหน้า เธอเอื้อมมือเปิดลิ้นชักรถ แล้วหยิบนามบัตรให้
วิรับนามบัตร แล้วยิ้ม
“น้องวิจะเชิญพี่ฝนมางานวันเกิดคุณย่า  เป็นแขกน้องวินะคะ อีกประมาณสองเดือน”
ฝนรับฟัง ไม่ได้ตอบอะไร

******************************************************************************************

รถเลี้ยวเข้าหมู่บ้านวินด์มิลล์   วิบอกทางให้ขับเลาะผ่านริมสนามกอล์ฟ

ฝนหยุดตกมาได้สักสิบกว่านาทีแล้ว
รุ่งลืมตาตื่นขึ้น
“เข้าทางหน้าบ้าน หรือ เข้าข้างหลังล่ะ ?”
วิหันมาตอบ
“ตื่นแล้วเหรอพี่รุ่ง ? เข้าข้างหลังค่ะ”
“อือ” เขาพยักหน้ารับรู้

รถวิ่งมาถึงเขตกำแพงบ้าน ‘ไตรสรณ์’  ฝนมองผ่านกำแพงสูงเห็นคฤหาสน์หลังใหญ่มากหนึ่งหลัง  กับบ้านหลังใหญ่อีกสองสามหลังปลูกอยู่ในเนื้อที่เดียวกัน 

“พี่ฝน อ้อมไปทางซ้ายก่อนค่ะ”
วิบอกทางไปทางประตูกำแพงด้านหลัง ซึ่งอยู่ใกล้กับทางขึ้นห้องนอนเธอที่สุด

ฝนเห็นความใหญ่โตอลังการของบริเวณ เนื้อที่บ้าน ‘ไตรสรณ์’ แล้วยิ้มที่มุมปาก  ถ้าคำนวณจากการขับวนรอบบ้านคร่าว ๆ น่าจะมีพื้นที่อาณาเขตในระดับเป็นไร่ขึ้นไป

“พี่ฝนจอดตรงหน้าประตูนั่นเลยค่ะ”

ฝนขับรถเทียบที่หน้าประตู   ถนนเปียกน้ำ

หน้าประตูมีป้อมยามประจำบ้าน  ยามหนุ่มเดินออกมาจากป้อม
วิยกมือไหว้โชเฟอร์ที่แสนใจดี
“ขอบคุณค่ะพี่ฝน แล้วเจอกันอีกนะคะ”
ฝนยกมือรับไหว้แล้วยิ้ม
“จ๊ะ นอนหลับฝันดีนะ”
“ขอบคุณค่ะ”

วิเปิดประตูลงจากรถ  ยามจำได้ยกมือตะเบ๊ะตบเท้า แล้วรีบวิ่งไปเปิดประตูเล็ก
รุ่งเปิดประตูหลังลงจากรถ  วิยืนขยับเข้ามาใกล้พี่ชาย
“พี่รุ่ง… น้องวิจะไปแล้วนะ คืนนี้ดีจัง มีพี่รุ่งมาส่ง ….”
เธอมองหน้าพี่ชาย แล้วเงียบ  แสงไฟสีเหลืองริมกำแพงส่องสว่างพอสมควร 
กำแพงบ้าน

เธอกำลังลังเล  มองดูแสงไฟที่กำแพง  หันข้างไปมองรถ  เธอรู้ว่าข้างหลังเธอมียามยืนอยู่ที่หน้าประตู

ถ้าไม่มีแสงไฟ ไม่มีพี่ฝนที่รออยู่ในรถ ไม่มียามที่กำลังรอเปิดประตูให้  เธอจะเดินเข้าไปกอดพี่ชายคนนี้อีกครั้งกลางถนน  ขณะนี้ที่เธอยืนห่างกับพี่ชายแค่เพียงก้าวเดียว แต่รู้สึกห่างไกลกับพี่ชาย ต่างกับตอนที่อยู่ในรถเหมือนคนละโลก

“น้องวิจะจำไปตลอดว่า คืนนี้ เป็นคืนแรกที่พี่รุ่งมาส่งน้องวิ”
เธอหันไปมองรถ
“แล้วจะจำรถคันนี้ไปตลอดด้วย เป็นรถที่น้องวินั่งแล้วมีความสุขที่สุด”

Toyota Corolla

เธอหันมายกมือไหว้พี่ชาย ไม่มีคำพูดใดจากเธออีก
รุ่งยกมือรับไหว้  วิหันหลังกลับ แล้วเดินตรงไปที่ประตู
ยามหนุ่มเปิดประตูให้ ตะเบ๊ะ

วิเดินผ่านประตูรั้ว  เดินบนทางลัดตัดสนามหญ้า ตรงเข้าหลังตึกใหญ่  ขึ้นบันไดด้านหลัง  แล้วตรงเข้าห้องนอนเธอ

วิเปิดไฟห้อง เดินมาล้มตัวนอนหงายบนเตียง  นึกถึงบรรยากาศที่เธอได้อยู่ใกล้กับพี่ชายในรถ  เธออยากให้เวลานั้นหยุดอยู่แค่นั้น ไม่อยากให้รถวิ่งถึงปลายทาง 

รถโตโยต้าโคโรลล่ารุ่นเก่า… ขนาดกะทัดรัด ได้นั่งข้างหลังกับพี่ชายแล้วรู้สึกอบอุ่นกว่านั่งรถคันใหญ่ ๆ อย่างเทียบกันไม่ติด  คืนนี้เธอคงนอนนึกถึงเรื่องราวของค่ำนี้ไปตลอด จนกว่าจะหลับ

บ้านหลังใหญ่หลังนี้ ดู ๆ ไปแล้วก็คล้ายกับกรงนก ขังเธอไว้ให้ไกลจากความฝัน

******************************************************************************************
รถมุ่งหน้าออกทางท้ายหมู่บ้าน  เข้าสู่ถนนกิ่งแก้ว


“ฝน ง่วงหรือเปล่า ?”
รุ่งถามขึ้น
โชเฟอร์สั่นหัว
“ไม่ง่วง”  เธอนิ่งไปสักพัก แล้วพูดขึ้น
“น้องเธอน่ะ  ใสมากนะ”
“หา… น้องวิน่ะเหรอ ?”
“อือ… ใส ๆ บริสุทธิ์  รู้สึกว่างั้นนะ ไม่เหมือนพี่ชาย”
รุ่งหัวเราะ “ชั้นมันขุ่นมากนักเรอะ ?”
ฝนหัวเราะ
“ปล่าว… ฝนไม่ได้หมายถึงรุ่ง  ฝนพูดถึงอิทธิพล  ฝนว่าเค้าดูหลงตัวเอง  ไม่แปลกเลยที่วิทย์ก็ไม่ชอบหน้าเค้า  ญาติเธอคนนี้เค้าแตกต่างจากเธอมาก”
“ฝนเจอเราสองครั้ง  ฝนก็ยังเปลี่ยนความคิดได้  ถ้าฝนได้เจอจ๊อดอีกครั้ง ก็อาจจะเปลี่ยนความคิด”

“ไม่น่านะ  ฝนดูรุ่งผิดไปหน่อย อันนี้ยอมรับ แต่ก็ไม่ได้ผิดไปมากนัก ถึงแม้ฝนจะไม่ชอบรุ่งในวันนั้น แต่ฝนก็เห็นว่ารุ่งเป็นคนธรรมดา ไม่หลงตัวเอง  แต่สำหรับอิทธิพล คนแบบนี้ เจอครั้งเดียวก็รู้”
“เหรอ… ?  จ๊อดเหมือนคนหลงตัวเองเหรอ ?   เรารู้จักคนหลงตัวเองคนนึง  รับไม่ได้เลย…”

ฝนพยักหน้าว่า กำลังรับฟัง
“….ตอนอยู่ที่มหาลัย  ไอ้นี่หลงตัวเองที่สุด  คิดว่าตัวเองเก่งที่สุด เวลามันเถียงคนอื่น ใครไม่เห็นด้วย มันก็ไม่พูดด้วย แล้วก็ไม่สนใจใคร  เวลามาเรียน มันอยากจะพูดกับใครก็พูด พอถึงเวลาที่มันไม่อยากฟัง มันก็ไม่ฟัง เดินออกจากกลุ่มเฉย  ไม่ง้อใคร ไม่เคยขอความช่วยเหลือใคร  ใครจะไปเที่ยวไหนกัน ชวนมัน มันก็ไม่ไป  สองปีแรก มันมาเรียนบ้าง ไม่มาเรียนบ้าง มีเพื่อนอยู่แค่สองสามคน  ทุกคนในห้องก็ช่างแม่ง ไม่สนใจ…”

รุ่งหัวเราะหึ ๆ
“เหอ ๆ…นาน ๆ มันก็โผล่มามหาลัยทีนึง แต่มันก็อยู่ได้นะ เพราะวัน ๆ มันก็ฟังเอ็มพีสาม ไม่มีใครคุยกับมัน มันก็อยู่คนเดียว  จนโน่น  จบปีสอง เพื่อน ๆ สงสาร เลยยอม ๆ มัน เรียกมันเข้ากลุ่ม”

ฝนหัวเราะ “ใครอะ ?   ฝนรู้จักหรือเปล่านะ ? ห้องเอเหรอ ?”
“อือ… ห้องเอแหละ  ตอนนั้นฝนไม่น่าจะรู้จักนะ เพราะมันไม่ค่อยมามหาลัยสองปีแรก”
“ไม่ค่อยมามหาลัย แล้วมีใครช่วยงานกลุ่มล่ะ ? ไม่มีเพื่อนนี่ไม่รอดแน่ ๆ”
“อือ… ก็มี ทอม กะ วิทย์ ช่วยมัน  เอ่อ… ฝนรู้จักทอมใช่ปะ ?”

ฝนพยักหน้า
“รู้ ๆ  น่ารักดี ทอมน่ะ เคยเห็นเวลาใส่ชุดไปรเวทมามหาลัยใส่หมวกน่ารัก ฝนยังนึกว่าเป็นทอมจริง ๆ เท่ดี”

“อือ… มันก็ได้สองคนนี้แหละ ช่วยมาตลอด  ไม่งั้นไม่มีทางจบหรอก เพราะตอนทำรายงานกลุ่ม ไม่มีใครชวนมันเข้ากลุ่ม  ก็ได้สองคนนี้เป็นคนหนีบ ๆ มันไปด้วย  เหอ ๆ… หลงตัวเองจนในที่สุด มันก็ต้องกลับมาพึ่งพาเพื่อนอยู่ดี  น่าสมเพชชิบ”

“ท่าทางเธอเกลียดเค้าจังเลย”
“อือ  ถ้าเทียบกับจ๊อด  คนนี้น่ากระทืบมากกว่า  พอเราได้รู้จักคนนี้แล้วนะ เราก็เลิกเกลียดคนอื่นไปเยอะเลย”
“แล้วตอนนี้ยังเกลียดเค้าอยู่หรือเปล่า  ผ่านมาหลายปีแล้ว ?”
“ก็ถ้านึกถึงทีไร ก็ยังเกลียดอยู่”
“เหรอ ใครอะ ?   บอกฝนได้มั้ย คนที่หลงตัวเองกว่าอิทธิพล ?”

รุ่งหัวเราะเบา ๆ
“มันชื่อรุ่ง”

ฝนขมวดคิ้ว  นี่เขาหมายถึงตัวเอง ?  นี่เขากำลังวิจารณ์ตัวเองให้เธอฟัง ?

“เธอหมายถึงตัวเองเหรอ ?”



รุ่งพยักหน้า

“อือ ใช่  คนที่เล่า เราเองแหละ”
“เธอเล่าได้แปลกมาก ไม่เหมือนกับคนที่พูดถึงตัวเองเลย  แต่ก่อนเธอเป็นคนยังงั้นเหรอ ?”
“อือ… ก็เป็นแบบที่เล่า”
“แล้วใครมาบอกว่ารุ่งเป็นคนแบบนั้น ?”
“ก็รู้ด้วยตัวเอง”
ฝนหัวเราะ
“เฮอะ ๆ  ไม่มีทาง ไม่มีใครรู้เรื่องอย่างนี้ได้ด้วยตัวเองหรอก  ต้องมีคนมาบอกเท่านั้น”

จำเลยนั่งเฉย ไม่โต้แย้ง

ฝนแปลกใจ  เขาไม่ตอบกลับ เธอนิ่งอีกสักพัก … จำเลยก็ยังนั่งเฉย

เธอทนกับความสงสัยไม่ได้ ต้องถาม
“เธอรู้ตัวเองได้ยังไง ?   เพราะคนอื่นแอนตี้เหรอ เธอถึงรู้ตัว ?”
“เปล่า  ไม่มีใครแอนตี้  ตอนขึ้นปีสาม ก็จำเป็นต้องเข้าเรียนมากขึ้น เจอเพื่อนบ่อยขึ้น เค้าก็เข้าใจเรามากขึ้น ก็เริ่มสนิทกัน”

ฝนนึกถึงวันนั้นที่ไปทานข้าวเย็นกับเขา เธอยังจำบุคลิกของเขาในวันนั้นได้ดี
“ถ้าเธอบอกว่าสมัยก่อนแย่กว่านี้ ฝนก็นึกออกว่าเพื่อน ๆ จะรู้สึกยังไง เจอกันวันนั้นก็ถือว่า…อือ ประมาณนึงเลย”
รุ่งหัวเราะ
“เหรอ…? วันนั้นที่เจอกัน ฝนประทับใจขนาดนั้นเชียว”
เธอหัวเราะ
“อือ… ประทับใจมา……ก” เธอลากเสียงยาว “… แล้วอะไรทำให้เธอรู้ตัวล่ะ ว่าที่ทำไปไม่ถูก ? ”

“เราก็เป็นยังงั้นมาเรื่อย ๆ มั่นใจในตัวเอง พอขึ้นปีสามได้สนิทกันมากขึ้น ทุกคนก็โอเค  ไม่มีใครว่าอะไร เวลาเราเถียงอะไรส่วนใหญ่จะชนะ  ถ้าเราตั้งใจเอาชนะ เราชนะได้หมด  ชนะไปเรื่อย ๆ แหละ ถ้ามีเหตุมีผลซะอย่าง  ถ้าใครมีเหตุผลดีกว่า เราก็ยอม แต่ก็ยอมเฉพาะเรื่องนั้นเรื่องเดียว  ไม่ได้ยอมทุกเรื่องสำหรับคนคนนั้น  เข้าใจปะ ? มีน้อยคนมากที่เรายอมทุกเรื่องแล้วศรัทธาในคนนั้น ไม่ว่าเขาจะพูดอะไร แม้กระทั่งเรื่องที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน เราจะเชื่อทันที มีน้อยมาก  ก็เลยไม่มีใครสอนเราได้ เพราะเราไม่ฟังใคร ถ้าไม่ศรัทธา”

ฝนพยักหน้า  เขาอธิบายได้เป็นที่เข้าใจ
“ใครบ้างล่ะ ที่เธอศรัทธา ?”

“ก็ แม่… ในเรื่องที่อธิบายเหตุผลไม่ได้ แม่จะแค่พูดว่าไอ้นี่เป็นอย่างนี้ แล้วเราก็จะไม่ถามเหตุผลเลยว่าทำไมมันเป็นอย่างนั้น เราจะเชื่อเลย  อย่างตอนเราสอบได้เอฟวิชานึงตอนอยู่ปีหนึ่ง  กลับไปบ้านเล่าให้แม่ฟัง  แม่กลับหัวเราะ แล้วพูดว่า ดี ดี มีอุปสรรคซะบ้าง… แค่นี้เอง  เรากลับไม่ถามเหตุผล ฟังแล้วเข้าใจ   แล้วสบายใจเลย เหมือนกับว่า ไม่ใช่ความผิดของใครทั้งนั้น  เพื่อนอีกสองคนเป็นผู้หญิง ได้เอฟเหมือนกัน ร้องไห้แทบตาย”

“แม่เธอเก่งจัง เข้าใจพูด”
“เป็นคนอื่นมาได้ยิน ไม่รู้ว่าจะเข้าใจแบบไหน แต่เราว่าเราเข้าใจ”
“ก็เธอศรัทธาในแม่ไง ศรัทธาแล้วก็ไม่ต้องถามมากมาย”

“อือ…  ก็ตอนนั้นน่ะ มีแม่คนเดียวที่คิดว่าเราศรัทธาที่สุด คนอื่น ๆ ไม่มี  แม้แต่อาจารย์ ก็มีแค่บางคนที่เรานับถือเป็นบางเรื่อง  แล้วคนดัง คนมีชื่อเสียงที่มีคนนับถือ เราเฉย ๆ หมด  อ่านประวัติ อ่านความคิดเห็นของเค้า มันก็เก่งประมาณนึง แต่มันยังไม่ใช่ที่ทำให้เรายอมได้  เธอรู้จักสตีเฟ่น ฮอว์คกิ้ง ?”

“เคยได้ยิน แต่ไม่เคยอ่านเป็นเรื่องเป็นราว”

“คนทั่วโลกยอมรับว่าเก่งมาก ๆ อัจฉริยะ สตีฟ จ๊อบส์ ผู้บริหารแอ๊ปเปิ้ล..บิล เกตส์…ฟิลลิปส์ ค็อตเลอร์  เก่ง ๆ ทั้งนั้น  อ่านเข้าไปเถอะ แล้วจะรู้ว่าข้างในกลวงโบ๋  เราไม่ได้อะไรจากหนังสือพวกนั้นเลย นอกจากวิธีตักตวงประโยชน์ของทรัพยากรในโลกนี้ได้ให้มากที่สุด โดยใช้กำลังน้อยที่สุด  อ่านแล้วยิ่งทำให้ไม่อยากเรียนต่อ เพราะเรียนไปมันก็คือวิ่งตามคนพวกนี้”

ฝนชะลอรถ

รุ่งชี้มือ
“เดี๋ยวเลี้ยวซ้ายข้างหน้า”
“ดูท่าทางเธอจริงจังนะเนี่ย เฮอะ ๆ”
“จริงจังดิ ถ้าเธอเลี้ยวขวา มันจะไปสุรรณภูมิ บ้านเราอยู่กรุงเทพ ไม่ต้องขึ้นเครื่อง”
“ฝนหมายถึง เรื่องที่พูดเมื่อกี๊”

รุ่งหัวเราะ
“อือ…เพราะยิ่งเจอสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันแล้ว ทำให้เราหงุดหงิดแล้วตั้งข้อสงสัยในทุกเรื่องว่า จะทำไปทำไม ใครสอน ทำเพื่ออะไร แล้วมันได้อะไร  เราจะสงสัยในทุก ๆ เรื่อง แล้วไม่มีใครให้คำตอบได้ ถ้าให้คำตอบไม่ได้ แล้วดิ้นรนทำไปทำไม หรือว่า คนทั่วไปเขาเป็นกันยังงี้ เราก็ตาม ๆ เค้าไปก่อน”

“นี่ปรัชญาชีวิตเลยนะนี่  อือ… พอเข้าใจนะ ฝนก็เคยคิดอย่างนี้เหมือนกัน แต่แปลกที่ว่า ไม่เคยไม่ใครคุยกับฝนเรื่องพวกนี้  เพื่อน ๆ ผู้หญิง ก็ไม่ได้คุย  ส่วนเพื่อนผู้ชายก็….”
รุ่งหัวเราะ
“เฮ่อ ๆ…. ไม่มีหรอกมั้ง เพื่อนผู้ชายน่ะ  มีแต่คนมาจีบล่ะสิ”

โชเฟอร์ยิ้ม
“เล่าต่อเรื่องเธอดีกว่า”
“ก็… ทุกเรื่องเวลาเราหาคำตอบไม่ได้ มันก็เบื่อ ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องทำอย่างนี้ ทำไมต้องทน ตอนนั้นก็นึกอย่างเดียวว่า เบื่อ  เบื่อทุกอย่าง  คิดแต่คำว่าเบื่อ ไม่ได้คิดถึงคำอื่นเลย คำที่ควรคิดไม่เคยคิด คิดได้แต่คำว่าเบื่อ”

“เบื่อก็คือเบื่อ มีคำอื่นด้วยเหรอ ?”
“ตอนนั้นคิดไม่ออกหรอกคำอื่น  คิดว่าเบื่อ ก็หาวิธีแก้เบื่อไปเรื่อย ๆ เพราะมันคิดคำที่ถูกต้องไม่ออก มันก็เลยแก้ไม่ถูก  เบื่อก็หาอะไรทำแก้เบื่อไปเรื่อย ๆ  จนวันนึง… ปีที่แล้ว ฝนตก เบื่อ ๆ ก็อยู่บ้าน  แม่ก็สั่งให้ไปจัดห้องเก็บของใหม่ ของอะไรไม่ใช้ก็ทิ้งซะ  ก็ไปรื้อห้องเก็บของ เจอหนังสือธรรมะเล่มนึง มีคนเคยบอกให้เก็บไว้อ่าน แต่ให้มาหลายปีมาก ๆ ไม่เคยอ่านเลย ก็เลยเก็บมาไว้ในห้อง แล้วคืนนั้นก็อ่าน”

“เหรอ ๆ  แล้วเป็นไง ?” เธอเริ่มอยากรู้
“แล้วก็ต้องเลี้ยวขวาตรงสามแยกนี้ เข้าถนนพัฒนากร”
ฝนพยักหน้า
“อือ ๆ  แล้วไง ? ” เธออยากให้เขาเล่าต่อ
“แล้วตรงไปจนโน่น ข้ามสะพาน…”
“ม่ายช่าย… เรื่องของเธอน่ะ อ่านหนังสือธรรมะแล้วไง ? เรื่องทางไม่ต้องบอกแล้ว ฝนรู้จักแล้วล่ะ”

รุ่งหัวเราะ
“แล้วก็อะไรดี… ก็เจออะไรมากมายเลย  อย่างแรกที่เจอคือ คำที่มาแทนคำว่าเบื่อ  ถ้าแทนด้วยคำนี้ น่าจะตรงกว่า แล้วรู้ว่าควรจะเดินไปทางไหน  คำนั้นคือคำว่า ทุกข์…” 

เขาเว้นช่องว่าง  ฝนถึงบางอ้อในใจตัวเอง เธอก็ไม่ได้นึกถึงคำนี้เหมือนกัน
รุ่งเล่าต่อ
“….ไอ้ที่เบื่อ ๆ ทั้งหลายน่ะ ถ้าคิดได้ตั้งแต่แรกว่า มันคือคำว่าทุกข์ ก็จะเข้าใจอะไรมากกว่านี้  หนังสือเล่มนี้ เปิดมา พูดเรื่องนิยามของคำว่าทุกข์เป็นอย่างแรก  อ่านแล้วเห็นภาพเลย เข้าใจ ตรงกับที่เป็น ความไม่รู้ในสิ่งที่อยากรู้เป็นทุกข์  การอยู่ในสภาวะที่ไม่พอใจเป็นทุกข์  อธิบายทุกอย่างเกี่ยวกับความทุกข์ได้ตรงที่สุด ไม่ต้องยกทฤษฎีเหมือนกับสตีเฟ่นฮอว์คกิ้งมาพูด เรียนอ้อมโลกไปดาวไหนดาวไหนแล้วก็ยังหาคำนิยามการดิ้นรนของมนุษย์ในโลกนี้ไม่ได้ เพราะเค้าไม่รู้จักคำว่าทุกข์”

“หนังสือสอนเยอะเหรอ หรือสอนเรื่องทุกข์อย่างเดียว ?”

“แปลก หนังสือนี้นะ รวมหัวข้อหลาย ๆ หัวข้อปะปนกัน ซึ่งไม่ได้ต่อเนื่องกันเลย  แต่ที่แปลกมากคือ เรื่องที่อ่าน เป็นเรื่องที่เราหาคำตอบอยู่ทั้งหมด มารวมอยู่ในเล่มนี้  มันแปลกมาก เพราะเรื่องที่เราต้องการรู้ ก็ไม่ได้ต่อเนื่องกัน เดี๋ยวอยากรู้เรื่องนั้น แล้วก็อยากรู้เรื่องนี้  แต่หนังสือเล่มนี้ ดักทางได้หมด มารวมอยู่ในเล่มเดียวกัน  นี่คือเรื่องมหัศจรรย์มาก  เริ่มหัวข้อด้วยเรื่องทุกข์ แล้วเรื่องต่อมา ก็ไม่ได้ต่อกัน เป็นชาดกพูดถึงพระเตมีย์ใบ้ ซึ่งอ่านแล้วงงมาก เพราะมันเหมือนเหตุการณ์ที่เราเคยเจอ  แต่หนังสือนี้ท่านเล่าถึงเหตุว่า ทำไมพระเตมีย์ถึงเจอแบบนั้น แล้วผลของการทำแบบนั้น จะให้ผลอะไร”

ฝนพยักหน้าช้า ๆ  เธอฟังแล้วรู้สึกสนุก
“อือ เธอก็เลยมีความศรัทธา ?”

“ก็ทีละขั้นไป  เริ่มต้นก็เซอร์ไพร๊ส์ก่อน วันแรกที่ได้อ่าน เราอ่านตั้งแต่สองทุ่ม หนังสือหนามากเลย เราอ่านรวดเดียวร้อยกว่าหน้า อ่านแล้วคิดไปด้วย แล้วพลิกกลับไปอ่านใหม่  ตอนวางหนังสือน่ะ เที่ยงคืน  เวลามันผ่านไปเร็วมาก  วันต่อ ๆ มาก็อ่านไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มศรัทธาไปเรื่อย ๆ  สอนอะไรมา ก็ลองทำตาม แล้วก็ได้ผลมาเรื่อย ๆ  สงสัยอะไร เดี๋ยวก็มีคำตอบในบทต่อ ๆ ไป  มันเหมือนกับว่า หนังสือนี้มีชีวิต  คือเหมือนกับว่า เราได้เจออาจารย์ แล้วอาจารย์เราอยู่ต่อหน้าเราตลอด เพียงแต่เราไม่เห็น…”

ฝนเงียบ เธอตั้งใจฟังต่อ
“… แล้วคำถามไม่ว่ายากเย็นขนาดไหนที่เราตั้งคำถามในใจ เราจะค้นพบในหนังสือเล่มนั้น  ดักทางเราได้หมดทุกอย่าง เหมือนกับรู้ว่าในจิตเราคิดอะไรอยู่  เราอ่านจนหมดเล่มนั้น แล้วก็ต้องไปตามหาว่าท่านคือใคร มีเล่มอื่นอีกมั้ย”
“แล้วท่านเป็นใคร ?”
“ท่านเป็นพระ  ตอนนี้มรณภาพไปแล้ว จริง ๆ ท่านมรณภาพไปตั้งสิบกว่าปีแล้ว”
“แล้วท่านสอนอะไร ทำไมเธอถึงรู้ตัวเองว่าสมัยก่อนเธอเป็นคนยังงั้น ?”

“ก็เรื่องการเมืองนี่แหละ คนไทยแบ่งฝ่ายกัน ต่างฝ่ายก็ออกมาด่าฝั่งตรงข้าม  เราเบื่อมาก เราแค่อยากรู้ว่า ฝ่ายไหนเป็นฝ่ายถูก แค่จิตคิดว่าอยากรู้มาก เพราะมันทุกข์ที่ไม่รู้ เลยตัดสินใจไม่ได้ว่าจะอยู่ข้างไหน  พอจิตคิดยังงั้น ต่อมาก็ได้หนังสือของหลวงพ่อท่าน ท่านเล่าถึงสมัยที่ท่านบวชใหม่ ๆ  การเมืองไทยก็มีปัญหา แล้วทั้งฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้าน ก็พยามอยากให้พระสงฆ์เป็นพวก  ท่านก็ถามอาจารย์ของท่านว่า ควรทำตัวอย่างไร อยู่ข้างไหน  พระอาจารย์ท่านก็ตอบว่า ทุกอย่างจะดีขึ้นอย่างรวดเร็ว หากทุกคนที่อยากจะช่วย เลิกจับผิดคนอื่น หยุด แล้วมองตัวเองว่า วันนี้เราทำดีหรือยัง เราดีพร้อมแล้วหรือ เราสำเร็จโสดาบันหรือยัง  ถ้ายัง เรามีอะไรเหนือกว่าคนอื่นหรือ  โสดาบันก็ยังเป็นรองพระสกิทาคามี ฉะนั้น แม้แต่โสดาบัน ก็วิจารณ์จับผิดคนอื่นไม่ได้ เพราะจะพลาดไปโดนพระสกิทาคามีเข้าโดยไม่รู้ตัว  ส่วนพระสกิทาคามีก็ยังด้อยกว่าพระอนาคามี  พระอนาคามี ยังด้อยกว่าพระอรหันต์  พระอรหันต์ธรรมดา ก็ด้อยกว่าพระอรหันต์วิชชาสาม พระอรหันต์วิชชาสามด้อยกว่าพระอรหันต์วิชชาหก  พระอรหันต์วิชชาหกด้อยกว่าพระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาน…”

ฝนเบิกตาโพลง เธอไม่เคยได้ยินศัพท์เหล่านี้มาก่อน
“อือ…  เธอจำได้หมดเลยเหรอเนี่ย”
รุ่งพยักหน้า
“ยัง…ยังไม่ไม่หมด  พระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาน ด้อยกว่าพระอัครสาวกเบื้องซ้าย  พระอัครสาวกเบื้องซ้าย ด้อยกว่าพระอัครสาวกเบื้องขวา  พระอัครสาวกเบื้องขวา ด้อยกว่าพระปัจเจกพระพุทธเจ้า  พระปัจเจกพระพุทธเจ้าด้อยกว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า”

ฝนพยักหน้า
“โอ… อือ” เธอประหลาดใจที่ได้ยิน

“…เดี๋ยว ยังมีเหนือไปกว่านี้  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ ก็ยังด้อยกว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปฐม  องค์แรกของโลก ฉะนั้น ถ้าใครคนหนึ่งในจักรวาลนี้ ที่จะมีสิทธิ์ตำหนิคนอื่นว่าเลว ผู้นั้นก็น่าจะเป็นสมเด็จองค์ปฐมท่านเดียวเท่านั้น”

“อือ…” ฝนทึ่งกับข้อมูลที่ได้ฟัง

“พอท่านได้ฟังตามนั้น ท่านก็เข้าใจเลย ต่อมาใครมาถามว่าฝ่ายไหนผิดฝ่ายไหนถูก ท่านไม่ตอบ ท่านบอกไปว่า ตัวท่านเองยังดีไม่พอ ฉะนั้น ท่านไม่มีเวลาไปสนใจคนอื่น เวลาที่มีคือ ทำตัวเองให้พ้นทุกข์  หากต้องการรู้จริงว่าใครผิดใครถูก ให้ไปถามสมเด็จองค์ปฐมกันเอง…. แล้ว…. แล้ว  ไอ้รุ่ง มึงเป็นใคร ?   มึงใหญ่ขนาดไหน ถึงจะตัดสินว่าฝ่ายไหนผิดฝ่ายไหนถูก ?   มึงใหญ่กว่าสมเด็จองค์ปฐมเหรอ ?  พอได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว  เห็นภาพตัวเองเลยว่า ตัวเองเล็กลงเท่าจู๋ปลวก”

“บ้า… เทียบอะไรแบบนั้น” เธอพูดไปหัวเราะไป

“มันเห็นภาพตัวเองที่เคยคิดว่าใหญ่ เก่งกว่าชาวบ้าน มันหดเล็กลงแทบจะกลายเป็นฝุ่น  ตัวเองต้องกลับมาพิจารณาตัวเองอีกเยอะ ถ้ายังไม่ได้สำเร็จบรรลุอะไร อย่ามีเวลาไปตำหนิชาวบ้าน  ถ้าทุกคนคิดได้แบบนี้ หันมาปรับปรุงตัวเองซะ  ก็คงไม่ต้องเห็นใครมาแบ่งฝ่ายพวกเราได้หรอก เพราะเราไม่มีเวลาไปเชื่อคำยุแหย่ของใคร เพราะถ้าสำรวจตัวเองว่า เราทำทานตามสมควรแล้วเหรอ ถือศีลครบแล้วเหรอ แล้วทำสมาธิ วิปัสสนาจนบรรลุแล้วเหรอ แค่นี้ก็หมดเวลาไปเป็นชาติแล้ว มีเวลาว่างไปเกลียดแค้นใครได้อีก  ไอ้ที่เค้าแบ่งฝ่ายเราได้เพราะพวกเราเองยังถือตัวว่าเราดีกว่า เขาเลวกว่าเรา”

“อือ… เห็นภาพ เข้าใจทุกอย่าง แต่คนที่เค้าเลือกข้างเพราะเค้าคิดว่าเป็นหน้าที่เค้าในการเข้าข้างคนที่ถูกต้อง”

“ก็เราก็เลยเห็นคนที่ถูกต้องมาฉะกันเองไง เพราะต่างฝ่ายก็อ้างว่าถูกต้อง   ความจริงหน้าที่ของมนุษย์มีอยู่อย่างเดียว คือ ทำตัวเองให้พ้นทุกข์ มันแค่นั้น แล้วมันก็ยากอยู่แล้ว ยังหาเรื่องมาถ่วงเวลาตัวเองอีก  เพราะพวกเราไม่เชื่อว่า แค่ทาน ศีล ภาวนา ก็จะทำให้เรามีนักการเมืองดี ๆ เอง  ไม่ใช่ด้วยวิธีที่ประเทศศิวิไลซ์ทั้งหลายสอนเรา  ตอนนี้เราเดินการเมืองทุกอย่างตามประเทศตะวันตกทั้งหมด  ถ้ากลับมาคิดแค่เรื่องใกล้ตัวที่สุด คือ เชื่อหรือไม่ว่า ถ้าทุกคนแค่ดูแลความประพฤติตัวเองให้อยู่ในศีลธรรม  แล้วหลับหูหลับตาจับฉลาก เราก็จะได้นักการเมืองที่ดีอยู่ดี ? เพราะ กรรมมันจะให้ผลในสิ่งที่เรากระทำเอง  แต่ไม่ใช่ด้วยวิธีพึ่งพาการเลือกตั้ง”

ฝนไม่เห็นด้วยกับความคิดแบบนี้ แต่เธอก็ไม่ถึงกับค้าน  เธอพอจะเข้าใจว่าเขาหมายถึงการใช้ธรรมะมานำสังคม
“ถ้าไม่ใช้เลือกตั้ง แล้วจะใช้วิธีอะไร ?”

“ใครจะไปสนใจวิธี  ก็ใช้เลือกตั้งอะไรก็ว่าไป  แต่เราต้องไม่ไปหวังพึ่งการเลือกตั้ง คือ มันจะมีอะไรพึ่งได้ไปมากกว่า ไตรสรณคมณ์  ในไตรสรณคมณ์มีการเลือกตั้งอยู่ในนั้นเหรอ  ใครตั้งพระพุทธเจ้าเป็นพระพุทธเจ้า ?  ท่านผ่านการเลือกตั้งของกฏหมายประเทศไหนกัน ?”

ฝนหัวเราะ “เธอนี่ จริงจังน่าดูเหมือนกันนะเนี่ย”

“ฝนคิดว่าไงล่ะ ? ถ้าคนในสังคมไม่มีศีลธรรม มันก็ต้องได้ผู้ปกครองที่เลวมาปกครองอยู่ดี  เลือกตั้งไปเหอะ คัดให้ดีที่สุด ถ้าเค้าเป็นคนดีจริง บุญเค้าก็จะส่งให้เค้าไปปกครองสังคมที่สงบสุขไปแล้วแหละ  เหอ ๆๆ    เข้าใจปะ ? …  ทุกอย่างเริ่มต้นที่เราก่อน แล้วกรรมเราจะดึงสิ่งดี ๆ มาเอง  ก่อนจะด่าคนอื่นว่าเลว มันต้องทำตัวเราให้ดีก่อน  มันต้องมองว่า ที่เราเจอแต่คนเลว เพราะกรรมของเราน่ะ ไปดึงคนเลวมา  ถ้าเราดีจริง เราก็จะไม่มีทางเกิดในสังคมแบบนี้หรอก แสดงว่าเรายังดีไม่พอ  เมื่อดีไม่พอ ก็น่าจะใช้เวลาเพ่งเล็งตัวเอง…  ไป ๆ มา ๆ วกมาการเมืองได้ยังไง ? ”

ฝนหัวเราะ “นั่นน่ะสิ  ก็เธอน่ะเริ่มก่อน”

“ที่ท้าวความมา แค่จะบอกว่า พออ่านคำสอนของหลวงพ่อ มันเห็นภาพตัวเราเอง ไปเปรียบกับสมเด็จองค์ปฐม ซึ่งเรากลายเป็นแค่ธุลีเลย  แล้วมองกลับไปในอดีต ตอนที่คิดว่าตัวเองเก่งที่สุด มันน่าทุเรศตัวเอง เพราะวัน ๆ คิดอยู่อย่างเดียวคือ เราเก่งกว่าคนอื่น เห็นแต่ข้อผิดพลาดของคนอื่น  แต่ตัวเองไม่เคยมองตัวเองเลย”

ฝนพยักหน้า
“อือ ก็ใช่นะ เธอพูดมาก็ถูก  ถ้าเราปฏิบัติดีแล้ว ก็หมดหน้าที่ กรรมดีก็จะไปดึงสิ่งดี ๆ มาเอง  ไม่ต้องกังวลเรื่องอะไรอีก จะจนจะรวย มีเงิน ไม่มีเงิน ทำดีแล้ว ก็จะได้อะไรดี ๆ กลับมา…”

“หา… ฝนว่าอะไรนะ ?”
“อะไร ก็ตามที่เธอบอกไง ทำดีแล้วก็หมดหน้าที่ ไม่ต้องไปรบราฆ่าฟันกับใคร กรรมดีจะดึงของดีมาไง”
“แต่ตอนแรกเธอพูดว่า มีเงิน ไม่มีเงิน ก็ไม่ต้องกังวล อะไรทำนองนี้ใช่ปะ ?”
“ใช่ ก็เธอบอกเอง ว่าหมดหน้าที่แล้ว แปลว่า ถ้าตอนนี้ยังจน ยังป่วย แล้วสงสัยว่าต้องทำอะไรเพิ่มมากกว่านี้ ก็ไม่ต้องสงสัย เพราะแค่ปฏิบัติดี ก็ให้สบายใจได้”

รุ่งลืมตาโต… เขานึกถึงคำที่ฝนพูด

ใช่เลย !

ก็แล้วทำไมเขายังกังวลกับเรื่องเงินทองมากขนาดนั้น ?

ในเมื่อเขาก็ทำดีที่สุดแล้ว

ที่เหลือ ก็แค่เชื่อมั่นว่า กรรมดี จะดึงสิ่งที่ดีมา

แต่ทำไมเขาต้องใช้เวลาสองวันที่ผ่านมา เป็นทุกข์กับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ทั้ง ๆ ที่เขาได้ทำดีที่สุดแล้ว ?

“รุ่ง  ฝนพูดอะไรผิดเหรอ ?”

“เปล่า… ตรงกันข้ามเลย  ฝนพูดในสิ่งที่ถูกที่สุด แต่ทำไมเรานึกไม่ถึง ?   โง่อีกแล้วเรา”
“ฝนพูดอะไร ?  ฝนก็พูดในสิ่งที่เธอเล่ามาทั้งนั้น เธอเป็นคนเล่าเองนิ”
“ใช่ ๆ  แต่ ทำไมเราไม่นึกถึงมันได้ตั้งแต่เมื่อวานนะ  บ้าจริง ๆ”

ฝนสั่นหัว
“ไม่เข้าใจ รุ่งคิดอะไรอยู่ ?”
“ดีนะ ที่ฝนช่วยเราคิด ไม่งั้นมันหลุดออกมาไม่ได้”

โชเฟอร์เอียงคอ  เธอไม่เข้าใจว่าเขาหมายถึงอะไร  แต่คงไม่ใช่เรื่องใหญ่

รุ่งนั่งอมยิ้ม หายใจยาว  เขารู้สึกสบายใจที่ได้ยินคำพูดนั้น ทำไมเขาถึงคิดเองไม่ออก ? เรื่องแค่ปลายจมูก

เขาไม่ได้ทำอะไรผิด  เวลาที่เหลือ ก็แค่เขาเร่งรัดปฏิบัติให้มากขึ้น สิ่งอื่นก็ไม่ใช่หน้าที่แล้ว

ไม่ต้องรบราฆ่าฟัน ไม่ต้องร้องเรียนเพื่อกระทบใคร ก็แค่ทาน ศีล ภาวนา ให้หนักหน่อย แค่นี้ก็ครบหน้าที่ที่ควรทำ

…..คิดแล้วก็สบายใจ เหมือนกับสิ่งที่หมักหมมถูกล้างออกไปจากใจจนหมด

รถมาถึงแยกจัสโก้ ศรีนครินทร์
“ฝนเลี้ยวขวาเข้าทางนี้ดีกว่า” รุ่งบอกทาง
“อือ… เธอก็เลยศรัทธาในศาสนาพุทธ ?”
ฝนชวนคุยต่อ
“อันนี้ ไม่รู้เหมือนกัน ตัวเองก็ยังงง ๆ เพราะเวลาอ่านหนังสือธรรมะเล่มอื่น ๆ ไม่ค่อยศรัทธา มันมีจุดที่เราแย้งได้ แล้วไม่มีใครตอบ  ก็มีของหลวงพ่อเท่านั้นที่ตอบได้หมด  ก็เลยไม่แน่ใจ่ว่าที่เราศรัทธา คือ เรียกว่าศาสนาหรือเปล่า”
“มันก็ต้องใช่สิ  ก็ท่านก็สอนทุกอย่างตามพระพุทธเจ้าไม่ใช่เหรอ ?”
“มันอยู่ที่การตีความด้วย แล้วอยู่ที่ประสบการณ์ด้วย ก็คำสอนของพระพุทธเจ้าเหมือนกัน ตีความไม่เหมือนกัน ก็แบ่งเป็นลัทธิต่าง ๆ มาทะเลาะกันเองอีก  แล้วอีกอย่าง ตัวเราเองนับถือพระเยซูด้วย อย่างนี้เรียกว่าศาสนาพุทธเหรอ ?”

ฝนหันมามองหน้า แปลกใจ
“เอ่อ.. แปลก ฝนก็ไม่แน่ใจ แต่คิดว่าศาสนาพุทธนับถืออะไรก็ได้ ไหว้พระเยซูก็ได้นะ”
“ก็แล้วแต่ตีความไง บางคนก็บอกว่าห้ามนับถือใครอีก นอกจากคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า แม้แต่พระพุทธรูปก็ไหว้ไม่ได้ เทวดาก็ห้ามไหว้  บางคนก็บอกว่า นับถืออะไรก็ได้เพราะศาสนาพุทธเปิดกว้าง  เราก็เลยหยุดฟังคนอื่นทั้งหมด ช่างมัน เราเป็นคนไม่มีศาสนา เราจะเชื่อคนที่เราศรัทธา แค่นี้จบ”

“แล้วหลวงพ่อบอกว่ายังไงล่ะ ? เรานับถือศาสดาองค์อื่นได้ด้วยเหรอ ?”

“เล่าแล้วจะบอกว่าแปลก  หลวงพ่อพูดถึงพระเยซูในหนังสือของท่าน ท่านสรรเสริญความเมตตา และ ยืนยันในอภิญญาต่าง ๆ ที่พระเยซูได้แสดงเพื่อช่วยมนุษย์ว่า เป็นความจริง แล้วก็บอกด้วยว่าใครนับถือพระเยซู เชื่อคำสั่งสอนของท่าน ก็สามารถไปสวรรค์ได้”

ฝนขมวดคิ้ว
“มีด้วยเหรอ ? พระสงฆ์สอนแบบนี้ได้ด้วยเหรอ ให้นับถือศาสดาอื่น ?”
“ไม่ได้บอกให้ไปนับถือศาสดาอื่น  แต่บอกแค่ว่า ถ้าใครมีศรัทธาอยู่แล้ว ก็ไม่ผิด  ก็นี่ไง เราถึงเบื่อการที่คนต้องมาแบ่งพวกกันเพราะลัทธิ ศาสนา ถ้าชั้นอยู่ฝ่ายนี้ ห้ามนับถือฝ่ายนั้น  ถ้าพระองค์ไหนห้ามไม่ให้เรานับถือพระเยซู เราก็ไม่ศรัทธาองค์นั้น  แสดงว่าพระองค์นั้นน่ะ เก่งกว่าพระเยซูอีก”

“แล้วทำไมเธอต้องยึดพระเยซูเป็นหลัก มีอะไรประทับใจเธอ ?”

“ตอนเด็ก ๆ เคยป่วยเกือบตาย บ้านเราทำทัวร์ใช่ปะ ก็มีเพื่อนพ่อที่เป็นฝรั่ง เค้าเป็นคนพาทัวร์มาลงประจำ เค้ามาเยี่ยมเราที่โรงพยาบาลด้วย  ครอบครัวเราสนิทกับเค้า  ตอนนั้นอาการเราแย่มาก  เค้ามายืนข้างเตียง แล้วก็วางมือที่ท้องของเรา แล้วให้เราอธิษฐานตามเค้า แล้วหลับตาให้นึกถึงพระเยซู  เราก็ทำตาม  หลังจากที่เขาปล่อยมือแล้ว แค่ประมาณห้านาที เรารู้สึกทันทีว่ามีอะไรบางอย่างเปลี่ยนแปลงในท้อง แล้วอาการที่เป็นหนักมาแล้วเกือบสิบวัน มันดีขึ้นเรื่อย ๆ ภายในหกชั่วโมง  สุดท้ายสามสี่วันถัดมาก็หายเป็นปกติ  ตั้งแต่นั้น เราก็มีพระเยซูอยู่ในใจตลอด  ผิดหรือไม่เนี่ย ?”
“อือ… เข้าใจละ  ฝนเข้าใจ  ไม่ผิด เป็นฝนฝนก็จะไม่มีวันลืม นี่ก็เป็นเหตุผลให้เธอเรียนวิชาลูกดิ่งเหรอ ?”

รุ่งปรบมือให้
“แน่ะ… โยงเรื่องได้เก่งจัง  อือ… เป็นความประทับใจในเพื่อนพ่อตั้งแต่เด็ก รู้สึกว่าเค้าเป็นฮีโร่  โตขึ้นอยากเป็นแบบเค้า มีวิชาอะไรก็ได้ที่ช่วยคนอื่นได้เลย  โดยไม่ต้องพึ่งหมอ แต่มันไม่ใช่ว่าหาเจอได้ง่าย ๆ จากเด็กมาจนโต ต้องใช้เวลากี่ปีกว่าจะมาเจอวิชาลูกดิ่งนี่  เราต้องเสียญาติไปอีกหลายคน โดยที่เราช่วยอะไรไม่ได้เลย ได้แต่ส่งให้หมอ สุดท้ายหมอก็… เค้าก็ทำดีที่สุดแล้ว แค่นั้น”

ฝนพยักหน้า เธอรู้สึกว่าเพื่อนคนนี้มีประสบการณ์สั่งสมในสมองแตกต่างจากคนอายุยี่สิบหกคนอื่น ๆ ที่เธอเคยรู้จัก

“รุ่งเป็นคนแปลกนะ  แต่ฝนก็เข้าใจว่าผู้ชายก็มีอารมณ์แบบนี้นะ  ก็จะคุยกับผู้ชายกันเองรู้เรื่อง”
“ไม่หรอกมั้ง  เราก็ไม่ได้คุยกับใครเรื่องแบบนี้  คนที่คุยได้มากที่สุด กลับไม่ใช่ผู้ชาย”
“อ้าว เหรอ ใครอะ ?”
“ทอม… ไอ้นี่มันเฮี้ยน  บางทีอ้าปากจะพูด มันรู้แล้วว่าเราจะพูดอะไร”

ฝนหัวเราะ “อือ ทอมเหรอ ? … ฝนว่าทอมน่ารัก”

“พูดสองครั้งแล้วนะ  คิดไรเปล่าเนี่ย ?”
“เปล่า  ฝนไม่ใช่ดี้นะ ชอบที่ว่าบุคลิกเค้าเท่ดี เวลาเค้าพูดน่ะ ชอบมองเค้า เหมือนกับเค้ามีความสุขแล้วทำให้เรามีความสุขด้วย”
รุ่งหัวเราะ “เฮอะ ๆๆๆๆ  ท่าทางจะอิน  สนิทกับทอมด้วยเหรอ ?”

“ไม่ได้สนิทหรอก แต่เคยไประยองด้วยกัน งานที่คณะจัดอะ”
“อ้อ… เออ เหรอ ปีสองใช่ปะ อือ แล้วเป็นไง ?”
“ก็มีโอกาสนั่งคุยกันบ้าง แล้วก็มีรุ่นพี่มาจีบทอมด้วย ตามเอาใจตลอด ไม่รู้ว่าสรุปได้เป็นแฟนกันหรือเปล่า ?”

“ตี๋ ๆ ขาว ๆ ใช่ปะ ?   พี่โก้ล่ะมั้ง  กลับจากงานนั้นเห็นสวีทกันพักนึง แล้วพี่โก้ก็ไปเรียนต่อหรือไงเนี่ย”

“แต่ฝนได้คุยแล้วก็ชอบนะ ถ้าฝนเป็นผู้ชาย ก็คงต้องจีบ คือทอมดูฉลาดแล้วก็คิดอะไรที่ผู้หญิงคิดไม่ถึงนะ เวลาคุยกันแล้วรู้เลยว่าฉลาด”

“อือ… ทอมมันซับซ้อน  มันคิดได้ซับซ้อนกว่าผู้หญิงทั่วไป แต่ที่ดีคือ มันไม่ร้าย  เพราะผู้หญิงหลายคนที่คิดซับซ้อนจะติดนิสัยร้าย ๆ  แต่ทอมมันแบน ๆ”

“เหอ ๆ… อะไรแบน ๆ ?”
“แบน ๆ คือ มันตรงไปตรงมาอะ คบแล้วสบายใจ งี้เรียกว่าแบน ๆ”

เสียงสัญญานเตือนข้อความ SMS ดังขึ้นที่โทรศัพท์ฝน  เธอหยิบมือถือเพื่อเปิดอ่าน  แล้วเธอก็ยิ้ม ส่งมือถือให้รุ่งอ่าน

ข้อความหน้าจอแสดง …

ขับรถกลับบ้านดี ๆ นะคะ พี่ฝน กู๊ดไน๊ท์…น้องวิ

รุ่งอ่านแล้วยิ้ม  ยื่นมือถือคืนให้โชเฟอร์

รถวิ่งมาบนถนนพระรามเก้าตัดใหม่  รุ่งบอกทางฝน จนมาถึงหน้าบ้าน

คืนฝนตก

“ขอบคุณมากนะฝน ทำให้เธอต้องลำบาก”
“ไม่ได้ลำบาก ฝนก็ต้องขอบคุณรุ่ง ที่ช่วยตรวจสุขภาพให้พ่อฝน”
“อื้อ… ไม่ได้ลำบากเหมือนกันแหละ อยากเป็นฮีโร่ เหอ ๆๆๆ”

ฝนพยักหน้า
“อื้อ…ใช่  ฝนว่า วันนี้รุ่งเป็นฮีโร่”

รุ่งขมวดคิ้ว “หา… จริงอะ เรื่องอะไร ?”
“ก็เธอเป็นฮีโร่สำหรับน้องวิ แล้ว เธอก็เป็นฮีโร่สำหรับพ่อฝน วันนี้เธอเป็นฮีโร่จริง ๆ”

รุ่งแปลกใจที่ได้ยิน เขาไม่รู้จะทำสีหน้ายังไง รู้สึกเขิน ๆ ได้แต่พยักหน้า
เขาเปิดประตู ลงจากรถ แล้วโน้มตัวลงมาพูดกับโชเฟอร์
“ลืมจนได้… ฝน ซูเปอร์แมนลืมเสื้อไว้อะ”
“หา… พูดถึงอะไร ?”
“เราลืมเสื้อไว้ที่บ้านฝน”
“อื้อ… ฝนจะเก็บไว้ให้ แล้วค่อยนัดกันใหม่”
“ได้ ได้ ขับรถดี ๆ นะ”

ฝนพยักหน้า  รุ่งปิดประตูรถ  ฝนค่อย ๆ ออกรถไป

รุ่งคิดถึงถึงตัวเองแล้วหัวเราะเบา ๆ 
…ไม่มีเงิน แต่ก็เป็นฮีโร่…
แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว  ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด เรื่องอื่นก็แล้วแต่กรรมจะพามาแล้วกัน

******************************************************************************************
ตีสองกว่า….

….โตโยต้าสีเขียววิ่งบนถนนพระรามเก้า

ฝนขับรถช้า ๆ นึกถึงเวลาที่ผ่านมาไม่กี่ชั่วโมง ทำให้เธอเปลี่ยนความรู้สึกที่มีกับรุ่งได้อย่างหน้ามือเป็นหลังมือ  คงเป็นเพราะสถานการณ์เฉพาะหน้าในวันนี้ ที่ทำให้เธอจำเป็นต้องแสดงน้ำใจกับเขาก่อน  แล้วเธอก็ได้รับน้ำใจตอบแทน 

ผู้ชายคนนี้มีอะไรน่าสนใจ เนื้อหาสาระที่คุยกัน เธอไม่เคยได้พบในสังคมของคนวัยเท่านี้มาก่อน

เวลาที่เขาคุย เขามีวิธีการเล่าเรื่องที่แตกต่างจากคนอื่น ๆ สามารถเล่าเรื่องยาก ๆ ให้เข้าใจได้ในระยะเวลาสั้น ๆ ถ้าเป็นเธอ คงไม่มีวันจะเล่าเรื่องในใจออกมาได้ขนาดนี้
__________________________________________________________________________________________

(โดย วีรยาติ )

กลับขึ้นด้านบน


อ่านตอนต่อไป
อ่านตอนอื่น
..................................................................................

1. สมัครสมาชิก เว๊บบอร์ดที่นี่ (หากไม่สมัครสมาชิก จะโหวต หรือ แสดงความคิดเห็นไม่ได้) และ

2. แสดงความคิดเห็น หรือ โหวต (อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือ ทั้งสามอย่าง)

- ชอบตัวละคร ขอเชิญโหวตได้ที่นี่

- อ่าน หรือ แสดงความคิดเห็นที่นี่